<<
สิงหาคม 2559
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
7 สิงหาคม 2559
 

เยือนถิ่นวีรชนคนกล้า สักการะพระอาจารย์ธรรมโชติ ณ วัดโพธิ์เก้าต้น



วีรกรรมของชาวบ้านบางระจันเป็นสิ่งที่เราชาวไทยคุ้นเคยกันดี โดยเฉพาะเมื่อมีการสร้างภาพยนตร์โดยธนิตย์ จิตนุกูลในปี พ.ศ.๒๕๔๓ ก็ยิ่งทำให้คนรู้จักกับวีรกรรมของชาวบ้านบางระจันกันดียิ่งขึ้น

หากพูดถึงชาวบ้านบางระจันแล้ว หากไม่ได้พูดถึงพระอาจารย์ธรรมโชติก็คงไม่ได้ เพราะท่านเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านบางระจันเลยทีเดียว ซึ่งพระอาจารย์ธรรมโชตินั้นได้จำพรรษาอยู่ ณ วัดโพธิ์เก้าต้นที่อยู่ในเขตค่ายบางระจันนี้เอง

วัดโพธิ์เก้าต้นตั้งอยู่ใน อ.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี ขอย้ำว่า อ.ค่ายบางระจันนะครับ ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า สิงห์บุรีจะมี อ.บางระจัน และ อ.ค่ายบางระจัน ซึ่งตัวค่ายบางระจันนั้นจะอยู่ใน อ.ค่ายบางระจัน อย่าไปผิดกันนะครับ

ปัจจุบันมีการตัดถนน ทำให้ค่ายและวัดถูกแยกออกจากกัน หากใครที่อยากจะไปกราบพระที่วัดโพธิ์เก้าต้นและสักการะวีรชนค่ายบางระจัน ก็ต้องข้ามไปข้ามมาแหละครับ



เข้าไปในวัดโพธิ์เก้าต้นตอนนี้ จะเจอกับ หลวงพ่อโตโคตมะ กันก่อน ซึ่งหลวงพ่อโตโคตมะเป็นพระพุทธรูปที่มีการจัดสร้างในหลายวัดและหลายจังหวัด ซึ่งวัดโพธิ์เก้าต้น จ.สิงห์บุรีก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งนามขององค์พระที่ว่า โคตมะ นั้นก็คือนามของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนั่นเอง หลายคนอาจจะสงสัยว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ชื่อสิทธัตถะเหรอ คืออย่างนี้ครับ สิทธัตถะเป็นชื่อเมื่อครั้งยังทรงเป็นเจ้าชาย ยังไม่ได้ออกบวช แต่พอตรัสรู้แล้ว ก็มีนามว่า โคตมะ อีกทั้งในอดีตก็เคยมีพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า สิทธัตถะ มาแล้ว



สิ่งที่น่่าสนใจในวัดก็คือ วิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ ครับ ปัจจุบันก็ทรุดโทรมไปมาก อยู่ในสภาพอย่างที่เห็นนั่นเอง ก็เป็นวิหารที่เราเห็นจำลองกันในหนัง หรือละครเกี่ยวกับบางระจันบ่อย ๆ นั่นแหละครับ



กราบสักการะพระประธานกัน



รูปจำลองพระอาจารย์ธรรมโชติ



ในวัดจะมีรูปจำลองพระอาจารย์ธรรมโชติ ๒ องค์ นอกจากองค์ที่อยู่ในวิหารเก่าแล้ว ยังมีอีกองค์ที่อยู่ในวิหารใหม่



องค์นี้จะสร้างขึ้นมาด้วยความละเอียดประณีตมากกว่าองค์เก่า



ตรงข้ามวิหารหลังใหม่จะมีสระน้ำมนต์ ซึ่งเชื่อกันว่าในสมัยที่่ชาวบ้านบางระจันทำศึกกับพวกอังวะนั้น ก็จะมารับน้ำมนต์จากสระนี้



ปัจจุบันมีความเชื่อกันว่า คนที่มาขอพรแล้วสำเร็จ จะต้องนำน้ำมาเติมลงในสระนี้



อุโบสถของวัดครับ ไม่เปิด ก็เลยอดเข้าไปข้างใน



 ลึกเข้าไปในบริเวณวัด ก็จะมีศาลสถิตดวงวิญญาณของเหล่าวีรชนค่ายบางระจันด้วย



มีทางเข้าเข้าไปอีก ทำลักษณะเหมือนกับค่ายในสมัยโบราณ





ที่เรารับรู้กันทั่วไปก็คือ ชาวบ้านบางระจันมีผู้นำ ๑๑ คนที่พวกเรารู้จักกันดี เช่น นายจันหนวดเขี้ยว นายอิน นายทองเหม็น เป็นต้น ซึ่งทุกคนล้วนเป็นชายทั้งสิ้น แต่แท้จริงแล้ว ในระดับผู้นำของชาวบ้านบางระจันยังมีผู้หญิงอีก ๓ คน คือ นางปล้อง นางเฟื่อง และนางแฟง โดยนางเฟื่องกับนางแฟงเป็นพี่น้องกัน เป็นที่น่าบังเอิญซึ่งในบางระจันที่เป็นนวนิยายของไม้ เมืองเดิมก็มีตัวละครชื่อเฟื่องกับแฟงเช่นกัน



