happy memories
Group Blog
 
<<
มกราคม 2557
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
31 มกราคม 2557
 
All Blogs
 

ทหารในสถานการณ์ 'ปลอมเมือง'






ทหารในสถานการณ์ 'ปลอมเมือง'
เปลว สีเงิน


หลังจาก "คุณสุทิน ธราทิน" ถูกขบวนการระบอบทักษิณยิงตายกลางวันแสกๆ ท่ามกลางการยืนดูของตำรวจ ที่ย่านวัดศรีเอี่ยม บางนา ก็มีเสียงเรียกร้องจากมวลมหาประชาชนว่า ทหารออกมา...ทหารออกมา...!

ถามว่าให้ออกมาทำไม?

เขาบอกว่า ให้ออกมาทำหน้าที่คุ้มกันมิให้เสื้อแดง-เสื้อขาว-เสื้อดำ ทำร้ายมวลมหาประชาชน ที่ออกมาพิทักษ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ ด้วยสันติ-อหิงสา

ไม่ได้เรียกร้องให้ทหารออกมาทำปฏิวัติ-รัฐประหาร!

ก็แล้วไป...

โลกสื่อสารในสังคมสิ่งเทียมเต็มบ้าน-เต็มเมืองปัจจุบัน จะพูด-จะจาอะไร ต้องให้สะเด็ดน้ำ ไม่งั้นเจอ "เหี้ยแปลงสาร"

อย่างบอกให้ทหารออกมา จะมีผู้หวังดีแต่ประสงค์ร้าย ขยายความเป็นว่าให้ออกมาปฏิวัติ หรือผูกประโยคให้เสร็จสรรพ...มวลมหาประชาชนเรียกร้องให้ทหารออกมาปฏิวัติ!

ความจริงในเรื่องนี้ มันพูดง่าย แต่ฟังยาก ทหารนั้น ไม่ใช่เขาไม่อยากออกมาช่วยประชาชน ออกมานอกราชการ-นอกเครื่องแบบ นั่น..มันง่าย

เผลอ ๆ คนที่เอามือซุกหว่างขานอนขดตัวอยู่บนถนนเบียดกับพวกเรา อาจเป็นทหารหน่วยใด-หน่วยหนึ่ง จากกองทัพใด-กองทัพหนึ่ง ก็เป็นได้!

แต่จะให้ออกมาเป็นเรื่อง-เป็นราวในภาพทหารของกองทัพเคลื่อนพล มันอาจถูกใจเรา แต่มันไม่ถูกกฎหมายน่ะ

เราทำหน้าที่ชนชาวไทย เขาทำหน้าที่ทหาร ต่างคนต่างมีหน้าที่ต้องทำ!

ดังนั้น ต้องเข้าใจ เมื่อถึงจังหวะและเวลาที่ลงตัวของมัน ด้วยหน้าที่ภักดีต่อชาติที่ "ตรงกัน" มันก็จะบรรจบกัน...เหมือน

"เส้นตรงเส้นหนึ่ง ตั้งอยู่บนเส้นตรงอีกเส้นหนึ่ง เอามุมประชิดรวมกัน เท่ากับสองมุมฉาก"!

อย่าเรียกร้องความเห็นใจจากใคร ในเมื่อเราอาสา ด้วยเสียสละออกมาทำหน้าที่กวาดล้างทรราชระบอบทักษิณให้แผ่นดิน ทั้งสิ้น...ที่มีผลลัพธ์กับเรา ไม่ว่าดีหรือร้าย

"เราจงยิ้มรับกับมัน!"

แล้วการยิ้มรับในผิดหวัง-สมหวังนั้น จะเกิดพลัง-เกิดบารมี ดุจปาฏิหาริย์ ในลักษณะ "หลั่งมาเองดั่งฝนอันชื่นใจ"

อย่าเชื่อผม...

แต่ลักษณาการนี้...จะได้เห็น!

คำว่า "ประชาชน" ว่าใหญ่แล้ว แต่วันนี้ เป็น "มวลมหาประชาชน" มันใหญ่เหนือใหญ่ทั้งมวลมี ฉะนี้แล้ว มีแห่งมวลมหาชน ต้องเป็นมีให้คนอื่นร้องหา

ไยเราต้องร้องหาใคร?

เพราะอะไร...

เพราะโดยเฉพาะกับกองทัพ หน้าที่รั้วประเทศคือเขา แต่ตอนนี้ มีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายจากเขมร จะ "แหกรั้ว" เข้ามาเอง หรือมีคนระบอบทักษิณ "แหกให้เข้ามา" ก็แล้วแต่

ความจริงที่ปรากฏแล้ว อริราชศัตรูเล็ดลอดเข้ามา ด้วยสมคบกับคนขายชาติข้างใน เข้ามาบ่อนทำลายความมั่นคงประเทศถึง "เขตชั้นในพระนคร" ดังประจักษ์แล้ว

ทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ ประกาศเป็นกลาง กับเรื่องชุมนุมขับไล่ยิ่งลักษณ์

นั่นได้!

แต่จะ "เป็นกลาง" ด้วยปล่อยให้ประเทศถูกเจาะทำลาย "จนกลวง" จากกองกำลังต่างชาติดังที่ตำตาอยู่

ไม่ได้!

จะอุเบกขา ด้วยปล่อยให้กองกำลังนอกชาติ ซุกกองตำรวจ ซุกกอง นปช.เสื้อแดง ซุกกองนักการเมืองระบอบทักษิณ

ทั้งปาระเบิด กราดอาวุธสงคราม ไล่ทุบตี ไล่ฆ่า มวลมหาประชาชนมือเปล่า ทั้งกลางวันจะจะตำตา ทั้งกลางคืน ลอบฆ่า-ลอบยิง โดยตำรวจคล้ายรู้เห็นเป็นใจอย่างนี้

ไม่ได้!

ไม่ได้เพราะ นี่คือ "ภาระ-หน้าที่" แห่งคนกองทัพโดยตรง ที่มวลมหาประชาชนชี้ให้ตระหนักในหน้าที่ มีจิตสำนึก-สำนึก จึงเรียกให้ ทหารออกมา...ทหารออกมา

เพราะรักเจ้าดอก

มิใช่หลอกมาใช้เอง!

จิตเจตนา นี่แหละ ตรงนี้ ที่ต้องการให้ "ทหารออกมาทำหน้าที่" ลำพังมวลมหาประชาชนมือเปล่า เกรงว่า จะทำหน้าที่พิทักษ์ประเทศ "แทนกองทัพ" ได้ไม่เต็มเม็ด-เต็มหน่วย

มือเปล่ามหาชน ผจญศึก มือระเบิดกองกำลังเขมร นั่นก็ว่าหนักหนาแล้ว...!

แต่ตอนนี้มวลมหาประชาชนกำลังเจอ "ศึกกระหนาบ" กองกำลังนอกชาติ โดยนักรบเขมร กับกองกำลัง ศรส.โดยตำรวจในชาติ

กำลังประสานแผน ตีโอบรูปปีกกา!

เมื่อวาน เฉลิม แห่ง ศรส.เถื่อน ขีดเส้นตายให้มวลมหาประชาชน ภายใน ๗๒ ชั่วโมง คือ ๓ วัน จะส่งชุดจู่โจมบุกจับ

"มวลมหาประชาชน" จะจับไปขังที่ ตชด.คลอง ๖ ส่วน "กำนันสุเทพ" เฉลิมประกาศ จะแยกไปขังเดี่ยวที่ "ทุ่งกุลาร้องไห้"!

"กำนันสุเทพ" ตบเข่าฉาด บอก...

เฮ้ย...เว้ย...มึงจะบุกจับกูภายใน ๗๒ ชั่วโมง แต่กูนี่แหละ จะบุก ศรส.จับตัวมึงก่อนภายใน ๒๔ ชั่วโมง!

ฉะนี้แล้ว จากพฤหัสบดีที่ ๒๙ มกรา ถึงพฤหัสบดี ๖ กุมภา กปปส. หรือ ศรส. ฝ่ายไหนจะเป็น "ไก่ตรุษจีน" ให้ใคร

โปรดอย่ากะพริบตา ก่อนเช็ดขี้ตา!

แล้วเลือกตั้ง ๒ กุมภาล่ะ ตกลงว่าไง จะมีมั้ย?

มี-ไม่มี ก็ครือกัน ไงก็รอฟังวันนี้ (๒๘ ม.ค.) ทีม ๕ เสือ กกต. โดยท่านศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ปะทะกับทีม ๔ ไข่แม้ว นำโดยยิ่งลักษณ์ สุรพงษ์-เฉลิม-พงศ์เทพ ที่สโมสรกองทัพบก

กกต.เห็นวิกฤติที่เป็นอุปสรรคยากก้าวข้าม ถือธง ต้องการเลื่อน โดยประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งเป็นการทั่วไปใหม่

ส่วนรัฐบาล เห็นวิกฤติเป็นโอกาสดื่มเลือด ถือธง ไม่ต้องการเลื่อน อยากเดินหน้าเลือกตั้ง ๒ กุมภาไปเลย!

