Group Blog
 
 
เมษายน 2553
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
17 เมษายน 2553
 
All Blogs
 
วิธีแก้โรคเครียด โรคจิตต่างๆ และการนอนไม่หลับ


การแก้ไขปัญหาซึมเศร้า / โรคจิต / นอนไม่หลับ

1. ออกกำลังกาย ถ้ามีเวลาก็ออกกำลังหนักๆสัก 2 - 3 ชั่วโมงต่อวัน ถ้าเป็นพวกแอโรบิกยิ่งดี (เช่นวิ่ง/ว่ายน้ำ ไม่ใช่พวกยกเวท) แต่ยกเวทก็ยังดีกว่าไม่ออกกำลังเลย ไม่ควรออกกำลังกายตอนเย็น/ดึก/ก่อนนอน ออกกำลังให้หอบแฮ่กๆ เหงื่อท่วมนั่นแหละดีที่สุด

2. แสงแดด ถ้าจะให้ดีที่สุด ควรโดนแสงแดดตลอดเวลากลางวันตอนเที่ยงๆเวลาไม่มีเมฆบัง สัก 2 ชม. เพราะมีสัดส่วนของ UVB ต่อ UVA สูงสุด; UVB (ดี) สร้างวิตามิน D ได้แต่ UVA (ไม่ดี) สร้างไม่ได้ ตอนกลางวันอย่าอยู่แต่ในห้องมืดทึบ เพราะร่างกายจะสับสน วัฎจักรการนอนหลับของร่างกายและการสร้างสารสื่อประสาทจะทำงานเมื่อได้รับแสงอย่างถูกต้อง คือโดนแสงตอนกลางวัน ไม่โดนแสงตอนกลางคืน หรือถ้าถูกแสงโดยตรงทางผิวหนังไม่ได้ ก็ให้แค่มองก็ยังดี เพราะการที่แสงจะผ่านดวงตาจะช่วยให้วัฏจักรเป็นปกติได้ ไม่ควรเปิดไฟจ้าในตอนกลางคืนถ้าไม่จำเป็น การโดนแสงผ่านกระจกใช้ไม่ได้เพราะกระจกจะดูด UVB ไปหมด ต้องโดนผิวหนังโดยตรง จะเป็นผิวหนังส่วนใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องโดนหน้าก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้ากลัวหน้าดำให้เอาวัตถุบังหน้าได้ ไม่ต้องกลัวเรื่องเป็นมะเร็ง เพราะการวิจัยพิสูจน์แล้วว่าวิตามินดีต้านมะเร็งได้ การโดนแดดในปริมาณที่เหมาะสมจะทำให้โอกาสเป็นมะเร็งลดลง ห้ามทา sunblock เพราะมีสารก่อมะเร็ง และจะดูดเอา UVB ไปหมด เนื่องจากแสงแดดนั้นฟรีและไม่มีใครจับแสงแดดมาใส่ขวดขายได้ จึงไม่ค่อยมีคนโฆษณาถึงความสำคัญของแสงแดด ทั้งที่จริงๆแล้วสำคัญมาก มนุษย์วิวัฒนาการมาหลายล้านปีกลางแสงแดด (ต้องออกไปหาอาหาร/ล่าสัตว์) จึงไม่แปลกเลยที่ร่างกายจะทำงานผิดปกติเมื่อได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ เมื่อโดนแสงร่างกายจะสร้างเซโรโทนินซึ่งเป็นสารแห่งความสุข