คลองด้านหลังค่าย



คูค่าย ที่ว่ากันว่าใช้เป็นที่ป้องกันข้าศึกในสมัยโน้น มีร่องรอยของลูกกระสุนปืนใหญ่ด้วย (แต่ผมไม่เห็น)

ทีนี้เราก็จะข้ามจากวัดโพธิ์เก้าต้นไปยังอนุสรณ์สถานวีรชนค่ายบางระจันกัน ซึ่งอนุสรณ์สถานแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานอนุสาวรีย์ที่เรารู้จกกันดี



ผมไปครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๘ ซึ่งขณะนั้นกำลังมีการบูรณะบริเวณโดยรอบอนุสาวรีย์ เลยถ่ายมาได้แค่นี้

จนเมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้บูรณะเสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงสามารถเข้าไปถ่ายใกล้ ๆ ได้



มุมสุดคลาสสิค





ด้านหลัง

  *โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

วีรกรรมของชาวบ้านบางระจันเกิดขึ้นในปี พ.ศ.๒๓๐๘ ซึ่งขณะนั้นกรุงอังวะ ขอย้ำนะครับว่ากรุงอังวะ มีกษัตริย์นามว่า พระเจ้ามังระ ซึ่งก่อนหน้านี้ พระเจ้าอลองพญาที่เป็นพระบิดาได้ยกทัพมาบุกกรุงศรีอยุธยาแล้วรอบหนึ่ง แต่ครั้งนั้นปืนใหญ่ระเบิด ทำให้พระเจ้าอลองพญาสวรรคต อังวะต้องถอยทัพกลับไป จนเมื่อพระเจ้ามังระครองราชย์ ก็สั่งให้แม่ทัพสองคนคือ มังมหานรธา และ เนเมียวสีหบดียกทัพมาบุกอยุธยาอีกครั้ง โดยแบ่งกำลังทัพเป็นสองทาง



ทัพของเนเมียวสีหบดีไล่ตีจากทางเหนือลงมาเรื่อย ๆ จนถึงแขวงเมืองวิเศษชัยชาญ ทำให้ชาวบ้านแถวนั้นโกรธแค้นทหารอังวะเป็นอย่างมาก จึงได้รวมกลุ่มกันตั้งค่ายบางระจันขึ้นเมื่อสู้กับกองทัพอังวะ ภายใต้การนำของผู้นำ ๑๑ คน คือ นายจันหนวดเขี้ยว นายแท่น นายอิน นายเมือง นายทองแสงใหญ่ นายทองแก้ว นายดอก นายโชติ นายทองเหม็น ขุนสรรค์ และพันเรือง ต่อมา ชาวบ้านบางระจันได้ไปนิมนต์พระอาจารย์ธรรมโชติจากวัดเขานางบวช เมืองสุพรรณบุรี ให้มาจำพรรษาเป็นขวัญกำลังใจ ณ วัดโพธิ์เก้าต้น (ที่เราไปชมกันมาเมื่อสักครู่นี้)



ชาวบ้านบางระจันรบกับอังวะได้ชัยชนะมาถึง ๗ ครั้ง ๗ ครา จนกระทั่งทางอังวะมีชาวมอญผู้รั้งตำแหน่ง สุคยี หรือ พระนายกอง ซึ่งตามสำเนียงไทยเรียกว่า สุกี้เข้ามานำทัพ สุกี้ได้นำปืนใหญ่มาใช้กับชาวบ้านบางระจัน ทำให้สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป ชาวบ้านบางระจันไปขอยืมปืนใหญ่จากกรุงศรีอยุธยา แต่ก็ไม่ได้มา เพราะทางกรุงศรีอยุธยาเกรงว่าหากชาวบ้านบางระจันแพ้ อังวะจะขโมยปืนใหญ่มาโจมตีอยุธยาได้ ต่อมาเมื่อหล่อปืนขึ้นเอง กระบอกปืนก็แตกร้าวใช้การไม่ได้ ในที่สุดชาวบ้านบางระจันก็ต้องพ่ายแพ้ให้แก่กองทัพอังวะหลังจากยืนหยัดต่อสู้มา ๕ เดือน

บางคนอาจจะสงสัยว่าชาวบ้านบางระจันมีจริงรึเปล่า หรือเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ผมเองก็สงสัยเหมือนกันครับ บ้างก็ว่ามีการรบกันของชาวบ้านบางระจันกับข้าศึกจริง แต่พวกนายทองเหม็น นายอะไรเหล่านั้นอาจไม่มีจริง และการรบนั้นก็อาจเป็นเพียงแค่การป้องกันหมู่บ้าน ป้องกันตัวเองจากข้าศึก ไม่ได้คิดที่จะปกป้องแผ่นดิน หรือป้่องกันข้าศึกไม่ให้ไปถึงอยุธยาแบบที่ในหนังหรือละครชอบพูดกัน

ที่เป็นแบบนั้นก็เป็นเพราะว่าจริง ๆ สมัยนั้น ประเทศไทยเรายังไม่ได้รวมกันเป็นประเทศอย่างทุกวันนี้ แต่ละจังหวัดก็เป็นเมืองของตัวเองไปเลย แค่มีศูนย์กลางการปกครองที่อยุธยา แต่หากอยุธยาเพลี่ยงพล้ำ เมืองเหล่านั้นก็พร้อมจะแยกตัวได้ทุกเมื่อ ดังนั้นถึงอยุธยาจะแตกไป ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเมืองอื่น จังหวัดอื่น ไม่งั้นช่วงที่พระเจ้าตากต้องรวบรวมกำลังไพร่พล คงไม่ต้องทำสงครามกับเมืองต่าง ๆ เช่นจันทบุรีจนเหน็ดเหนื่อยแบบนั้น อีกทั้งหลังจากขับไล่พวกอังวะออกไปได้แล้ว ก็ยังต้องปราบชุมนุมอีก ซึ่งก็คือเจ้าเมืองต่าง ๆ ที่คิดตั้งตัวเป็นใหญ่ จะยกเมืองที่ตัวเองครองขึ้นเป็นราชธานีนั่นแหละ

ทางพม่าเองก็เช่นกัน ก็ยังไม่ได้รวมเป็นประเทศพม่าอย่างทุกวันนี้ และทัพที่ยกมาในคราวที่กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ ๒ ก็เป็นทัพของเมืองอังวะที่มีเรื่องบาดหมางกับอยุธยาในเรื่องที่อยุธยาให้การช่วยเหลือกบฏของอังวะ ทำให้พระเจ้าอลองพญาต้องยกทัพมาแล้วโดนปืนใหญ่ระเบิดใส่ในครั้งแรก จนมาถึงครั้งที่สองที่เกิดวีรกรรมชาวบ้านบางระจัน และท้ายที่สุดคือกรุงศรีอยุธยาแตก นั่นเอง จึงอาจกล่าวได้ว่า การศึกนั้นเป็นการศึกของ อยุธยา กับ อังวะ

ทีนี้เรามาดูกันดีกว่า ว่า ๑๑ วีรชนแห่งบ้านบางระจัน ที่อาจจะมีจริง หรือไม่จริงก็ได้ มีใครกันบ้าง เผื่อมีหนังหรือละครเกี่ยวกับบางระจันออกมาอีก จะทำให้ดูได้สนุกมากขึ้น



นายแท่น คนที่ยืนชูดาบสองมือนั่นแหละครับ ผมหลงเข้าใจผิดว่าเป็นนายจันหนวดเขี้ยวมาตั้งนาน ซึ่งนายแท่นเดิมเป็นชาวบ้านศรีบัวทอง และต่อมาก็ได้นำชาวบ้านมาเข้าร่วมกับชาวบ้านบางระจัน ได้กลายเป็นผู้นำทัพใหญ่แห่งบ้านบางระจัน ในการศึกครั้งที่ ๔ ถูกปืนยิงเข้าที่หัวเข่าซ้าย ได้รับบาดเจ็บหนัก และอาการทรุดหนักลงเรื่อย ๆ จนถึงแก่กรรมในที่สุด



นายจันหนวดเขี้ยว มีหนวดเป็นเอกลักษณ์ นายจันคนนี้เป็นหนึ่งในสี่ผู้ก่อตั้งค่ายบางระจัน มีฝีมือดาบคู่เป็นเลิศ หลังนายแท่นได้รับบาดเจ็บ นายจันหนวดเขี้ยวได้ขึ้นมาเป็นผู้นำใหญ่แทน



นายทองเหม็น ก็เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งค่ายบางระจันเช่นกัน ใช้ขวานเป็นอาวุธ ว่ากันว่ามีวิชาอาคมฟันแทงไม่เข้า ในการศึกช่วงท้าย ๆ เกิดความกลัดกลุ้มใจที่รบชนะอังวะไม่ได้เสียที เพราะพวกอังวะมีปืนใหญ่ จึงดื่มเหล้าจนเมามายแล้วขี่ควายนำคนออกไปลุยกับพวกอังวะ แล้วก็พลาดท่าถูกรุมทุบตีจนขาดใจตาย