ผลจะลงเอยแบบไหน เลื่อน-ไม่เลื่อน, จะเลื่อนแบบประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งเป็นการทั่วไปใหม่ ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หรือแบบปฏิเสธอำนาจศาล?

รอดูวันนี้ ดูว่าทักษิณจะประกาศิตชะตาประเทศไปทางไหน ผ่านทาง ๔ ไข่แม้ว?

ผมว่าลุยมากกว่าเลื่อน!

ไหน ๆ ก็จะตายแล้ว ลุยมันให้รู้แล้วรู้แรดดีกว่า เงิน ๑.๓ แสนล้าน จ่ายค่าข้าวเปลือกก็ไม่มีให้ ชาวนากำลังรุมแหกอก ยิ่งยืดไปยาว เรื่องยิ่งฉาว คะแนนเสียงยิ่งหด เพราะคดในข้อ-งอในกระดูกกับชาวนา

ป.ป.ช.กำลังจะเปิดหน้าแผง แจ้งข้อกล่าวหาทุจริตรับจำนำข้าว แจ้งวันไหน ที่ว่าไม่ออก ก็ไม่ต้องออก แต่ต้องพักการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกฯ รักษาการ

ไอ้ปึ้งหัวล้านได้หวีทันทีเลย!

ความซวยที่มาเยือนนางยิ่งยังไม่หมดแค่นั้น วานนี้ ฉุกเฉินรัฐบาล เจอฉุกเฉินที่ศาลแพ่งเข้าจนได้

นายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องยิ่งลักษณ์ เฉลิม อดุลย์ ข้อหาละเมิด ขอให้ศาลเพิกถอนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

โดยขอให้ไต่สวนฉุกเฉิน!

ศาลนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาในวันพฤหัสฯ ๓๐ ม.ค.นี้ ตอน ๑๑ โมงเช้าทันทีเลย

ยัง..ยังไม่หมดแค่นั้น โซ่ที่กำลังล่ามยิ่งลักษณ์กับคณะทรราช เมื่อวานยังมีอีก นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาฯ คณะกรรมการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันของชาติ (ภตช.)

ร้อง ป.ป.ช.ให้ดำเนินคดี เอาผิดในความเสียหายทางแพ่ง โดยการอายัดและยึดทรัพย์สินคณะรัฐมนตรี ชุดที่ ๖๐ คณะที่ ๑-๕ จำนวน ๗๓ คน รวมยอดทรัพย์ที่สืบได้ ๑๓,๐๐๙ ล้านบาท

เป็นการชดเชยเฉพาะค่าดอกเบี้ยของความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว!

รัฐบาลก็ปลอม นายกฯ ก็ปลอม พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ปลอม ศรส.ก็ปลอม ชาวนาก็ปลอม นักรบเขมรก็ปลอม คนเสื้อแดงก็ปลอม คนเสื้อขาวก็ปลอม คนเสื้อดำก็ปลอม ตำรวจโจรก็ปลอม เผาเวิลด์เทรดก็ปลอม คลิปก็ปลอม อีนกแสกก็ปลอม

เฮ้อ....!

ตั้งแต่ "มวลมหาประชาชน" กวาดล้างแผ่นดิน เจอปลอมทั้งน้านนนน!.


จากคอลัมน์ "เปลว สีเงิน คนปลายซอย"
นสพ.ไทยโพสต์ ๒๘ ม.ค. ๒๕๕๗








"ระหว่างระบอบทักษิณกับประชาธิปไตยสมบูรณ์"
เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์์


แล้วอีกชีวิตหนึ่งก็ถูกสังเวยให้กับการโหยหาประ ชาธิปไตยที่ดีขึ้น น่าเสียดาย น่าเสียใจกันไปทั่วกับเหตุที่เกิดคราวนี้ ซึ่งในที่สุดก็ชี้นำให้เห็นอย่างที่คาดเดาล่วงหน้ากันได้ว่า แนวโน้มการปะทะกันและการใช้ความรุนแรงต่อกันนั้นมีความเป็นไปได้สูง ภาพความรุนแรงถึงกับสูญเสียชีวิตคราวนี้ สะท้อนให้เห็นเหตุอันรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้

ติดใจนิดหนึ่งในคำสัมภาษณ์ของสุณัย ผาสุข นักสิทธิมนุษยชนสำคัญคนหนึ่งของประเทศไทย เมื่อเขาแสดงความกังวลถึง "การเรียกคืน" ที่จะเกิดเป็นระนาดตามมากว่าจะถึงวันเลือกตั้ง เพราะเหตุการณ์ลอบยิงนายขวัญชัย ไพรพนา จนบาดเจ็บหนัก กับการเสียชีวิตจากกระสุนฝ่ายตรงข้ามกับนายสุทิน ดูจะเป็นภาพที่บอกและฟ้องเหตุแห่งการเรียกคืนที่ว่านี้ ผุดโผล่ให้เห็นชัดเจนขึ้น

และทุกอย่างก็จะหายไปกับสายลม ปฏิกิริยาแรกสุดของ ศรส.แทนการเจ็บปวดกับเหตุเยี่ยงนี้ กลับชี้หน้ากล่าวโทษความรับผิดชอบเป็นของ กกต. น่าทึ่งก็คือเสียงที่เงียบหายของทหาร ซึ่งบอกว่าจะดูแลประชาชนแล้วก็มีประกาศจะจับกุม ขอพื้นที่ผู้ชุมนุม แน่ล่ะ การรับรู้ของประชาชนไม่พ้นการคาดการณ์ความรุนแรงที่จะมีตามมา

เรื่องดูจะไม่จบลงได้ง่าย เรายังไม่เห็นท่าทีซึ่งจะอ่อนโอนเข้าหทัยตรงจุดใดเลย และอย่างที่เขียนไปหลายครั้งแล้วว่า ทุกอย่างดูจะเลย Talking point ไปหมดแล้ว การยืนยันของรัฐบาลเจว็ดยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในระบอบทักษิณที่จะไม่ยอมลาออก ถึงแม้จะมีเสียงเรียกร้องของขบวนการประชาชนไล่ให้ออกไปแล้วในเวลานี้ แต่ไม่มีใครตอบสนองใคร

รัฐบาลไม่ยอมลาออก และมวลชนที่ออกมามากมายขณะนี้มีหรือจะกลับบ้านง่าย ๆ
ขอให้ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า บรรดาผู้เสียชีวิตในกลุ่มประชา ชนที่เคลื่อนไหวคราวนี้ ผู้เสียชีวิตทุกคนล้วนเป็นคนใต้ไม่ใช่หรือ นี่จะเป็นข้อฉุกคิดบ้างไหมว่ากลายเป็นบาดแผลซึมลึก เป็นรอยร้าวของอนาคต ไม่ต่างกับกรณีกรือเซะกับตากใบนั่นหรือไม่ อาการอันเหิมเกริมแดงคลุมเหนือครอบอีสานได้ เริ่มเห็นใต้ไม่ง้อและขัดขืนแตกตัวออกไปยิ่งขึ้นหรือเปล่า

ไม่ช้าไม่นานเหตุการณ์จะดึงคนโตเมืองใต้ออกมา
เราจะอยู่กันไปอย่างนี้หรือ อยู่อย่างยอมให้เหตุแห่งความขัดแย้งเหล่านี้ดำรงอยู่ และนับวันจะขยายกว้างแผ่ออกไปในทุกภาคส่วนของสังคม สิ่งชี้บอกเหตุที่เห็นได้ขณะนี้ก็คือ การลุกฮือของชาวนาที่เดินขบวนมาก่นด่ารัฐบาลในโครงการจำนำข้าวทุกเมล็ดของพวกเขา ตรงไหนหรือที่รัฐบาลนี้รณรงค์เข้ามาบริหารประเทศเพื่อขจัดความแตกต่างและช่องว่างระหว่าง "ไพร่" กับ "อำมาตย์"

อาการอันเน่าเฟะของรูปแบบการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่มองเห็นและเป็นอยู่ หนักหนาสาหัสสากรรจ์ยิ่งขึ้น ยิ่งกับการครอบงำของระบอบทักษิณ ทำให้การเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่เพียรพยายามสร้างกันขึ้นมาได้รับการพัฒนาที่ดีขึ้นหรือเลวลง การโกงกินคอร์รัปชันแบบ "ทุจริตโดยสุจริต" เป็นแทบทุกระดับ "คอร์รัปชันทางนโยบาย" นี่หรือธรรมาภิบาลประชาธิปไตย

