--เพื่อนสนิทคนแรก--
ชื่ออะไรจำไม่ได้แล้ว แต่หน้า ยังจำได้อยู่

ตอนเด็กๆ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ร่าเริงมาก จนคณะญาติให้ฉายานามว่า "ตอแหล"
แต่โตมาใครจะเชื่อ ว่าจะเย็นชาและไร้ความรู้สึกได้ขนาดที่เพื่อนมหาวิทยาลัยเรียกว่า "ยายชา"

จุดเปลี่ยนคืออะไรกันแน่ อันนี้ไม่รู้
แต่ฉากที่จำได้ขึ้นใจ เรียกให้ตรงอีกหน่อยคือ"ฝั่งใจ"
เหมือนคนเคยจมน้ำ แล้วก็กลัวน้ำไปเลย อย่างนั้นนั่แหละ
ไม่ว่าจะทำยังไง.. ความรู้สึกที่หยั่งรากไว้ เติบโตจนใหญ่ มันก็ยากที่จะถอดถอน
ออกจะแข็งแรงและมั่นคงเสียด้วย

เมื่อก่อน... ใช้คำว่าพื้นฐานดีกว่า ว่าเป็นเด็กไม่คิดมาก
ไม่มีคนที่เกลียดเป็นพิเศษ ไม่มีคนที่ชอบเป็นพิเศษ และไม่มีคนที่สนิทเป็นพิเศษ
ก็เรียกได้ง่ายๆว่า"ตอแหล"ไม่เรื่อย มีแต่ผู้ใหญ่ที่รัก(ในความตอแหล)
โตขึ้น ก็ยังเหมือนเดิม เพื่อนทุกคนในห้องสนิทเท่ากันหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย
เป็นตัวเกร็งในเรื่องต่อยกับผู้ชาย เป็นตัวตั้งตัวตีเรื่องลอกการบ้าน
งานกลุ่ม ก็ยังมีเป็นตัวตั้งตัวตีในการรวมกลุ่มบ้าง (เคยเป็นหัวหน้ากลุ่มด้วยนะ เพื่อนสมัยนี้รู้คงตกใจ ฮะๆ)

ใช้ชีวิตแบบกว้างขวางไปเรื่อยๆ และก็รู้ดีว่าเพื่อนคนไหน "เป็นเพื่อนสนิทของคนไหน"
สมัยนั้น ใครสนิทกับใครก็จะอยู่แต่กับคนๆนั้น เพื่อนคนอื่นๆก็จะรู้และไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวเป็นพิเศษ
เหมือนกับว่า ถ้าอยู่กับคนที่สนิทกัน เราก็เป็นส่วนเกิน อะไรประมาณนั้นมั้ง
เราไม่ได้สนใจอะไร เพราะไม่คิดอะไรนี่แหละ จนวันหนึ่ง
เริ่มมาใช้สมองคิดและรู้สึก ตอนที่ เพื่อนคนหนึ่ง ทะเลาะกัน"เพื่อนสนิทของมัน"
พอไม่มีเพื่อนสนิท มันก็ไม่มีใครเลย
เราเป็นพวกเดินกับใครก็ได้ ก็ทุกคนเป็นเพื่อนเรา "เหมือนกันหมด"
มัน ที่ทะเลาะกับเพื่อนสนิท เลยมาเดินกับเรา
ชวนเราคุยแบบที่ไม่เคยชวนคุย และไม่เคยมีใครทำ
เราก็คุยกับไป แปลกใจแต่ไม่ได้เอะใจอะไรเลย ก็รู้สึกดีนะ มากระดับหนึ่ง
แต่มันก็เป็นแบบนั้นอยู่แค่ครึ่งวัน เพราะมัน กลับไปคืนดีกับเพื่อนสนิทมัน
แล้วก็ไม่คุยกับเราอีกเลย...