3. อาหาร กินผักผลไม้เยอะๆเพราะมีวิตามินและแร่ธาตุครบ กินคาร์โบไฮเดรตสักหน่อยก่อนนอน ถ้าให้ดีก็กินผลไม้เช่นลูกเกด มะละกอ กล้วย ส้ม อินทผาลัม ไม่ควรกินคาร์โบไฮเดรตที่ดัชนีไกลโคมิกสูงเช่นน้ำตาล แป้งขัดขาว เพราะจะทำให้คุณสะดุ้งตื่นกลางดึกตอนที่น้ำตาลในเลือดต่ำได้ ไม่ควรกินกาแฟ ชา แอลกอฮอล์ บุหรี่ หรือยานอนหลับ (ยานอนหลับช่วยได้ชั่วคราว แต่ในระยะยาวแล้วร่างกายจะเคยชิน จนทำให้คุณต้องพึ่งยาตลอดไป) ไม่ควรกินโปรตีนมากไป คำว่ามากไปก็คือไม่ควรกินเลยจะดีที่สุด!! เพราะในผักผลไม้ก็มีโปรตีนมากพอสำหรับร่างกายอยู่แล้ว กินนม/เนื้อ/อาหารทะเลให้น้อยที่สุดเท่าที่อยากทำ เพราะกรดอะมิโนตัวอื่นจะไปแย่งทริปโตฟานที่ BBB (= blood-brain barrier เป็นคล้ายๆกำแพงกั้นระหว่างสมองกับระบบเลือด) จนทำให้สมองขาดเซโรโทนินและนอนไม่หลับ การขาดเซโรโทนินไม่ได้เกิดจากการที่มีทริปโตฟานน้อยเกินไป แต่เกินจากการแย่งกันเข้า BBB ของกรดอะมิโนหลายชนิด -- เวลากินคาร์โบไฮเดรต ร่างกายก็จะหลั่งอินซูลินออกมา อินซูลินจะสั่งให้กล้ามเนื้อนำกรดอะมิโนทุกตัวในกระแสเลือดมาใช้ ยกเว้นตัวเดียวคือ ทริปโตฟาน -- จึงทำให้ทริปโตฟานไม่ต้องแย่งกรดอะมิโนตัวอื่นที่ Blood-Brain Barrier (BBB) ในการเปลี่ยนเป็นเซโรโทนิน แล้วเซโรโทนินก็จะเปลี่ยนเป็นเมลาโทนินอีกที ซึ่งเป็นสารที่ควบคุมการนอนหลับ
ในผักผลไม้มีวิตามิน A และ C มากเป็น antioxidant จะช่วยป้องกันระบบประสาทและระบบอื่นๆไม่ให้เสื่อม ซึ่งเป็นสาเหตุของความเครียด โรคจิต ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีวิตามิน B ซึ่งทำหน้าที่หลายอย่างเช่นสร้างระบบประสาทที่แข็งแรง เมื่อกินผักผลไม้น้อยจึงเครียด ซึมเศร้าและเป็นบ้า นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุต่างๆสูงช่วยสร้างระบบประสาทที่แข็งแรง
นมและผลิตภัณฑ์จากนมนี่ห้ามกินเด็ดขาดเพราะมีสาร Beta Casomorphin (BCM-7) ซึ่งเป็น opioid peptide ตัวหนึ่ง จะไปจับในสมองทำให้เครียดและบ้าได้ การทดลองในหนูพบว่าหนูเพี้ยนไปทันทีเมื่อได้รับสารตัวนี้
[วิตามินและเกลือแร่แบบเม็ด] พอกินได้ครับแต่ไม่ค่อยดี เพราะว่าสารที่มนุษย์สังเคราะห์มานั้นไม่ครบ และไม่เหมือนของจริงที่อยู่ในผักผลไม้ครับ (บางตัวเป็น isomer) กินของจริงดีกว่าครับ
เรื่องอาหารอ่านต่อได้ด้านล่าง

4. การนอนหลับ เวลานอนที่ดี ถ้าเป็นไปได้ ควรนอน 2 หรือ 3 ทุ่ม แล้วตื่น 6 โมงเช้า ถ้าให้ดีที่สุด ควรตื่นด้วยแสงแดด วิธีก็คือ เปิดม่านทิ้งไว้ให้แสงส่องตาเราตอนพระอาทิตย์ขึ้น ให้แสงแดดเป็นตัวปลุกเรา เพราะนี่คือสิ่งที่ควรเป็นตามธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ควรนอนกลางวันนานเกิน 20 นาทีเพราะจะทำให้นอนกลางคืนไม่หลับ
4.1 เตียง บางทีเตียงและหมอนแข็งๆก็อาจเป็นสาเหตุก็ได้ ลองไปนอนดูเตียงนิ่มๆ (และแพง) ที่ห้างดู
4.2 สิ่งรบกวนต่างๆ ควรกำจัดให้หมดถ้าทำได้ แสง สี เสียง กลิ่น อุณหภูมิ ฯลฯ
4.3 เรื่องที่คิดก่อนนอน อย่าไปเอาปัญหาต่างๆในชีวิตมาขบคิดก่อนนอน -- อย่าไปพยายามนอนให้หลับ บางทีสาเหตุที่คุณนอนไม่หลับก็เพราะคุณกังวลว่าจะนอนไม่หลับ แล้วคุณก็เลยไม่หลับจริงๆ

