LOVE ACTUALLY
Group Blog
 
 
กันยายน 2551
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
25 กันยายน 2551
 
All Blogs
 
แห่ซื้อขายใบจองเก็งกำไรทอง พาณิชย์เตือนเสี่ยงสูงเล็งหาช่องล้อมคอก


ปรากฏการณ์ "ใบจองทองคำ" ระบาดหนัก หลังราคาผันผวนหนักปรับขึ้นลงบาทละ 1,000 บาทในเวลา 10 วัน เผยร้านค้าทองแถบเยาวราชขายใบจอง 2 สัปดาห์มีเงินหมุนเฉียด 1,000 ล้านบาท หลังนักลงทุนเก็งกำไรผ่านใบจองทองกันสะพัด ได้ใจทองคำช่วงขาขึ้น ซื้อวันนี้อีก 2-3 วันกำไรทันตาเห็น ด้านกรมการค้าภายในเตือนซื้อขายใบจองมีความเสี่ยง อาศัยแค่ความน่าเชื่อถือเป็น "เครดิต" เตรียมนำทองเข้าเป็นสินค้าควบคุมหลังผู้บริโภคร้องเรียน หวั่นร้านทองปฏิเสธรับซื้อคืน-ไม่ส่งมอบทองให้ตามสัญญา

วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดในสหรัฐได้ส่งผลให้นักลงทุนทั้งรายใหญ่และรายย่อยหันมาให้ความสนใจกับการลงทุนในทองคำมากขึ้น จนกระทั่งทำให้เกิดภาวะราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นและลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบมาถึงราคาซื้อ-ขายทองคำแท่งในประเทศในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏมีความผันผวนมาก เคยลงไปถึงระดับต่ำสุดที่ราคารับซื้อบาทละ 12,550 บาท ราคาขายบาทละ 12,650 บาท ในวันที่ 11-12 กันยายน และปรับขึ้นในระดับสูงสุดในวันที่ 23 กันยายน รับซื้อบาทละ 13,800-14,000 บาท ขายบาทละ 13,900-14,100 บาท

ก่อให้เกิดการ "เก็งกำไร" ซื้อ-ขายทองคำแท่งในระยะสั้น ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ราคาทองคำจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้นตามย่านร้านค้าทองสำคัญอย่างเยาวราชจึงเกิดปรากฏการณ์ "ต่อคิว" เพื่อซื้อทองคำใน วันที่ราคาทองลดลงต่ำกว่า 13,000 บาท ซึ่งในช่วงนั้นร้านค้าทองส่วนใหญ่ไม่มีทองคำแท่งเพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภคจนต้องใช้วิธีขาย "ใบจองทองคำ" โดยให้ลูกค้าจ่ายเงินสดก่อนและมารับทองทีหลัง แทนการจ่ายเงินแล้วได้รับสินค้าทันที ซึ่งในช่วงต่อมาเมื่อราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคหลายรายต่างก็ นำใบจองทองขายกลับคืนไปให้กับร้านค้าทอง

ที่ผ่านมาคนไทยคุ้นเคยกับ "ใบรับฝากทองคำ" หรือ "ตั๋วทองคำ" มากกว่า "ใบจองทองคำ" โดยร้านค้าทองคำรายใหญ่จะให้บริการซื้อขายตั๋วทองคำกับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนซื้อขายทองคำและฝากทองคำไว้กับร้าน โดยความน่าเชื่อถือของตั๋วทองคำนั้นขึ้นอยู่กับร้านที่ออกตั๋วทองคำ แต่กรณีใบจองทองคำคล้ายกับใบรับฝากทองคำ ซึ่งอาศัยความน่าเชื่อถือของร้านทองเช่นกัน

ร้านทองใหญ่รับออกใบจองเกินร้อยล้าน

แหล่งข่าวจากวงการทองคำ ให้ข้อมูลกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า กรณีการออกใบจองทองคำนั้น ไม่ใช่ภาวะปกติของการซื้อขายทองคำ ต้องยอมรับว่าในช่วงนี้มีความต้องการทองคำสูง แต่ร้านค้าทองไม่มีทองคำเพียงพอ ดังนั้นจึงมีการออก "ใบจองทองคำ" ให้กับผู้บริโภค โดยผู้บริโภคเองก็ยอมรับที่จะนำเงินไปซื้อใบจองทองคำเพื่อเป็นหลักประกันว่าจะได้ซื้อทองคำในราคา ณ วันนั้น