ครั้งนี้ก็แค่รู้สึกว่า อ๋อ กูเป็นแค่นี้ซินะ มึงไม่มีใคร ก็มาอยู่กับกู
พอมึงมีใครซักคน ก็ไม่มองเห็นกูเลย

จากนั้นก็เริ่มเงียบๆ แต่ก็ยังคิดเหมือนเดิม ว่าทุกคนเป็นเพื่อน "เท่ากันหมด"
ใครจะทะเลาะกับใคร แล้วมา"สนิท"กับเรา ก็ไม่รังเกียจ
แต่คิดอยู่เสมอว่าสักพักมันก็ไป แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

แต่ที่สะเทือนใจสุดๆ คือ "เพื่อนสนิทคนแรก"ของเรา
เป็นผู้หญิง (แน่นอน ประถมต่างจังหวัด ผู้หญิงกับผู้ชายสนิทกันไม่ได้เลยทีเดียว)
อยู่ๆ.. ใช้คำว่า "อยู่ๆ"นี่ ตรงที่สุด เพราะอยู่ๆจริงๆ
รู้จักมันมานาน เพราะมันเป็น"เพื่อนร่วมห้อง" จำได้เลยว่า เรานั่งอยู่ที่โตะตัวเอง ทำอะไรสักอย่าง
อยู่ๆก็เข้ามาคุยอย่างสนิท เราก็คิด.. มึงทะเลาะกับเพื่อนสนิทมึงมาเหรอ?
แต่รู้สึกว่าอินี่มันไม่ได้มีเพื่อนสนิทเป็นพิเศษ(มั้ง?) ก็มันไม่ใช่คนโดดเด่นในห้องอะ เลยไม่รู้จักเป็นพิเศษ
มาชวนคุยทุกครั้งที่หมดชั่วโมงเรียนนั้นๆ (ไม่ได้นั่งข้างกัน)
ตอนเช้าชวนไปกินนมด้วยกัน ตอนกลางวันชวนกินข้าว ตอนเย็นชวนกลับบ้าน
เราทำอะไร จะทำอะไร มันทำตามตลอด ไปไหนมาไหน มันก็ตามตลอด
คือ.. กลายเป็นมันตัวติดกับเราไปเลย แบบไม่ได้ตั้งตัวสุดๆ
เราก็คิดอย่างที่เคยๆคิด ว่าเดี๋ยวมันคืนดีกับเพื่อนสนิทมันก็ไป
แต่.. ใครเพื่อนสนิทมันวะ?
แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ ใครอยากทำอะไรก็ทำ มันสนุกมาเราก็สนุกกลับ แค่นั้น

เป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่และตื่นเต้น ที่รู้สึกเหมือนจะมี "เพื่อนสนิท" เป็นคนแรก
ตอนที่มีงานคู่ จำได้เลย ว่าเป็นงานประดิษฐ์โมบาย จากวัสดุเหลือใช้
เราเป็นคนหัวศิลป์อันดับต้นๆของห้อง เราเลยเป็นคนคิดทั้งรูปแบบและวัสดุ

เหตุที่ทำให้รู้สึกว่า เรากับมันเป็น"เพื่อนสนิท"กัน เพราะมันชวนไปทำงานชิ้นนี้ที่บ้าน
งานนี้เป็น "การบ้าน" ฉะนั้นทำที่โรงเรียนไม่ได้ และบ้านเราก็อยู่ไกลเกินไปที่พ่อแม่มันจะไปส่งเพื่อทำงานกลุ่ม
ก็ต้องเป็นเราที่ต้องเป็นฝ่ายไปบ้านมันที่อยู่ในเมือง
แน่นอน เราไม่เคยไปบ้านเพื่อนคนไหนมาก่อนเลย บอกตรงๆว่าตื่นเต้นมากกอไก่เยอะๆ
เป็นความรู้สึกตื่นเต้นที่สุดในชีวิตช่วงนั้น ที่ได้ไปบ้านเพื่อน
คนแรก ครั้งแรก ..และก็เป็นคนสุดท้าย และครั้งสุดท้าย ที่ตื่นเต้นแบบนั้น
เพราะบ้านเราอยู่ต่างอำเภอ ต่างตำบล ถ้านั่งรถเมล์ก็ร่วมชั่วโมง แล้วบ้านมันก็อยู่ลึกเข้าไปอีก
เป็นสาเหตุให้กลับมาบ้าน ก็วาดแผนที่ทางไปบ้านมัน เพราะคิดว่าเราคงได้ไปอีก เพราะเราเป็น "เพื่อนสนิทกัน"
แต่ได้ไม่กี่อาทิตย์ก็ฉีกมันทั้ง ในขณะที่ไร้ความรู้สึกสุดขีด ทั้งๆที่ตั้งใจวาด และรักษามันมาอย่างดีตลอด
(ความจริงโกหก ว่าฉีกด้วยความไร้ความรู้สึก)

