กรกฏาคม 2559
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
7 กรกฏาคม 2559
 

ปะทะยักษ์วัดแจ้ง เยี่ยมชมพระราชวังเดิม ณ วัดอรุณ





ในคราวที่แล้วผมได้พาชมวัดโพธิ์ไปแล้วทีนี้เราก็จะข้ามฝั่งกันมาที่ฝั่งธนบุรีกันบ้าง ฝั่งธนบุรีนั้นก็มีวัดอยู่มากมายหลายวัดแต่วัดที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นวัดนี้ นั่นก็คือ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารหรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า วัดแจ้ง นั่นเอง

วัดนี้มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้วครับเดิมชื่อว่าวัดมะกอกนอกเหตุที่ชื่อว่าวัดแจ้งก็เป็นเพราะเมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้เอกราชได้ทรงล่องเรือผ่านวัดนี้ตอนเช้าพอดีต่อมาเมื่อทรงขึ้นครองราชย์แล้วได้ทรงผนวกวัดแจ้งเข้าเป็นวัดในพระบรมมหาราชวังคู่กับวัดโมลีโลกยารามหรือวัดท้ายตลาดไปด้วยในสมัยกรุงธนบุรีจึงเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ ๑จึงได้ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษาอีกครั้งส่วนชื่อวัดอรุณราชวรารามที่เราเรียกกันอยู่ทุกวันนี้เป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานในสมัยรัชกาลที่๔

เข้ามาในบริเวณวัดเราจะพบกับแนวของกุฏิสงฆ์ซึ่งมีฉากหลังเป็นองค์พระปรางค์ที่สูงใหญ่เห็นเด่นชัดมาแต่ไกล


ปัจจุบันองค์พระปรางค์อยู่ระหว่างการบูรณะ(ภาพนี้ผมถ่ายช่วงปีใหม่เข้าปี ๒๕๕๘)

ก่อนอื่นเราจะเข้าไปชมพระวิหารกันภายในพระวิหารประดิษฐานองค์พระประธานที่มีนามว่า พระพุทธชัมพูนุชมหาบุรุษลักขณาอสีตยานุบพิตร


พระประธานในพระวิหาร พระพุทธชัมพูนุชมหาบุรุษลักขณาอสีตยานุบพิตร

กราบพระประธานในพระวิหารแล้วเราก็จะไปเยี่ยมชมสิ่งที่สำคัญและเป็นจุดเด่นที่สุดของวัด แน่นอนว่าคือพระปรางค์วัดอรุณนั่นเอง ซึ่งคนไทยสามารถเข้าบริเวณนั้นได้ฟรีแต่คนต่างชาติต้องซื้อตั๋วเข้าชม ผมเคยโดนคนเข้าใจผิดว่าเป็นคนญี่ปุ่นด้วยจะเรียกให้จ่ายเงิน แต่พอบอกว่าเป็นคนไทยก็เงียบไปเลย 


พระปรางค์วัดอรุณนั้นเดิมไม่ได้สูงใหญ่ขนาดนี้แต่ได้มีการบูรณะ ต่อเติมใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๒เพื่อให้เป็นมหาธาตุหลวงใจกลางพระนคร ทำให้สูงเด่นอย่างในปัจจุบันและวัดอรุณได้ถือว่าเป็น วัดประจำรัชกาลที่ ๒ ด้วย

ในสมัยโบราณคนที่ล่องเรือผ่านไปมาจะใช้พระปรางค์วัดอรุณเป็นสัญลักษณ์ว่าขณะนี้ได้เข้ามาถึงกรุงเทพมหานครแล้วคือถ้าเห็นพระปรางค์ก็เป็นอันรู้กันมาถึงแล้วผมว่าภาพของพระปรางค์ในมุมริมแม่น้ำเจ้าพระยาแบบนี้ถือว่าสวยที่สุดภาพนี้ผมถ่ายเมื่อปี ๒๕๕๘ ขณะนั่งเรือด่วนเจ้าพระยาผ่านวัดผมว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของผมเลยแหละ


ยังมีสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับพระปรางค์วัดอรุณอีกอย่างคือ บนยอดของพระปรางค์วัดอรุณนั้นจะมีมงกุฎสวมอยู่ซึ่งมงกุฎนั้นเป็นของพระประธานในพระอุโบสถ วัดนางนองวรวิหาร(มีโอกาสผมจะเขียนรีวิวถึง) ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง โดยในสมัยรัชกาลที่ ๓ได้ทรงนำมงกุฎของพระประธานวัดนั้นมาสวมบนยอดนภศูลขององค์พระปรางค์แล้วสร้างมงกุฎองค์ใหม่ถวายแทน ซึ่งเหตุผลที่รัชกาลที่ ๓ทรงทำเช่นนี้ก็มีเหตุผลมากมายหลากหลายประการที่คนพูดถึงบ้างก็ว่าเป็นธรรมเนียมแต่โบราณอยู่แล้วที่จะต้องมีการนำเอามงกุฎไปสวมบนยอดพระปรางค์

