happy memories
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2556
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
18 สิงหาคม 2556
 
All Blogs
 

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ (๙)





นับแต่เดือนนี้ไป 'ไทยสะท้าน'?
เปลว สีเงิน


บนความเป็น "ประเทศไทย" อายุ ๘๔๔ ปี ถ้าแยกเป็นการทหารแต่ละยุค ก็พอแยกได้ว่า ยุคสุโขทัย ๑๘๑ ปี ยุคอยุธยา ๔๑๗ ปี ยุคธนบุรี ๑๕ ปี ยุครัตนโกสินทร์ ๒๓๑ ปี ไม่เคยปรากฏว่ามีสตรีเพศเป็นมหาเสนาบดีว่าด้วยกิจการกลาโหม คือเข้ามาควบคุมกองทัพ จนลุถึง วันอาทิตย์ที่ ๓๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๖

ประเทศไทยก็มีสตรีเพศคนแรกเป็น "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม" ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติ ควบคุมและสั่งการกิจการทหารทั้งหมดทุกเหล่าทัพ

สตรีนางนั้นก็คือ..........

"นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทย และเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ให้ทั้งกับประเทศ ทั้งกับการทหาร และทั้งกับตระกูลชินวัตรของนาง ด้วยการนั่งควบ!

ผมหยั่งความรู้สึกทหารกว่า ๓ แสนนายไม่ได้ว่า เมื่อเห็นสตรี คือนางสาวยิ่งลักษณ์มานั่ง กห.ต่อหน้าต่อตา จะเกิดความรู้สึกตอบสนองเช่นไร?

ภาคภูมิใจ, ตื่นตัว-ตื่นใจ, ไฟชายชาติทหารโชนพร้อมทำศึก หรือ อาย-อดสู-วังเวง, ตะขิด-ตะขวงใจ, ไปไหน-มาไหน ต้องก้มหน้าแทนยืดอกสบตาคนในรอบเกือบ ๑๐ ศตวรรษ ของอายุสยามประเทศ?

ผมเดาใจคนใน "เครื่องแบบทหาร" ไม่ได้จริง ๆ!

ยิ่งโดยเฉพาะกับนายทหารใหญ่ ๆ ที่มักเรียกกันว่าบิ๊กนั่น-บิ๊กนี่ทั้งหลาย นอกจากเดาใจไม่ออกแล้ว ยังไม่กล้าเดาด้วยเกรงบารมีเหล่าท่าน ว่ามีความรู้สึกตื่นตัวตอบสนอง "นายใหม่" ที่เป็นหญิงมานั่ง กห.ให้ตะเบ๊ะด้วยทัศนคติ

บวก หรือ ลบ?

เพราะ พ.ศ.๒๕๕๖ ประเทศไทยควบคุมด้วย "ระบอบทักษิณ" โดยปฏิบัติการรัฐบาล นปช.เพื่อไทย ภายใต้บัญญัติ "ทักษิณคิด-ยิ่งลักษณ์ทำ" ซึ่งไม่มีอะไรจะระยำยับไปกว่านี้อีกแล้ว!

แล้วองค์กรไหน มีใครบ้างล่ะ ในหมู่ ข้าราชการ-ทหาร-ตำรวจ-ครูบาอาจารย์-สื่อ-สงฆ์ ที่ไม่แสวงหาความก้าวหน้าและอยู่รอดด้วยพูนสุข-พูนทรัพย์ขึ้น แค่ค้อมให้กับระบอบทักษิณ?

ในรอบ ๑-๒ สัปดาห์นี้ ผมนั่งน้ำตาไหลคนเดียว ไม่อยากกลั้น-ไม่อยากเก็บ ก็ปล่อยให้ตาเป็นทางระบายของใจไปบ้าง ไม่อยากขืนใจตัวเอง เพราะตื่นขึ้นมา พบแต่ข่าว....

โจรบึ้มทหารตาย ๓ ศพ ๖ ศพ ๘ ศพ บึ้มตำรวจตาย ๒ ศพ ๕ ศพ และชาวบ้าน "ตายรายวัน" รวมแล้วไม่รู้อีกกี่ศพ-ต่อกี่ศพ ที่ ๓ จังหวัดใต้

ผมสงสาร และขอแสดงความอาลัยต่อเขา และครอบครัวเขา ในขณะที่อดสู-ละอายต่อผู้มีอำนาจบริหารกองทัพในส่วนกลาง และขยะแขยง-ทุเรศ ต่อผู้นำรัฐบาล-ผู้นำบริหารประเทศ!

ผมตามข่าวทุกวัน แต่ผมหยุดพูดถึงกองทัพมานานแล้ว เพราะไม่เห็นประโยชน์ ในเมื่อกองทัพสนองความต้องการรัฐบาลระบอบทักษิณ มากกว่าสนองปัญหาพื้นที่ ๓ จังหวัดใต้

เรามีทุกอย่าง กองทัพจะเอาอะไรเพื่อใช้แก้ปัญหา ภาษีประชาชนจ่ายให้ทุกบาท-ทุกสตางค์ เอาเรือรบ เอาเรือบิน เอารถถัง เอาปืนเล็ก-ปืนใหญ่ เอาบอลลูน เอาหนวดกุ้งจับระเบิด กระทั่งจะเพิ่มกำลัง สร้างค่าย ขยายอัตรา-ตำแหน่ง มีให้หมด

แต่ปัญหา ๓ จังหวัดใต้ "เลวร้าย" ลงทุกวัน!

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลไทย โดยทักษิณไปซ่องสุมกับกลุ่มโจรที่ชักใยวินาศกรรมใต้อยู่ในมาเลย์ แล้วสั่งให้ยิ่งลักษณ์ "นายกฯ หุ่นเชิด" เดินนโยบาย ยกโจรก๊กหนึ่งขึ้นเป็นคู่เจรจากับรัฐบาลไทย

มันเป็นการ "สร้างตัวตน" กลุ่มแยก ๓ จังหวัดใต้ ให้ปรากฏเป็นรูปธรรมต่อสังคมโลกเป็นครั้งแรก ผมขอบอกว่า นั่น...มันไม่ใช่มาถูกทางแล้ว อย่างที่สักแต่มีลิ้นก็ตวัดกันไป

ในขั้นตอนหนึ่งบนความเป็นกระบวนการที่ยังไปไม่ถึง การเจรจานั้น มันไม่ผิดหรอก แต่...วันนี้ บนสถานการณ์อย่างที่เห็นและที่เป็น....มันยังไม่ใช่

ขอบอกเลยว่า ที่ทักษิณไปชักใยกับโจรแก๊งหนึ่ง โดยมีนายกฯ มาเลย์สมประโยชน์นั้น สิ่งที่สั่งให้ยิ่งลักษณ์ทำ มันเป็นการพาไทยประเทศ "หลงทาง...ไปลงเหว" โดยผมคิดไม่ถึงว่า บนความเป็น "มืออาชีพ" ของกองทัพ

จะยอม "หักหางเสือ" ในการคุมทิศขนาดนั้น!?

เห็นประสานเสียงกันขรม รัฐบาล-กองทัพ-นักวิชาการ-สื่อ "เดินมาถูกทางแล้ว" เพราะไม่มีปัญหาไหนที่แก้ได้สำเร็จ ถ้าไม่มีการเจรจา

มันเป็นวาทกรรมเอาโก้ ง่ายเหมือนเห็นผ้าขาดแล้วให้เอากรรไกรมาขริบรูที่ขาดทิ้ง การเจรจาเป็นเรื่องตามขั้นตอนหนึ่งเท่านั้น ในกระบวนการทั้งหมด

แต่การยกโจรกลุ่มหนึ่ง ซึ่งยังหาหัว-หาตีนในความเป็นตัวของขบวนการ ๓ จังหวัดใต้ยังไม่พบ อุปโลกน์ขึ้นมาเป็นตัวตน "บนโต๊ะเจรจา" โดยเอาความเป็นประเทศไทยไปรองรับนั้น นอกจากผิดขั้นตอนแล้ว

มันยัง "โง่บัดซบ" ที่สุด!

ขงเบ้งใช้แค่ "ลิ้น ๓ นิ้ว" สามารถดึงซุนกวนไปช่วยรบโจโฉได้ แล้วลองดูนายตอยิบ หัวหน้าโจรก๊กหนึ่งซิ ผมว่าเก่งกว่าขงเบ้งอีก ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย

ข้าว-กาแฟ ก็มีคนเลี้ยง ที่พัก-ที่ประชุม ก็มีคนจัด เดิมพันในกระเป๋าสำหรับเจรจา มีหรือไม่มี ก็ไม่มีใครรู้ ทั้งสถานภาพอันมีอยู่จริง ก็ยังหามูลค่าเพื่อตีราคาไม่ได้

ตรงข้ามกับฝ่ายไทย เห็นชัด ๆ สถานะประเทศไทยเป็นการันตี หมดค่าเรือบิน ค่าโรงแรม ค่ากินไปกี่สิบ-กี่ร้อยล้าน แล้วได้อะไรกลับมาจากการเจรจาแต่ละครั้งบ้าง

นอกจากไปเป็นไอ้งั่งให้โจรมันหลอก?

นายกฯ หญิงบินแรด ๆ ไปยกระดับค้ำประกันราคาโจรให้แต่วันแรก แล้วคณะ ล้วนเป็นองค์กรและบุคคลมีตำแหน่งฐานะทั้งสิ้น เรียกว่า ไทยเอาทองคำไปหุ้มตะกั่วตีนแหโดยแท้!

เอาตราแผ่นดิน "ตราครุฑ" ไปประทับในหนังสือ โดยให้มีตรานอกกฎหมายของโจรประทับเคียงในฐานะคู่พูดจา

เท่ากับรัฐบาลไทย "ยอมรับ" ตัวตนหนึ่ง-ขบวนการหนึ่งของกลุ่มโจร ๓ จังหวัดใต้ ยกให้มีสถานะเคียงประเทศ โดยมี "สังคมโลก" เป็นพยาน ผ่านข่าวสารที่แพร่ไปทั่วโลกแล้ว!

นับจากวันนั้น โจรเถื่อน ขึ้นชั้นเป็นโจรการเมืองเรื่องแยกดินแดน "ถูกต้อง" โดยการประทับตราแผ่นดินประเทศไทย "ยอมรับ" ความถูกต้องในบทบาทใด ๆ ที่เขาจะมีต่อไปนี้!

ไทย ถูกทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ชักนำไป "ติดกับดัก" ในเวทีโลก นับวันจะยากแก้ สังเกตกันมั้ย โจรก๊กที่ทักษิณ-มาเลย์อุปโลกน์เป็นคู่เจรจาไทย ใช้แค่นายตอยิบคนเดียว แถมใช้อาวุธเด็กเล่น คือยูทูบ

แค่ปล่อยคลิป ๒ ครั้ง ทั้งรัฐบาล ทั้งกองทัพ ทั้งประเทศ "คลั่ง" อวดก๋า กล้าเก่ง พวกปัญญารั่วเห่าในรั้วอวดกันขรม เรียกว่า ใช้แค่ ๑ ตอยิบ ๒ แถลงการณ์ผ่านยูทูบ

"เขย่าประเทศไทยสะเทือน!"

เขาพูดอะไร ควายเชื่อหมด เขาบอกจะไม่บึ้ม-ไม่ฆ่าในเดือนรอมฎอน ก็เอามาเพ้อเป็นผลงานการเจรจาเป็นตุ-เป็นตะ ตอนนี้ไม่ยังไม่รอมฎอน ฆ่าทหาร ฆ่าชาวบ้าน เอาตีนลูบหน้านักเจรจาสันติภาพเล่น ทำได้ไม่นับว่าผิดสัญญาใช่มั้ย?

ก็ไม่ว่าอะไร เพราะรัฐบาล-ทหาร เขายังไม่ว่าอะไร ชั้นผู้น้อยถูกบึ้มตายกันหมดเมื่อไหร่ รุ่นนายพลก็จะย้ายพุงไปนั่งรถให้โจรมันขุดถนนฝังระเบิดกดบึ้มแทนเอง และถึงตอนนั้น เทศกาลรอมฎอนก็น่าจะมาถึงพร้อมกับ

ชั้นผู้น้อย-ชั้นผู้ใหญ่ "ถูกบึ้มตายเกลี้ยง"

"สันติภาพเกิดพอดี!"

ต้องรับว่าฝ่ายโจรก่อการร้ายภาคใต้ "ทั้งบู๊-ทั้งบุ๋น" เขาเก่ง และสุขุมลุ่มลึกกว่า แค่ระดับนายตอยิบคนเดียว สยบได้ทั้งประเทศไทย

กองทัพ ภายใต้กระทรวงกลาโหม "ชายชาตรี" นั่งควบคุมนโยบายบริหารมาก็นานใกล้พันปี บ่มิไก๊ เมื่อถึงทศวรรษนี้ ทักษิณ "หยามประเทศ" โดยส่งน้องสาวมาเป็นนายกฯ คนแรกไปแล้ว

วันนี้...จะ "สร้างอาถรรพณ์" สยบกองทัพประเทศ ตามแผนขั้นที่ ๒ ด้วยการส่งน้องสาวซึ่งเป็น "อิตถีเพศ" มาถ่างขาคร่อม กห.ให้ขุนทหารตื่นตา-ลานใจ

มันก็ "สะใจทักษิณ" มิใช่หรือ?


จากคอลัมน์ "เปลว สีเงิน คนปลายซอย"
นสพ.ไทยโพสต์ ๑ ก.ค. ๒๕๕๖








"รัฐบาล ๒ ประเทศแข่งกันสะดุดขาตัวเอง"
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์


ไม่น่าเชื่อว่ารัฐบาลเสียงข้างมากของนายกฯยิ่งลักษณ์จะพบกับปัญหาความไม่ไว้ใจของประชาชนทั่วประเทศ แม้กระทั่งเสื้อแดงกลุ่มที่เคยสนับสนุนมาก่อน เพราะคิดเพียงว่าชนะเลือกตั้ง มาเป็นรัฐบาลจะทำอะไรก็ได้

ประชาชนขาดศรัทธาของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไม่เกี่ยวกับกับฝ่ายค้าน คือสะดุดขาตัวเอง ด้วยความประมาทคิดว่า

 ชนะ ๑๕ ล้านเสียง

 รัฐบาล ๒–๓ สมัย เลยหาเงินเข้าพรรค โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง และถึงผลเสียระยะยาวต่อประเทศ

 คิดว่าเลือกตั้งกี่หนก็จะชนะ ประมาทความคิดของคนเสื้อแดง

 มั่นใจว่าเคยชนะ อนาคตก็ต้องชนะ

ปัญหาจำนำข้าว ทำให้รัฐบาลสะดุดตาขาตัวเอง เพราะคนไทยสงสัยว่า

 ทำไปทำไม?

 ถ้าคิดรอบคอบ ต้องไม่ทำ

 จำนำราคาสูงกว่าราคาตลาด

 จะเก็บข้าวไว้เพื่ออะไร? เต็มแล้วเน่าเสีย ถ้าระบายไม่ออก

 ราคาจำนำสูงกว่าราคาตลาดโลก ๔o% ทำให้การส่งออกของไทยถูกทำลาย

 การเพิ่มผลิตไม่มีเพราะได้ราคาจำนำทุกเม็ด

ที่ตอบคนไทยไม่ได้ รัฐบาลใช้วิธีการหาเงินจากงบประมาณแผ่นดินที่ชาญฉลาดเต็มไปด้วยการโกงและสวมสิทธิ์ข้าวจากต่างประเทศแต่ไม่รอดในที่สุดเพราะคนรู้ทัน

ที่จะตามมาก็คือ งบ ๓ แสนล้าน เรื่องน้ำ โปร่งใสพอไหม? ถ้าจะทำ ทำไมไม่ให้ประชาชนที่ถูกผลกระทบมีส่วนร่วม

ส่วนนโยบายอื่นๆ เช่น ค่าจ้าง ๓oo บาท หรือรถคันแรก ถูกวิเคราะห์ว่าขาดความรอบคอบเน้นแต่คะแนนนิยมเลยสะดุดขาตัวเอง

พรรคเพื่อไทยไม่หวังดีต่อชาติ คิดแต่จะกอบโกยเพื่อตัวเอง คาดว่ารัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์คงจะเป็นขาลงแบบรวดเร็ว ถึงแม้จะปรับ ครม.ก็ช่วยได้แต่เพียงประวิงเวลาระยะสั้น

สรุปก็คือ Trust หรือความน่าเชื่อถือ ศรัทธาของคนไทยต่อรัฐบาลหายไปก็คงจะต้องพบจุดจบ แต่ก็จบแบบยุบสภา ส่วนจะกลับมาหรือเปล่า? ก็ขึ้นอยู่กับประชาชนจะตัดสินใจ

ส่วนอีกประเทศหนึ่งที่สะดุดขาตัวเองคือ สหรัฐฯ

ผมคิดว่าไม่มีเรื่องโกง หรือหาเงินเข้าพรรค แต่เป็นเรื่องที่ผู้นำที่บ้าการเมือง พูดเก่ง ขาดประสบการณ์ จึงผิดพลาดหลาย ๆ เรื่อง ตั้งแต่โอบามาชนะสมัยที่ ๒ ก็ถูกประชาชนมองว่าเป็นเป็ดง่อย เพราะทำอะไรก็ไม่สำเร็จและ ขาดความศรัทธาก็จะมองว่าภาวะโอบามา ไม่มีความหมาย ไม่สามารถเป็นที่พึ่งของคนอเมริกันได้

ซึ่งเหตุการณ์ล่าสุด ย้ำว่า โอบามาขาดภาวะผู้นำอย่างรุนแรงคือ มีชาวอเมริกันชื่อ สโนว์เดน โจรกรรมข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นความลับเกี่ยวกับความมั่นคงและเกี่ยวกับการก่อการร้าย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของชาวอเมริกา คุณสโนว์เดน(Snowden) ทำงานอยู่ที่ฮ่องกง พอถูกจับได้ โอบามาก็ขอให้รัฐบาลจีนโดยผ่าน สี จิ้นผิง (Xi jinping)ประธานาธิบดีของจีน รับตัว Snowden ผู้ร้ายข้ามแดนมาอเมริกา เพราะมีสนธิสัญญากันอยู่ แต่ไม่สำเร็จเพราะรัฐบาลจนไม่ร่วมมือด้วย ทำให้โอบามาเสียหน้าไประดับหนึ่ง พอ Snowden บินออกไปนอกประเทศก็ไปลงที่สนามบินมอสโกในรัสเซีย และอาจจะขอลี้ภัยไปยังประเทศอื่น ๆ แต่ลงที่มอสโกก็ยังไม่ได้ไปไหน?

โอบามาขอร้องให้ปูตินประธานาธิบดีของรัสเซีย ช่วยส่งตัวกลับปูตินก็เฉย ๆ และไม่ยอมทำตาม ซึ่งสร้างความอับอายให้แก่ประชาชนชาวอเมริกันมากที่มีโอบามาผู้นำที่ขาดความสามารถที่จะเจรจากับผู้นำจีนและรัสเซีย เพื่อขอความร่วมมือซึ่งก็เป็นการสะดุดขาตัวเองที่สร้างความอับอายให้โอบามาและคนอเมริกัน แต่ผลกระทบคนละแบบกับไทย เพราะไทยคือการทุจริต และการขาดประสิทธิภาพในการบริหารภายใน ส่วนโอบามาขาดศักยภาพในการบริหารนโยบายต่างประเทศ การนำอเมริกาให้เป็นที่ยอมรับของโลก มีเกียรติและศักดิ์ศรีของประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่ง

บทเรียนทั้ง ๒ ประเทศ จึงน่าจะนำไปเปรียบเทียบกันว่า

รัฐบาลอยู่ได้หรือไม่ได้มักจะมาจากการสะดุดขาตัวเอง มากกว่าถูกฝ่ายค้านหรือคู่แข่งโจมตีหรือกดดัน

จึงจะต้องดูต่อไปว่าทิศทางของรัฐบาล ๒ ประเทศจะไปทางไหน?

 ของไทย คาดว่าอยู่อีกสัก ๓–๔ เดือน ยุบสภา คุณยิ่งลักษณ์จะกลับมาหรือเปล่าไม่รู้

 โอบามาเป็นต่อได้ แต่ขาดการยอมรับจากสังคมโลกและจากคนอเมริกันคงจะเป็นประธานาธิบดีแบบไร้ความหมายอยู่ไปวัน ๆ

 ปี ๒o๑๖ จึงจะเลือกตั้งใหม่ในสหรัฐฯ

เพราะโอบามาล้มเหลวจึงมองว่า Hillary Clintonจะเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่ง อาจจะทำหน้าที่ได้ดียกเว้นโอบามาจะตีตื้นด้วยวิธีการหรือนโยบาย แก้เหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยการเอาความศรัทธากลับมา ซึ่งคงไม่ง่ายนัก เพราะคนจะทำได้ต้องมีภาวะผู้นำมีประสบการณ์

สุดท้ายผมภูมิใจที่ขึ้นไปมอบหนังสือและแนะนำนักเรียนเทพศิรินทร์ ๒ แห่งที่เชียงใหม่ เรื่องการเตรียมตัวเข้า Asean 2015 ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นโรงเรียนในวามอุปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เทพศิรินทร์ฯ ที่ดอยอ่างขาง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงทุ่มเทเรื่องการศึกษาของชนกลุ่มน้อย ชาวเขา ผมขอยืนยันว่าเด็กดอยของเทพศิรินทร์ที่ดอยอ่างขางเก่ง และมีความสามารถครับ ส่วนเทพศิรินทร์เชียงใหม่ ที่สันป่าตอง ก็เป็นเด็กที่มีคุณภาพไม่แพ้กัน

และขอขอบคุณ สำนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่กรุณาเชิญผมไปพูดเรื่อง ภาวะผู้นำ การพัฒนาบุคลิกภาพและการเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กร จะได้พบคุณธาริตหรือเปล่า? ไม่ทราบ แต่จะขอย้ำว่าทุนทางจริยธรรมของ DSI สำคัญมาก ๆ


จากคอลัมน์ "บทเรียนความจริงจากดร.จีระ"
นสพ.แนวหน้า ๒๙ มิ.ย. ๒๕๕๖








"รัฐบาล 'ยิ่งลักษณ์ จะตายก็เพราะ ' สุนัขรับใช้' ปากเปราะ"
จิตกร บุษบา


มีให้เห็นมานักต่อนักแล้ว ที่เจ้าของถูกปรับ ถูกจับ หรือแม้กระทั่งถูกยิงตายเพราะคู่กรณีบันดาลโทสะ เนื่องจากปล่อยให้ “หมาปากเปราะ” ออกมาเพ่นพ่าน เห่าคนนั้น ขู่คนนี้ ฉี่ตรงนั้น เลอะเทอะวุ่นวายไปหมด

ในทางการเมืองก็เช่นเดียวกัน หากนักการเมืองใหญ่ มี ‘สุนัขรับใช้’ อยู่ในฝูง ก็ต้องรู้จักควบคุมสุนัข อย่าให้ออกมาเห่า มาขู่กรรโชก มาขี้มาเยี่ยวในที่ทางสาธารณะจนเหม็นโฉ่ ความรับผิดชอบใช้ว่าจะตกอยู่กับหมา แต่เจ้าของหมาต่างหาก ที่จะต้องรับผลทางการเมือง

ผมไม่รู้ว่า คนอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง, นายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ หรือนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาดนี่ จะใช่ ‘สุนัขรับใช้’ ของทักษิณ และ ‘เจว็ด’ ของทักษิณ คือ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือไม่

แต่ประชาชนเขารู้สึกแปลก ๆ โดยเฉพาะประชาชนที่สวมหน้ากากขาว เขารู้สึกเหมือนถูกคนเหล่านี้ ‘ขู่กรรโชก’

เว็บไซต์ //www.thaisocialist.com นำเสนอข่าวในหัวข้อ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์เร่งข่มขู่หน้ากากขาว หวังสกัดการต่อสู้ของประชาชน” โดยระบุว่า

“...ท่ามกลางความไม่พอใจการบริหารและการคอรัปชั่นของประชาชนวงการต่าง ๆ จึงเกิดการรวมตัวของประชาชนก่อเป็นกระแสต่อต้านเปิดโปงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ – ทักษิณอย่างขนานใหญ่ เมื่อไม่สามารถยับยั้งกระแสการต่อสู้ของประชาชนได้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์จึงใช้การข่มขู่คุกคาม

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้ออกมาโจมตีการเคลื่อนไหวของประชาชนว่าเป็นกลุ่มคนหน้าเดิมบ้าง มีพรรคการเมืองและนายทุนอยู่เบื้องหลังบ้าง เพื่อทำลายความชอบธรรมในการต่อสู้ของประชาชน ต่อมาก็ใช้การข่มขู่ในหลายครั้งหลายวาระ

ล่าสุด เมื่อวันพฤหัสบดี ๒o มิย.ร.ต.อ.เฉลิม ได้ให้สัมภาษณ์อีกว่า ถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่พยายามเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า จริง ๆ เป็นตัวละครเก่าหมด มีเพิ่มบ้าง ตอนนี้เจ้าของโรงแรมจ่ายเยอะนิดหนึ่ง กับไอ้ดำเตี้ย และออกมาปฏิเสธว่าไม่จริง แต่เจ้าหน้าที่เขาไม่สับสนหรอก ไอ้เจ้าของโรงแรมเนี่ย เคยร่วมปฏิวัติกับเขาครั้งหนึ่ง แล้วหนีหัวซุกหัวซุนกลับที่เดิมที่เก่า ตนหนักใจจริง ๆ พูดไปจะหาว่าขู่ แต่ไม่ได้ขู่ เพราะการเมืองวันนี้มีคนฉวยโอกาสเยอะ

“ผมแนะนำผู้เคลื่อนไหวและผู้ชุมนุมว่าทำได้ แต่ต้องกำหนดขอบเขตได้หรือไม่ ตำรวจจะได้ดูแลง่าย การเคลื่อนไหวไปนู่นมานี่ ถ้าโดนระเบิดสักลูกจะทำอย่างไร ยุ่งหมด ซึ่งรัฐบาลไม่ทำ นายกฯ มอบหมายผมเบ็ดเสร็จเด็ดขาดให้ดูแลเรื่องนี้ ผมได้ปรึกษากับตำรวจแล้วว่าหากเกิดเหตุการณ์อย่างนี้จะทำอย่างไร ตำรวจหนักใจ ถ้าอยู่เป็นที่แล้วจะแสดงอะไร จะปราศรัยอะไร จะด่าทอว่าใคร จะใส่หน้ากากขาว หน้ากากดำ หน้ากากเขียว ดูแลง่าย แต่นี่เดี๋ยวเดินขบวนผ่านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ไปหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ไปที่ศูนย์การค้า ถ้าบนสะพานลอยมันโยนมาสักตูม จะทำอย่างไร” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว

เว็บไซต์ thaisocialist.comยังกล่าวด้วยว่า โดยความเป็นจริงแล้ว ร.ต.อ.เฉลิม ในฐานะรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ถ้ารู้ว่ามีกระแสข่าวเรื่องมือที่สามที่จะมาทำลายการชุมนุมโดยสันติของประชาชนจริง เขาจะต้องเก็บเป็นความลับ เดินงานลึกหาข่าวเพื่อปราบปรามสกัดกั้นแผนร้ายนั้น และจัดกำลังป้องกันอย่างเต็มที่ประกันให้ได้ว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายนั้น แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยรองฯเฉลิม กลับมาปูดข่าวเสียเอง เสมือนเป็นการชี้ช่องยั่วยุให้เกิดเหตุการณ์จริง ซึ่งเป็นการข่มขู่ประชาชนอย่างไม่อาจจะปฏิเสธได้

ในอีกด้านหนึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม ก็ดำเนินสิ่งที่เรียกว่า “สองมาตรฐาน”ชัดเจน

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวในการให้สัมภาษณ์วันเดียวกันว่า “พวกดาวแดงที่เดินกันเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ความผิดสำเร็จแล้ว เข้าคุกได้แล้ว”

ขณะเดียวกันก็เคยกล่าวตั้งข้อกล่าวหาหน้ากากขาวไว้แล้วว่า เป็นขบวนการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้ง ๆ ที่พวกเขาชุมนุมอย่างสงบสันติปราศจากอาวุธ เป็นการชุมนุมตามสิทธิ์พลเมืองที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ แต่ตรงข้ามพวกเสื้อแดงเช่นพวก ‘กวป’ ที่ยกขบวนไปด่าแม่ศาล เกะกะระรานข่มขู่คนไปทั่ว พวกเสื้อแดงเชียงใหม่ยกพวกเข้าโจมตีกลุ่มหน้ากากขาวที่มีแต่มือเปล่า เฉลิมกลับเฉยไม่เคยกล่าวโทษ ข่มขู่ใด ๆ ทั้งสิ้น มิหนำซ้ำยังอาจมีการให้ท้ายอยู่ในทีด้วย

นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการศึกษาติดตามการดำเนินงานด้านสิทธิเสรีภาพ วุฒิสภา กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เป็นความต้องการที่จะข่มขู่เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ประชาชนออกมาชุมนุม หลังจากที่รู้ดีว่าหมดปัญญาที่จะหยุดการเติบโตของกลุ่มหน้ากากขาวได้แล้ว จึงใช้วิธีการที่ถนัดคือการข่มขู่ พร้อมกับป้ายสีว่ากลุ่มหน้ากากขาวได้รับใบสั่ง ทั้งที่ความจริงไม่มีใกล้บงการกลุ่มนี้ได้ ทั้งนี้ กลุ่มหน้ากากขาวอาจจะมาจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งเสื้อเหลือง กลุ่มหลากสี กลุ่มสนามหลวง ประชาธิปัตย์ หรือนานาประชาชนแต่ก็มีหัวใจดวงเดียวกันคือ ไม่เอาเผด็จการทุนสามานย์ของระบอบทักษิณและเห็นว่าบ้านเมืองบรรลัยไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว

"หน้ากาก ขาวมีความเชื่อมั่นในพลังแห่งความถูกต้องที่ต้านยันใครหรือกลุ่มใดก็ตามซึ่ง ทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน ใช้อำนาจบาตรใหญ่ฉ้อฉลและย่ำยีประเทศชาติ เขาไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน เขาไม่ต้องมีใครมาชี้นำ แต่เขารู้ว่าเขาควรทำอย่างไร และจะเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกันอย่างไร ด้วยการใช้สิทธิแสดงออกตามรัฐธรรมนูญคือชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ซึ่งไม่มีกฎหมายฉบับใดมาเอาผิดได้ โดยไม่ได้ใช้ความเถื่อนถ่อยหรือวิธีอันธพาลใด ๆ เลย"

ถัดจาก “เฉลิม” ๒๔ มิ.ย. ๒๕๕๖ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็ออกมากล่าวว่า การชุมนุมของม็อบหน้ากากขาวนั้น การชุมนุมเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ แต่การมาชุมนุมโดยมีเจตนาล้มล้างรัฐบาลถือว่าผิดกฎหมายอาญา มีโทษประหารชีวิต การล้มล้างรัฐบาลคือ เมื่อครบ ๔ ปี ถ้ารัฐบาลทำงานไม่ถูกใจก็ให้ประชาชนเอาออก จะมาเดินขบวนขับไล่ หรือจับอาวุธ โดยไม่เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตยเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

เมื่อถามว่ากังวลใจหรือไม่ เพราะขณะนี้มีผู้มาชุมนุมกับกลุ่มหน้ากากขาวเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ นายสมชายตอบว่า ไม่กังวล เพราะถ้ามาล้มล้างรัฐบาลก็ผิดกฎหมาย แต่ถ้ามาชุมนุมโดยถูกว่าจ้างมาหรือถูกหลอกมา รัฐบาลก็ต้องไปชี้แจงทำความเข้าใจ เชื่อว่าการชุมนุมของกลุ่มหน้ากากขาวจะไม่ซ้ำรอยการล้มรัฐบาลเหมือนสมัยพรรค พลังประชาชน เพราะประชาชนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ไม่อยากให้บ้านเมืองกลับไปสู่ความวุ่นวายอีก อย่าไปผูกขาดบ้านเมืองเพียงฝ่ายเดียว หรือบอกว่ารัฐบาลเสียงข้างมากเป็นเผด็จการรัฐสภา เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ถ้าเผด็จการต้องมาโดยผิดกฎหมายหรือมาโดยประชาชนไม่เห็นด้วย

และ ๒๙ มิ.ย. ๒๕๕๖ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีที่เฟซบุ๊คของกลุ่ม V For Thailand หรือ กลุ่มหน้ากากขาว โพสต์ข้อความนัดชุมนุมใหญ่ทั่วประเทศในวันที่ ๓o มิ.ย.นี้ ว่า ถือเป็นความพยายามในการทำร้ายประเทศไม่หยุดหย่อน และคนกลุ่มคนนี้สันนิษฐานว่าพูดภาษาไทยไม่รู้เรื่อง ทั้งที่ห้างเซ็นทรัล เวิลด์ ได้ออกประกาศห้ามแล้วว่าอย่ามาชุมนุมอีก ยังจะฝ่าฝืน ไม่เคารพกติกาสังคมตั้งแต่ต้น แล้วจะเกิดความชอบธรรมในการชุมนุมได้อย่างไร ทางที่ดีน่าจะไปชุมนุมรวมกันที่สนามหลวง เพราะพวกนั้นเป็นพวกกากคอมมิวนิสต์หลงยุคดาวแดง จะได้เป็นม็อบ ๒ กาก และบริหารจัดการได้ง่าย เพราะครั้งก่อนบอกว่าระบอบทักษิณสั่งการให้ใส่หน้ากากขาวไปปล้นเซเว่นเพื่อดิสเครดิต ซึ่งแม้ว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี จะไม่ได้อยู่เตือน แต่พรรคเพื่อไทยขอเตือนว่าหากใครจะไปร่วมชุมนุมต้องระมัดระวัง เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรง

“และขอเตือนไปยังกลุ่มการเมือง หรือพรรคการเมืองที่ไปหนุนหน้ากากขาว หรือหนุนม็อบ ๒ กาก ให้เลิกพฤติกรรมแบบนั้น เพราะเหลืออีกแค่ ๒ ปี ก็เลือกตั้งใหม่แล้ว จึงขอให้พยายามค้านแบบไร้สติน้อย ๆ คิดบวกให้มาก ๆ ลดวอล์คเอ้าท์ เลิกบอยคอต โอกาสที่จะไม่เป็นพรรคต่ำร้อยยังพอมี” นายอนุสรณ์ กล่าว

ผมคิดว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังมีปัญหา ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่อาจแก้ไขด้วยการส่ง “นักเลงหน้าไมค์” มาพูดจาแข่งกับหมาปากเปราะ หรือส่งอันธพาลเสื้อแดงไปข่มขู่หรือทำร้ายใคร ๆ โดยไม่ห้ามปราม และไม่ให้ความคุ้มครองประชาชนที่เห็นต่างและกำลังตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล

๑.) ต้องไม่ลืมว่า รัฐบาลทุกรัฐบาลย่อมต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์และประเมินผลการทำงาน

๒.) เมื่อรัฐบาลเลี่ยงความรับผิดชอบไม่แถลงผลงานต่อรัฐสภา ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ประชาชนย่อมเหลืออด มีสิทธิลุกขึ้นมาตรวจการบ้านและวิจารณ์การทำงานให้รัฐบาลได้รู้และแก้ไข ไม่ใช่แกล้งโง่ ทำเป็นหูตึง หน้าด้าน และหลบเลี่ยงการแถลงผลงานไปเรื่อย ๆ

๓.) อย่าลืมว่า ยิ่งลักษณ์ได้หาเสียงไว้กับประชาชนจำนวนมาก –เธอต้องรับผิดชอบต่อประชาชน

๔.) อย่าลืมว่า ยิ่งลักษณ์ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณพร้อมคณะรัฐมนตรี ต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นพระประมุขแห่งราชอาณาจักร –เธอต้องเคารพต่อคำสัตย์ปฏิญาณนั้น

๕.) อย่าลืมว่า ยิ่งลักษณ์ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และนำเงินงบประมาณแผ่นดินไปใช้ –เธอต้องเคารพต่อรัฐสภาด้วยการกลับมาแถลงผลงานและการใช้เงินแผ่นดิน

๖.) ปากของยิ่งลักษณ์ไม่ใช่คอห่านส้วม ที่แค่อ้าเอาไว้ ให้น้ำไหลโครก ๆ เพื่อไปล้างขี้ล้างเยี่ยว แต่เป็นปากของมนุษย์ ซึ่งพึงมีความรับผิดชอบต่อทุกสิ่งที่พูด โดยเฉพาะเมื่อมาเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศ

๗.) ยิ่งลักษณ์จะมีลูกน้องปากหมากี่คนก็ตาม แต่ต้องหมั่นเรียนรู้ว่า ใช่เวลาส่งหมามาเห่ามาขู่หรือไม่ ถ้าไม่ใช่ ช่วยเอาตะกร้อครอบปากพวกมัน แล้วล่ามโซ่ หรือใส่กรงไว้ด้วย อย่าปล่อยมาเกะกะเกเร ซ้ำเติมช่วง “ขาลง” ของรัฐบาล

๘.) ยิ่งลักษณ์ควรให้ลูกน้องอธิบายว่าโครงการรับจำนำข้าวที่ถลุงเงินแผ่นดินไป ทำไมเงิน ๑oo% จึงถึงมือชาวนาไม่ถึง ๕o% ของเงินที่ใช้ แล้วเลือกวิธีแก้ปัญหาเงินหมด ข้าวเน่าคาสต๊อก ขายไม่ออก ด้วยการไปลดราคารับจำนำ ซึ่งเป็นการ ‘ลดรายได้’ ของชาวนา ทว่าโรงสี ยี่ปั๊ว เวอร์เวเยอร์ คนรมยา ที่ปรึกษา ฯลฯ ยังสูบกินเงินจากโครงการนี้เต็มปากเต็มคำเหมือนเดิม แล้วไม่อายบ้างหรือ ที่บอกว่า “ขอเถอะค่ะ ขอให้ชาวนาเถอะค่ะ” ระวังจะถูกด่าว่าตอแหลนะคะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน

๙.) วิธีคิดของอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด เป็นวิธีคิดแบบ ‘ขี้ข้า’ หรือ ‘ทาส’ ที่บอกว่า “อีกแค่ ๒ ปี ก็เลือกตั้งใหม่แล้ว” ทำไมหรือครับ อีก ๒ ปีเลือกตั้งใหม่ก็เรื่องหนึ่ง แต่ ๒ ปีที่รัฐบาลผลาญเงินมา จนบ้านเมืองจะล่มจมฉิบหาย ประชาชนก็ต้องนั่งหุบปากขมิบตูด ดูความวอดวาย ไม่ต้องสะเออะออกความคิดเห็นอย่างนั้นใช่ไหม ตกลงการเลือกตั้งนี้ เป็นการประมูลรับสัมปทานประเทศ เสร็จแล้วก็ไปหาแดกกันอย่างตะกละตะกราม ทำโง่ทำชั่วได้ตามอัธยาศัยหรือครับ เปล่าครับ ประเทศนี้ยังเป็นของประชาชน เงินที่รัฐบาลใช้ ขูดรีดเรียกเก็บมาจากประชาชน ชนะการเลือกตั้งก็เป็นรัฐบาลไป แต่ต้องเป็นให้ดี ให้มีประสิทธิภาพ คณะรัฐมนตรีและพรรคการเมืองต้องต่างจาก ‘ซ่องโจร’ คือมุ่งหวังให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้า ไม่ใช่จ้องแต่จะ ‘ดักปล้น’ จนประเทศชาติต้องเป็นหนี้หัวโต ประชาชนต้องอยู่ในสภาพ “มีข้าวเน่ามาแจก ได้ลองแดกกันหรือยังคะ?” อย่างที่เขาล้อ ๆ กันอยู่

๑o.) แทนการสาละวน “โต้วาที” ตีฝีปาก สำรากคำพูดโง่ ๆ ไปเตรียมการแถลงผลงานและพูดความจริงกับรัฐสภาดีกว่า ว่าจำนำข้าวเจ๊งไปเท่าไหร่ ชาวนาได้แค่กี่เปอร์เซ็นต์จากเงินทั้งหมดที่ใช้ ค่าแรง ๓oo บาท ทำคนตกงานมากแค่ไหน ผู้ประกอบการปิดกิจการไปเท่าไร บ้านหลังแรก รถคันแรก ทำให้รัฐสูญเสียรายได้และก่อหนี้ครัวเรือนกับหนี้นอกระบบให้แก่ผู้คนสาหัส ขนาดไหน กู้เงิน ๓๕o,ooo ล้านบาท เพื่อมาทำโครงการน้ำที่ข้ามขั้นตอนการรับฟังความเห็นของประชาชนตามรัฐ ธรรมนูญ จนถูกศาลสั่งให้ไปทำตามรัฐธรรมนูญเสียก่อนนี่ เป็นพฤติกรรมดี ๆ ของรัฐบาลประชาธิปไตยใช่หรือเปล่า ค่าเดินทางไปต่างประเทศของนางยิ่งลักษณ์ หมดไปเท่าไหร่ ค่าปักป้ายประชาสัมพันธ์ ค่าจัดนิทรรศการอันเปล่าประโยชน์ทั้งหลาย ช่วยให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขอย่างไร

พูดสิ่งเหล่านี้ มีคุณต่อพรรค ต่อนายใหญ่ และต่อประเทศไทย มากกว่าออกมาทำตัวเป็น “หมาปากเปราะ” เรียกแขกมาด่ายิ่งลักษณ์หนักขึ้นทุกวันๆ


จากคอลัมน์ "เส้นใต้บรรทัด"
นสพ.แนวหน้า ๓o มิ.ย. ๒๕๕๖








"ทรยศต่อระบบนิติรัฐ"
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง


การปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุด แต่เป็นระบบที่เลวร้ายน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับระบบเผด็จการทั้งหลาย เพราะอะไร...

เพราะในระบอบประชาธิปไตยนั้นรัฐบาลที่เข้ามามีอำนาจปกครองประเทศ จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและระบบยุติธรรมของบ้านเมือง หรือที่เรียกว่า “ระบบนิติรัฐ” เพื่อเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานว่า นักการเมืองจะไม่ใช้อำนาจโดยฉ้อฉล บิดเบือน หรือกระทำการลุแก่อำนาจเสียเอง

แต่รัฐบาล “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ยุคปัจจุบัน กลับได้มีพฤติกรรมที่ส่อว่าละเลย ละเว้น ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหลายมาตรา หรือแม้กระทั่งเข้าข่ายล่วงละเมิด กระทำผิดกฎหมายสูงสุดของประเทศเสียเอง

๑) นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ บรรดา สส.พรรคเพื่อไทยได้เคยปฏิญาณตนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๓ “ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้า... จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

แต่ที่ผ่านมา ปรากฏชัดแจ้งว่า มีพฤติกรรมที่พยายามล้มล้างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เดิมจะล้มทั้งฉบับแต่ติดขัด ก็เลี่ยงมาใช้วิธีแก้รายมาตราแบบมีเล่ห์เหลี่ยม ขณะเดียวกัน ก็พยายามหลบเลี่ยง ละเว้น ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหลายเรื่อง กระทั่งว่าประกาศไม่รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ถ้าเป็นคู่สมรสที่ปฏิญาณตนว่าจะซื่อสัตย์ รักเดียวใจเดียว ก็คงเข้าข่ายคบชู้สมสู่ชายทุกค่ำเช้า

๒) นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพวก แสดงพฤติกรรมอันส่อว่าน่าจะตกอยู่ภายใต้อาณัติสั่งการ มอบหมาย ครอบงำ หรือบงการของทักษิณ ชินวัตร นักโทษหลบหนีคำพิพากษาจำคุก และหลบหนีหมายจับคดีทุจริตโกงกินอีกหลายคดี โดยมีการสไกป์เข้ามาสั่งการในที่ประชุมยุทธศาสตร์พรรค การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงก็มีการเดินทางไปขอตำแหน่งจากทักษิณ การตัดสินใจลงมติในสภา หรือนโยบายสำคัญๆ ก็ต้องทำตามความต้องการของทักษิณ ฯลฯ

น่าจะขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำใดๆและต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์”

โดยเฉพาะการดำเนินการหลายเรื่อง เข้าข่ายเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือเอื้อประโยชน์แก่ทักษิณ ชินวัตร เช่น กรณีออกพาสปอร์ตให้ทักษิณ กรณีเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมล้างผิดให้แกนนำเสื้อแดง พลพรรคเพื่อไทย และทักษิณ ชินวัตร เป็นต้น

รองนายกรัฐมนตรีบางคน ถึงกับเคยยอมรับกลางสภาว่าเป็นเพียง “ขี้ข้าของทักษิณ”

๓) รัฐบาลยิ่งลักษณ์ละเว้น ไม่แถลงผลการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐต่อรัฐสภา ทั้งๆ ที่ ถือครองอำนาจรัฐมาเป็นระยะเวลาเกือบจะสองปีแล้ว

รัฐธรรมนูญมาตรา ๗๕ ของรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ว่า “บทบัญญัติในหมวดนี้เป็นเจตจำนงให้รัฐดำเนินการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดินในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องชี้แจงต่อรัฐสภาให้ชัดแจ้งว่า จะดำเนินการใด ในระยะเวลาใด เพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และต้องจัดทำรายงานแสดงผลการดำเนินการ รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคเสนอต่อรัฐสภาปีละหนึ่งครั้ง”

เจตนาของรัฐธรรมนูญต้องการจะปกป้องคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน ว่ารัฐบาลจะต้องดำเนินตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และจะต้องนำมารายการต่อรัฐสภา ในฐานะตัวแทนของประชาชน ว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง และทำแล้วเกิดข้อติดขัดประการใดบ้าง แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์กลับละเว้น

แม้แต่นโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยเองก็ยังตระบัดสัตย์หลายเรื่อง เช่น จะกระชากค่าครองชีพให้ลดลง ปรากฏว่าค่าครองชีพสูงขึ้นสวนทาง, จะยุบกองทุนน้ำมัน ลดราคาน้ำมัน ปรากฏว่าราคาน้ำมันกลับสูงขึ้น ขณะที่กองทุนน้ำมันก็ยังไม่ยกเลิก, ไม่สร้างหนี้ จะล้างหนี้ กลับปรากฏว่าสร้างหนี้เพิ่มสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยทั้งเงินกู้ ๓.๕ แสนล้าน และ ๒ ล้านล้าน ทำลายวินัยทางการคลังของประเทศ ฯลฯ

เป็นการหลบเลี่ยง มิให้รัฐสภาได้ตรวจสอบการดำเนินการของรัฐบาล

ได้อำนาจบริหารประเทศแล้ว ไม่ยอมมารายงานต่อเจ้าของประเทศว่าทำตามนโยบายพื้นฐานหรือไม่ อย่างไร

ทำเสมือนหนึ่งเหิมเกริมว่าตนได้เทคโอเวอร์ประเทศไทยเป็นสมบัติส่วนตัวของตระกูลไปแล้ว

๔) รัฐบาลยิ่งลักษณ์ประกอบกิจการซื้อขายข้าว ทำลายระบบเศรษฐกิจเสรีและเป็นธรรม สร้างผลขาดทุนมากกว่าแสนล้านบาท

อ้างว่า “รับจำนำข้าว” แต่ในพฤติการณ์จริง กลับเป็นการประกอบกิจการซื้อขายข้าว รัฐเป็นเจ้าของข้าว มีส่วนได้-เสียในส่วนต่างของราคา และราคาที่สูงขึ้นหรือต่ำลง

รัฐบาลซื้อข้าวราคาแพงกว่าเอกชนทั่วไป และขายราคาถูกกว่าเอกชนทั่วไป พ่อค้าทั่วไปไม่สามารถทำได้ ถ้าทำก็เจ๊ง แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ดำเนินการโดยอาศัยเงินแผ่นดินของประชาชนทั้งประเทศ ผ่าน ธ.ก.ส.นำมาใช้เป็นหน้าตักในการประกอบการ เมื่อขาดทุนนักการเมืองผู้กำหนดนโยบายก็ไม่ต้องรับผิดชอบ แต่นำเงินภาษีของประชาชนมาชดใช้ โดยที่กระบวนการซื้อและขายได้เกิดผลประโยชน์แก่คนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น คือ ชาวนาที่มีผลผลิตข้าวเหลือขายมีปัญญาและเส้นสายพอที่จะขายข้าวในโครงการได้ โรงสีบางโรงเฉพาะที่เข้าร่วมโครงการกับรัฐบาล และผู้ส่งออกบางราย เฉพาะที่ประมูลซื้อข้าวได้จากรัฐบาล

การดำเนินการเช่นนี้ น่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๘๔ (๑) รัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีและเป็นธรรม โดยอาศัยกลไกตลาด และต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน

ยิ่งกว่านั้น มาตรการซื้อขายข้าวของรัฐบาลในลักษณะดังกล่าวเปิดโอกาสให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่น ทั้งในการซื้อ การเก็บสต๊อก และในการขายข้าวออกจากสต๊อก ก่อให้เกิดความเสียหายจากผลการขาดทุน และเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง ทำลายการพัฒนาการผลิตและการแปรรูป ทำลายระบบการค้า การแข่งขัน กลไกตลาด ฯลฯ

๕) การออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ วงเงิน ๓.๕ แสนล้านบาท ส่อว่าเป็นการกระทำโดยฉ้อฉล บิดเบือน ปิดบังซ่อนเร้น โกหกต่อสาธารณชนและศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน ฉุกเฉิน อันไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้

การออก พ.ร.ก.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ บัญญัติว่า “ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันจะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศหรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติก็ได้”

และในวรรคสอง ระบุชัดเจนว่า “การตราพระราชกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้”

ในความจริง เมื่อครบกำหนดเส้นตายการกู้เงินตาม พ.ร.กในวันที่ ๓o มิถุนายน ๒๕๕๖ แล้ว แต่ปรากฏว่า มีวงเงินกู้เหลืออีกมากกว่า ๓.๒ แสนล้านบาท ที่รัฐบาลและ กบอ.ยังไม่มีความชัดเจนในโครงการที่จะดำเนินการ รวมทั้งยังไม่สามารถทำสัญญาว่าจ้างผู้รับเหมาเอกชนที่จะดำเนินโครงการได้ เพราะยังไม่มีการดำเนินการตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

เป็นการตอกย้ำว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาทนั้น ไม่ได้เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้อย่างแท้จริง เพราะผ่านมากว่า ๑ ปีแล้ว การดำเนินโครงการก็ยังไม่มีความชัดเจน ไม่ได้ทำสัญญากับผู้รับเหมา ไม่ผ่านกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ทั้งการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของประชาชน ยังไม่จำเป็นจะต้องกู้เงินสามารถจัดสรรงบประมาณผ่านระบบปกติ

ตรงกันข้าม การดำเนินการของ กบอ.และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กลับมีพฤติการณ์รวบรัดตัดตอน ถูกป.ป.ช.ทักท้วงว่าเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดจุดเสี่ยงต่อการทุจริตในหลายขั้นตอน ไม่มีราคากลาง ไม่มีการแข่งขันอย่างแท้จริง ดำเนินการในลักษณะจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ ฯลฯ

๖) ศาลปกครองกลางพิพากษาชัดเจนว่า ในการดำเนินโครงการน้ำมูลค่า ๓.๕ แสนล้านบาทนั้น นายกรัฐมนตรีและพวกละเลยต่อหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๗ วรรค ๒ และมาตรา ๖๗ วรรค ๒

ศาลปกครองเห็นว่า แผนงานก่อสร้างแต่ละโมดูล จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ต้องตัดไม้ สร้างเขื่อน และประชาชนต้องย้ายออกเพื่อนำพื้นที่ไปใช้รองรับน้ำหลาก จึงเป็นโครงการเข้าข่ายที่รัฐต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย และต้องมีการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๗ วรรคสอง และ มาตรา ๖๗ วรรคสอง ตามลำดับ

ศาลปกครองกลางจึงพิพากษาให้นายกฯ และพวกดำเนินการตามรัฐธรรมนูญเสียก่อนที่จะดำเนินจ้างออกแบบและก่อสร้างในแต่ละแผนงาน (โมดูล)

(๑) การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๗ นั้น ระบุว่า

“บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ก่อนการอนุญาตหรือดำเนินโครงการ ... และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในเรื่องดังกล่าว

...ให้รัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการ”

เห็นได้ว่า เจตนาสำคัญ คือ สิทธิที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารของประชาชน และสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นของประชาชนก่อนดำเนินโครงการ

ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ อาจมีส่วนในการกำหนดข้อเทคนิคเกี่ยวกับโครงการ แต่จะต้องนำรายละเอียดของโครงการ ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้ง ขอบเขต เทคนิค ผลกระทบ ฯลฯ มาแจ้งต่อประชาชน และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย ก่อนนำไปปรับปรุงแก้ไขในประเด็นต่างๆ

การรับฟังความเห็นของประชาชนจึงต้องเป็นการฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อประเด็นต่างๆ ของโครงการ มิใช่การวัดกำลังหรือนับจำนวนคนที่เข้าร่วมหรือคัดค้านโครงการ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเมื่อรัฐตัดสินใจโครงการไปแล้วค่อยมาจัดรับฟังความเห็น ระดมประชาชนมาสนับสนุนโครงการของพวกตน

(๒) การดำเนินการตามมาตรา ๖๗ วรรค ๒ เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ละเลย และศาลปกครองสั่งให้ดำเนินการแล้วเสร็จเสียก่อน ค่อยดำเนินจ้างออกแบบและก่อสร้างในแต่ละแผนงาน(โมดูล)

ในความเป็นจริง รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๗ วรรค ๒ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระ ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว...”

พึงสังเกตว่า รัฐธรรมนูญห้ามโครงการที่อาจส่งผลกระทบทั้งหลาย “จะกระทำมิได้” เพียงแต่เปิดช่องเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า“เว้นแต่...”

แต่รัฐบาลกลับตัดสินใจใช้ข้อยกเว้นเป็นหลัก เลือกดำเนินโครงการที่มีผลกระทบร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็น การก่อสร้างฟลัดเวย์ ทางผันน้ำขนาดยักษ์ที่ต้องขุดใหม่ ด้านฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา จากพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ ลงไปสู่อ่าวไทย มูลค่ากว่า ๑๕๓,ooo ล้านบาท รวมถึงเขื่อนและอ่างเก็บน้ำอีกหลายแห่ง เป็นต้น แล้วยังละเลย ละเว้น ไม่ยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขเสียด้วยซ้ำ

มิหนำซ้ำ การดำเนินการของนายกฯ และพวก กลับใช้วิธีกลับหัวกลับหาง เหมือนเลือกเอาคำตอบของบริษัทรับเหมาเป็นตัวตั้ง แล้วออกแบบดำเนินการด้วยวิธีรวบรัดตัดตอน ละเลยต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพียงเพื่อจะให้ได้คำตอบตามที่กำหนดไว้หรือไม่

เมื่อศาลปกครองกลางชี้ชัดว่า นายกฯ และพวก ละเลยการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ พฤติการณ์จึงเข้าข่ายที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีต่อไปในฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบผิดกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ เมื่อปรากฏว่า นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ได้ยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช.ดำเนินคดีอาญากับนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, นายปลอดประสพ สุรัสวดี ประธาน กบอ. และพวกแล้ว ก็สมควรที่ ป.ป.ช.จะเร่งดำเนินการไต่สวนโดยไม่ชักช้า

๗) รัฐบาลยิ่งลักษณ์ละเลย หรือละเว้น ไม่ดำเนินการเพื่อให้มีองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๑

เจตนาของรัฐธรรมนูญนั้น ก็เพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยได้มีตัวแทนทำหน้าที่ต่อสู้และปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภค มิให้ถูกบริษัทธุรกิจ ทุนนิยมสามานย์ รัฐวิสาหกิจ กระทำการเอารัดเอาเปรียบ

ที่ผ่านมา ภาคประชาชนได้เสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภา ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในยุครัฐบาลประชาธิปัตย์ ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภา ปรากฏว่ามีความเห็นขัดแย้งกันบางประเด็น จึงต้องตั้งกรรมาธิการร่วม แต่เมื่อยุบสภา รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเข้ามามีอำนาจ ก็ปรากฏว่ามีการพยายามดึงเรื่อง ถ่วงเวลากฎหมาย ด้วยประเด็นเพียงข้อสังเกตของกรรมาธิการ ทำให้ยังไม่สามารถผ่านกฎหมายออกไปใช้บังคับได้จนถึงปัจจุบัน

สะท้อนชัดว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นตัวแทนของประชาชนคนไทยที่เป็นผู้บริโภค หรือเป็นตัวแทนของทุนนิยมสามานย์

๘) การกู้เงิน ๒ ล้านล้านบาท โดยน่าจะขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

พรรคเพื่อไทยหาเสียงว่าจะล้างหนี้ ไม่สร้างหนี้ แต่กลับเสนอกฎหมายกู้เงินมหาศาลที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย มูลค่าเงินกู้ ๒ ล้านล้านบาท ระยะเวลาชำระหนี้ ๕o ปี รวมเงินกู้และดอกเบี้ย มูลค่า ๕ ล้านล้านบาท

การใช้วิธีกู้เงินนอกงบประมาณ โดยออก พ.ร.บ.กู้เงิน ๒ ล้านล้านบาทนั้น อาจขัดต่อกฎหมายเกี่ยวกับการเงินการคลังแผ่นดิน ๔ ฉบับ ได้แก่ กฎหมายงบประมาณ กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กฎหมายโอนเงินงบประมาณ และกฎหมายเงินคงคลัง โดยที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๙ บัญญัติห้ามมิให้นำเงินแผ่นดินไปใช้จ่ายโดยวิธีการอย่างอื่น นอกจากที่บัญญัติไว้ตามกฎหมายทั้ง ๔ ฉบับข้างต้น

แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ดันทุรัง อาศัยอำนาจอนุมัติกฎหมายกู้เงิน ๒ ล้านล้านบาท เจตนาจะให้นำเงินกู้ทั้งหมดไปใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องนำส่งคลัง ไม่ต้องทำเป็นกฎหมายงบประมาณ ไม่ต้องทำตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ไม่ต้องทำตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง อาจเป็นการปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ

เรื่องนี้ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕o (ส.ส.ร.๕o)ได้ไปยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ให้ไต่สวนเอาผิดกับนายกฯ และพวกที่อาจกระทำการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติร้ายแรง น่าจะเข้าข่ายกระทำการอันเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามมาตรา ๑๕๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา

๙) การใช้อำนาจการเมือง ซิกแซ็ก ใช้จ่ายเงินแผ่นดินจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยไม่ขออนุมัติรัฐสภาเสียก่อน โดยเฉพาะโครงการรับจำข้าวที่ใช้เงินจาก ธ.ก.ส.

รัฐบาลให้ ธ.ก.ส.ออกซื้อข้าวจากชาวนาไปก่อน แถมไปล้วงเอาเงินสภาพคล่องของ ธ.ก.ส.มาหมุนก่อนอีกต่างหาก เมื่อขายข้าวขาดทุน รัฐบาลก็ตั้งงบประมาณใช้หนี้ให้ ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นการบีบบังคับรัฐสภากลายๆ เพราะถ้าไม่อนุมัติให้ ธ.ก.ส. หรือไม่มีเงินใช้คืนหรือ ธ.ก.ส.ขาดสภาพคล่อง เกษตรกรอีกหลายสิบล้านคนที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส.ก็ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย

ด้วยพฤติการณ์ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ข้างต้น สะท้อนชัดเจนว่า รัฐบาลได้กระทำการขัดต่อกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ละเมิดต่อหลักนิติรัฐ

ประชาชนคนไทยถูกละเมิดประกันขั้นพื้นฐานว่า นักการเมืองจะไม่ใช้อำนาจโดยฉ้อฉล บิดเบือน หรือกระทำการลุแก่อำนาจเสียเอง

ประชาธิปไตยแบบรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จึงเป็นเพียงสวม“เสื้อคลุม” ประชาธิปไตย โดยเนื้อแท้กลับมีความเลวร้ายไม่ต่างกับระบบเผด็จการอื่น ๆ


จากคอลัมน์ "เจิมศักดิ์ ขอคิดด้วยคน"
นสพ.แนวหน้า ๑ ก.ค. ๒๕๕๖








"สมบูรณาญาสิทธิโดยทักษิณ"
สารส้ม


การปรับ ครม.ชุดใหม่หลายตำแหน่ง ไม่ได้สร้างความหวังใด ๆ ให้กับประเทศไทย

แทบทั้งหมด เป็นไปเพื่อตบรางวัลทางการเมืองแก่ลิ่วล้อและบริวารของทักษิณ

แก้ปัญหาทางการเมือง มากกว่าจะแก้ปัญหาของบ้านเมือง

นโยบายที่สร้างปัญหาต่อประเทศชาติยังคงจะเดินหน้าต่อไป ไม่ว่าจะเป็น ค่าครองชีพราคาแพง, การสร้างหนี้ให้แผ่นดิน โครงสร้างพื้นฐาน ๒ ล้านล้าน โครงการน้ำ ๓.๕ แสนล้าน, นโยบายรับจำนำข้าวราคาแพงกว่าตลาด สร้างความเสียหายต่อการคลังแผ่นดิน ทำลายระบบการค้าการผลิตและการส่งออกข้าวไทย, การนิรโทษกรรมล้างผิดให้ทักษิณและพวก คนเผาบ้านเผาเมือง คนฆ่าทหาร ฆ่าประชาชน โกงชาติโกงแผ่นดิน, การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ของนักการเมืองและพวกพ้อง ฯลฯ

เพราะนโยบายเหล่านั้น “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ”

สภาพการเมืองไทยที่เป็นอยู่ในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง

สำหรับประเทศที่มีระบบนิติรัฐเข้มแข็ง การบังคับใช้กฎหมายและรัฐธรรมนูญเข้มข้น ประชาชนตื่นรู้และตื่นตัว สภาพการเมืองไทยเยี่ยงนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะเข้าข่ายวิถีการเมืองแบบ “วิปลาสประชาธิปตาย”

อ้างว่า จะต้องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง

อ้างประชาธิปไตยเป็นสรณะ ทั้งที่โดยหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยจะต้องปกครองโดยกฎหมาย ภายใต้ระบบนิติรัฐ เป็นไปตามครรลองครองธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ ใช้บังคับกับทุกคนอย่างเสมอกัน และผู้บริหารบ้านเมืองจะต้องมีความรับผิดชอบ ถูกตรวจสอบได้ แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยกลับไม่เป็นเช่นนั้น

เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๖ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเสวนาวิชาการรำลึก ศ.ไพโรจน์ ชัยนาม ปรากฏว่า “ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์” อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้อภิปรายถึงรัฐธรรมนูญกับสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยอย่างน่าสนใจ

ขออนุญาตสรุปเก็บความจากประเด็นสำคัญที่ “สำนักข่าวอิศรา” ได้รายงานข่าวไว้ ดังต่อไปนี้


(๑1) บังคับใช้กฎหมายไร้มาตรฐาน

“หลายเดือนมานี้ มีผู้คนจำนวนมากไปชุมชนที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้แสดงความไม่เห็นด้วย แต่ไปบีบบังคับให้ศาลเลิกพิจารณาคดี ประกาศรายชื่อ ประกาศเบอร์โทรศัพท์ เลขที่บ้าน แล้วเดินขบวนไปกดดันตามที่ต่างๆ บอกให้สำนักงบประมาณเลิกจ่ายเงินเดือนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อย่างนี้มีผลต่อการปฏิบัติหน้าที่โดยตรงขององค์กรตุลาการ... รัฐบาลและผู้รักษาการตามกฎหมายกลับบอกเป็นสิทธิเสรีภาพ สามารถทำได้ ผมจำได้เมื่อปีที่แล้ว มีผู้คนจำนวนหนึ่งเรียกร้องชุมนุมที่ลานพระบรมรูปฯ เพื่อต่อต้านรัฐบาล รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มีการใช้แก๊สน้ำตา ใช้อาวุธ ผู้ชุมนุมถูกดำเนินคดีอาญาจนกระทั่งปัจจุบัน เราอาจไม่ได้มีมาตรฐานเดียวกับการใช้บังคับกฎหมายในประเทศนี้”


(๒) สมบูรณาญาสิทธิโดยทักษิณ

“เป็นที่รู้กันเปิดเผยกว้างขวางทั้งประเทศไทย ในรัฐบาลชุดนี้ ว่าการแต่งตั้งโยกย้าย การกำหนดผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี การดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในภาครัฐทั้งหลาย คุณทักษิณเป็นผู้สั่งการ กำหนดตัวบุคคล เป็นคนแต่งตั้ง ปลด เปลี่ยนแปลงรัฐมนตรี อาจรวมถึงนายกรัฐมนตรีด้วย และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ อธิบดี ผู้ว่าราชการ ตำรวจ ผู้กำกับ... ไม่มีใครในประเทศไทยที่ไม่เชื่อเช่นนั้น นอกจากคนหูบอด ตาบอด ไปพร้อม ๆ กัน อาจจะมีนพดล (ปัทมะ) ที่เชื่อว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น คุณทักษิณไม่ได้ทำอะไร หรือกรณีคุณเฉลิมออกมาพูดต้องไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานก็เพราะว่ามีคนไปใส่ความกับคุณทักษิณ

เรื่องเหล่านี้ รู้กันทั้งประเทศ มีแต่คนหูหนวกตาบอดเท่านั้นที่ไม่รู้ เพราะไม่เห็นและไม่ได้ยินว่าในประเทศนี้ไม่มีใครเป็นอะไรได้ ถ้าคุณทักษิณไม่เห็นชอบก่อน

คุณทักษิณแต่งตั้งผู้คนเข้ามาดำรงตำแหน่ง ให้ความเห็นชอบในการเข้าสู่อำนาจรัฐ โดยที่คุณทักษิณไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมืองใด ๆ ไม่ต้องรับสมัครเลือกตั้ง ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ไม่ต้องชี้แจงญัตติไม่ไว้วางใจต่อรัฐสภา ไม่ต้องรับผิดชอบต่อศาลปกครอง ไม่ต้องรับผิดชอบในทางอาญาใด ๆ ไม่อยู่ในวิสัยที่ต้องถูกถอดถอนใดๆ ทั้งสิ้น ทำอะไรได้ทุกอย่าง จนกระทั่งถึงขนาดให้ส.ส.ลาออกเพื่อลงรับสมัครเป็น ส.ส.ใหม่ ก็ทำได้มาแล้ว

อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ต้องรับผิดชอบ อย่างนี้ เรากำลังอธิบายว่า ประเทศไทยเป็นนิติรัฐ มีการปกครองโดยกฎหมาย เรากำลังบอกประเทศมีการปกครองโดยกฎหมาย คนมีอำนาจต้องรับผิดชอบ

ผมเรียนว่า ทฤษฎีการเมืองการปกครองที่ ศ.ไพโรจน์ ชัยนาม สอนผม คนที่จะมีอำนาจแบบนี้ มีได้แต่เฉพาะพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เท่านั้น”


(๓) ทักษิณลอยตัว-ปูกรรเชียง

“...เราพูดและเรียกร้องกันเรื่องนิติรัฐ ความเสมอภาคของคนทุกคน เราทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน แต่นักกฎหมาย รัฐบาล รัฐมนตรี ก็ยอมให้คุณทักษิณเป็นข้อยกเว้น

คุณทักษิณถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก ก่อนหลบหนีออกนอกประเทศ มีหมายจับคดีอาญาเกือบสิบใบ แต่ก็บินไปบินมา ถือพาสปอร์ตสีแดงที่กระทรวงต่างประเทศออกให้ในฐานะนักการทูต ทุกวันนี้รองนายกฯ พงศ์เทพ ยังไม่สามารถชี้แจงกับผู้ตรวจการแผ่นดิน ทำไปชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

นี่คือการปกครองโดยกฎหมาย

ในทางกลับกัน คุณทักษิณประกาศศาลของไทยเป็นศาลมิกกี้เมาส์ เป็นหุ่นเชิด ไม่เคยรับอำนาจศาลไทย แต่ทุกครั้งใครวิพากษ์วิจารณ์ คุณทักษิณตั้งทนายมาฟ้องคดีหมิ่นประมาทอาศัยอำนาจของศาลไทย และระบบศาลของเราก็ยอมรับด้วย อันนี้หรือเปล่าที่เราเรียกว่า รัฐที่ปกครองโดยกฎหมาย ระบบศาลที่จะดูแลคุ้มครองเสรีภาพของคนอย่างเท่าเทียมกัน ทักษิณลอยตัว ไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ...

คุณทักษิณให้สัมภาษณ์กับนักข่าวต่างประเทศว่าเป็นผู้กำหนดนโยบายของรัฐบาลนี้เอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจำนำข้าว กู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาทแก้ปัญหาน้ำ รวมทั้งการให้เค-เวอร์เตอร์เข้ามาจัดการน้ำด้วย การกู้เงิน ๒ ล้านล้านมาทำโครงสร้างพื้นฐานของประเทศนี้ หรือการเจรจากับกลุ่มก่อความไม่สงบ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ทักษิณเปิดทาง

หลายนโยบายล้มเหลว ผิดพลาด หรือส่อเกิดการทุจริต รัฐมนตรีหลายคนตกเป็นจำเลยทางการเมือง ทางสังคม ถูกกล่าวหา หลายคนออกจากตำแหน่ง หลายคนต้องตอบสื่อมวลชนอย่างยากลำบาก คุณทักษิณไม่เคยต้องรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ต้องรับผิดชอบทั้งทางการเมือง กฎหมาย สังคม”


(๔) ระบบขี้ข้าทักษิณ

“เราเชื่อว่า เราจะไปสู่นิติรัฐได้ หากมีการแก้รัฐธรรมนูญ เราจะปกครองโดยกฎหมายหากมีการยกร่างรัฐธรรมนูญ เรากำลังหลอกตัวเอง ผู้คน หลอกนักกฎหมาย อาจารย์นิติศาสตร์หลายท่านพยายามพูดเรื่องหลักนิติรัฐ นิติธรรม หลักการปกครองที่ประชาชนเป็นใหญ่ แต่ไม่พูดเรื่องพวกนี้เลย ไม่เคยตั้งคำถามว่า การรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาลเป็นการทำลายตลาดข้าวของประเทศ เป็นการเข้าไปค้าขายโดยตรง ขัดรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยหลักเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ ทำลายอาชีพของผู้คน ไม่เคยตั้งคำถามรัฐบาลเอาเงิน ๗,ooo ล้านไปตั้งร้านถูกใจ สนับสนุนประชาชน หายไปหมดแล้ว นี่คือการแทรกแซงตลาดเสรี ผมไม่เห็นนักกฎหมายมหาชนออกมาพูดเลยว่าทำไม่ได้

หรือแม้แต่ดีเอสไอตั้งข้อหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ บอกว่า ในฐานะนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพบังอาจไปสั่งให้ทหารออกมาฆ่าประชาชน ๙๑ ศพ ในฐานะนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ไม่ใช่ฐานะนายกฯ ฉะนั้น ดีเอสไอจึงมีอำนาจสอบสวน และตั้งข้อกล่าวหาในฐานะคนธรรมดา แทนที่จะส่งให้ ป.ป.ช.เหมือนกรณีอดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ คดีล้อมรัฐสภา ป.ป.ช.ไต่สวนและระบุว่า นายกฯ สมชาย ไม่ได้ทำอะไรผิด การใช้อำนาจนายกฯ สั่งทหารตำรวจทำหน้าที่ เป็นการใช้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังนั้น อยู่ในอำนาจสอบสวนของ ป.ป.ช.เท่านั้น มีคดีที่เป็นบรรทัดฐานแล้ว แต่นักกฎหมายอาญาก็ไม่สนใจ ปล่อยให้ธาริต เพ็งดิษฐ์ ทำงานไปเรื่อย โดยไม่สนใจกฎหมายเขียนว่าอย่างไร ทั้ง ๆ นักกฎหมายทุกคนรู้ ดีเอสไอไม่มีอำนาจสอบสวน ส่งศาลเมื่อไหร่ก็ยกเมื่อนั้น เราปล่อยให้เขาดำเนินงานมาตลอด ผมไม่ได้พูดว่าใครผิดใครถูก แต่กำลังพูดว่า เราปล่อยให้มีการบิดเบือนทางกฎหมายเกิดขึ้นในสังคมไทย และเราก็เฉย ๆ กับมัน...

ในสถานการณ์ที่นักการเมืองของเรา รัฐบาลของเรา เป็นคนรับใช้ เป็นคนทำตามทักษิณบอก ระบบการตรวจสอบถูกทำลายไปหมดแล้ว สถาบันการเมือง ราชการประจำ ระบบการสอบสวน อำนาจตำรวจ อำนาจฝ่ายการเมืองอยู่ในกำมือทักษิณหมดแล้ว ผมเห็นแต่รัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และศาล ที่ยังพอคานอำนาจทักษิณได้บ้าง”


จากคอลัมน์ "กวนน้ำให้ใส"
นสพ.แนวหน้า ๒ ก.ค. ๒๕๕๖



บีจีและไลน์จากคุณญามี่



Free TextEditor





 

Create Date : 18 สิงหาคม 2556
0 comments
Last Update : 18 สิงหาคม 2556 18:14:59 น.
Counter : 2571 Pageviews.


haiku
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 144 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.