5. อย่าหวังพึ่งยาแก้เครียด เพราะยาพวกนี้ก็เหมือนยานอนหลับ ที่ดูเหมือนดีขึ้นในช่วงแรกเท่านั้น แต่ใช้ไปนานจะเป็นตัวก่อปัญหาเสียเอง ไปบังอาการไว้เท่านั้น ไม่ได้แก้ที่สาเหตุ
DEPLETION WITH SSRI MEDICATIONS (the theory we are working under now): As the level of intersynaptic neurotransmitters increase, the Monoamine Oxidase (MAO) system is stimulated and increases the breakdown of neurotransmitters. If you do not increase the nutritional intake of serotonin and norepinephrine precursors in patients that are being treated with antidepressants, the net effect is further depletion over time. More and more medication is required with greater and greater depletion leading to a vicious cycle of progressively more medication need with less and less effect.

6. สารปรอทจากการอุดฟันแบบตะกั่ว (อะมัลกัม) อันนี้ถ้าถามทันตแพทย์ ทันตแพทย์ก็คงบอกว่าไม่เป็นไร แต่ผมอ่านเรื่องนี้มาพอสมควร ดูเหมือนว่าประเด็นนี้ยังเป็น controversial subject ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็หลีกเลี่ยงเถอะครับ ปรอทเนี่ยเป็นสารพิษต่อระบบประสาทอันดับแรกๆในตารางธาตุเลย แล้วนี่มันเข้าไปอยู่ในปากเรา บอกหมอฟันว่าขอสารอุดฟันแบบขาว อยากสวย จบครับ ไม่ต้องไปเถียงให้เสียเวลา

ผู้เขียนเองก็ทำไม่ได้สมบูรณ์ครบทุกข้อ แต่แก้ไขอย่างละนิดอย่างละหน่อยก็ช่วยได้เยอะครับ
ผมเขียนเองครับ ใครจะเอาไปโพสหรือทำ forward mail ได้ตามสบาย
ใครทำตามแล้วได้ผล อย่าลืมหลังไมค์มาหาด้วยนะครับ (ไอดี "ธีรภัทร์2" ในเว็บพันธ์ทิพย์หรืออีเมล์ golftheeraphat ของ yahoo) อยากให้ช่วยอะไรหน่อย


[ต่อเรื่องอาหาร]
ผมจะไม่เขียนเรื่อง trans-fat (1), น้ำมันพืชใช้แล้ว (1), น้ำตาลทราย (2.5), สารให้ความหวานแทนน้ำตาล (1.5), high fructose syrup (2.5) น้ำอัดลม (2.0) ของทอด (2.5) ขนมซอง (2.0-4.0 แล้วแต่ชนิด) เพราะคนส่วนใหญ่รู้ดีกันอยู่แล้วว่าไม่ควรกิน

แต่เขียนเรื่องที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เคยได้ยินดีกว่า มันน่าเขียนมากเพราะว่าบางคนยังคิดว่าอาหารเหล่านี้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพอยู่เลย

ตัวเลขในวงเล็บเป็นระดับความมีประโยชน์ ตามความรู้สึกของผม จากที่ได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับอาหารมาเยอะในช่วงนี้ คือ (1) = หมายถึงแย่สุด ควรหลีกเลี่ยงอย่างแรง
(10) = น่ากินมาก อาหารมีประโยชน์

ไม่ค่อยมี link ยืนยันนะครับ เพราะส่วนใหญ่เขียนมาจากความจำ แต่ท่านสามารถหาเองได้ง่ายๆจาก net ตัวอย่างเช่น search ว่า "why cow milk is dangerous"