ยกตัวอย่าง ในระหว่างวันที่ 10-17 กันยายนที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลดลงเหลือบาทละ 12,550-12,850 บาท ทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อทองคำแท่งเพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้นในช่วงดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง จนทองคำแท่งขาดตลาด ร้านค้าทองรายใหญ่ในย่านเยาวราช เช่น ห้างขายทองฮั่วเซ่งเฮง, ห้างขายทองเลี่ยงเซ่งเฮง, แม่ทองสุกโกลด์สมิท, ห้างขายทองทองใบเยาวราช, ห้างขายทองจินฮั้วเฮง ต้องออกใบจองทอง โดยสัญญาให้ลูกค้ามารับสินค้าภายใน 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าแทน

ร้านค้าทองคำส่วนใหญ่ต่างอ้างว่าทองขาดสต๊อก ไม่มีทองส่งมอบ ณ เวลานั้น แต่ลูกค้าเชื่อถือคุณภาพของร้านทองและเรียกร้องให้ออกใบจองสินค้าแทน เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ต้องการเสียโอกาสที่จะ"ช้อนซื้อ" ทองคำแท่งราคาถูกในช่วงเวลา ดังกล่าว จึงยอมเสี่ยงให้ทางร้านออกใบจองตามความต้องการซื้อของลูกค้า โดยเอกสารใบจองดังกล่าวจะระบุวันที่ซื้อและวันที่ส่งมอบสินค้า โดยระหว่างการรอรับสินค้า ลูกค้าสามารถ "ขายใบจอง" ได้ตลอดเวลา โดยร้านค้าทองจะรับซื้อสินค้าคืนด้วยการอ้างอิงราคาของสมาคมค้าทองเป็นหลัก

ความจริงเมื่อร้านทองรายใหญ่ยืนยันว่าสินค้าขาดสต๊อก ไม่มีสินค้าส่งมอบ ณ เวลานั้น ผู้บริโภคก็มีทางเลือกในการซื้อทองร้านอื่นที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในย่านเยาวราช แต่เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เชื่อมั่นคุณภาพสินค้าทองคำแท่งของร้านนั้นๆ เพราะซื้อขายกันมานาน "ทำให้เราไม่สามารถปฏิเสธความต้องการของลูกค้าได้"

นอกจากนี้ลูกค้าบางรายที่ไม่สามารถเดินทางเข้ามาซื้อสินค้าทองคำแท่งที่หน้าร้านได้ ก็ยังเชื่อถือไว้วางใจที่จะสั่งซื้อทางโทรศัพท์ โดยโอนเงินเข้าบัญชีบริษัทๆ ก็ออกใบจองให้ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตามจากการประเมินเบื้องต้นในช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ร้านทองรายใหญ่รายหนึ่งในเยาวราช เพียงรายเดียว สามารถจำหน่ายทองคำแท่งโดยออกใบจองไปเป็นจำนวนมากกว่าการซื้อขายในช่วงปกติถึง 10 เท่าตัว คิดเป็นมูลค่ายอดขายสูงกว่า 100 ล้านบาท เมื่อรวมร้านทองทั้งเยาวราชใน 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา น่าจะมีเงินสะพัดผ่านใบจองทองคำเฉียด 1,000 ล้านบาท ราคาทองคำเริ่มปรับตัวสูงขึ้นทำให้ลูกค้าแห่นำใบจองมาขายคืนร้านทองเกือบทั้งหมดแล้ว การตัดสินใจลงทุนและขายทองในช่วงที่ผ่านมาทำให้นักลงทุนสามารถทำกำไรในการลงทุนได้เป็นกอบเป็นกำ เช่น ลงทุนซื้อทองคำ 1 บาท โดยถือใบจองเพียง 1 สัปดาห์ เมื่อนำมาขายจะมีผลกำไรไม่ต่ำกว่าบาทละ 1,000 บาททีเดียว

