สิงหาคม 2555

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
 
 
All Blog
เฝ้ารอเวลาที่ลมแห่งรักนั้นจะพัดพามาอีกครั้ง (3)


เสร็จจากชื่นชมความงามอันเป็นทิพย์ที่วัดศรีหลวงแจ้ซ้อนจนอิ่มเอมหัวใจแล้ว

พวกเราก็บ่ายหน้าเข้าตัวเมืองลำปางเพื่อไปเที่ยวยังตัวเมือง ทิ้งให้แจ้ซ้อนกลายเป็น

ความทรงจำติดตรึงไว้ในสมองอีกเรื่องหนึ่ง...

ถึงในเวียงลำปาง เราก็จัดแจงเข้าที่พักก่อน อาบน้ำอาบท่า เปิดแอร์เย็นๆ

ลูกทริปสองคนที่มาด้วยกัน เมื่อโดนน้ำโดนแอร์ ประกอบกับมานอนเอนหลังบนที่นอนนุ่มๆ

ที่ต่างจากเตนท์แข็งๆเมื่อคืน ก็ทำท่าจะไม่ยอมออกไปไหนเสียแล้ว

ด้วยว่าความง่วงเข้าคุกคาม แต่แล้วก็ไม่มีใครยอมจะหลับ เพราะเหลือเวลาเที่ยวลำปางอีกเพียง

แค่วันเดียวแล้ว เราจึงปลดพันธนาการจากความง่วง ออกรถตระเวนเทียวกันต่อไป

ที่แรกที่ผมไปแวะ ก็เป็นสถานีรถไฟประจำจังหวัดลำปาง ก็อย่างที่ว่า ด้วยความผูกพันกับระบบ

รถไฟคลาสสิคของไทยที่ผมใช้บริการมาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งมาถึงปัจจุบันจน

โตขึ้นมาครึ่งคน ดูเหมือนรถไฟไทยแก่และเก่าลงไปอีกครึ่งคน และดูราวกับคนแก่ใกล้ตาย ผมจึง

ต้องมาดูให้เห็นกับตา เมื่อผมไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆทุกครั้ง ราวกับว่าต้องมาเยี่ยมญาติป่วยๆ

เพื่อดูใจกันก่อนที่จะตายจากกันเสมอ








เมื่อต่างคนต่างเดินลงจากยอดดอยผาดอกจำปาแดด ผมกับบัวก็ไม่ได้มีโอกาสจะพูดจากัน

อีกเลย และดูเหมือนกับว่า เธอจงใจจะไม่มอง ไม่เห็นผม ออกจากดอยผาดออกจำปาดแดด

ความรู้สึกหนึ่งที่ผมมองดูยอดภูเขาไฟแห่งนั้น สิ่งที่รับรู้ได้ในใจลึกๆก็คือ วันเวลาที่ดีที่สุด

แห่งความรักได้พ้นผ่านออกไปแล้ว โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นมากไปกว่า การได้สบตากันนิ่งๆ

และปราศจากคำพูดจาใดๆ แต่สิ่งที่ผมรับรู้ได้ก็คือ ความอบอุ่นที่เปี่ยมสุขในดวงตาใสๆคู่นั้น

และรอยยิ้มจางๆที่ผมแอบเห็นก่อนที่เธอจะเดินลับตาไป

คืนนั้นเมื่อเราเข้าที่พักอีกแห่งหนึ่งที่จังหวัดลำปาง ผมก็แอบออกไปเดินเลียบๆเคียงๆ

แถวที่พักของนักเรียนหญิงเพื่อดักเจอบัว

กะจะอาศัยความโรแมนติกในคืนหนาวของลำปางเข้าช่วย

และคืนนี้ผมจะถามบัวให้รู้เรื่องไปเลยว่า ตกลงเราเป็นอะไรกัน

เพราะผมไม่ได้อยากเป็น ไอ้ดำคู่ซ้อมของเธอ แต่อยากเป็น ไอ้ดำคู่ใจของเธอมากกว่า

ยืนเก็กหล่ออยู่สักพัก ก็มีเพื่อนของบัวคนหนึ่งนำพาหายนะวาตะภัยวิบัติมาสู่ผม

"เฮ้ย แก แหม เค้าลือกันให้ทั่ว แกเดินจูงมือกับไอ้บัวขึ้นดอยหรือวะ ฮ่ะๆๆๆ สมน้าหน้าไอ้บัวมัน