นม และผลิตภัณฑ์จากนม (2.5) นมนี่แสบมากเพราะหลอกให้เรากินมาตั้งแต่เด็ก ทั้งๆที่ไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมมนุษย์จำนวนมากถึงแพ้นม (lactose intolerance) ก็เพราะมันไม่ใช่อาหารของมนุษย์นั่นเอง มนุษย์เพิ่งเริ่มกินนมวัวมาไม่นานนี้เอง เมื่อเทียบกับอาหารกลุ่มอื่นเช่นผลไม้ ผัก แมลง ธัญพืช ร่างกายมนุษย์ไม่ได้วิวัฒนาการมาให้กินนมวัว งานวิจัยผลร้ายของนมเยอะมากๆ แต่บริษัทนมก็ยังโฆษณาให้คนหลงเชื่อได้อยู่ดีว่า "กินนมเพื่อสุขภาพ" "นมมีโปรตีน" ถึงจะเป็น organic milk (3.5) ก็ยังอันตรายอยู่ดี เพราะวัวนมเกือบครึ่งที่มี DNA ผิดปกติ เช่นพันธ์ Holstein (ตัวดำๆขาวๆที่เป็นโลโก้ของนมยี่ห้อนึงนั่นแหละ) และจะผลิตนมที่มนุษย์กินแล้วกลายเป็นบ้าได้ รายละเอียดลอง search หาเอาเองนะครับเยอะเกินกว่าที่จะบรรยายได้หมด

นมถั่วเหลือง/ถั่วเหลือง (2.5) อันนี้เหมือนหนีเสือปะจรเข้ บางคนเริ่มรับรู้ถึงอันตรายของนมวัวแล้ว เลยหันมากินไอ้นี่แทน หารู้ไม่ว่า soy ก็แสบไม่แพ้กัน soy มี antinutrient คือ phytic acid ที่ขัดขวางการดูดซึมแร่ธาตุของร่างกาย trypsin inhibitor ที่ทำร้ายตับอ่อน และ phytoestrogen ที่ทำให้สาวๆถึงวัยเจริญพันธ์กันอย่างรวดเร็ว (ดีหรือไม่ดีหว่า?) และสารร้ายๆอีกเพียบ ที่สำคัญที่สุด มันไม่อร่อยเลย 555
//www.soyonlineservice.co.nz/03summary.htm

ขนมปัง (3.0) อันนี้ก็ไม่ค่อยเหลือสารอาหารเหมือนกัน เพราะหายไปจากกระบวนการขัดสี บางเจ้าอาจจะ enrich โดยการเพิ่มสารอาหารเข้าไปหลังขัดสีแล้ว แต่ผมว่ายังไงมันก็ไม่ได้เท่าเก่าหรอก แถมบางเจ้ายังใช้เนยขาวซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่ามี transfat อยู่มากน้อยแค่ไหน ขนมปัง wholebread (4.0) ก็ใช่ว่าจะดีเพราะทำมาจากข้าวสาลี (5.0) และยังไงก็ต้องเป็นอาหาร processed อยู่ดี ข้าวสาลีเนี่ยอยู่ชั้นต่ำๆของธัญพืชนะครับ

ข้าวขาว (ข้าวที่คุณกินๆกันเนี่ยแหละ) (3.5) การขัดสีทำให้สารอาหารหายไปเยอะ วิตามินบางตัวเหลือแค่ 20% จากเดิม ของดีๆก็อยู่ในรำข้าวไง หมูกินหมดแล้ว ข้าวนึ่ง (5.0) ยังดีซะกว่าเพราะวิตามินจะซึมเข้าเนื้อข้าวขณะนึ่ง บางสำนักกล่าวว่ากินข้าวขาวเยอะแล้วจะเป็นโรคเหน็บชา เบาหวาน ฯลฯ แต่ก่อนมีสำนักนางชีแห่งหนึ่งเป็นโรคเหน็บชากันยกวัด สืบไปสืบมาพบว่าล้างข้าวขาวมากไป วิตามินที่มีน้อยอยู่แล้วเลยยิ่งไม่เหลือเพราะหลุดไปกับน้ำข้าวหมด ถ้าถามผมว่ากินข้าวซ้อมมือ (5.0) แทนดีไหม ผมว่าถ้าชอบก็กิน แต่กินผลไม้ดีกว่า เพราะผมเชื่อว่าอาหารกลุ่มธัญพืชนั้นไม่เหมาะกับมนุษย์ มนุษย์เพิ่งกินอาหารกลุ่มธัญพืชเมื่อไม่นานนี้เอง (เมื่อเทียบกับผลไม้ ที่กินมาตั้งแต่ยุคยังจุดไฟไม่เป็น) ผมเชื่อว่าถ้าแค่คนไทยเลิกกินข้าวเป็นอาหารหลักแล้วหันมากินข้าวโพดต้มแทน (ไม่ได้มุข) ไอคิวเฉลี่ยของประชากรน่าจะเพิ่มขึ้นถึง 5 จุด

เส้นใหญ่ เส้นเล็ก (2.0) อันนี้แย่กว่าข้าวอีก เพราะนอกจากสารอาหารจะเหลือน้อยแล้ว ยังใส่สารกันบูดเข้าไปเพียบ กินบะหมี่ (3.5) ดีกว่าเพราะไม่ใส่สารกันบูด (เขาว่าข้าวสาลีเสียยากเลยไม่ต้องใส่ อันนี้ไม่รู้จริงเปล่าไม่ยืนยัน)

หมี่เหลืองทอด (1.0) แต่ก่อนกินบ่อย กรุบๆกรอบๆ แต่นี่คือสุดยอดของอาหารหลักยอดแย่แล้ว เพราะนอกจากจะเป็นแป้งข้าวสาลี (4.0) ที่ไม่ค่อยดีแล้ว ยังเอาไปทอดซะเกรียมในน้ำมันพืชใช้แล้ว (1.0)

น้ำมันพืช (3.5) หมายถึงน้ำมันถั่วเหลือง/รำข้าว/ปาล์ม ขวดละ 30 - 40 บาทที่คนทั่วไปใช้ทอดไข่นั่นแหละครับ แต่ไม่รวมน้ำมันมะกอก (7.0) น้ำมันงา (6.5) หรือน้ำมันมะพร้าว (7.0) แบบหีบเย็น ---- ทำมาจากพืช ฟังดูเหมือนน่าจะดีแต่จริงๆแล้วไม่ดีครับ ตอนที่อยู่ในเม็ดพืชมันก็ไม่ได้แย่มาก แต่เพราะกระบวนการผลิตมันเอาไปต้ม ใส่สารไฮโดรคาร์บอน และสารเคมีอันตรายอื่นๆอีกเยอะ จนวิตามินแทบไม่เหลือแล้วยังมีสารตกค้างเพียบ และยังมีเรื่องสัดส่วนของ omega 3 กับ 6 ที่ไม่สมดุลอีก

โปรตีนและอาหารเสริมโปรตีนทุกชนิด (3.5) ร่างกายคนเราต้องการโปรตีนน้อยมากกว่าที่เราคิดเยอะ เอาง่ายๆ คุณไม่ต้องกินเนื้อสัตว์ นม หรือไข่เลย กินแต่ผักผลไม้อย่างเดียว คุณก็ได้โปรตีนเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว -- มีความเชื่อผิดๆอีกอย่างก็คือ ต้องกินผลไม้สลับชนิดกัน จึงจะได้โปรตีนครบ อันนี้ไม่จำเป็นครับ เพราะกรดอะมิโนในผลไม้หนึ่งชนิดนั้นมีมากพอทุกตัว คนพูดคนแรกออกมายอมรับผิดแล้ว แต่ความเชื่อผิดๆนี้ก็ยังคงอยู่ต่อไป
คนเรากินโปรตีนกันเยอะไปจริงๆ และเป็นอันตรายต่อสุขภาพหลายด้านมากๆ แต่ของโปรตีนสูงส่วนใหญ่จะอร่อยครับ ซีฟู้ดเอย สเต๊กเอย อันนี้น่าเห็นใจ ผมก็เคยกินมากเกินไปเหมือนกัน เดี๋ยวนี้ลดลงแล้ว สุขภาพดีขึ้นมาก โปรตีนจากสัตว์จะอันตรายกว่าพืชครับ เพราะทำให้เลือดเป็นกรด มีพวกกรดอะมิโนที่พอย่อยแล้วจะเกิดกำมะถันมาก ร่างกายก็ต้องดึงแคลเซียมจากกระดูกมาสะเทินให้เป็นกลาง ทำให้กระดูกพรุน นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมกินนมแล้วกระดูกพรุน

ถ้าไม่เคยหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดูยากครับว่าอะไรดีไม่ดี ดูนมสีขาวบริสุทธิ์ ไม่น่าจะมีอันตรายอะไรใช่ไหมล่ะครับ น้ำมันพืชก็ใสแจ๋ว ดูเหมือนปลอดภัย 555 คุณลองกินน้ำมันเบนซินดูสิ สีสวยออก หรือไม่ก็ชอล์คขีดมดครับ แท่งสีขาวบริสุทธิ์ เวลาเคี้ยวน่าจะกรอบกรุ๊บๆ

แล้วจะกินอะไรกันดีล่ะ?
ก็กินพวกข้างบนเนี่ยแหละ คงไม่ถึงกับตาย แต่อายุอาจสั้นหน่อย และพยายามกินให้น้อยลง และเพิ่มอาหารกลุ่มต่อไปนี้ถ้าทำได้

ไข่ (3.5 - 8.0) ไม่ควรกินมากเกินไป เพราะมีโปรตีน (อ่านข้างบน) ที่ตัวเลขเป็นช่วง ก็เพราะขึ้นอยู่กับว่าตอนนี้ร่างกายท่านได้โปรตีนไปเท่าไรแล้ว - ไข่มักจะได้รับยกย่องว่าเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีที่สุด เพราะมีสัดส่วนของกรดอะมิโนที่สมดุล นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุและวิตามินค่อนข้างสูงอีกด้วย
ปลาทะเลตัวเล็ก (3.5 - 7.0) ไม่ควรกินมากเกินไป เพราะมีโปรตีน (อ่านข้างบน) ปลาทะเลดีเพราะว่าเป็นแหล่งของ omega 3 ซึ่งช่วยบำรุงสมอง ที่ตัวเล็กดีกว่าก็เพราะตัวใหญ่ (6.0) เนี่ยจะสะสมสารพิษพวกโลหะหนักไว้เยอะกว่าจากห่วงโซ่อาหาร ปลาน้ำจืด (6.0) ก็กินได้ แต่คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่ปลาเลี้ยง (4.0) ซึ่งมี omega 3 ต่ำกว่าและอาจมีสารตกค้างมาก
ลูกนัต (7.5) เช่น บราซิลนัท ฮาเซลนัท วอลนัท พิสตาชิโอ้ แมคคาดีเมีย พีแคน อัลมอนด์ (มะม่วงหิมพานต์ (6.0) พวกถั่วเขียวถั่วแดง (5.0) ก็ไม่เกี่ยวแต่ก็คงพอกินได้)
ธัญพืช (6.5) อย่างเช่นข้าวโพด ลูกเดือย ถ้าเป็น whole grain คือถ้ามาทั้งเมล็ด ก็กินได้ (ไม่ได้เป็นแป้ง) บางสำนักบอกว่าข้าวโอ๊ตเนี่ยสารอาหารสูงสุดในบรรดาธัญพืช แต่ธัญพืชเนี่ยมีสารอาหารสูงจริง แต่ยังไม่ perfect ครับ เพราะมี anti-nutrient หลายตัว แต่ประเด็นนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ อย่างไรผลไม้ก็อร่อยกว่าอยู่แล้ว เลือกได้ก็กินผลไม้ดีกว่าครับ
ผัก (8.0) ที่ได้คะแนนน้อยกว่าผลไม้ก็เพราะว่านอกจากจะกินยากและไม่ค่อยอร่อยแล้ว คุณค่าทางอาหารก็ใกล้เคียงกับผลไม้ แถมผักบางชนิดยังมี anti-nutrient หลากหลายชนิดซึ่งไม่ดีต่อร่างกายอีกด้วย เขาว่าผักเนี่ยมันไม่ชอบให้เรากิน มันจะวิวัฒนาการหนีเรา เพราะยิ่งอร่อย ก็ยิ่งถูกกิน ก็ยิ่งสูญพันธ์ เป็นการคัดเลือกตามธรรมชาติ ต่างกับผลไม้ซึ่งมันชอบให้เรากิน จะได้แพร่พันธ์
ผลไม้ (9) ผลไม้ที่ติดอันดับผลไม้เพื่อสุขภาพบ่อยๆมีดังนี้ ส้ม สตรอเบอรี่ มะละกอ สัปปะรด บลูเบอรี่ กล้วย อินทผาลัม แตงโม (ไม่น่าเชื่อนะ) กีวี่ เชอรี่ มะม่วง อ๊ะ เกือบลืมอาโวคาโด้ ติดอันดับเกือบทุกรายการ
ผลไม้ไม่หวาน (10) บางสำนักก็ติว่า ผลไม้ที่มนุษย์นำมาปลูกในปัจจุบันนั้นมีน้ำตาลอยู่มากเกินไป เพราะถูกคัดเลือกสายพันธ์จะเอาแต่ที่หวานๆ ถ้าจะให้ดีต่อสุขภาพจริงๆก็ควรจะเลือกที่ความหวานต่ำ

คำถามที่มีผู้ถามบ่อย (FAQs.)
Q: ผักยิ่งถูกกิน ยิ่งสูญพันธ์ได้ยังไง ผมเห็นผักชนิดไหนคนชอบกินมีแต่จะมีคนปลูกเพิ่ม?
A: อันนี้ผมหมายถึงช่วงวิวัฒนาการเมื่อหลายแสนหลายล้านปีที่แล้วครับ กฎการคัดเลือกของธรรมชาติ natural selection คืออาหารกับผู้กินจะวิวัฒนาการไปพร้อมกัน คืองี้ครับเข้าใจยากหน่อย ผลไม้เมื่อถูกกิน ตัวมันจะได้ประโยชน์ เพราะเมล็ดมันจะแพร่กระจายไปได้ไกลจากอุจจาระของผู้กิน ทำให้มันมีโอกาสอยู่รอดสูงกว่า แพร่พันธ์ได้จำนวนมากกว่า ผลไม้ที่มีคุณค่าอาหารสูงต่อผู้กินจะทำให้ผู้กินแข็งแรงกว่า เพิ่มจำนวนได้มากกว่า เพราะฉะนั้นจึงย้อนกลับมาช่วยแพร่พันธ์ผลไม้ชนิดดังกล่าวได้มากกว่า เป็น positive feedback loop แรงผลักดันเล็กๆที่กล่าวมานี้ เมื่อเวลาผ่านไปเป็นล้านๆปี จะสะสมกันจนเกิดผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัด แต่ผักเมื่อถูกกิน ผักไม่ได้อะไรจากเราเลย มันก็จะลดจำนวนลง ยิ่งน่ากิน คุณค่าสูงเท่าไร มันก็จะลดจำนวนลงมากเท่านั้น ผักที่มีสารต่อต้านผู้กิน (antinutrient) มากกว่า จึงมีโอกาสอยู่รอดสูงและเพิ่มจำนวน

Q: คนเรากินนมมาตั้งแต่ยุคโมเสสแล้ว จะไม่ดีได้ยังไง?
A: ยุคโมเสส แค่หลักหมื่นปีเท่านั้น เทียบกับวิวัฒนาการมนุษย์ซึ่งยาวหลายล้านปีไม่ได้เลยครับ

Q: นมจะไม่ดีได้ยังไง สารอาหารมากมาย กินแล้วสูง?
A: สารอาหารในนมเยอะจริง แต่ภัยก็มากด้วย ร่างกายมนุษย์ไม่คุ้นกับโปรตีนในนมจึงทำให้เกิดพิษภัยมากมาย นอกจากนี้ยังมีฮอร์โมนมากมายที่ไม่ดีต่อมนุษย์ กินแล้วสูงจริง เพราะมี growth hormone จากแม่วัวที่ผลิตให้ลูกวัว แต่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง เบาหวาน ประสาท ฯลฯ มากมาย กินผักผลไม้แทนก็ได้สารอาหารครบแล้วครับ ไม่จำเป็นต้องกินนมเหมือนที่โฆษณาบริษัทนมเขาหลอกให้เชื่อ

Q: ผมกินของแย่ๆที่คุณพูดมาทุกอย่าง แต่ไม่เห็นเป็นไรเลย?
A: ของเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงครับ ไม่ใช่หมายความว่าต้องเกิดอันตรายทันที เหมือนกับคนที่กินเหล้าจนเมาทุกวัน แต่รถก็ยังไม่เคยชน หรือกินยาบ้าทุกวัน แต่ก็ยังไม่บ้า นั่นแหละครับ ผมก็ไม่สนับสนุนให้กินแต่ของมีประโยชน์ทางโภชนาการอย่างเดียวนะ กิน junk food บ้างก็ได้ แล้วแต่จะเลือก เลือกเส้นทางที่ทำให้คุณรู้สึกมีความสุขมากที่สุดแล้วกันครับ แต่เล่นกิน junk food อย่างเดียวก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้าและบ้าได้ครับ ผักผลไม้ที่กินแล้วอร่อยมากๆก็มีหลายอย่างต้องลองหาดู

Q: ปัจจัยทางสังคม การรักษาสมดุลทางจิตใจ การจัดการชีวิต ทำสมาธิ
A: ก็ช่วยได้ครับ แต่ผมว่ามันยากนะ การที่จะทำให้ทุกคนมารัก หรือหลบเลี่ยงอุปสรรคต่างๆในชีวิตเนี่ย ทำเรื่องข้างบนเนี่ยง่ายกว่ากันเยอะเลย