ใจหายและเป็นกังวลกันบ้างไหมกับ "ระบบคุณธรรม" ในระบอบราชการของประเทศขณะนี้ กลายเสมือน "เกาะกลุ่มรุมกิน" ยังประโยชน์แก่ครอบครัว ข้าทาสบริวาร ดังหนึ่ง "สุนัขรับใช้" ก็ไม่ปาน เราสำเหนียกกันแค่ไหนกับการต้องไปกราบกรานขอตำแหน่งจากคนนอกประเทศ เป็นภาพอันน่าสมเพชมากกว่าน่าชื่นชม "ได้ดีเพราะพี่ให้" นั่นหรือคือคุณธรรมของระบอบประชาธิปไตย

สังคมไทยอ่อนแอลงไปทุกขณะ และรัฐบาลชุดแล้วชุดเล่าต่างก็ล้มเหลวกับการแก้ไขอาการอันเน่าเฟะเหล่านี้ เลวร้ายและมองเห็นมากที่สุดขณะนี้ ไม่มีอะไรอื่นมากกว่าเริ่มถูกครอบงำด้วย สิ่งที่เรียกว่า "ระบอบทักษิณ" นี่เอง ยิ่งกับรัฐบาลที่ไร้ความสามารถ ยิ่งกับการเป็นดังหนึ่งรัฐบาลเจว็ดของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เยี่ยงนี้มองไม่เห็นวุฒิภาวะผู้นำในการแก้ปัญหาเหล่านี้เลย

สำนึกต่อสิ่งเหล่านี้มองเห็นชัด และสังคมไทยเริ่มตระหนักมากขึ้นว่า ถึงเวลาอีกครั้งหนึ่งแล้วที่จะต้องปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ชนิดใส่ตะกร้ากระชากน้ำกันเสียที ขืนปล่อยไว้ภายใต้การครอบงำของระบอบทักษิณเยี่ยงนี้ นอกจากไม่แก้ปัญหาแล้ว ยังจะซ้ำเติมให้ประเทศไทยและสังคมไทยโดยรวมถูกบ่อนแซะแคะกิน โกงกันจนเหลือแต่ซาก และสถานะของประเทศไทยในชุมชนโลกจะเป็นเรื่องถูกหัวเราะเยาะหยันยิ่งขึ้น

ถ้าฟังแนวความคิดเรื่องปฏิรูปที่แสดงทัศนะออกมาจากหลายฝ่ายหลายสถาบันแล้วนั้น ก็จะเห็นเรื่องหลักของการปฏิรูปในทุกภาคส่วนที่จะต้องเร่งรีบทำกันขึ้น ความคิดเรื่องปฏิรูปเป็นความคิดที่ยอมรับกันแล้วของสังคมไทยโดยรวม จนดูดังหนึ่งเป็น "วาระแห่งชาติ" ไปแล้วโดยปริยาย กับปัญหาหมักหมมเน่าเฟะที่เป็นอยู่ ปฏิรูปประเทศเป็นความสำคัญเร่งด่วนแรกสุดที่จะต้องทิ้งวางอุปสรรคเรื่องอื่นไว้ก่อนทั้งสิ้น

หากแม้นี่คือเจตนารมณ์แห่งชาติแท้จริงแล้ว ข้อเรียกร้องของมวลมหาประชาชนต่อข้อเสนอให้ทำการปฏิรูปประเทศก่อนอื่น ก็เป็นเหตุผลที่มีมูลฐานน่าเชื่อถือยอมรับได้ และนี่เองคือข้อที่เข้าใจได้มากกว่า ว่าทำไมรัฐบาลเจว็ดยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงได้ปัดบ่ายเบี่ยง คิดแต่จะทำเรื่องเลือกตั้งอันเน่าเฟะดั้งเดิมและเป็นมา ทั้งที่ก็รู้เข้าใจและคาดเดาได้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเน่าเฟะไปด้วย และไม่ช่วยแก้ไขปัญหาที่จะต้องปฏิรูปกันก่อนให้ดีขึ้น

เหตุแห่งการเลือกตั้งล่วงหน้าวานนี้ (๒๖ ม.ค.) บ่งชี้ภาพอนาคตของการเลือกตั้งได้อย่างน่ากังวลยิ่ง

ไม่มีภาพสดสวยของการเมืองไทยและสังคมไทยให้คาดหวังได้มากนัก ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งหรือชะลอการเลือกตั้งออกไปก่อนจากวันที่ ๒ กุมภาพันธ์นี้ รัฐบาลเจว็ดยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในระบอบทักษิณ จะอยู่บริหารประเทศแบบหัวซุกหัวซุนอย่างนี้ไปได้สักกี่คน และจะอยู่ยืดยาวอย่างดื้อแพ่งไม่ยอมสละความเป็นรัฐบาลเจว็ดอย่างสงบสันติได้แค่ไหน ในเมื่อเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเราต้องการโค่นระบอบทักษิณ

เสียงเรียกร้องขจัดระบอบทักษิณนี่เอง เป็นเสียงดังหนึ่งประชามติของประชาชนทั่วประเทศแล้ว และเงื่อนไขก่อนอื่นใดทั้งหมดของการขจัดระบอบทักษิณนี้ มองเห็นเด่นชัดได้ยินกันไปทั่วคือ เสียงเรียกร้องให้รัฐบาลเจว็ดยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของระบอบทักษิณ ต้องลาออกจากการเป็นรัฐบาลเจว็ดเยี่ยงนี้เสียก่อน เพื่อที่จะได้ริเริ่มกันอย่างจริงจังในการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อที่จะไม่ให้ระบอบทักษิณสร้างสิ่งเน่าเฟะได้อีกต่อไป

ความเข้มข้นของความขัดกัน ถึงเวลานี้ก้าวเข้าสู่จุดวิกฤติเพิ่มขึ้น การต่อสู้จะยังคงอยู่และขยายตัวต่อต้านระบอบทักษิณ หากแม้การเลือกตั้งจะมีขึ้นและผ่านไปได้ และ "การเรียกคืน" จะกลับมาไม่ว่ากับฝ่ายใด ไม่มีอะไรประกันได้อีกแล้วจนเวลานี้ว่าใครที่ขี่หลังเสือ เมื่อลงจากหลังเสือแล้วจะไม่โดนเสือกัด ก็สิ่งที่เห็นมุ่งมั่นต่อกันวันนี้คือ การเตรียมพร้อมห้ำหั่นต่อกัน หรือประนีประนอมต่อกันได้ในการแก้ปัญหาประเทศเล่า

มันดูเป็นสิ่งสิ้นหวังเหลือเกินกับความคาดหวังว่า จะมีใครกลุ่มใดสักคนออกมาระงับเหตุอันจะสร้างความหายนะยิ่งขึ้นนี้ การปฏิรูปประเทศจะเกิดขึ้นได้ยังไง จะหลอมรวมการแบ่งแยกที่แตกกระจายในสังคมไทยให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวได้แค่ไหน จุดเปลี่ยนถ่ายขณะนี้คือจะล้างระบอบทักษิณมาเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ยังไง???.


จากคอลัมน์ "มิติโลกาภิวัฒน์"
นสพ.ไทยโพสต์ ๒๘ ม.ค. ๒๕๕๗








"หยุดรับใช้ทรราช เร่งกำจัดรัฐบาลกบฏ"
สารส้ม


วานนี้ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะกรรมการ ศรส. แถลงหลังการประชุม ศรส.

ดูข่าว ดูพฤติกรรม ได้แต่สังเวช

นายธาริต ระบุว่า ที่ประชุม ศรส. ๒๗ ม.ค. ๒๕๕๗ ได้ออกประกาศหลายฉบับ เช่น

๑) ศรส.ให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหายและเดือดร้อนจากการชุมนุมของกปปส.ในพื้นที่กทม.และปริมณฑล สามารถที่จะไปลงบันทึกประจำวันเพื่อเป็นหลักฐานกับทางราชการที่สถานีตำรวจทุกแห่ง รวมถึงกองบังคับการปราบปราม อ้างว่า จะสามารถใช้เป็นหลักฐานในการได้รับการผ่อนผันอนุเคราะห์ต่อไป

ข้อสังเกต... นี่คือการติดสินบน สินรางวัล จูงใจให้ประชาชนไปแจ้งความเยอะๆ เพื่อฝ่ายรัฐบาลและ ศรส.จะได้นำมาอ้างใช้ในทางการเมือง ใช่หรือไม่?


๒) ศรส.แจ้งเตือนภาคธุรกิจเอกชนให้งดเว้นการช่วยเหลือด้านการเงินหรือท่อน้ำเลี้ยง การให้ที่พักพิงหลบซ่อน การให้ใช้ยานพาหนะ เครื่องมือต่าง ๆ ที่เป็นการสนับสนุนแกนนำ กปปส.