แต่นั้นเป็นการมองสถานการณ์กรณีทองปรับราคาขึ้น ซึ่งในทางกลับกันหากทองปรับราคาลง ผู้ซื้อใบจองในราคาสูงก็จะขาดทุนได้ หากไม่ได้นำใบจองทองไปขายต่อเสียก่อน

ตั้งโต๊ะกังเมินขายใบจองยันมีทองแท่งพอ

นายไชยกิจ ตันติกาญจน์ ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ตั้งโต๊ะกัง กล่าวว่า ในช่วงที่ราคาทองคำลดต่ำลงนั้น ทางร้านไม่ได้ออกใบจองให้แก่ลูกค้าที่มาซื้อ เนื่องจากร้านมี สต๊อกทองคำแท่งเพียงพอกับความต้องการของลูกค้า อย่างไรก็ตามกระแสความต้องซื้อทองคำแท่งเพื่อเก็งกำไรในช่วงดังกล่าวมีเป็นจำนวนมาก จนทองคำแท่งขาดตลาด ทำให้ร้านทองรายใหญ่หลายแห่งในย่านเยาวราชจำเป็นต้องออกใบจองสินค้า ก่อนส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้าภายใน 10-14 วัน

ในกรณีที่ร้านทองออกใบจองสินค้าให้แก่ลูกค้านั้น ส่วนใหญ่จะมีการส่งมอบสินค้าจริง เพราะคนไทยนิยมซื้อทองคำแท่งเก็บไว้ด้วยตัวเองมากกว่าฝากสินค้าให้ร้านทองดูแล สำหรับร้านค้าทองในต่างจังหวัดส่วนใหญ่นิยมขายทองรูปพรรณเป็นหลัก ไม่นิยมขายทองคำแท่ง เพราะมองว่าเป็นธุรกิจการค้าที่เก็งกำไร จึงไม่ค่อยเจอร้านค้าทองในต่างจังหวัดออกใบจองทองคำแท่ง

ทั้งนี้มีข้อน่าสังเกตว่า ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาเพียงเดือนเดียว มีการนำเข้าทองคำแท่งผ่านด่านศุลกากรเป็นจำนวนสูงถึง 36 ตัน (เฉลี่ยเดือนก่อนหน้านั้นประมาณ 20 ตัน) ยังไม่นับการค้าทองคำเถื่อนที่ไม่มีใครรู้ตัวเลขที่แน่ชัด ดังนั้น ทองคำแท่งภายในประเทศไม่น่าจะขาดแคลน แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจึงเป็นการเก็งกำไรผ่านการซื้อขายใบจองทองคำทำกำไรกันมโหฬาร

พาณิชย์เตรียมออกมาตรฐานใบจอง

ด้านนายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมเตรียมพิจารณาให้สินค้าทองคำอยู่ในบัญชีสินค้าควบคุมเพื่อใช้มาตรการกฎหมายเข้ามาดูแลการซื้อขายทองคำ หากพบว่ามีการทำธุรกิจที่ไม่เป็นธรรมหรือมีร้านค้าเอาเปรียบผู้บริโภค เนื่องจากขณะนี้ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ซื้อทองคำผ่านสายด่วน 1569 ว่า ร้านทองคิดค่ากำเหน็จสูงเกินจริง และมีการออกใบจองทองคำให้กับลูกค้า ซึ่งผู้บริโภคและนักลงทุนรายย่อยเกรงว่าอาจถูกเอาเปรียบด้วยการปฏิเสธการซื้อใบจองคืนหากราคาเพิ่ม หรือไม่ส่งมอบทองคำจริงตามเวลาที่กำหนดถ้าราคาผันผวน

ขณะนี้มีเงินหมุนเวียนซื้อทองด้วยวิธีออกใบจองสูงหลายร้อยล้านบาท หากเกิดการเบี้ยว ปิดร้านหนีจะกระทบคนจำนวนมาก เพราะร้านค้าหรือห้างหุ้นส่วนโดยมากจะจดทะเบียนเพียง 5-10 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่เป็นการออกด้วยเครดิตร้านค้าและยังไม่มีหน่วยงานคุ้มครองชัดเจน กรมจึงเตรียม หาแนวทางเพิ่มความน่าเชื่อถือในการซื้อด้วยใบจองให้มากขึ้น