หลังจากที่ส่งงานชิ้นนั้นไป แม่งก็หายหัวไปพร้อมงานที่ส่งครู

กลับไปเหมือนก่อนหน้าที่มันมาช่วนคุยถึงโต๊ะ เด๊ะๆ
เหมือนกับว่า ช่วงเวลานั้นเราจินตนาการขึ้นมาเองแล้วไม่มีจริง อย่างนั้นเลย
มันไปตีสนิทคนใหม่.. เป็นคนที่เรียนเก่งเป็นที่2ของห้อง
แต่ขอโทษนะ เค้าคนนั้นมีเพื่อนสนิทของเค้าอยู่แล้ว ซึ่งเพื่อนสนิทเค้าก็คือคนที่เรียนเก่งที่สุดในห้อง

ดั้งแต่นั้น ก็รู้สึกว่าตั้วเองเย็นชาฉับพลันทันที (หันหน้าเข้าหาหนังสือการ์ตูนอย่างเต็มตัว)

แล้วยังไอ้เหตุการณ์ตอนประดิสดอกไม้ในห้องอีก
คุณครูให้ยืมแบบกลีบดอกไม้5กลีบที่ขนาดต่างกัน มาทาบบนผ้าที่ได้คนละผืนขนาดเผื่อเหลือเผื่อขาดไม่มาก เวียนจนครบคน
ไอ้เพื่อนหน้าหมาคนหนึ่ง มันมาขอยืมกลีบดอกไม้ที่เราตัดจากแบบไว้แล้ว มันบอกว่ามันทำหาย ขอยืมไปเป็นแบบทาบ
เราไม่เคยงกกับเพื่อน และเชื่อใจมันอย่างผิดๆว่ามันจะเอามาคืน แต่จนจะหมดชั่วโมง ก็ไม่มีวี่แววจนต้องออกตัวทวงอย่างไม่เคยมาก่อน
แต่สิ่งที่ได้ มันบอกว่า "คืนแล้ว" .. คืนพ่องมึงสิ!! กูนั่งอยู่โตะกูตลอดไม่มีหมาตัวไหนเดินกลับมาหากูเลย!
เห็นดอกไม่ที่มันทำเสร็จแล้วถึงได้เข้าใจ.. ในนั้นคงมีกลีบดอกไม้ของกูอยู่ซินะ

เหมือนเรื่องไร้สาระ แต่ถ้าตอนนั้นไม่สะเทือนใจแบบสุดๆ คงไม่จำมาได้ถึงทุกวันนี้
ไม่มีแรงจะทะเลาะ แล้วกลับมานั่งตัดกลีบใหม่โดนไม่มีแบบ กะเองแม่งเลย กับผ้าที่เหลือเศษๆ
ด้วยภาพที่เลือนลาง เพราะน้ำตาคลอเบ้า
แต่พอทำดอกไม้เสร็จ ถึงจะเสร็จเกือบไม่ทันส่งก็เถอะ (เพราะอาจารย์เห็นน้ำตาหรอกถึงยอมรอ)
ได้มีส่งก็แล้วกันไป ไปพร้อมกับความไว้ใจที่เคยเหลือเฝือ..

นี่เป็นสาเหตุใหญ่ๆ ที่ทำให้ไม่มีเพื่อนเก่า สมัยประถม เลยสักคน
งานวันลา ก็ไม่ไป.. ไปไม่ไปก็เหมือนกันนั่นแหละ เพราะเราไปเรียนต่อที่กรุงเทพ
คงไม่ได้เจอกันอีก อดีตไม่มี อนาคตก็ไม่มี ปัจจุบันก็ช่างมันไปเลยเถอะ

เรื่องดีๆในสมันนั้นที่จำได้ ก็มี แต่ก็เป็นเรื่องดีๆที่ธรรมดา ไม่ได้เด่นเด่อะไรเลย
ก็เหมือนเรื่องแย่ๆ ที่ก็ไม่ได้เด่นเด่อะไรนี่เหมือนกัน