นายธาริตระบุว่า ศรส.มอบหมายให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สตช. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทำการสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินการกับภาคธุรกิจเอกชนต่าง ๆ ที่ให้การสนับสนุนกับการกระทำผิดของ กปปส. อย่างในชั้นนี้จะแจ้งเตือนไปก่อน

มีกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ประมาณ ๓o ราย อยู่ในแบล็คลิสต์ของ ศรส. ในฐานผู้ให้การสนับสนุนรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน ที่พักพิง ยานพาหนะ เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ

ข้อสังเกต... การชุมนุมของ กปปส.นั้น ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยถึง ๓ คำร้อง เป็นการคุ้มครองสิทธิการชุมนุมของ กปปส. โดยระบุว่า เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

นายธาริต ศรส. หรือแม้แต่รัฐบาลรักษาการ ทำตัวอยู่เหนือรัฐธรรมนูญหรืออย่างไร จึงจะใช้อำนาจบาตรใหญ่ คุกคามลิดรอนสิทธิ หวังฆ่าตัดตอนการชุมนุมของประชาชน

ยิ่งกว่านั้น การประกาศใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินรัฐบาลเองยังมีปัญหาว่ากระทำอย่างถูกต้องตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญหรือไม่? ขนาดผู้นำเหล่าทัพยังแสดงอาการไม่เห็นด้วย ไม่เข้าร่วม ไม่ยอมให้ใช้พื้นที่กองทัพตั้งที่ทำการ ศรส.

กลายเป็นว่า ฝ่ายรัฐบาลรักษาการ “ชงเอง กินเอง”

ระบอบทักษิณหวังใช้สถานการณ์ความรุนแรงเป็นข้ออ้างประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วก็ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นเล่นงานประชาชนผู้ชุมนุม ทั้งๆ ที่ ฝ่ายผู้ชุมนุม กปปส.ไม่เคยใช้อาวุธสงครามออกไปเล่นงาน โจมตี ทำร้ายผู้อื่น แตกต่างจากเสื้อแดงในปี ๒๕๕๓ อย่างชัดเจน


๓) ธาริตระบุว่า ศรส.ขอความร่วมมือสื่อมวลชนทุกแขนง งดเว้นการเสนอข่าวที่เป็นการยั่วยุ และส่งเสริมให้มีการกระทำผิดตามการปลุกระดมชี้นำของแกนนำ กปปส. เนื่องจากมีสื่อมวลชนบางแขนงมีการนำเสนอข่าวสารที่เป็นการยั่วยุส่งเสริมให้มีการกระทำความผิดตามการปลุกระดมของแกนนำ กปปส. ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่ง ศรส.เห็นควรที่จะแจ้งเตือนให้งดเว้นการดำเนินการเสนอข่าวดังกล่าวเป็นเบื้องต้น

ข้อสังเกต... นี่คือความพยายามจะปิดสถานีโทรทัศน์บลูสกาย ทีนิวส์ เอฟเอ็มทีวี ใช่หรือไม่?

อ้างว่า ถ่ายทอดการปราศรัย นำเสนอข่าวสารการเคลื่อนไหวของฝ่ายผู้ชุมนุม กปปส. ซึ่งทาง ศรส.พิพากษาเอาเองว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

คิดเอง เออเอง เล่นงานเอง

พฤติกรรมนี้ยังต้องการข่มขู่ไปยังสื่อสารมวลชนอื่น ๆ ด้วย

ในความเป็นจริง หากพิจารณาโดยใจเป็นธรรม บนพื้นฐานข้อมูลข้อเท็จจริง ลองเทียบเคียงระหว่างการให้ข้อมูลข่าวสารของ ศอรส. และ ศรส. หรือแม้แต่บรรดารัฐมนตรีในรัฐบาลรักษาการชุดนี้ก็ตาม เปรียบเทียบกับการปราศรัยของแกนนำ กปปส.และนักวิชาการบนเวที ฝ่ายไหนโกหก ตอแหล หรือบิดเบือนข้อเท็จจริงมากกว่า

จะพบด้วยความสัตย์จริงว่า ฝ่ายรัฐบาลนั้น โกหกซ้ำซาก มากมายหลายเรื่อง นับไม่หวาดไม่ไหว

ตั้งแต่เรื่องตำรวจปลอม เรื่องใส่ร้ายผู้ชุมนุม รัฐบาลรักษาการชุดนี้ทำถึงขนาดโกหกชาวนาว่าการชุมนุมทำให้ชาวนาไม่ได้รับเงินค่าข้าว หวังสร้างความแตกแยกในสังคม ทั้ง ๆ ที่ มีสาเหตุมากการโกงในโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลเอง ฯลฯ


๔) พฤติกรรมของข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐที่ยังรับใช้รัฐบาลรักษาการชุดนี้อยู่ เป็นการกระทำที่น่าละอาย

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” เสมือนสูญสิ้นความชอบธรรม เป็นโมฆะ สิ้นสภาพไปแล้ว

กระทำการผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ล้างคดีทุจริตคอร์รัปชั่น ล้างผิดฆาตกร คนเผาบ้านเผาเมือง อาศัยเสียง ส.ส.พรรคเพื่อไทยข่มขืนสภาตอนตีสี่ ปิดปากเสียงฝ่ายค้านในสภา ย่ำยีหลักนิติรัฐ-นิติธรรม เป็นการทำลายความชอบธรรมทางการเมืองและความชอบธรรมทางกฎหมายของรัฐบาลลงไปเอง

นอกจากนี้ “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ยังได้กระทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาและคุณสมบัติของ ส.ว. ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำผิด เข้าข่ายมาตรา ๖๘ ของรัฐธรรมนูญ กระบวนการพิจารณาในสภามีการทุจริต เนื้อหาแก้ไขทำให้โครงสร้างการถ่วงดุลตรวจสอบในระบอบประชาธิปไตยเสียไป เป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ อันเป็นความผิดร้ายแรง ทำให้รัฐบาลและ ส.ส.พรรคเพื่อไทยขาดความชอบธรรมทางกฎหมายซ้ำอีก

ยิ่งกว่านั้น บรรดา ส.ส.พรรคเพื่อไทย บุคคลในรัฐบาล ประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานทั้งสองคน ยังได้ออกมาแถลงต่อสาธารณะชน ประกาศไม่ยอมรับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำผิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๖ วรรคห้า ที่บัญญัติว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐด้วย”

คนกลุ่มนี้ แสดงตนเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอย่างชัดแจ้ง

เสมือนเป็นรัฐบาลนอกกฎหมาย นอกรัฐธรรมนูญ บังอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อกฎหมายสูงสุดของบ้านเมือง ทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน ทรยศต่อคำปฏิญาณตนที่เคยบอกว่าจะเคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ

ประชาชนจึงมีสิทธิและความชอบธรรมที่จะออกมาต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๖๙ ของรัฐธรรมนูญนี้

มาตรา ๗o ยังบัญญัติด้วยว่า บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ

กปปส.ใช้สิทธิและทำหน้าที่ของพลเมือง ตามมาตรา ๖๙ และ ๗o ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อต่อต้านรัฐบาลที่ไม่มีความชอบธรรมทั้งทางกฎหมายและทางการเมือง

ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการตระบัดสัตย์ ทรยศต่อประชาชน ทุจริตโกงกินมหาศาล ไม่แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน (มุ่งช่วยพี่ชายตัวเอง) ไม่ว่าจะจำนำข้าว ค่าครองชีพแพง เศรษฐกิจตกต่ำ ฯลฯ

ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐทุกหมู่เหล่า แทนที่จะไปรับใช้ทรราช ก็ควรแสดงความกล้าหาญในการรักษาความถูกต้องในบ้านเมือง เข้าร่วมช่วยเหลือมวลมหาประชาชนเพื่อยุติอำนาจรัฐบาลทรราชโดยเร็ว


จากคอลัมน์ "กวนน้ำให้ใส"
นสพ.แนวหน้า ๒๘ ม.ค. ๒๕๕๗








"ทำไมต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง"
น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ


บ้านเมืองของเราขณะนี้ ตกอยู่ในสภาพ “คนดีถูกทำลาย คนร้ายมีอำนาจ” มวลมหาประชาชนที่ออกมาต่อสู้อยู่ในท้องถนนจำนวนมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในบ้านเมืองของเรานั้น ก็เพราะต้องการหาทางออกของประเทศชาติบ้านเมือง ไปสู่สิ่งที่ดีกว่าสภาพการณ์ปัจจุบันนั่นเอง