สำหรับแนวทางในการทำให้ใบจองน่าเชื่อถือนั้น จะต้องกำหนดหลักเกณฑ์ในการออกใบจองที่ชัดเจน โดยเริ่มจากร้านค้าทองต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำตามที่กำหนดจึงจะสามารถออกใบจองได้ เงื่อนไขในการทำสัญญาระหว่างร้านค้ากับผู้ซื้อที่เป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกร้านค้า วิธีการ ชำระเงิน ระยะเวลาการส่งมอบสินค้า ซึ่งหากไม่ส่งมอบตามที่กำหนด ร้านค้าจะต้องมีการชดใช้ให้กับผู้ซื้อ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว กรมจะต้องหารือกับสมาคมผู้ค้าทองคำเพื่อนำมาบังคับใช้ต่อไป

นอกจากนี้ กรมสามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ นำทองคำเข้าเป็นสินค้าควบคุมได้ทันที หลังจากนั้นร้านค้าทองจะต้องแจ้งปริมาณมูลค่าซื้อขายในแต่ละวันให้กรมรับทราบ เพิ่มเติมจากเดิมที่แจ้งเฉพาะการเปลี่ยนแปลงราคา สำหรับการหารือเบื้องต้นกับสมาคมผู้ค้าทองคำต่างเห็นด้วยในหลักการ ส่วนเรื่องการคุมค่ากำเหน็จทองรูปพรรณ คาดว่าจะสรุปได้เร็วๆ นี้ โดยอาจให้คิดค่ากำเหน็จตามสัดส่วนราคาทอง เช่น 5% หรือ 10%

เฮดจ์ฟันด์ปรับเป้าเพิ่มลงทุนทองคำ

ราคาทองในตลาดต่างประเทศผันผวนรุนแรง โดยนับจากราคาทองที่ตลาดล่วงหน้าสหรัฐพุ่งทะยานทะลุระดับ 900 เหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 22 ก.ย. เพิ่มขึ้น 38.50 เหรียญสหรัฐ ไปปิดที่ 903.50 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ความผันผวนดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการปรับแผนการลงทุนของกลุ่มกองทุนต่างๆ โดยเฉพาะกองทุนบริหารความเสี่ยง (hedge fund) ซึ่งถอนการลงทุนออกจากตลาดหุ้น อันเนื่องมาจากการประกาศมาตรการห้ามซื้อขายหุ้นในลักษณะของการทำชอร์ตเซล (การขายหุ้นโดยไม่มีใบหุ้นในมือพอ และซื้อกลับมาคืนในภายหลัง) ทำให้การเก็งกำไรจากภาวะปั่นป่วนของตลาดหุ้นที่ได้รับผลกระทบวิกฤตการเงินในสหรัฐ

รายงานข่าวระบุว่า ดีลเลอร์ค้าทองคำแท่งในสหรัฐ และอังกฤษ ต้องรับมือกับความต้องการลงทุนในทองคำ จากลูกค้าธนาคารที่ตื่นตระหนก และไม่วางใจสถาบันการเงิน โดยได้โยกเงินฝากของพวกเขามาลงทุนในสินทรัพย์ที่จับต้องได้ โดยเฉพาะทองคำ ซึ่งมองว่าเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวน ยิ่งกว่านั้น การล่มสลายของเลห์แมน บราเธอร์ส เป็นปัจจัยกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดเงิน ไฟแนนเชียล ไทม์ส ของอังกฤษ ระบุว่า มีการโยกเม็ดเงินออกจากกองทุนตลาดเงินมากถึง 1.97 แสนล้านเหรียญสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว



Create Date : 25 กันยายน 2551
Last Update : 25 กันยายน 2551 15:49:05 น. 0 comments
Counter : 181 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

illuminant
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




1.Cut loss
2.Looking forward
3.Market move by sentiment
4.The crowd usually wrong
5.Stick to the plan
6.Patience
Friends' blogs
[Add illuminant's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.