เกลียดตัวกินใข่ว่ะพวกเรา" พูดจบชมรมผู้หญิงพาจนก็หัวเราะกันครื้นเครง ทิ้งให้ผมยืนงงกับคำลือ

เหล่านั้นว่า "เรา" ไปจูงมือกันตอนไหน เราจูง "ขอนไม้" กันต่างหาก

ไม่เกินสิบนาที ผมเห็นบัวเดินดุ่มๆออกมา

พร้อมกับตาแดงๆและหน้าเครียดๆ เธอไม่ได้พูดอะไร แต่มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าผม

จากนั้นก็เอาแอ็ปเปิ้ลที่น่าจะเป็นลูกที่ผมส่งให้เธอเมื่อคืน

ขว้างใส่ผม เดชะบุญเธอคงไม่ได้เอาตาย แอ็บเปิ้ลผลนั้น

มันจึงเข้าเป้าที่หน้าอกของผมดังปั้ก และก็กลิ้งลงไปกองอยู่บนกองเศษใบไม้ข้างทาง


"เธอไปเที่ยวบอกคนอื่นหรอว่าเราเดินจูงมือกัน"

เธอตวาดถามผม

"เปล่านี่ มีอะไรหรือเปล่า"

"มันไม่มีวันเริ่มหรอกนะไอ้เรื่องระหว่างเธอกับฉันน่ะ"

พูดจบเธอก็เดินหันหลังจากไป

ทิ้งให้ผมกับแอ็บเปิ้ลลูกนั้น กองอยู่บนพื้น ข้ามคืนนั้นไปอย่างหนาวเหน็บ กลางเมืองลำปาง




เมื่อเป็นความรัก ที่ไม่อาจเผยใจ เก็บมันเอาไว้ เก็บมันเอาไว้ ไม่อาจยอมให้เธอรู้ เมื่อใดที่ลมพัด ช่วยผ่านมาหน่อยได้ไหม อยากให้คืนวัน ที่ดีเหล่านั้นได้หวนมา เมื่อใดที่ลมหวน ที่เธอจะกลับมาหา เฝ้ารอเวลาที่ลมแห่งรักนั้น จะพัดพา มาอีกครั้ง

ท่อนหนึ่งจากเพลง

"ยามเมื่อลมพัดหวน"








วัดศรีชุม เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมพม่าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สร้างโดยคหบดีค้าไม้ชาวพม่า

ชื่ออูโย ที่ติดตามเจ้านายชาวอังกฤษเข้ามาทำไม้ในประเทศไทย เมื่อตนเองมีฐานะดีขึ้น

จึงอยากจะสร้างวัดไว้ให้เป็นที่ระลึกถึงบ้านเกิดในพม่า จึงได้จัดสร้างวัดศรีชุมขึ้นมา

จุดเด่นของสถาปัตกรรมของวัดนี้ก็เห็นจะเป็นตัวโบสถ์ตัววิหาร ที่มีลัษณะเป็นวัดพม่าเต็มตัว

ใครที่อยากเห็นว่าศิลปะพม่าเป็นอย่างไร ก็ไม่ต้องไปไหนไกล มาลำปาง วัดศรีชุมก็ได้ครับ





หลังจากคืนของแอ็ปเปิ้ลตกพื้นผ่านพ้นไป ไอ้ความสนุกของผมมันก็เหือดแห้งลงไป

ราวกับว่า ในโลกนี้มีผมอยู่คนเดียว และไม่ยินดียินร้ายกับเสียงที่ดังอึกทึกอยู่รอบข้างตัว

กลุ่มฉิ่งฉาบในวันหลังๆ จึงไม่มีผมปะปนอยู่ด้วย ผมเปลี่ยนใจแยกตัวออกไปนั่งกลางๆรถ

เพื่อหลบเสียงอันวุ่นวายออกไป แต่ก็ไม่ไกลมากจนไม่สามารถมองเห็นบัวได้ในระยะสายตา

อีกสองสามวันที่เหลือจากสิบกว่าวันของการทัศนะศึกษา ผมกับบัวเหมือนกับคนไม่รู้จักกัน