มวลมหาประชาชนเหล่านี้รู้ซึ้งแก่ใจดีแล้วว่า คำพูดของพวกนักการเมืองในระบอบทักษิณ โดยเฉพาะคำพูดของ “นางหุ่นเชิด” ที่บอกว่า “ไม่ลาออก แต่จะอยู่รักษากติกา รักษาประชาธิปไตย” นั้น แท้จริงแล้ว “นางหุ่นเชิด” ไม่ยอมลาออก และยกเรื่องกติกาและประชาธิปไตยขึ้นมากล่าวอ้างนั้น ก็เป็นเพราะ “นางหุ่นเชิด” มีความต้องการรักษา “ญาติการประชาธิปไตย” ของพวกตนให้คงอยู่ต่อไปมากกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมดในขณะนี้ ไม่ใช่กติกาหรือประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์ผุดผ่องอันเป็นความถูกต้องและความเป็นประโยชน์ของสังคมส่วนรวมแต่อย่างใด

มวลมหาประชาชนขณะนี้ตระหนักชัดแก่ใจว่า “ญาติกาประชาธิปไตย” นี้แหละ คือประชาธิปไตยของผู้คนในระบอบทักษิณ ที่ยึดครองบ้านเมืองมากว่าสิบปีจนทำให้เกิด “คนดีถูกทำลาย คนร้ายมีอำนาจ” สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นในแผ่นดินทุกด้าน ความมั่นคงของส่วนรวมเกิดความผุกร่อน ทรุดโทรมลงตามลำดับต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะหยิบยกด้านไหนขึ้นมาพิจารณา ก็พบว่าอ่อนแอลงทุกด้าน ทั้งทางด้านการเมือง ด้านการเศรษฐกิจสังคม ด้านความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศ ในขณะที่คนบางกลุ่มบางพวกในระบอบทักษิณดีขึ้นและมั่นคงขึ้น

มวลมหาประชาชนมอบอำนาจให้เข้าไปทำงานแทน ผ่านกระบวนการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ก็ด้วยความหวังว่าพวกเขาเหล่านี้จะช่วยรักษาปกป้องประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาก็คือความผิดหวัง ทั้งยังคดโกงกันทุกรูปแบบ ทุกอย่างที่คิดว่าจะดีขึ้นกลับเลวลง แม้กระทั่งคุณธรรมและศีลธรรมอันดี

สังคมไทยที่เคยมีเรี่ยวมีแรงต้องอ่อนเปลี้ยเพลียแรงลงเรื่อย ๆ ระบบความยุติธรรมและองค์กรอิสระต่างๆตลอดจนรัฐสภา ถูกปั่นทอนประสิทธิภาพในการทำงานตามหน้าที่ การบริหารราชการแผ่นดินถูกรวมศูนย์การใช้อำนาจภายใต้การสั่งการของ “ไอ้หน้าเหลี่ยม” ที่ยังตะรอนอยู่นอกประเทศเพราะหนีคุก ในขณะที่ชาวบ้านถูกส่งเสริมให้เสพติดกับนโยบายประชานิยม จนเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่สามารถจะพัฒนาและยืนอยู่อย่างมั่นคงด้วยตัวเองทั้งในวันนี้และวันหน้า

เกิดความอึดอัดกันทั่วหน้าเหมือนลมที่อัดเข้าไปในลูกโป่งรอวันแตก

ฃระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของประชาชนถูกครอบงำถูกทำลาย มีการใช้อำนาจหน้าที่ก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชนทั้งของรัฐบาลและของเอกชน ให้ดำเนินการไปในทิศทางที่พวกตนต้องการ แม้กระทั่งบิดเบือนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจนเกิดความเข้าใจผิดในหมู่คนที่ห่างไกลจากข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง

“ขบวนการล้มเจ้า” เกิดขึ้นจากกลุ่มคนในคณะของ “ญาติกาประชาธิปไตย” อย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจนขึ้นอย่างไม่เกรงกลัวสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกบิดเบือนใส่ร้ายด้วยวาทกรรมนานาชนิด มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในการแก้ไขกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ แม้กระทั่งความคิดในการสถาปนารัฐไทยใหม่ที่มีการปกครองในรูปแบบของประธานาธิบดี

มีการหาผลประโยชน์จากทรัพยากรแผ่นดินไปหากินกับต่างประเทศ โดยปราศจากการศึกษาและการเตรียมการรองรับผลเสียและการคุ้มครองสิทธิของคนในชาติอย่างรอบคอบ หากแต่มุ่งหวังผลประโยชน์ทางการค้าและธุรกิจของตนและพรรคพวก โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและของประชาชนคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรน้ำมันและก๊าซ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้จะมีการท้วงติง แนะนำ จากนักวิชาการและผู้รู้หลายต่อหลายคนหรือหลายคณะ โดยชี้ให้เห็นถึงผลเสียหายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าว แต่ก็ไม่บังเกิดผลแต่อย่างใด แต่กลับถูกอำนาจรัฐคุกคามหรือกลั่นแกล้งเพื่อมิให้บุคคลเหล่านั้นมิให้วิพากษ์วิจารณ์หรือท้วงติงได้ โดยอ้างเสียงข้างมากตามระบอบประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือ

เมื่อมีประชาชนมารวมตัวกันเพื่อแสดงความคิดเห็น หรือเคลื่อนไหวตามสิทธิเสรีภาพตามที่ได้รับตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ เรียกร้องให้ยุติการกระทำที่ไม่เป็นผลดีต่อส่วนรวม หรือเรียกร้องให้ลาออกเพื่อให้มีการปฏิรูปประเทศก่อนมีการเลือกตั้ง ก็ไม่รับฟัง และดื้อดึงที่จะให้มีการเลือกตั้งต่อไปให้ได้ พร้อมใช้เครื่องมือและพวกจัดตั้งเข้าคุกคามทำร้ายผู้คนเหล่านี้อย่างไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น

การต่อสู้เพื่อให้ “ญาติกาประชาธิปไตย” หลุดพ้นออกไปก่อน เพื่อการปฏิรูปบ้านเมืองให้หมดสิ้นความเลวร้ายทั้งหลายที่เกิดขึ้นให้ได้ก่อนจะมีการเลือกตั้ง จึงเป็นเหตุผลที่ถูกต้องและดีที่สุดในการตัดวงจรอุบาทว์ทั้งปวงมิให้คืนกลับมาอีกเหมือนอย่างที่เคยผ่านมาแล้วอย่างซ้ำซาก


จากคอลัมน์ "น.ต.ประสงค์พูด"
นสพ.แนวหน้า ๒๘ ม.ค. ๒๕๕๗








"ศรส.ไม่มีหน้าที่ในการเลือกตั้ง"
สิริอัญญา


เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๔.๔o น. มีรายงานข่าวสั้นของบลูสกาย SMS ว่า “ปูโยน ศรส. ดูความเรียบร้อยเลือกตั้งล่วงหน้า”

อ่านข่าวสั้นดังกล่าว แล้วก็ใจหาย เพราะเห็นท่าประวัติศาสตร์การยุบพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน อาจจะเกิดซ้ำรอยอีกครั้งหนึ่งก็ได้

ก็เพราะว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงเมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๗ นั้น ได้ถูกตั้งข้อสังเกตมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า เป็นการประกาศเพื่อความได้เปรียบทางการเมืองในการเลือกตั้ง โดยรวบอำนาจทั้งปวงของประเทศนี้ มาอยู่ที่รักษาการนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

เพราะใคร ๆ ก็รู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองว่าไม่มีสถานการณ์ฉุกเฉินใดๆ เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราเลย มีแต่เรื่องนักการเมืองที่มีอำนาจไปขนเอาทหารรับจ้างเขมรและอันธพาลเข้ามาทำร้ายคนไทยถึงใจกลางพระนครอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต

เป็นการเหยียบหน้าหน่วยงานด้านความมั่นคงและผู้รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงของประเทศอย่างหน้าตาเฉย ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในบ้านเมืองนี้ ที่จะขนเอาทหารรับจ้างเขมรเข้ามาทำร้ายคนไทย ฆ่าคนไทย อย่างอำมหิตเช่นนี้ได้

เพราะเหตุนี้ บรรดาผู้บังคับบัญชาทหารทุกเหล่าทัพจึงไม่เห็นด้วยกับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และไม่ยินยอมให้ใช้สถานที่ของกองทัพทุกเหล่าในการใช้เป็นที่ทำงานของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศรส.) ซึ่งนับว่าเป็นการให้บทเรียนครั้งใหญ่แก่นักการเมือง

ไม่มีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น แต่กลับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อรวบอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในท่ามกลางการไม่ยอมรับและการไม่ยินยอมของมวลมหาประชาชน พร้อมกับผู้นำทุกเหล่าทัพ และบรรดาข้าราชการทั้งหลายทั้งปวง จึงเป็นแง่มุมเงื่อนงำว่าทำไปทำไม?

