สิงหาคม 2555

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
 
 
All Blog
เฝ้ารอเวลาให้ลมแห่งรักนั้นจะพัดพามาอีกครั้ง (2)

เทอมแรกของชั้นม.5 ผ่านไปอย่างเงียบๆ ด้วยว่าเทอมนั้นผม

ก็กำลังเสียอกเสียใจกับน้องอัมที่หนีไปมีแฟนใหม่

และดูเหมือนบัว ก็จะลดราวาศอกกับผมลงไปเยอะ เธอไม่ค่อยจะพูด

จะจาหาเรื่องหาราวกับผมมากเท่าไหร่ แค่ส่งสายตากันไปกันมาอยู่บ่อยๆ

ในห้องเรียน หรือบางทีก็บังเอิญให้ต้องเดินมาชนกันมุมตึกครั้งสองครั้ง

หรืออย่างมากสุด ก็แค่ปะทะคารมกันบ้างในชั่วโมงศิลปะ ที่ผมหรือไม่ก็เธอ

ต้องวิจารณ์ผลงานของอีกฝ่าย

บทหนึ่งที่จะเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดของนิยาย

เรื่องนี้ก็เริ่มขึ้นในช่วงม5. เทอมสอง

เมื่อทางโรงเรียนจัดทัศนะศึกษาในวิชาสังคม-ภูมิศาสตร์

ครั้งนั้น เป็นการเดินทางไปทัศนะศึกษาภาคเหนือหกจังหวัด

โดยนักเรียนที่ไปจะเป็นนักเรียนชั้นม.5 ทั้งหมด ร้อยกว่าคน

ทั้งหญิงและชาย หนึ่งในทริปนั้นมีจังหวัดลำปางรวมอยู่ด้วย...


เช้าแรกกับอช.แจ้ซ้อน ผมตื่นมาอย่างเพลียๆ เพราะคงด้วยว่าขับรถมาไกล

ตั้งหกร้อยกว่ากิโล แถมต้องมาทรมานนอนเตนท์ที่มีพื้นราบไม่เท่ากัน

คือมันชันไปทางหัวและลาดไปทางเท้า ตลอดคืนก็ต้องคอยตื่น

ขึ้นมาขยับตัวเลื่อนขึ้นขึ้นไปทางหัวนอน เพราะพอหลับไปสักระยะ ก็มี

อันต้องไหลลงมานอนกองกันอยู่ปลายเท้าบ่อยๆ พอใครขยับผมก็ตื่น

เลยพาให้เช้านี้มันง่วงเหงาอยู่ลึกๆ คิดดังนั้นก็เป็นอันว่า

ไปหาอะไรกินดีกว่าแก้ง่วง คิดแล้วก็เก็บเตนท์คืนเตาแล้วมุ่ง

ตรงไปยังร้านอาหารอุทยานที่เราหมายตาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ตอนขับรถเข้ามา

จริงๆก็ต้องบอกว่าทัวร์ทริปไหนของผมนี่ไอ้เรื่องที่หลับ

ที่นอนนี่ไม่ค่อยเท่าไร่ จะนอนพื้นนอนฟูกไม่มีปัญหา

จะมีปัญหาหนักๆก็เรื่องกิน ดังนั้นไม่ว่าไปที่ไหนแล้ว ลำบากตัว

ลำบากใจไม่ว่า ขออย่าลำบากปากเป็นใช้ได้...


หลังจากอิ่มหนำสำราญดีกับอาหารเช้าแปร่งๆ ที่เป็นข้าวต้มปลาแห้ง

กับใข่ลวกอีกคนละฟอง เราจึงเดินไปถ่ายรูปกันต่อที่น้ำพุร้อน ไฮไลท์

ของสถานที่แห่งนี้ และก็ไม่พลาดที่จะลองไปต้มไข่กับเขาด้วย

น้ำพุร้อนในอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนนี่ มีอุณหภูมิประมาณแปดสิบห้า