ทุกเรื่องที่เกิดขึ้น เราก็คิดวิเคราะห์ทุกครั้ง ว่าเป็นเพราะเรารึป่าว
เราเผลอทำอะไรที่มันไม่ชอบไปรึป่าว
หรือเผลอพูดอะไรไม่ถูกใจ..
ไม่เคยโทษและคิดว่ามันมาแค่หาประโยชน์เอากับเรา
(( ก็คิดแบบนั้นแล้วมันเศร้านิ ว่าเรามีแค่"ประโยชน์"ที่น่าคบ แต่เรายอมรับก็ได้ ว่าเรามันไม่น่าคบ ฮะๆ))


เข้ากรุงเทพ เราไม่แคร์ ว่าจะมี "เพื่อนสนิท" รึป่าว
แต่ไอ้ช่องกรอกแบบสอบถาม ที่ให้ใส่ชื่อ "เพื่อนสนิท" หนะ น่าระคาญใจชะมัด
เพื่อนที่คบมา3-4ปี ยังไม่เคยมี แล้วนี่พึ่งเข้ามาเรียน ถามชื่อ "เพื่อนสนิท"
แค่วันรับน้องไม่กี่วัน ถามว่าเราจะหาได้มะ
ก็ปล่อยว่างมันไว้อย่างนั้นแหละ

มัธยมปีแรก ก็ไม่ได้แย่
เคยทั้งมีชื่อเป็นสมาชิกอยู่ในกลุ่มทำงานถึง2กลุ่ม และทำ"โครงงาน"เรื่องเกาะรัตนโกสินเพียงคนเดียว
พอเห็นประโยชน์ ก็ถูกแย่งตัว พอไม่เห็นประโยชน์.. ก็อย่างนั้นแหละ
ต้องขอบคุณเพื่อนสมัยประถมจริงๆ ไม่งั้นคงร้องไห้ไปแล้ว
แต่ถามว่าเพื่อนๆผิดมั๊ย เราไม่เคยโทษเพื่อนๆนะ เพราะเราปิดปากเงียบเอง
เรื่องมีชื่ออยู่ทั้ง2กลุ่ม เพราะเราไม่มีเพื่อนสนิท ที่ว่ามันอยู่กลุ่มไหนเราก็อยู่กลุ่มนั้น มันเข้าใจผิดก็เป็นธรรมดา
เรื่องที่ไม่มีกลุ่มโครงงานก็เหมือนกัน เพราะเราเงียบเอง ไม่ขอเข้าไปอยู่กลุ่มไหนเลย ทั้งๆที่มีแค่4กลุ่มกลุ่มละ10กว่าคน
(เลยตั้งกลุ่มเองซะเลย มีสมาชิกคนเดียว ตอนส่งโครงงานอาจารย์มองหน้าไม่พูดอะไร เท่มาก ฮะๆๆ)

แต่ไอ้การใส่ชื่อเพื่อนสนิทใบแบบสอบถาม มันเหมือนเป็นโรคประสาทที่ตามหลอกหลอน
ถึงแม้จะมีกลุ่มเพื่อนแล้ว และมีเพื่อนที่ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ ก็ยังลำบากใจที่จะเขียนชื่อมันอยู่ดี
ยิ่งมีเป็น "กลุ่มเพื่อน" ยิ่งกลายเป็นว่าเรามี "เพื่อนสนิทหลายคน"

ประสบการณ์วัยประถมมันยังคงฝังรากลึก และเข้าใจความรู้สึก "สนิทอยู่ฝ่ายเดียว" เป็นอย่างดี
ถ้ามีกันแค่2คน มันเขียนชื่อเรา เราก็เขียนชื่อมัน
แต่ถ้ามีมากกว่า2คน เริ่มคิดหนัก เป็นความเครียดที่ไร้สาระ แต่มันสั่งไม่ได้ มันเป็นไปเองเหมือนเป็นโรคประสาท
(เรื่องนี้พนันได้เลยว่าไม่มีใครรู้ว่าเราเครียดจริงๆ)

เราเลยตัดสินใจ ดูช่อง "เพื่อนสนิท" ของเพื่อนในกลุ่ม แล้วถึงจะค่อยกรอกลงไปในใบของตัวเองเป็นคนสุดท้าย
เพราะเราสนิทกับเพื่อนในกลุ่มเท่ากันหมด ใครไม่ถูกเขียนชื่อ เราก็เขียนชื่อคนนั้นแหละ