ทำไปทั้งที่ภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยว และภาคการลงทุนทั้งหมดไม่เห็นด้วย เพราะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ภาคธุรกิจเหล่านั้น จึงร่วมกันเรียกร้องให้รีบยกเลิกประกาศนี้ในทันที แต่รัฐบาลรักษาการก็ไม่ฟังเสียงใคร เหมือนที่ไม่เคยฟังเสียงใครตลอดมา นอกจากเสียงนักโทษหนีคดีคนเดียวเท่านั้น

ในการออกข้อกำหนดห้ามการชุมนุมก็เปิดช่องเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มจุดเทียนในยามค่ำคืน เพราะเพียงแค่อ้างว่า ต้องการให้ผู้คนไปเลือกตั้ง ทำให้โฉมหน้าของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อผลทางการเมืองเริ่มโผล่หางแดงออกมาให้เห็น

ครั้นข่าวสั้นดังกล่าวปรากฏขึ้น คนทั้งหลายก็ร้องอ๋อ! ไปตาม ๆ กัน เพราะเป็นครั้งแรกที่มีข่าวปรากฏอย่างเป็นหลักเป็นฐานว่า ได้มีการสั่งการให้ ศรส. เข้าดูแลเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

ก็ต้องบอกกันดังๆ ว่า ศรส. นั้นไม่มีอำนาจหน้าที่ใด ๆ ในการเลือกตั้งเลย เพราะเป็นอำนาจหน้าที่เฉพาะของ กกต. ดังนั้นอย่าไปเสือกในเรื่องการเลือกตั้งจะดีกว่า

ศรส. เป็นหน่วยงานพิเศษที่เกิดขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งถึงแม้จะมีปัญหาความไม่ชอบด้วยกฎหมาย ความเป็นโมฆะ และความไม่เป็นธรรม สับสนอลหม่านไปหมด แต่หน่วยงานพิเศษนี้ ก็มีอำนาจหน้าที่เฉพาะในการแก้ไขสถานการณ์ที่ฉุกเฉินร้ายแรงอันเป็นเหตุให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น และอำนาจหน้าที่นี้ก็มีได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว

ส่วนการเลือกตั้งนั้นไม่เกี่ยวและ ศรส. ไม่มีอำนาจหน้าที่เลย เพราะเป็นอำนาจเฉพาะของ กกต.

อย่าว่าแต่ ศรส. เลย แม้แต่รัฐบาลรักษาการก็ไม่มีสิทธิ์เสือก ไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งเกี่ยวใดๆกับการเลือกตั้ง แต่มีหน้าที่ถ้าหาก กกต.ร้องขอให้สนับสนุนหรือช่วยเหลือบางประการเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กกต. ในการเลือกตั้งเท่านั้น

ในเมื่อ กกต. ก็ไม่เคยขอให้ ศรส. ช่วยเหลือสนับสนุนและไม่เคยแจ้งต่อรัฐบาลให้ ศรส. มาช่วยดูแลการเลือกตั้ง การที่จะให้ ศรส. เข้าไปดูแลการเลือกตั้ง จึงเป็นการผิดกฎหมายเลือกตั้ง เป็นการผิดต่อรัฐธรรมนูญ เป็นการแทรกแซงก้าวก่ายการเลือกตั้งของ กกต.

เป็นการเข้าก้าวก่ายแทรกแซงที่อาจมีผลให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในทางการเมือง เพราะนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้นเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครพรรคเพื่อไทยแบบบัญชีรายชื่อ อาจทำให้เกิดความได้เปรียบได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ความได้เปรียบ เสียเปรียบ เช่นนี้ย่อมทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

การที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลการเลือกตั้ง แต่กลับเข้าไปแทรกแซงก้าวก่าย ถ้าหากเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบขึ้นแล้ว นอกจากจะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาอำนาจอันไม่ใช่วิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญ

และถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะซ้ำรอยบรรทัดฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยแล้วว่า ต้องยุบพรรคการเมือง และต้องตัดสิทธิ์เลือกตั้งของผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย.


จากคอลัมน์ "บ้านเกิดเมืองนอน"
นสพ.แนวหน้า ๒๘ ม.ค. ๒๕๕๗








"ยุคทมิฬรัฐตำรวจทรราช? สุดอำมหิต ๑o ศพสังเวยไร้คำตอบ"
ทีมข่าวการเมืองนสพ.แนวหน้า


นับเป็นเรื่องน่าเศร้าสลดใจกับข่าวที่ว่านายทองมา ไกยสวน ชายชราวัย ๖o ปีชาวนาในจังหวัดร้อยเอ็ดผูกคอฆ่าตัวตายด้วยสาเหตุติดหนี้ที่กู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) มา ๔ แสนบาทเพื่อลงทุนปลูกข้าวและหวังว่าข้าวที่นำไปขายให้รัฐบาลตามโครงการรับจำนำจะนำมาผ่อนค่างวดให้ธ.ก.ส. แต่แล้วรัฐบาลทรราชหุ่นเชิดยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เบี้ยวจ่ายค่าข้าวให้แก่ชาวนาทั่วประเทศมานานหลายเดือนโดยไม่มีทีท่าว่ารัฐบาลจะจ่ายให้เมื่อไหร่ทำให้ในที่สุดนายทองมาเกิดความเครียดจัดจนฆ่าตัวตาย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนความเหลวแหลกของโครงการรับจำนำข้าวที่นอกจากจะมีการโกงบ้านกินเมืองกันมโหฬารแล้วยังล้มเหลวจากการที่รัฐซื้อข้าวราคาสูงเกินจริงกว่าราคาตลาดเกือบเท่าตัวขาดทุนป่นปี้ซ้ำข้าวขายไม่ออกล้นประเทศจนถังแตกไม่มีเงินจ่ายค่าข้าวแก่ชาวนา ซึ่งการผูกคอตายของ นายทองมา ไม่ต่างอะไรจากการถูกฆาตกรรมอย่างเลือดเย็นทางอ้อมโดยรัฐบาลทรราชหุ่นเชิดยิ่งลักษณ์

และเหตุการณ์ล่าสุดที่เป็นการฆาตกรรมที่สุดอำมหิตที่รัฐบาลทรราชหุ่นเลิดยิ่งลักษณ์ต้องรับผิดชอบก็คือปฏิบัติการของแก๊งอันธพาลชั่วที่รุมยิงและทุบตีขบวนของมวลมหาประชาชนภายใต้การนำของคณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.)อย่างป่าเถื่อนที่บริเวณวัดศรีเอี่ยม ย่านบางนา จนทำให้ นายสุทิน ธราทิน นักวิชาการและตัวแทนองค์กรภาคเอกชน(เอ็นจีโอ) ซึ่งเป็นแกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศไทย(คปท.). ถูกยิงที่หัวเสียชีวิต โดยมีมวลชน

กปปส.อีกเกือบ ๑o คนได้รับบาดเจ็บ โดยเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นกลางวันแสก ๆ ภายใต้การประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และเกิดขึ้นต่อหน้ากำลังตำรวจที่ดูแลความสงบการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าภายในวัดศรีเอี่ยม โดยคนร้ายปฏิบัติการกราดยิงและทุบตีมวลมหาประชาชนอย่างโหดเหี้ยมอุกอาจเย้ยกฏหมายและเดินส่ายอาดๆหนีไปอย่างลอยนวล จนเหตุรุนแรงผ่านพ้นไปแล้วตำรวจถึงมายังจุดเกิดเหตุ

การตายของ นายสุทิน ถือเป็นศพที่ ๑o แล้วสำหรับวีรชนมวลมหาประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อสังเวยให้กับยุคทมิฬทรราชหุ่นเชิดระบอบทักษิณ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็คือเหตุปาระเบิดใส่ขบวนมวลมหาประชาชนกปปส.ภายใต้การนำของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. จนมีผู้เสียชีวิต ๑ รายบาดเจ็บนับสิบ รวมทั้งการปาระเบิดที่เวทีกปปส.ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากซึ่งมีหลั กฐานคริปภาพโฉมหน้าโจรมือปาระเบิดชัดเจน แต่จนบัดนี้ตำรวจยังไม่สามารถจับอันธพาลถ่อยได้แม้แต่รายเดียว ท่ามกลางข้อสงสัยว่าแก๊งอันธพาลชั่วพวกนี้รัฐตำรวจทรราชชักใยอยู่เบื้องหลังหรือไม่