องศา ในจุดที่ร้อนที่สุด ส่วนทั่วๆไปก็เฉลี่ยอยู่ราวๆ หกสิบเจ็ดสิบกว่า

ที่นี่มีอาหารขึ้นชื่ออยู่อย่างหนึ่งคือ ยำใข่น้ำพุร้อน ก็คือเอาไข่ต้มน้ำพุ

ร้อนนี่แหละ มาใส่เครื่องยำๆเข้า ออกมาหน้าตาก็เป็นยำใข่เละๆ

จานหนึ่ง แต่ดูแล้วน่ากินมาก ส่วนชื่อยำใข่น้ำพุร้อนนี่ ตรงเมนูก็มีบอกไว้

ว่าชื่อนี้ได้มาจากหม่อมฯ ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ เป็นผู้ตั้งให้ครั้ง

ท่านมาเที่ยวยังแจ้ซ้อนแห่งนี้ แต่ก็นะ ผมไม่ได้สั่งมากินหรอกไอ้ยำไข่น้ำพุ

ร้อนนี่ เพราะผมพกไข่มาเองตั้งพะเรอ ประเดี๋ยวจะเอาไปลวกกินทั้งโหล

ขืนกินล่วงหน้าไปก่อน มีหวังวันนี้ทั้งวันคงเอียนไข่ตายพอดี...









 




วันทัศนะศึกษามาถึง รถบัสสองคันพานักเรียนราวๆร้อยกว่าคนออกเดินทาง

ตระเวนไปตามแหล่งโบราณสถาน และแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์

ของห้าจังหวัดภาคเหนือ คือเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง รวมถึงจังหวัดแพร่

พวกเราได้ไปดู ไปเรียนรู้ทั้งเรื่องภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์

สังคมและวัฒนธรรมของท้องถิ่นที่เราผ่านไป วันเวลาล่วงไปเข้าสี่วัน

จนกระทั่งล่องเรื่อยมาถึงลำปาง ผมก็มีหน้าที่ออกลิงออกค่าง เป็นหัวหน้าคอยร้อง

เต้น เล่นบ้าๆบอๆไปตามเรื่องอยู่ท้ายรถ ตามประสาวัยรุ่นคะนอง แต่ก็นะสาม

สี่วันที่ผ่านมานี้ ผมไม่มีโอกาสจะได้พูดคุยประคารมกับบัวอย่างเคย

ค่าด้วยเธอนั่งทำสวยอยู่หน้ารถ ผมทำหล่อโชว์อยู่หลังรถ

ไอ้ปากที่ร้องเพลง มือทีตีกลองฉิ่งฉาบนั่นมันก็เป็นไปตามอัตโนมัติ

ใจต่างหาก ที่มันไม่ได้อยู่ท้ายรถ แต่มันลอยไปอยู่ที่เบาะนั่งแถวสองแถวสาม

หน้ารถ ผมคอยๆลอบมองไปหน้ารถเสมอเพื่อดูว่าบัว ทำอะไรอยู่

หลับ ตื่น หรือเป็นอะไรหรือเปล่า ครั้งหนึ่งผมเคยออกปากชวนเธอมาร้องเพลง

สนุกสนานด้วยกันที่หลังรถ เธอสวนมาว่า "ไม่ละ เบื่อพวกไร้ประวัติศาสตร์

ไม่มีอารยะธรรม เถื่อน...." อ้าวเป็นงั้นไป แต่ก็ไม่เป็นไร ก็ไอ้พวกผู้ชายอย่าง

พวกผม มันก็พวกไร้อารยะอยู่แล้ว แต่จริงๆก็นะ ผมก็อยากจะทิ้งอารยะเถื่อนๆ

ไปนั่งจ้องหน้าหาอารยะะธรรมดีๆกับเธออยู่เหมือนกันแหละวะ


คืนนั้นประมาณห้าหกทุ่ม หลังจากเดินชมเมืองลำปางเป็นที่เรียบร้อย

นักเรียนและครูก็แยกย้ายกันเข้านอน ส่วนผมกับไอ้แจ๊ค เพื่อนสนิทคนหนึ่ง

จำได้ว่าด้วยความที่มันยุงเยอะ ผมจึงนอนกันไม่หลับ เลยออกไปเดินตลาด

โต้รุ่งแถวๆในเมือง บังเอิญเดินผ่านแผงขายแอ็บเปิ้ล ผมก็เลยซื้อมา

สองสามลูก เดินกินกันมาเรื่อยๆ จนกลับที่พัก ชะรอยบุญคงมีทำอยู่บ้าง

บัวกับเพื่อนอีกคนเดินสวนมาในทางผมพอดี ไวเท่าความคิด ผมหยิบ

แอ็บเปิ้ลผลสุดท้ายส่งให้บัว แล้วก็บอกว่า "ซื้อมาฝากน่ะ อร่อยนะ"