เดินสวนกันก็เดินสวนไปเฉยๆ ถ้าต้องเดินมาเจอกันสองต่อสอง ดูเหมือนเธอเลือกที่จะเดินกลับ

หลังหันไปทางเดิมเสียเฉยๆ หากต้องเจอหน้าผมแบบไม่ได้ตั้งใจ


สองสามเดือนหลังจากกลับจากทัศนะศึกษา

ไม่มีแม้แต่คำพูดสักคำออกมาจากปากของผมกับบัว

เราเลือกที่จะอยู่นิ่งๆ โดยไม่พูดเรื่องของกันและกันกับใคร

ที่แย่กว่าคือ เพื่อนสนิทอย่างสจ๊วต ก็มีอันต้องย้ายการศึกษาจากโรงเรียนแห่งนี้

ไปเรียนต่อทางใต้ ผมจึงไม่รู้ว่าจะไปถามอะไรหรือปรึกษาอะไรจากใคร

จนกระทั่งสุดท้ายก็ได้น้องชมพู่ นี่แหละมาเล่าสรุป

เหตุที่เธอโกรธผมอย่างเอาเป็นเอาตายว่า..


"ไอ้บัวมันโกรธแก ที่แกเที่ยวไปบอกใครต่อใครว่า แกได้เดินจูงมือกันขึ้นดอย

มันคงอาย เพราะด่าแกไว้เยอะ แล้วก็เกิดจะเปลี่ยนใจมาเป็นแฟนกัน"


"ชั้นเล่าให้ใครฟัง แค่สองคนเองนะ"


"ก็นั่นแหละ สองเป็นสี่เป็นแปด จนกระทั่งกลุ่มเพื่อนไอ้บัวที่มันไม่ชอบแกน่ะมันรู้

มันก็ไปบอก ไปล้อไอ้บัวว่าสุดท้ายก็เสียคำพูด กลืนน้ำลายตัวเอง..."


"แล้ว บัวก็โกรธชั้นเนี่ยนะ...เบื่อโลกว่ะ"


สรุปสุดท้ายเทอมนั้นผมก็ไม่ได้ปล่อยให้เวลามันผ่านไปอย่างว่างๆ ผมก็เลยไปเที่ยว

เล่นจีบน้องนู่นนี่ไปตามทาง ติดบ้างไม่ติดบ้างตามประสาคนหน้าดำ และไม่หล่อ

แต่ผมรู้ว่า ในอาณาบริเวณของโรงเรียน จะมีสายตาคู่หนึ่ง คอยสบตาผมเสมอ

เมื่อผมเดินไปกับผู้หญิงคนใดก็ตาม และสายตานั้นจะบอกผมเสมอว่า

ทุกอย่างยังเป็นความทรงจำดีๆ แม้มันไม่ได้เริ่มต้นแต่จบลงไปแล้ว...


.............................................................................................

ติดตามต่อได้ที่

เฝ้ารอเวลาที่ลมแห่งรักนั้นจะพัดพามาอีกครั้ง (4)





Create Date : 30 สิงหาคม 2555
Last Update : 30 สิงหาคม 2555 17:38:57 น.
Counter : 421 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

จะเรียกอะไรบ่อยๆ
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



คุณไปเที่ยวเมืองไทยมาครบหรือยัง ภาคเหนือ ผมไปมาเกือบครบหมดแล้ว... ภาคใต้ เพิ่งไปได้ไม่มากเท่าไหร่ ภาคกลางนี่ทุกจังหวัดครบถ้วน ภาคอีสานนี่ก็คงต้องหาเวลาไปให้ได้ ระหว่างทาง ผมได้พบ ได้เห็นอะไรที่ผมคิดว่าเป็นมุมมอง เป็นความสนุก เป็นความสุข แม้กระทั่งเป็นความทุกข์ ผมก็ใช้กล้องตัวหนึ่ง เก็บภาพเหล่านั้นไว้ เอามาถ่ายทอดลงบนBlog เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ เหล่านั้นไป.. . ครูผมเคยบอกว่า "ถ้าคุณวาดรูปด้วยมือไม่ได้...ก็ใช้กล้องกับปากกาวาดแทนก็แล้วกัน" ผมกำลังเร่งมือทำอยู่ครับ