ล่าสุดจากการประชุมคลี่คลายคดีฆ่า นายสุทิน ของบิ๊กตำรวจที่รับผิดชอบคดีนี้ภายใต้การกำกับของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เริ่มเห็นสัญญาณแบไต๋ของบิ๊กตำรวจบางคนแล้วว่า จะจบลงแบบมวยล้มต้มคนดูสุดพิลึกค้านสายตามมหาชนนั่นคือพลิกจากคดีฆ่าคนโดยเจตนามาเป็นคดีทะเลาะวิวาท

ขณะเดียวกันรัฐบาลทรราชหุ่นเชิดยิ่งลักษณ์ก็เริ่มแผนปฏิบัติการรุกคืบแบบเลือดเข้าตาโดยล่าสุด ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ประกาศกร้าวการเข้ากระชับพื้นที่ด้วยการขีดเส้นตายให้มวลมหาประชาชนกปปส.ต้องออกจาก

หน่วยราชการที่ถูกยึดทั้งหมดภายใน ๓ วัน ไม่งั้นจะใช้หน่วยจู่โจมจัดการขั้นเด็ดขาด

เพราะฉะนั้นคงจับตาดูระหว่างรัฐบาลทรราชหุ่นเชิดยิ่งลักษณ์ทาสรับใช้ระบอบทักษิณโดย”เหลิมดาวเทียม”กับมวลมหาประชาชน กปปส.ที่ยืนหยัดกล้าต่อสู้กล้าเสียสละ ฝ่ายไหนของจริงและฝ่ายไหนของปลอม แต่สัจจะธรรมที่จริงแท้แน่นอนก็คือในที่สุดธรรมะย่อมชนะอธรรม


จากคอลัมน์ "ผ่าประเด็นร้อน"
นสพ.แนวหน้า ๒๘ ม.ค. ๒๕๕๗








"อำนาจเปลี่ยนมือ"
มะลิลา


สำหรับผมแล้ว การปรากฏตัวของรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “เลอศักดิ์ ริ้วตระกูไลไพบูลย์” พร้อมด้วยข้าราชการและอดีตข้าราชการ “กรมชลประทาน” อีกกว่า ๓oo ชีวิต บนเวทีชุมนุม กปปส. เมื่อหัวค่ำวันที่ ๒๔ มกราคมที่ผ่านมา รวมทั้งการปรากฏตัวของข้าราชการและอดีตข้าราชการจากกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ และกรมบัญชีกลาง เมื่อหัวค่ำวันที่ ๒๕ มกราคม ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและสามารถสะท้อนอะไรได้หลาย ๆ อย่าง

ประการแรก สิ่งที่เกิดขึ้นได้สะท้อนให้เราเห็นว่า “ข้าราชการ” จำนวนมาก ซึ่งโดยส่วนตัวผมก็เชื่อว่าเป็นข้าราชการส่วนใหญ่ ล้วนมีความคิดที่ไม่ได้แตกต่างจากพวกเราประชาชนคนทั่วไปแต่อย่างใด นั่นคือ การไม่ยอมรับกับขบวนการทุจริต โกงบ้านกินเมือง ของพวกนักการเมืองทั้งหลายประดามี ที่ผลัดเปลี่ยนหน้ากันเข้ามากุมอำนาจบริหารแต่ละหน่วยงาน

ยกตัวอย่าง เช่น กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งถือเป็นกระทรวงเกรด A เนื่องจากต้องทำงานเชื่อมโยงไปถึงภาคการเกษตรซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจประเทศ ทำให้แต่ละปีจึงมีงบประมาณ “ก้อนโต” มาให้บริหารทั้งด้านการพัฒนาและช่วยเหลือเกษตรกร กระทรวงเกษตรฯ จึงเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ถูกจับจองและถูกนักการเมืองเข้ามาสูบเลือดสูบเนื้อหาผลประโยชน์กันอย่างต่อเนื่อง

ยิ่งโดยเฉพาะช่วง ๔-๕ ปี ให้หลังที่สายตาของสังคมมัวแต่ไปสาละวนกับการจับจ้องปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมือง เหล่าบรรดานักการเมืองที่น้ำลายหก น้ำลายย้อย แทรกซึมเข้ามาหาผลประโยชน์ ก็ช่วยกันทุจริตสวาปามจนพุงกางไปตาม ๆ กัน ไม่เชื่อก็ลองหันไปถามข้าราชการหรือคนที่เคยยื่นประมูลงานในกระทรวงเกษตรฯดูได้ ว่า กินกันแหลกลาญขนาดไหน และมีการเรียกเปอร์เซ็นต์กันเท่าไร

ขณะที่ข้าราชการหรือคนทำงานก็ได้แต่มองตาปริบ ๆ เพราะขืนตีโพยตีพายขึ้นมา ดีไม่ดีจะถูกกลั่น จับเด้งไปอยู่โน่นอยู่นี่ ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดกันพอดี

นี่แหละครับ คือ สภาพที่ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานรัฐอีกหลายแห่งต้องประสบในช่วงที่ผ่านมา!

เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจ ถ้าวันนี้เราจะมองเห็นข้าราชการพากันออกมาแสดงจุดยืนร่วมกับประชาชน เพื่อให้มีการล้างบางการทุจริตโคตรโกงของนักการเมือง ดังที่เราเห็นอยู่ในวันนี้

และในกระทรวงเกษตรฯเอง ก็อย่าว่าแต่รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ หรือข้าราชการกรมชลประทานเท่านั้นที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของมวลชนครั้งนี้ แต่มันเป็นทุกกรม ทุกกอง ทุกหน่วยงาน ไม่ว่า กรมวิชาการเกษตร กรมประมง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่มีข้าราชการตั้งแต่ระดับชั้นผู้น้อยไปจนถึงระดับผู้บริหาร ต่างให้การสนับสนุนการมวลมหาประชาชนทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผยกันอย่างล้นหลาม

ขณะเดียวกัน ยังมีข้อสังเกตสำคัญอีกประการ สำหรับการออกมาแสดงตัวแสดงจุดยืนสนับสนุนการปฏิรูปการเมืองของบรรดาข้าราชการแต่ละท่าน นั่นคือ ความมุ่งมั่นของมวลมหาประชาชนเรือนล้านที่พร้อมใจกันออกมาต่อสู้เพื่ออนาคตของบ้านเมืองอย่างไม่ย่อท้อ สิ่งนี้น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ข้าราชการที่มองเห็นปัญหาและมีความคิดโน้มเอียงไปในทิศทางเดียวกับประชาชนอยู่แล้ว เกิดความมั่นใจในการออกมาแสดงตนและเคลื่อนไหวร่วมกับประชาชน

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ยังสะท้อนให้เห็นอีกว่า ภายใต้เป้าหมายการปฏิรูปการเมืองและประเทศชาติ หากเราสามารถสร้างกลไกที่เข้มแข็งในการปกป้อง คุ้มครอง ดูแลข้าราชการ “น้ำดี”ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นหลักประกันให้พวกเขาเหล่านั้นเกิดความมั่นใจ และกล้าที่จะต่อสู้กับความอยุติธรรม และขบวนการทุจริตคดโกง ไม่ถูกนักการเมืองเข้ามากดหัว ครอบงำ จนบ้านเมืองจมสู่ปลักโคลนเหมือนอย่างที่ผ่านมา

อำนาจต้องเปลี่ยนมือ! และถือเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนในวันนี้ ที่ต้องช่วยกันผลักดันให้สำเร็จครับ!


จากคอลัมน์ "แตกใบอ่อน"
นสพ.แนวหน้า ๒๘ ม.ค. ๒๕๕๗








"จะจับใคร"
สันต์ สะตอแมน


เห็นภาพมวลมหาดารา-นักแสดงที่ "เวทีชิดลม" แล้ว ให้นึกอยากไปยืนเกาะขอบเวทีกับเขาบ้าง เพราะที่นั่นเขาสนุกสนานครื้นเครงเฮฮากันดีจัง กับมุกตลกแสบ ๆ คัน ๆ ที่ได้นำมาเล่นมาล้อเลียน เพื่อความเพลิดเพลินผ่อนคลายแก่ผู้ชุมนุม ท่ามกลางเสียงปืน-เสียงระเบิด และ "เสียงขู่"!

ครับ..ใคร-ฝ่ายไหนทำให้เสียงปืน-ระเบิดดัง อย่าว่าแต่วิญญูชน ระดับตาสีตาสาก็ย่อมรู้ จะมีมืด-บอดไม่รู้-ไม่เห็น ก็คงเฉพาะ "ตำรวจ" กับคณะ "ศรส." กระมัง? เพราะยังไม่เห็นตามจับมือใครดมได้เลยสักราย..

หรือมันไม่ง่าย เหมือนออกหมายเรียกพวกดารา..หือ?