เธอรับไป ไม่ได้พูดอะไร แค่นั้น แล้วเราก็เดินสวนกันไป....ต่างคนต่างเดิน



สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดในการดำรงชีวิตเป็นมนุษย์มาเรื่องหนึ่งก็คือ การได้แช่น้ำร้อน

จำได้ว่าอีตอนไปร่ำไปเรียนที่ออสเตรเลียนี่ เป็นเวลาที่ผมชอบมากที่สุด 

เวลาเรียน หรือช่วงทำงานกลับมาเหนื่อยๆ ผมก็จะจัดแจงเปิดน้ำร้อนลงอ่าง 

หย่อนลูกสบู่ที่ไอ้ภาษาอังกฤษเรียกกันว่า Bath bomb ลงไปหนึ่งลูก 

ไอ้ลูกสบู่ที่ว่า มันจะกลายเป็นกลิ่นต่างๆ เช่นกลิ่นดอกไม้ กลิ่นผลไม้ 

กลิ่นกาแฟอะไรไปตามเรื่อง และก็จะให้พรายฟอง เยอะแยะเหมือนในโฆษณา 

เวลาลงไปแช่แล้วนั้นก็ไม่ต้องห่วง หนึ่งชั่วโมงเป็นต้นไปทุกครั้ง 

แล้วที่แจ้ซ้อนนี่เขาก็มีบริการแช่น้ำร้อน มีหรือผมจะพลาด 

จัดแจงจ่ายสตาง 50 บาท ถอดเสื้อผ้ากองไว้ แล้วลงไปแช่ได้

ตามอัธยาศัย แหม เสียอย่างเดียวไม่มีไอ้ลูกสบู่ แต่ก็นะ ความสุขที่สุดของ

ทริปนี้ก็อยู่ที่ตรงนี้แหละครับ





เช้าวันนั้นพวกเราต้องออกเดินทางจากที่พัก ไปยังสถานที่ทัศนะศึกษาแห่งต่อไป

ก็คือ ภูเขาไฟดอยผาดอกจำปาแดด อ้าว อย่าพึ่งงง หรือสงสัยอะไร ประเทศไทย

มีภูเขาไฟครับ แต่เป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทไปแล้ว ที่ลำปางนี่ก็มีดอยผาดอกจำปาแดด

นี่แหละเป็นลูกหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่มีความรู้เรื่องธรณีวิทยาหรือ ภูมิศาสตร์ใดๆ ดอยผา

ดอกจำปาแดดนี่ก็แค่ภูเขาเตี้ยๆลูกหนึ่งที่ทอดตัวอยู่ริมถนน สายลำปางแม่เมาะนี่เอง


"เอ้าทุกคน เดินขึ้นไปยอดปล่อง แล้วสังเกตสภาพภูมิศาสตร์รอบๆตัวด้วยนะ

จดมาให้ละเอียดทั้งดิน หิน ทราย ต้นไม้รอบๆ แบ่งกันเป็นกลุ่ม กลุ่มละสองคน

ประเดี๋ยวครูจะจัดแบ่งให้ ตามเลขที่นะ"


ไม่รู้ว่าเป็นบุญของผมที่ทำมามากมาย หรือบาปที่บัวเธอทำไว้ เธอกับผมได้จับคู่

กันเป็นบัดดี้ เดินขึ้นเขา ผมแอบดีใจลิงโลดออกนอกหน้า

ส่วนเธอก็ทำหน้าเบื่อๆให้เพื่อนผู้หญิงด้วยกันเห็น และก็หันมามองหน้าผม

แล้วเธอก็เบ้หน้าใส่พร้อมพูดว่า "ซวยจริงๆ เดินดีๆล่ะแก ตกเขาตายชั้นไม่ช่วย

แกนะ ภาระชั้นจริงๆแกนี่..." แต่ไอ้ผมน่ะมันหน้าด้าน อยากด่าก็ด่าไป

แค่ผมบอกได้คำเดียว่า "จ้ะ" แล้วก็มีเพียงเสียงกรีดร้องไชโยในใจลึกๆ....