นายอิน เป็นชาวบ้านศรีบัวทองเหมือนนายแท่น และตามนายแท่นมาเข้าที่บ้านบางระจัน ในภาพยนตร์ของธนิตย์ จิตนุกูลรับบทโดย วินัย ไกรบุตร ในหนังใช้ธนูเป็นอาวุธ



นายเมือง ก็เป็นชาวบ้านศรีบัวทองเช่นกัน 



พันเรือง ก็เป็นหนึ่งในสี่ผู้นำบ้านบางระจันเช่นกัน ในหนังหรือละครหลาย ๆ ฉบับมักเอาคนที่มีบุคลิกเท่ ๆ หรือน่าเกรงขามมารับบทเป็นพันเรืองเสมอ ในอนุสาวรีย๋พันเรืองจะถือขวาน ซึ่งในละครบางระจันล่าสุดก็ไม่ได้ละทิ้งตรงนั้น คือตั้งแต่ต้นเรื่อง พันเรืองก็จะใช้ดาบนั่นแหละ จนมาถึงตอนศึกครั้งสุดท้าย ที่ดาบของพันเรืองหัก พันเรืองก็ต้องหยิบขวานมาใช้



ขุนสรรค์ เดิมเป็นคนแขวงเมืองสรรคบุรี เมืองชัยนาท เป็นมือแม่นปืนแห่งบ้านบางระจัน แต่ก็มีฝีมือในเชิงดาบด้วย เสียชีวิตในการศึกพร้อมกับนายจันหนวดเขี้ยว



นายทองแก้ว เป็นครูดาบบ้านโพธิ์ทะเล คาดมงคลไว้บนหัวด้วย แต่ผมก็งงเป็นครูดาบ ทำไมถึงออกแบบอนุสาวรีย์ให้ถือพร้าก็ไม่รู้



นายดอก ครูมวยบ้านกรับ เป็นคู่หูกับนายทองแก้ว มักจะได้ยินคนเอ่ยชื่อ นายดอก-นายทองแก้วคู่กันเสมอ น่าจะเป็นคนอ่างทองทั้งคู่ เพราะที่อ่างทองมีอนุสาวรีย์นายดอก นายทองแก้วเคียงคู่กันด้วย ในหนังบางระจันของธนิตย์ จิตนุกูล มีฉากที่ได้เห็นนายทองแก้วใช้วิชามวยในการรบด้วย แต่แค่ไม่กี่วิ



นายทองแสงใหญ่ ก็เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งค่ายบางระจัน ใช้หอกเป็นอาวุธ แต่ในหนังของธนิตย์ จิตนุกูลเขียนว่าเป็นมือดาบคู่ 



นายโชติ เป็นชาวบ้านศรีบัวทองที่มาพร้อมกับนายแท่น ใช้ดาบคู่เป็นอาวุธ

ในบริเวณอนุสรณ์สถานมีพิพิธภัณฑ์ด้วย ติดแอร์เย็นฉ่ำเลย ก็มีหุ่นจำลองคล้าย ๆ กับที่อนุสาวรีย์ แล้วก็จัดแสดงสิ่งของต่าง ๆ ในสมัยนั้น แสดงว่าวีรกรรมของชาวบ้านบางระจันอาจจะมีจริง แต่เป็นแค่การรบเพื่อป้องกันหมู่บ้าน ป้องกันตัวเองเฉย ๆ









ใครที่ชอบเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ก็ไปเยี่ยมเยียน ไปชมได้นะครับ สำหรับบล็อกนี้ก็ขอจบลงเพียงเท่านี้ครับ สวัสดีครับ



Create Date : 07 สิงหาคม 2559
Last Update : 7 สิงหาคม 2559 19:28:59 น. 3 comments
Counter : 13325 Pageviews.  
 
 
 
 
thx u crab
 
 

โดย: Kavanich96 วันที่: 8 สิงหาคม 2559 เวลา:4:27:31 น.  

 
 
 
เคยไปอนุเสาวรีย์บางระจันครับ ตอนแรกคิดว่าอยู่ที่อำเภอบางระจัน เปิดกูเกิลถึงได้รู้ว่าขับรถเลยไปไกลมากกก อิอิอิ
 
 

โดย: ทนายอ้วน วันที่: 9 สิงหาคม 2559 เวลา:5:18:43 น.  

 
 
 
เพิ่งไปมาเองครับ พิพิธภัณฑ์ใหม่ทำดีมาก ลองไปกันดูครับ
 
 

โดย: ไอฟายน้อย (Ces ) วันที่: 15 สิงหาคม 2559 เวลา:17:03:27 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

เอกบุรุษ สุดขอบฟ้า
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add เอกบุรุษ สุดขอบฟ้า's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com