และนี่..คือ "เสียงขู่" ที่ ศรส.นึกว่าเป็น "ไม้เด็ด" สามารถสกัด สยบพวกดาราให้หยุดแสดงความคิดอ่านทางการเมืองบนเวที กปปส.อย่างชะงัด แต่กาลกลับ ด้วยประจักษ์หลังสิ้นเสียงนายปึ้ง..

แทนที่ดารา-นักร้องจะหนีหลบหัวซุกหัวซุน กลับพากันยกโขยงไปที่เวทีชิดลมกันคลาคล่ำคึกคักยังกับงาน "ประกาศผลรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ" อย่างไงอย่างงั้น ทำเอาผมสงสัย..ใคร-คนไหนใน ศรส.นะ ที่เป็นต้นคิดทำเรื่องนี้?

ก็..ใช่จะดูแคลนในปัญญา ความรู้ความสามารถ แต่การออกหมายเรียกดารา-นักร้อง มันทำให้เห็นถึงความสิ้นท่า น่าสมเพช ทุเรศทุรัง อเนจอนาถนัก!

คนบันเทิงน่ะ เขาก็ประชาชน จะไม่ให้มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองเชียวหรือ? จะบีบบังคับให้ ดารา-นักร้อง วางตัวอยู่เฉพาะในกรอบอาชีพ "เต้นกิน-รำกิน" ที่ถูกหยามถูกหมิ่นเหมือนในอดีตกระนั้นหรือ?

จะใช้อำนาจ-ใช้กฎหมายก็ใช้เถอะ แต่ถ้าใช้อย่าง "บ้า" และ "มัวเมา" ใครเล่าเขาจะกลัวเกรง..ก็ดูสิพลันสิ้นเสียงขู่ ศรส. พวกเขาดารา-นักร้อง ต่างโพสต์ความรู้สึกลงเฟซบุ๊ก อินสตาแกรมกันพึ่บพั่บ

อย่างกอล์ฟ-เบญจพล เชยอรุณ.. "พูดตามตรงนะ ยิ่งนับวัน ยิ่งผิดหวัง อยากให้คนเกลียด ถึงขั้นขยะแขยง เลยใช่มั้ย #ขยันกันจังนะเรื่องชั่ว ๆ เลว ๆ เพื่อเรียกแขกน่ะ ถึงขั้นฆ่าคนตาย .. ออกหมายเรียกดารานักแสดง ที่ออกมาแสดงจุดยืนทางความคิด เรียกร้องประชาธิปไตยและความถูกต้องตามสิทธิชอบธรรม....

เข้าใจไว้ด้วยนะ ทุกคนคือคนไทย ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นทาสใคร มีสิทธิ์เท่ากับพวกคุณเหมือนกัน ที่สำคัญเราอยู่แบบสำนึกในบุญคุณต่อพระมหา กษัตริย์และประเทศชาติ ..ไม่ได้อยู่เพราะเงิน .. เราเคยมอบอำนาจให้คุณได้ เราก็มีสิทธิ์นำอำนาจ นั้นกลับคืนมาได้เหมือนกัน #ขอร่วมไว้อาลัยให้กับคุณสุทิน ธราทิน คุณคือ วีรบุรุษ"

และที่ได้รับเสียงปรบมือลั่นเห็นจะเป็นนายโตโน่-ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ กับประโยคสั้น ๆ หน้าเวที.. "ถ้าชีวิตจะฉิบหายเพราะรักแผ่นดิน ก็มาจับผมได้เลย"

แต่..ผมชอบท่อนหนึ่งของ "กวีตีสาม" ..หากท่านอยาก..จับดารา..ไม่ว่าหรอก/ต้องขอบอก..แรงไม่มี..หนีไม่ไหว/แต่ขอร้อง..ก่อนท่านจะ..จับเราไป/ขอให้จับ..พวกจัญไร ด่าพ่อเรา

ก็เชิญครับนายปึ้งศักดิ์..จะจับคนด่าพ่อ (โอ๊ค) หรือคนด่าพ่อเรา..เลือกเอา!


จากคอลัมน์ "วิสามัญบันเทิง"
นสพ.ไทยโพสต์ ๒๘ ม.ค. ๒๕๕๗








"ปฏิบัติการเด็ดหัวแกนนำ"
ผักกาดหอม


โทนข่าววานนี้ระบุว่า ทหารเครียดกับกรณีลอบสังหาร "สุทิน ธราทิน" แกนนำ กปท.ที่วัดศรีเอี่ยม โดยกลุ่มชายชุดขาวดำแดง

ก็ควรจะเครียดครับ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. เคยพูดไว้ว่า หากมีประชาชนเสียชีวิต รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

เสียดายที่ ผบ.ทบ.ไม่พูดให้ชัดว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบแบบไหน แต่เมื่อคำพูดเป็นนาย ชายชาติทหารก็ย่อมเครียดเป็นธรรมดา แต่จะเครียดแบบไหน หาทางออกอย่างไร ขอให้ ผบ.ทบ.รับรู้ไว้ครับว่า ประชาชนทั้งตั้งคำถามและความหวังกันเยอะ

ผมเชื่อว่า ผบ.ทบ.จะเครียดหนักขึ้นกว่าเดิมหากได้ยิน พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ รอง ผบช.น. รับผิดชอบงานด้านสืบสวน พูดถึงคดีนี้

"ตอนนี้ต้องได้กลุ่มคนที่ทะเลาะวิวาทกันเข้ามาสอบ"

ตำรวจมองคดีนี้แค่การทะเลาะวิวาท แทนที่จะเป็นคดีลอบสังหาร ที่จริงมันคือการสังหารศัตรูทางการเมืองเป็นลูกโซ่ด้วยซ้ำ

หากมองปรากฏการณ์ในภาพรวม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังการส่งสัญญาณโดย "เฉลิม อยู่บำรุง" ให้ท้ายเจ้าหน้าที่ในการวิสามัญฆาตกรรมแกนนำผู้ชุมนุม

ผมว่า ผบ.ทบ.รู้ครับว่า การที่ "สุทิน ธราทิน" ถูกยิงถึง ๔ นัด จนเสียชีวิตนั้น ไม่ใช่การยิงแบบเหวี่ยงแหแน่นอน

แต่เป็นการฆ่าแบบจำเพาะเจาะจง! มันคือการเด็ดหัวแกนนำ

และนี่คือการส่งสัญญาณไปถึง "กำนันเทพ" ว่า ตกเป็นเป้าสังหารได้ตลอดเวลา อยู่ที่ว่ามือสังหารจะลงมือเมื่อไหร่เท่านั้นเอง

การเมืองไทยได้ข้ามเส้นรอมชอมมาเป็นการสังหารฝ่ายตรงข้ามแล้วครับ!

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของการส่งสัญญาณฆ่า

ในสงครามปราบยาเสพติด "ทักษิณ ชินวัตร" ประกาศท่าทีแข็งกร้าวนำไปสู่การฆาตกรรมหมู่หลายครั้ง

เช่นคำพูดที่ว่า "ให้ใช้ความเด็ดขาดอย่างชนิดไม่ต้องปรานี"

”ที่อยู่ของขบวนการค้ายาเสพติดมี ๒ ที่ คือถ้าไม่ไปคุกก็ไปวัด”

รวมถึงการยกวาทะอมตะของ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ที่ว่า ”ภายใต้แสงอาทิตย์นี้ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้” มาปลุกใจตำรวจ

ผลคือมีการฆ่าตัดตอนไปถึง ๒,๕oo ศพ เป็นผู้บริสุทธ์ที่ถูกยัดข้อหาไปร่วม ๑,ooo ศพ

หรือแม้กระทั่งช่วงการชุมนุมของคนเสื้อแดง ได้ปรากฏเป็นข่าวหลายครั้งว่า แกนนำเสื้อแดงยุยงให้ล่าสังหารแกนนำรัฐบาลในขณะนั้น

เดิมทีผมคิดเอาว่ารัฐบาลระบอบทักษิณคงไม่โง่ที่จะปล่อยให้แกนนำผู้ชุมนุมถูกฆ่า เพราะจะสร้างความยุ่งยากให้กับรัฐบาลเอง แต่ผมประเมินคนกลุ่มนี้ต่ำเกินไป

เมื่อมองย้อนกลับไปดูพฤติกรรมในอดีต บวกกับรัฐบาลกำลังจนตรอก กองกำลังเถื่อนอยู่ในสภาพพร้อมรบ..น่ากลัวครับ!.


จากคอลัมน์ "อ่านเอาเรื่อง"
นสพ.ไทยโพสต์ ๒๘ ม.ค. ๒๕๕๗



บีจีและไลน์จากคุณญามี่


Free TextEditor




 

Create Date : 31 มกราคม 2557
0 comments
Last Update : 31 มกราคม 2557 10:34:34 น.
Counter : 1919 Pageviews.


BlogGang Popular Award#13


 
haiku
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 141 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.