เก้าโมงปลายๆ เราออกเดินทางจากน้ำพุร้อนแจ้ซ้อน ล่องลงกลับมายัง

ตัวอำเภอแจ้ซ้อน เพื่อไปตามหาวัดศรีหลวงแจ้ซ้อน วัดโบราณที่มีความเก่าแก่

ราวๆหลายร้อยปี ซึ่งมีว่าไว้ในนิตยสาร อสท ฉบับที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมมา

ลำบากอยู่ที่ลำปางนี่แหละ

ใช้เวลาขับรถราวๆ ไม่เกินสิบห้านาทีจากอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน เราก็เข้ามาถึง

วัดศรีหลวงแจ้ซ้อนจากการถามทางชาวบ้านไปเรื่อยๆ หลงบ้าง เลี้ยวผิด

เลี้ยวถูกบ้าง ก็นะ ความสนุกของการท่องเที่ยวมันก็อยู่ตรงนี้แหละครับ

วัดศรีหลวงแจ้ซ้อนเป็นวัดเก่าโบราณมีอายุกว่าร้อยปีพันปีตามประวัติ




ศิลปะของวัดนี้เป็นศิลปะของฝ่ายล้านาชาวเหนือ รูปรอยปูนปั้น

และสิ่งก่อสร้างต่างๆ เต็มไปด้วยความสวยงาม ตามความเชื่อของผู้สรรค์สร้าง

ผมเดินเก็บภาพไปเรื่อยๆ ด้วยความสุขที่ได้มาเยือนวัดแห่งนี้ และไม่ลืมที่จะ

เข้าไปในตัวโบสถ์เพื่อขอพรให้ได้มีโอกาสมาเยือนอีกครั้ง หากยังมีชีวิตอยู่








ภูเขาไฟดอยผาดอกจำปาแดดนี้ เป็นเพียงภูเขาไฟลูกย่อมๆไม่สูงมากนัก แต่ก็ไม่ได้เตี้ย

เสียจนใครๆก็เดินขึ้นไปได้ จากแรกๆที่เดินเกาะกลุ่มกันขึ้นไปพร้อมๆกัน พวกที่ออกเดินเร็วๆ

ก็พบเห็นนั่งหอบถอดใจกันอยู่กลางทางหลายคู่ ไอ้คู่ของผมกับบัว ตอนแรกเธอก็เดินนำหน้า

คงเป็นเพราะรังเกียจรังชังที่จะเดินไปกับผม เธอจึงออกเดินลิ่วๆ ทิ้งห่างผมไปหลายสิบเมตร

แต่พอถึงกลางๆทาง ผมก็เห็นเธอเดินไปหยุดหอบไปเสียบ่อยๆ

แล้วพอผมเดินแซงหน้าเธอขึ้นมาได้ ผมก็เดินดุ่มๆทิ้งห่างเธอไปหลายสิบเมตรแทน

จนกระทั่งเดินมาเกือบๆจะถึงปล่องยอด ผมจึงหันหลังกลับไปดู เห็นเธอทำหน้าซีดๆ

เหมือนจะเป็นลม ไอ้ความที่เราเป็นผู้ชาย ผมก็ตัดสินใจเดินย้อนลงไปที่กลางทาง

"มีอะไรให้ช่วยไหม" ผมเอ่ยปากหนักๆของผมถามเธอ

"ไม่ต้อง ไปเลย เดินไปได้เลย..." เธอพูดแบบประชดๆ

"ตามใจ..." พุดจบผมก็กอดออกเดินหน้าขึ้นมา

แต่ก็นะ ผมเหลียวไปเห็นเธอยืนทำตาแดงๆ อยู่ที่เดิม ผมก็จึงต้องเดินย้อนกลับลงไป

"ตกลงจะให้ช่วยไหม" ผมถามอีก แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไร ผมจึงมองไปรอบๆตัว

เห็นอีกหลายๆกลุ่มอยู่ห่างไปอีกไกลโขกว่าจะมาถึง


ผมจึงยื่นมือไปข้างหน้า เพื่อหวังว่าจะได้เป็นช่วยจูงเธอเดินขึ้นดอยไปด้วยกัน

ไอ้เวลานั้นใจผมเต้นโครมคราม มากกว่าใจเต้นเพราะเหนื่อยเดินขึ้นดอยเสียอีก

เพราะแค่ถ้าได้จับมือกันในครานี้โลกนี้ทั้งโลกมันคงเป็นสีชมพู และไม่มีอาณาบริเวณใด

ที่ความสุขจะเดินทางไปไม่ถึงแล้ว...


"ไม่ละ อายเขา..." แล้วเธอก็คว้าท่อนไม้ยาวสักคืบหนึ่งส่งปลายมาให้ผม

ตอนนี้มีเสียงสวรรค์ในใจของผมถล่มดังโครมคราม

ผมเอื้อมมือไปจับอีกปลายของไม้ มือของเราทั้งสองคนอยู่ห่างกันแค่ปลายเล็บแตะ

ผมจูงเธอเดินขึ้นดอยไปอย่างช้าๆ และในเวลานั้น พื้นดินที่ชัน กลับกลายเป็นที่ราบ

ต้นไม้และบรรยากาศรอบๆกลายเป็นสีชมพู ผมหันหลังไปมองหน้าบัว

ที่เดินตามมาอย่างเงียบๆ เราสบตากันอย่างอายๆ ผมเห็นหน้าเธอแดงขึ้นมา

อย่างเห็นได้ชัด ระยะทางแค่ไม่กี่ร้อยก้าว ในตอนนั้น ผมอยากให้มันไกลเป็น

สิบเป็นร้อยกิโล เพื่อที่จะได้สัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่า "ความรัก" นานๆ


"เฮ้ยๆ ดู...โห หวานกันเลยนะมึง เฮ้ยๆ เกินหน้าๆ

มีข่าวลงหน้าหนังสือพิมพ์โรงเรียนแล้ว"

เจ้าเดิม ไอ้พวกชอบทำลายบรรยากาศและโอกาส

ก็เริ่มเห่าหอนขึ้นมาทันทีที่เห็นผมกับบัวจูง "ขอนไม้" เดินขึ้นดอย

แล้วก็เป็นไปตามคาด เธอรีบปล่อยขอนไม้ทันที เมือถึงยอดดอย

เธอปล่อยมือ แล้วเราก็ยืนมองตากันสักวินาที แต่ก็ไม่มีคำพูดอะไร

ออกจาปากของกันและกัน แล้วเธอก็เดินดุ่มๆหายไปในป่า

ทิ้งให้ผมยืนใจลอยอยู่คนเดียว

หลังจากเหตุการณ์นั้นเราก็ไม่ได้เจอกันอีกทั้งวัน

จนกระทั่งลงจากดอยมาขึ้นรถเพื่อเดินทางต่อ


...........................................................................................................


ติดตามต่อได้ที่

เฝ้ารอเวลาที่ลมแห่งรักนั้นจะพัดพามาอีกครั้ง (3)





Create Date : 30 สิงหาคม 2555
Last Update : 30 สิงหาคม 2555 17:31:11 น.
Counter : 908 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

จะเรียกอะไรบ่อยๆ
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



คุณไปเที่ยวเมืองไทยมาครบหรือยัง ภาคเหนือ ผมไปมาเกือบครบหมดแล้ว... ภาคใต้ เพิ่งไปได้ไม่มากเท่าไหร่ ภาคกลางนี่ทุกจังหวัดครบถ้วน ภาคอีสานนี่ก็คงต้องหาเวลาไปให้ได้ ระหว่างทาง ผมได้พบ ได้เห็นอะไรที่ผมคิดว่าเป็นมุมมอง เป็นความสนุก เป็นความสุข แม้กระทั่งเป็นความทุกข์ ผมก็ใช้กล้องตัวหนึ่ง เก็บภาพเหล่านั้นไว้ เอามาถ่ายทอดลงบนBlog เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ เหล่านั้นไป.. . ครูผมเคยบอกว่า "ถ้าคุณวาดรูปด้วยมือไม่ได้...ก็ใช้กล้องกับปากกาวาดแทนก็แล้วกัน" ผมกำลังเร่งมือทำอยู่ครับ