อิกอ เขียนชื่อ อิขอ อิขอ เขียนชื่อ อิคอ อิคอเขียนชื่อเรา เราเขียนชื่ออิกอ

ก็แค่แบบสอบถาม
แต่ช่อง "เพื่อนสนิท" เนี่ย มันรบกวนหัวกับใจจริงๆ
ไรสาระเนอะ

(( ใช้คำว่า "เพื่อนที่สามารถติดต่อได้ยามฉุกเฉิน" ยังดีกว่า ))











Create Date : 10 เมษายน 2556
Last Update : 10 เมษายน 2556 17:17:38 น.
Counter : 2590 Pageviews.

2 comments
  
กำหนดการสังสรรค์ประจำปี 2556

"เพื่อน 563 เม้ามอยกันลั่นอัมพวา"

วันที่ 19-20 ต.ค. 2556

ณ บ้านเพียงตะวัน

อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

วันเสาร์ที่ 19 ต.ค. 2556

เวลา 12.00 น. เดินทางถึงที่พักบ้านเพียงตะวัน อำเภออัมพวา

จังหวัดสมุทรสงคราม

เวลา 12.00-14.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ บ้านเพียงตะวัน

เวลา 14.00-15.00 น. ลงทะเบียนรับของที่ระลึก พร้อมถ่ายภาพ

เวลา 15.00-16.00 น. ประชุมกลุ่มย่อย

เวลา 16.00-17.00 น. ประชุมกลุ่มใหญ่

เวลา 17.00-18.00 น. กลับที่พัก/พักผ่อนตามอัธยาศัย

เวลา 18.00-19.30 น. นั่งเรือไปตลาดน้ำอัมพวายามเย็น และ ชมหิ่งห้อย

เวลา 20.00-24.00 น. รับประทานอาหารเย็นและสังสรรค์บริเวณริมแม่น้ำแม่กลอง

ณ บ้านเพียงตะวัน

เวลา 24.00 น. พักผ่อนตามอัธยาศัย



วันอาทิตย์ที่ 20 ต.ค. 2556

เวลา 07.00-09.00 น. รับประทานอาหารเช้า

เวลา 09.00-10.30 น. เที่ยวชมค่ายบางกุ้ง

เวลา 10.30-12.00 น. ชมตลาดน้ำคลองบางน้อย

เวลา 12.00-13.30 น. รับประทานอาหารกลางวัน

เวลา 13.30 น. เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ






โดย: กลุ่มเพื่อน 5.63 อ.ต. IP: 210.246.186.4
โดย: กลุ่มเพื่อน 5.63 อ.ต. IP: 210.246.186.4 วันที่: 15 กันยายน 2556 เวลา:17:38:36 น.
  
อ่านแล้วคิดถึงตัวเอง เมื่อก่อน เพราะเราจะให้ใจ จะรัีกเพื่อนทุกคน ผ่านไปหลายปี กลับมาเจออีกที เหมือนเป็นคนห่างเหิน ทั้งที่เหมือนก่อนเรารักมากกกก แต่ความรู้สึกของเราก็เหมือนเดิมคือรัก และคิดถึง
ก็อย่างว่าเนอะ ไม่มีอะไรแน่นอน ทุกวันนี้ก็ไม่อะไรกับใครมาก

จะรักดูแลกับเพื่อน ที่ใ้ห้ใจกับเรา
และยังคงเฮไหนเฮนั่น ไปไหนไปนั่น ตี1 เรียกมาก็ออกไป 55
เรื่องเพื่อนบางทีก็แล้วแต่กรรม แต่วาสนา เพื่อนดี เพื่ือนกินมีเยอะ
แต่เราก็ให้ใจกับเืพื่อนทุกคนที่คบเหมือนเคย ไม่ิคิดไรมาก แต่ไม่ทุ่มเทเหมือนแต่ก่อนละ เข้าของบล็อค สบายดีเปล่า

โดย: aodbu วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา:16:15:26 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Valentine's Month



Bel_Lu
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



偶然という名の運命 そんな出逢いだからこそ๐ 何気ない瞬間を 今日からは かけがえのない瞬間に๐ 永遠にともに いつの日も どんなときも๐
เมษายน 2556

 
1
2
5
6
7
8
9
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog