Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2548
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728 
 
17 กุมภาพันธ์ 2548
 
All Blogs
 

ไมกับรีน 3 (ศัตรูปรากฏ)

ไมกับรีน 3

“นี่มันที่ไหนกัน”

ไมถามขณะลุกขึ้นยืนบิดตัวพลางมองไปรอบๆ อย่างสำรวจตรวจตรา เลยทิวสนไปเป็นเนินดินเตี้ยๆเต็มไปด้วยโขดหินและไม้พุ่มนานาชนิดไปจรดกับแนวป่าเขียวชะอุ่มไล่เรียงรายไปตามแนวภูเขาสูง

“เอาเป็นว่าตอนนี้เธออยู่บนเกาะนอกเขตควบคุมแห่งหนึ่ง ที่เรียกว่า Zero zone ว่าแต่เธอทำอะไรมาถึงถูกตามล่าแบบนั้น”

“ฆ่าคน”

“ฆ่าใคร”

“ถ้ายังมาถามมากกวนใจสงสัยฆ่าเธอเป็นรายต่อไป ว่าแต่เธออยากรู้ไปทำไม”

จิ้งจอกทะเลน้อยยักไหล่แต่ไม่ตอบคำถาม เธอเอื้อมมือไปด้านหลังดึงผลไม้ป่าออกมาจากเป้สะพายหลังมากัดกินท่าทางน่าอร่อย

ไมชำเลืองมองปีศาจน้อยอย่างเงียบๆครู่หนึ่งเหมือนค้นหาอะไรบ้างอย่างจากใบหน้ามอมแมมเต็มไปด้วยเม็ดทรายนั่น

เด็กสาวรู้ตัวมาถูกมองหากทำท่าไม่สนใจ

“พักสักครู่เดี๋ยวจะพาไปที่พักคืนนี้”

เธอบอกพลางกัดผลไม้ในมือไปพลาง

“สงสัยเป็นรีสอร์ทริมทะเล” ไมเอ่ยลอยๆ

“จะบ้าเหรอ..”

เด็กสาวมองตัวแสบเอื้อมมือไปหยิบผลไม้ป่าลูกหนึ่งใหญ่ราวกำปั้นออกมาจากกระเป๋าสะพานหลังที่ติดตัวอยู่ตลอดเวลาแล้วขว้างมาให้ค่อนข้างแรงเหมือนกะว่าถ้ารับไม่ได้ก็จะโดนเต็มหน้าแต่ไมยื่นมือไปรับอย่างง่ายดายก่อนเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

“ฟรีน่า...ลูกนี้” เด็กสาวบอก

“ใจดีกับเขาก็เป็นด้วย...ไม่น่าเชื่อนะ”

“อย่ามาพูดกวนประสาทนะเดี๋ยวก็ทิ้งให้หลงทางตายกลายเป็นผีทะเลอยู่ที่นี่หรอก”

จิ้งจอกทะเลน้อยขู่ ไมฟังแล้วต้องหัวเราะออกมาอย่างไม่มีเหตุผลกับคำพูดของเด็กสาวที่เต็มไปด้วยปริศนาน่าสงสัยผู้นี้

เกาะแห่งนี้อยู่ห่างจากชายฝั่งบริเวณที่ไมถูกตามล่าหลายสิบไมล์ทะเล ไม่มีเหตุผลอะไรที่จิ้งจอกทะเลน้อยจะถ่อสังขารไปจับปลาถึงที่โน่น

เหตุการณ์มันเหมือนกับว่าเด็กสาวไปรับตัวเธอมาโดยเฉพาะเจาะจงอย่างไรอย่างนั้น

ไม่ว่าจะอย่างไร จิ้งจอกทะเลน้อยตัวนี้ก็ช่วยเธอออกมาจากการตามล่าออกมาได้ ถ้าหากไมไม่ได้รับการช่วยเหลือจากเธอผลการต่อสู้บริเวณชายหาดจะจบลงอย่างไรก็ไม่รู้

ไมเคยผ่านเหตุการณ์เลวร้ายคับขับมานับครั้งไม่ถ้วนขณะที่เดินทางไปบนเส้นทางแห่งความตาย ดังนั้นตอนนี้จึงไม่วิตกกังวลอะไรมากนัก

หญิงสาวมองไปยังทิวไม้หลังเนินดินสูง ยอดไม้ไหวเอนร่ายรำเป็นละลอกตามแรงลม

“เธอพักอยู่ที่นี่คนเดียวเหรอ”

ไมเอ่ยถามขึ้น สายตายังจับจ้องไปยังแนวป่า เด็กสาวสั่นหัวบอก

“ฉันพักอยู่กับยายที่นี่หลายปีแล้ว”

เด็กสาวคนหนึ่งอาศัยอยู่บนเกาะกับยายฟังดูแล้วไม่น่าเป็นไปได้ แต่ตอนนี้ถึงไม่เชื่อก็คงต้องเชื่อ

“มีคนผ่านมาแถวนี้บ่อยไหม”

จิ้งจอกทะเลน้อยสั่นหัวอีก

“นี่เธอ....” ไมพูดโดยไม่มองหน้าเด็กสาวสายตายังจับจ้องไปยังแนวป่าหลังเนินดิน “เห็นโขดหินที่อยู่ด้านข้างนั่นไหม ไปหลบอยู่ที่นั่น”

เด็กสาวงงงันไปวูบ มองหน้าไมอย่างสงสัยแต่จิ้งจอกทะเลน้อยตัวนี้ก็รับรู้ในทันทีเช่นกันว่าไมไม่ได้พูดเล่น ปฏิกิริยาของเด็กสาวตื่นตัวขึ้นมาเหมือนจิ้งจอกสัมผัสได้กลิ่นไอแห่งอันตราย

เธอยักไหล่ เดินตรงไปยังโขดหินอย่างช้าๆไม่รีบร้อน

อีกสองสามเมตรจะขึ้นจุดหมายเสียงของไมร้องบอกเสียงดัง

“หมอบลง..!!!!”

ยังไม่ทันขาดคำ เด็กสาวก็พุ่งตัวหมอบราบหลังโขดหินอย่างรวดเร็วไม่มีการเสียเวลาลังเลใจแม้แต่น้อย สัญชาติญาณฉับไวแบบนี้มีแต่พวกมือสังหารชั้นสูงเท่านั้น

ในเสี้ยวพริบตาต่อมาต้นสนใกล้ๆก็ระเบิดตูมขาดกลางราวโดนสายฟ้าฟาด เศษเปลือกไม้เนื้อไม้ฉีกกระจายกระเด็นเวียนว่อนไปทั่วบริเวณพร้อมกับหูลั่นเปรี้ยะอื้ออึงด้วยเสียงสนั่นหวั่นไหวติดตามด้วยเสียงเปลวไฟกลุ่มควันและลำต้นสนฟาดครืนลงกับพื้นทรายห่างออกไปไม่กี่เมตร

สองหูยังไม่ทันหายอึงอล พื้นดินก็สะเทือนครืนกึกก้องพร้อมกับอีกด้านของโขดหินแตกกระเด็นเซ็นซ่านเปลวไฟกลุ่มควันบดบังบริเวณนั้นมืดมนลงทันที

จิ้งจอกทะเลน้อยขดตัวเอามืออุดหูอยู่กับพื้นโดยมีไมโถมลงกดบ่าเอาตัวบังเศษหินเศษไม้ที่ทะยอยหล่นลงมาเป็นการปกป้องผู้อ่อนแอกว่าตามสัญชาตญาณ

“เป็นไรหรือเปล่า”

ไมถามเร็วปรื๋อเด็กสาวสั่นหน้าแทนคำตอบ ไมจึงถามอีกว่า

“ไหนเธอบอกว่าไม่ค่อยมีคนมาแถวนี้ไง”

จิ้งจอกทะเลน้อยสั่นหน้า

“รู้จักพวกนั้นไหม”

เด็กสาวสั่นหน้าอีก

กลุ่มควันจางหายอย่างรวดเร็วตามแรงลม มีเพียงต้นสนขาดกลางซึ่งยังติดไฟลุกท่วมอยู่ หลังจากโจมตีด้วยอาวุธหนักสองครั้งผ่านไปความสงบเงียบตามธรรมชาติก็กลับมาอีกครั้ง

“มีคนอย่างน้อยลงอยู่ในแนวป่านั่น และมันจ้องเล่นงานพวกเราอยู่”

ไมบอกก่อนพลิกตัวลงนอนหมอบด้านข้าง

“พอมันลงมือพลาด ต่อไปพวกมันจะเริ่มเคลื่อนที่เข้ามาใกล้เพื่อหาโอกาสลงมืออีกครั้ง”

ไมจ้องหน้าเด็กสาวก่อนเค้นเสียงถาม

“เธอไปก่อศัตรูที่ไหนไว้ล่ะ”

เด็กสาวลั่นหน้าอีก

ไมอยากจะซัดให้สักพลั่กกับอาการสั่นหน้าปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำอีกนั่นแต่ไม่อารมณ์ตอแย หญิงสาวค่อยคลานด้วยข้อศอกอ้อมไปชะโงกหน้าดูอีกด้านหนึ่งของโขดหิน

นอกจากทิวไม้ไหวเอนสะบัดใบแล้วไม่มีร่องรอยของผู้ลงมือโจมตีแม้แต่น้อย

ไมสังเกตอยู่ครู่หนึ่งจงหันมาบอก

“ตอนนี้พวกมันแยกออกเป็นสองสายอ้อมโค้งเป็นสองทางมาที่นี่”

จิ้งจอกทะเลน้อยเอื้อมมือไปดึงวัตถุสองสามอย่างออกมาจากเป้สะพายหลัง ง่วนอยู่กับวัตถุพวกนั้นอย่างคล่องแคล่วไม่ถึงครึ่งนาทีเธอก็มีอาวุธชนิดหนึ่ง

อาวุธโบราณที่เลิกใช้ไปนานแล้ว...ปืนลูกซองกระบอกสั้นหักลำกล้องบรรจุกระสุนทีละนัด

เด็กสาวเอื้อมมือไปอีกครั้งคราวนี้มีลูกปืนหลายลูกติดมือมาด้วย

ไมมองแล้วอดแปลกใจไม่ได้ เด็กสาวคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ

“นี่..เธอจะเอาปืนโบราณนี่นะไปสู้กับเครื่องยิงจรวด”

“ก็ดีกว่าไล่เอาก้อนหินปาหัวพวกมัน” เด็กสาวว่าขณะตรวจดูความเรียบร้อยของอาวุธในมือ

“ฟังนะ....ตอนนี้พวกมันมีกันสองคนตำแหน่งที่เราอยู่ตอนนี้มันลงมือไม่ได้ถนัด ดังนั้น พวกมันแยกย้ายกันสองทางเป็นปีกกา ถ้าเรารอต้านรับมือมันอยู่ที่นี่เสร็จพวกมันแน่ เดี๋ยวฉันจะแยกไปจัดการคนที่อยู่ทางขวามือ ให้เธอพยายามถ่วงเวลาคนที่มาทางซ้ายมือไว้ก่อนแล้วฉันจะกลับมาช่วย”

ไมบอกพลางจ้องหน้ามอมแมมของเด็กสาว คราวนี้เธอพยักหน้า

“อ้าว...พยักหน้าก็เป็น นึกว่าจะเป็นแต่สั่นหน้าอย่างเดียว” ไมอดแขวะไม่ได้ เด็กสาวถลึงตามองสวนกลับมาด้วยเสียงห้วนๆพลางหันปลายกระบอกปืนใส่หน้าหญิงสาว

“พูดมากเดี๋ยวก็ยิงทิ้งเสียหรอก”

“โน่นศัตรูอยู่ทางโน่น” ไมเอามือเขี่ยปลายกระบอกปืนไปทางอื่นอย่างใจเย็น “อย่ามามัวยิงทิ้งพวกเดียวกันเลย ฉันไปล่ะนะ”

“เดี๋ยวสิ” เด็กสาวดึงแขนไว้ “เธอไม่มีอาวุธจะเอาอะไรไปสู้กับพวกมัน”

ไมจับความรู้สึกห่วงไยในน้ำเสียงนั้นได้จึงยิ้มพลางบอกว่า

“อย่าลืมสิ ฉันเป็นนักล่าสังหารไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธหรอก”

พูดจบไมก็ลุกขึ้นวิ่งลัดเลาะอย่างคล่องแคล่วเงียบกริบราวแมวขโมยไปตามโขดหินใหญ่น้อยและต้นสนอ้อมมุ่งหน้าสู่แนวป่า

พ้นสายตาเด็กสาวไปก็มีเสียงหวีดหวิวเสียดประสาทพร้อมกับเสียงระเบิดครืนสะเทือนเลื่อนลั่นบริเวณที่ไมเพิ่งวิ่งหายลับตาไปเปลวไฟแลบเลียพ้นแนวหินขึ้นมาตามด้วยกลุ่มควันดำมืดต้นสนต้นหนึ่งขาดกระเด็นลอยคว้างหมุนขึ้นสูงก่อนฟาดลงไปลงในดงไม้หักโครมครามสนั่นหวั่นไหว
ไมหายไปแล้ว