หรือบ้างก็ว่ารัชกาลที่๓ ทรงต้องการจะสื่อเป็นนัย ๆ ว่าหลังสิ้นรัชกาลของพระองค์แล้วจะทรงถวายราชสมบัติคืนให้กับเจ้าฟ้ามงกุฎ หรือในเวลาต่อมาคือ รัชกาลที่ ๔เพราะแท้จริงแล้ว ผู้ที่จะต้องสืบราชสมบัติต่อจากรัชกาลที่ ๒ ควรจะเป็นเจ้าฟ้ามงกุฎเพราะทรงเป็นพระราชโอรสองค์โตของพระบรมราชินีแต่เวลานั้นเจ้าฟ้ามงกุฎยังทรงพระเยาว์นัก และรัชกาลที่ ๓(ขณะที่ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์) ทรงเจริญวัยมากกว่า(แต่มีพระมารดาเป็นเพียงเจ้าจอม) และทรงช่วยราชการในสมัยรัชกาลที่ ๒ มาโดยตลอด ว่ากันง่ายๆ ว่ารู้งานมากกว่า เหล่าขุนนางจึงอัญเชิญให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่๓ มีเรื่องเล่ากันว่าในวันพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ ๓ทรงรับพระมหาพิชัยมงกุฎไว้แต่มิได้ทรง และยังทรงตรัสว่า “เก็บไว้ให้เขา”ก็คือทรงตั้งพระทัยแล้วว่าสิ้นรัชกาลพระองค์เมื่อใดจะทรงคืนราชสมบัติให้เจ้าฟ้ามงกุฎ แล้วก็ทรงทำตามที่ตรัสไว้ด้วยรัชกาลที่ ๓ ไม่ทรงแต่งตั้งพระบรมราชินี พระอัครมเหสีใด ๆ เลย มีเพียงเจ้าจอมเฉย ๆและพระราชโอรสก็มิได้รับการสถาปนาเป็นรัชทายาทแต่อย่างใด

ว่ากันเสียยืดยาวว่าแล้วเราก็ขึ้นไปชมกันหน่อยดีกว่าว่าบนพระปรางค์มีอะไรสวยหรือน่าสนใจบ้าง






จากพระปรางค์องค์ประธานจะเห็นพระปรางค์บริวารที่มีอยู่ด้วยกันสี่องค์


จากบนพระปรางค์สามารถเห็นทิวทัศน์ของฝั่งพระนครได้ที่เห็นในภาพคือวัดโพธิ์ พระบรมมหาราชวัง

แล้วยังเห็นไกลไปถึงภูเขาทองวัดสระเกศเลยทีเดียว

พระพุทธเจ้าประสูติ ประดิษฐานบนพระปรางค์

ผมเคยขึ้นถึงพระปรางค์ไปแค่ชั้นสองไม่กล้าขึ้นไปถึงชั้นสาม พอดีเป็น

คนกลัวความสูงแล้วบันไดที่จะขึ้นไปชั้นสามมันก็ชันและแคบกว่าด้วย


ลงจากพระปรางค์แล้วผมอยากให้แวะชมโบสถ์น้อยและวิหารน้อยด้วย เรามาเริ่มที่วิหารน้อยกันก่อนซึ่งในวิหารน้อยเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ รู้มั้ยครับว่าวิหารน้อยนั้นมีความสำคัญอย่างไรสำคัญตรงที่ว่า ในสมัยกรุงธนบุรีนั้นวิหารน้อยหลังนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกตนั่นเองก่อนที่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์จะอัญเชิญไปประดิษฐานยังวัดพระศรีรัตนศาสดารามจนถึงปัจจุบัน


มีพระแท่นบรรทมของรัชกาลที่ ๒ ด้วย


โบสถ์น้อย


ด้านในโบสถ์น้อยประดิษฐานพระบรมรูปของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


มีรูปหล่อพระยาพิชัยดาบหัก ด้วยซึ่งท่านเป็นทหารเอกของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและสู้รบกับข้าศึกจนดาบหักถึงกระนั้นท่านก็ไม่ยอมแพ้ และใช้ดาบที่หักต่อสู้กับข้าศึกจนได้รับชัยชนะ


พระแท่นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี


ด้านหลังพระบรมรูปของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมีพระพุทธรูปนาม

ว่า หลวงพ่อรุ่งมงคล อายุกว่า ๔๐๐ ปี ประดิษฐานอยู่


ทีนี้เราก็จะเข้าไปกราบพระประธานในพระอุโบสถกันบ้างที่ซุ้มประตูทางเข้าพระอุโบสถนั้นมียักษ์วัดแจ้งที่มีชื่อเสียงยืนเฝ้าอยู่สองตนสีเขียวคือทศกัณฐ์ ส่วนสีขาวคือสหัสเดชะ ซึ่งในเรื่องรามเกียรติ์นั้นสหัสเดชะเป็นกษัตริย์ของกรุงปางตาล และได้มาช่วยทศกัณฐ์รบพร้อมกับน้องชายที่ชื่อมูลพลัม มีกระบองต้นชี้ตายปลายชี้เป็นเป็นอาวุธ ทศกัณฐ์มีสิบหน้ายี่สิบมือก็ว่าเยอะแล้วแต่สหัสเดชะตนนี้มีถึงพันหน้าสองพันมือ แต่ก็ต้องถูกหนุมานสังหารลงในที่สุด

ที่บริเวณซุ้มประตูทางเข้าพระอุโบสถยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกสิ่งหนึ่งที่น่าจะลองไปชมดูโดยจะมีรูปปั้นของชายสองคนตั้งอยู่ โดยเป็นรูปปั้นของ นายเรือง และ นายนกผู้เผาตัวเองตายเพื่อสำเร็จพระโพธิญาณตามความเชื่อโดยเหตุการณ์ของนายเรืองเกิดในสมัยรัชกาลที่ ๑ส่วนเหตุการณ์ของนายนกเกิดในสมัยรัชกาลที่ ๒


รูปปั้นนายเรืองว่ากันว่าเมื่อเผาศพของนายเรืองแล้ว อัฐิของนายเรืองเป็นสีต่าง ๆไม่ได้เป็นเหมือนของคนทั่วไป และได้มีการนำอัฐิของนายเรืองไปเก็บไว้บนศาลาการเปรียญ


รูปปั้นนายนก



ทีนี้ก็จะได้เข้าไปกราบพระประธานกันเสียที


ก่อนจะเข้าไปในพระอุโบสถเรามากราบสักการะพระพุทธรูปหน้าพระอุโบสถกันก่อนเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องที่ประดิษฐานในซุ้มบุษบกหน้าพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ ๒ซึ่งเป็นสมเด็จพระบรมชนกนาถ แต่มาสำเร็จในสมัยรัชกาลที่ ๕และทรงพระราชทานนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า พระพุทธนฤมิตร


พระประธานในพระอุโบสถมีนามว่าพระพุทธธรรมิศรราชโลกธาตุดิลก พระพักตร์ขององค์พระเป็นฝีพระหัตถ์ของรัชกาลที่ ๒และแน่นอนว่าในเมื่อเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๒ที่ฐานขององค์พระประธานก็จะต้องมีพระสรีรางคารของรัชกาลที่ ๒ ประดิษฐานอยู่พระอุโบสถหลังนี้เคยเกิดไฟไหม้แต่โชคดีที่สามารถนำพระสรีรางคารของรัชกาลที่ ๒ออกมาได้ทัน






ด้านหลังพระประธานมีภาพจิตรกรรมที่น่าสนใจอีกภาพ ซึ่งภาพนี้มาจากช่วงท้าย ๆ ของพุทธประวัติแล้ว โดยขณะนั้นพระพุทธเจ้าอาพาธหนัก และทรงกระหายน้ำมาก จึงได้ให้พระอานนท์ไปตักน้ำจากลำธารมาให้พระองค์ดื่ม แต่พระอานนท์เห็นว่าที่ลำธารนั้นเพิ่งมีขบวนเกวียนผ่านไป น้ำยังขุ่นอยู่ ขอให้พระพุทธเจ้าทรงแข็งใจอีกสักนิดจะถึงเมืองที่มีลำธารที่น้ำเย็นและใสสะอาด แต่พระพุทธเจ้าก็ยังให้พระอานนท์ไปตักน้ำมาจากลำธารนั้น ปรากฏว่าน้ำในลำธารที่ขุ่นอยู่กลับใสขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์


พระพุทธรูปในระเบียงคด รอบพระอุโบสถ



ลาจากวัดอรุณไปด้วยภาพของพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๒ ครับ