Q: บางคนเคยใช้ยาแก้โรคจิตแล้วหาย
A: ยินดีด้วยครับที่หายแล้ว แต่ผมขอออกความเห็นส่วนตัวดังนี้คือ: จากงานวิจัยทั้งหมด มีเกือบครึ่งที่บอกว่ายาแก้โรคจิตพวก SSRI หรือกลุ่มอื่นเนี่ย ไม่ได้ผลดีอะไรไปกว่ากินแป้ง (ยาหลอก) เลย ที่จริงอาจไม่ได้ผลเกินครึ่งเพราะงานวิจัยจำนวนมากได้ทุนจากบริษัทยา เมื่อวิจัยมาแล้วสรุปว่าได้ผล (ที่จริงอาจฟลุ้ค) ก็ออกตีพิมพ์ แต่พอไม่ได้ผลก็อุบเงียบไว้ จากการใช้ยาแก้โรคซึมเศร้า ส่วนใหญ่ตอนแรกจะดูเหมือนดี แต่จะเป็นหนักกว่าเดิมเมื่อหยุดยา ก็เพราะยาเหล่านี้ออกฤทธิ์โดยการ recycle สารแห่งความสุขที่ชื่อเซโรโทนินจากเซลล์ประสาทมาใช้ เมื่อเวลาผ่านไป ถ้าเราไม่ผลิตเซโรโทนินใหม่ (ด้วยอาหารที่ดี แสงแดด นอนหลับที่ดี และการออกกำลัง) ร่างกายก็จะไม่มีวัตถุดิบมาทำการ recycle ได้อีก นอกจากนี้ยังพบว่ายา SSRI จะทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงในการฆ่าตัวตายและมีผลข้างเคียงอื่นๆอีกมาก ความเห็นผม ผมว่าอุปมาเหมือนคนเป็นหวัดแล้วกินฉี่หมา คนเป็นหวัดเวลาปล่อยไว้สักพักก็ต้องหายเองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะกินฉี่หมาหรือไม่กิน เช่นเดียวกัน คนเป็นโรคซึมเศร้า "บางส่วน" เมื่อปล่อยไว้สักพักก็อาจจะดีขึ้นเองได้อยู่แล้วเพราะเมื่อเวลาผ่านไปคนส่วนใหญ่จะลืมเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นกับชีวิตได้เอง คนกลุ่มที่กินยาแล้วหายซึมเศร้าจึงสรุปว่า "กินยาแล้วหายซึมเศร้า" อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ท่านไม่เชื่อผมและตัดสินใจที่จะปรึกษาหมอและใช้ยา ท่านก็ควรปฏิบัติตามคำแนะนำในบทความนี้ไปพร้อมๆกันด้วย เพราะแสงแดด อาหาร การออกกำลัง การนอนหลับที่ดีนั้นจะส่งผลดีต่อสุขภาพกายและจิตของท่านอย่างแน่นอน


Create Date : 17 เมษายน 2553
Last Update : 17 เมษายน 2553 14:46:12 น. 5 comments
Counter : 12649 Pageviews.

 
เป็นข้อเขียนที่ยาวมากเลย แต่ก็น่าสนใจและมีประโยชน์มากๆ แม้จะมีบางอย่างที่สับสนอยู่

ขอบคุณสาระดีๆที่นำมาแบ่งปันให้อ่านค่ะ


โดย: เกลือหนึ่งกำน้อย วันที่: 17 เมษายน 2553 เวลา:15:46:03 น.  

 
อ่านจบ ง่วงพอดีเลยคะ เอิ๊กๆ


โดย: GottaBeMary วันที่: 17 เมษายน 2553 เวลา:17:41:29 น.  

 


โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว วันที่: 17 เมษายน 2553 เวลา:18:18:13 น.  

 
สับสนตรงไหนบ้างง่ะ

เอหาแฟนฯ เนี่ยเป็น bot เปล่า
เห็น ทักทายตอนเย็นคร้า^^
เหมือนเดิมอีกแล้ว


โดย: ธีรภัทร์2 (ธีรภัทร์2 ) วันที่: 18 เมษายน 2553 เวลา:0:51:02 น.  

 
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆนะคะ
















โดย: puy_naka63 วันที่: 3 พฤษภาคม 2553 เวลา:5:28:38 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ธีรภัทร์2
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Friends' blogs
[Add ธีรภัทร์2's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.