จิ้งจอกทะเลน้อยมองดูครู่หนึ่งก่อนคลานอ้อมโขดหินมาทางซ้ายมือ

มือสังหารซึ่งมีสัญชาติญาณรับรู้สัมผัสจิตสังหารได้ล่วงหน้าอย่างไมคงไม่เป็นอะไรง่ายๆหรอก...เธอคิด ขนาดมองยังไม่เห็นศัตรูยังสามารถจับความเคลื่อนไหวได้คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ตอนนี้ห่วงตัวเองดีกว่า

ด้านหลังเป็นทะเลไม่มีทางถอย ทางซ้ายมือเป็นเนินสูงมีไม้พุ่มเตี้ยๆเรียงรายสลับกับโขดหินใหญ่น้อย ร่องรอยศัตรูยังไม่ปรากฏให้เห็น

แต่เธอรู้ว่ามีคนๆหนึ่งกำลังมุ่งหน้าผ่านโขดหินใหญ่น้อยลัดเลาะอ้อมลงมาทางซ้ายมืออย่างเงียบกริบ

โขดหินใหญ่น้อยที่เรียงรายอยู่ทั่วตอนนี้กลับกลายเป็นเกาะคุ้มกันด่านแรกให้เธอ ถ้าอยู่ตามชาดหาดป่านนี้คงถูกยำเละ

ดังนั้นเหลือทางเดียวคือสังหารระยะใกล้

ด้านขวามือคงไม่ต้องกังวลเพราะไมมุ่งหน้าไปแล้ว เด็กสาวจึงอ้อมหลบมาด้านขวามือ

สายตาคมกริบพลันเห็นเงาดำกระโจนผ่านระหว่างโขดหินห่างไปออกไปประมาณสิบเมตร

เพียงแวบเดียวที่เห็น...เด็กสาวซัดเปรี้ยงออกไปทันที

ง่ามมือแทบฉีกขาดกับแรงสะท้อนจากปืนโบราณ.. สองมือเล็กๆแต่สามารถควบคุมวิถีการยิงรวดเร็วแม่นยำได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่แน่ใจว่ายิงถูกหรือไม่เพราะเหตุการณ์เมื่อครู่เกิดขึ้นในเสี้ยวพริบตาเท่านั้นนอกจากเสียงกระสุนลูกซองกระทบโขดหินแฉลบฟ้าวเฟี้ยวแล้วทุกสิ่งก็กลับสงบเงียบอีกครั้ง

แต่เธอยังรับจิตสังหารของฝ่ายตรงข้ามได้

จิตสังหารที่มุ่งหน้ามาอย่างรวดเร็ว

จิ้งจอกทะเลน้อยคิดว่าฝ่ายตรงข้ามต้องไม่ใช้อาวุธหนักในสถานการณ์แบบนี้แต่เธอคิดผิดถนัด...

เพิ่งบรรจุกระสุนนัดต่อไปเสร็จเสียงหวีดหวิวก็ดังมาจากด้านนั้น เป้าหมายไม่ใช่อยู่ที่เธอแต่เป็นโขดหินขนาดสูงใหญ่ด้านหลัง

จรวดลูกนั้นมีเป้าหมายอยู่ที่โขดหินสูงใหญ่ด้านหลัง พอเพียงยิงใส่แรงระเบิดย่อมส่งสะเก็ดและเศษหินกระจายพุ่งออกมากระทบคนที่อยู่ใต้โขดหินแน่นอนและระยะใกล้ขนาดนี้ความรุนแรงของเศษหินแทบไม่ต่างอะไรจากสะเก็ดระเบิดดีๆนี่เอง




 

Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2548
2 comments
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2548 23:20:55 น.
Counter : 690 Pageviews.

 

กำลังสนุกเชียว...ลุ้นๆ

 

โดย: Snow falling up (Snow falling up ) 3 เมษายน 2548 18:25:30 น.  

 

ตอน สอง หายไปไหนง่า

 

โดย: มาโซคิส 13 พฤศจิกายน 2555 20:51:17 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


BlogGang Popular Award#13


 
GTW
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add GTW's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.