อีกสถานที่หนึ่งที่ผมจะขอแถมอยู่ในรีวิวนี้ก็คือพระราชวังเดิม ซึ่งเป็นพระบรมมหาราชวังในสมัยกรุงธนบุรี หรือว่ากันง่าย ๆก็คือเป็นพระราชวังของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั่นเองเป็นพระราชวังที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่โตมโหฬารอะไรนักเนื่องจากเมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงขึ้นครองราชย์นั้นเป็นช่วงที่ประเทศยังอยู่ในช่วงของสงคราม กำลังฟื้นฟูเลยไม่ทรงมีพระราชประสงค์ในการที่จะสร้างพระราชวังให้ใหญ่โตอลังการ

แล้วก็อย่างที่ผมเคยบอกว่าในการสร้างราชธานีของแต่ละยุคสมัยจะต้องมีวัดประจำพระราชวัง เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีก็ได้ทรงผนวกวัดอรุณราชวรารามและวัดโมลีโลกยารามที่มีมาอยู่ก่อนแล้วเข้าเป็นวัดในพระบรมมหาราชวังไปเลยทำให้ในสมัยนั้น ทั้งสองวัดนี้ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา

ปัจจุบันพระราชวังเดิมเป็นกองบัญชาการกองทัพเรือไปแล้วแต่ท้องพระโรง พระที่นั่งอะไรต่าง ๆ ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันและจะเปิดให้เข้าชมทุกวันที่ ๒๘ ธันวาคม ซึ่งเป็นวันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชหากจะเข้าชมในเวลาปกติต้องเข้าชมเป็นหมู่คณะเท่านั้น



เข้ามาถึงก็กราบถวายบังคมสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกันก่อน


ท้องพระโรงใหญ่



ผมไปวันที่๒๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๗ ก็เลยมีคนเข้าไปชมเป็นจำนวนมากบริเวณท้องพระโรงนี้เป็นสถานที่ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเสด็จออกว่าราชการกับบรรดาขุนนาง มีการสร้างองค์จำลองขึ้นที่เมืองจำลองสมุทรปราการ ด้วย 



พระตำหนักเก๋งคู่เป็นพระตำหนักที่สร้างโดยศิลปะจีน สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๒ซึ่งที่พระราชวังเดิมแห่งนี้ ตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมาพระมหากษัตริย์มักจะทรงให้เชื้อพระวงศ์ที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้มาประทับที่นี่รัชกาลที่ ๒ หรือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔ พระองค์ที่ ๒)ก็เคยประทับที่นี่


พระตำหนักเก๋งคู่แบ่งเป็นหลังใหญ่และหลังเล็กปัจจุบันด้านในจัดเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


ศาลศีรษะปลาวาฬด้านในเก็บกระดูกที่คาดว่าเป็นกะโหลกของวาฬเอาไว้ จริง ๆวาฬเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ไม่ใช่ปลา การเรียกว่าปลาวาฬจึงไม่ถูก


ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชด้านในประดิษฐานพระบรมรูปของพระองค์ท่าน


ภายในพระราชวังเดิมมีป้อมอยู่ป้อมหนึ่งชื่อว่า ป้อมวิไชยประสิทธิ์ซึ่งเป็นป้อมที่มีสร้างมาตั้งแต่รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยาเดิมมีนามว่า ป้อมวิชัยเยนทร์ หรือป้อมบางกอก ซึ่งชื่อป้อมวิชัยเยนทร์ มาจากนามของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ หรือ คอนสแตนติน ฟอลคอนชาวกรีกที่เข้ามารับราชการจนได้เป็นถึงสมุหนายกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชซึ่งเป็นผู้ถวายคำแนะนำให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงสร้างป้อมนี้ขึ้นและในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงปรับปรุงป้อมนี้แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นป้อมวิไชยประสิทธิ์ ทุกวันนี้ป้อมนี้ยังใช้ในการยิงสลุตฉลองในงานสำคัญ ๆ ต่าง ๆ

ธงชัยเฉลิมพลโบกสะบัด

ป้อมวิไชยประสิทธิ์จากริมแม่น้ำเจ้าพระยา

สำหรับท่านที่ต้องการมาที่วัดอรุณและพระราชวังเดิมนั้นก็สามารถมาได้ง่าย ๆ โดยนั่งรถเมล์สาย ๑๘,๕๗ (สายนี้ผมนั่งบ่อยสุด),๘๓ลงที่ป้ายวัดอรุณเลยครับ หรือถ้ามาทางเรือ ก็นั่งเรือด่วนเจ้าพระยามาลงที่ท่าเตียนแล้วนั่งเรือข้ามฟากราคา ๓ บาทไปถึงท่าวัดอรุณเลยครับ




Create Date : 07 กรกฎาคม 2559
Last Update : 7 กรกฎาคม 2559 23:20:29 น. 0 comments
Counter : 2805 Pageviews.  
 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

เอกบุรุษ สุดขอบฟ้า
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add เอกบุรุษ สุดขอบฟ้า's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com