กรกฏาคม 2559
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
4 กรกฏาคม 2559
 

ชมศิลปะพระราชนิยม ณ วัดราชโอรสาราม




ผมจะขอเปิดบล็อกแรกที่บันทึกการเที่ยววัดด้วยชุดของวัดประจำรัชกาลต่าง ๆ นะครับ แต่จะขอเริ่มที่วัดประจำรัชกาลที่ ๓ คือ วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร ก่อน

ที่ผมเปิดด้วยวัดนี้ ก็เป็นเพราะว่าวัดนี้เป็นวัดที่ผมผูกพันที่สุด ผมเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวัดราชโอรสครับเรียนที่นี่มาตั้งแต่ ม.๑ (ปี ๒๕๔๘)จนถึง ม.๖ (ปี ๒๕๕๔) เลย โรงเรียนนี่จะอยู่ติดกับวัดเลย เดินออกประตูโรงเรียนปุ๊บเดินตรงไปก็จะเข้าเขตวัดพอดี โรงเรียนก็มีกิจกรรมหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับวัดอย่างเช่น ทุกวันตอนเย็นหลังเลิกเรียน จะมีกิจกรรมให้นักเรียนไปสวดมนต์ที่วัดซึ่งจริง ๆ ตามตารางแล้วเขากำหนดให้แค่อาทิตย์ละครั้งแต่บางคนฟิตจัดก็สวดทุกวันเลย หรือบางคนสวดวันเดียว ๒-๓ รอบก็มีคือกะเอาคะแนนว่างั้น

หรือจะเป็นนักเรียนชั้น ม.๑ กับม.๔ ก็จะต้องเข้าค่ายอบรมพัฒนาจิตที่วัดนี้เช่นกัน นุ่งขาวห่มขาว ถือศีล ๘ รับการอบรมต่างๆ จากพระอาจารย์ ในเวลาปกติก็จะมีพระอาจารย์ไปสอนวิชาพระพุทธศาสนาและทุกเช้าวันพฤหัสบดีก็จะมีพระอาจารย์มาเทศน์ที่หน้าเสาธงต่อด้วยกิจกรรมทำบุญตักบาตรไม่รู้ว่าทุกวันนี้ยังมีการเข้าค่ายอบรมพัฒนาจิตอยู่รึเปล่าแต่การเทศน์และทำบุญตักบาตรน่าจะยังมีอยู่

มาเข้าเรื่องของวัดราชโอรสเลยดีกว่าจริง ๆ ภาพในรีวิวนี้ ผมไม่ได้ถ่ายมาในวันเดียว ผมมีโอกาสได้ไปวัดนี้อยู่หลายครั้งบางทีไปแล้วก็เจอมุมใหม่ ๆ ก็ถ่ายเก็บไว้ และจะได้มานำเสนอในรีวิวนี้



มุมที่สวยที่สุดของวัด

วัดราชโอรสารามเป็นวัดที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเดิมชื่อวัดจอมทองครับ แล้วทีนี้ในสมัยรัชกาลที่ ๒มีข่าวว่าพม่าจะยกทัพมาทางกาญจนบุรี รัชกาลที่ ๒ ก็โปรดเกล้าฯ ให้รัชกาลที่ ๓ที่ขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศเป็น กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ยกทัพไปปราบระหว่างทางได้เสด็จผ่านวัดนี้ทรงแวะพักประกอบพิธีเบิกโขลนทวารและทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่าหากรบชนะ จะทรงปฏิสังขรณ์วัดนี้ปรากฏว่าพม่าไม่ได้ยกทัพมาจริงตามข่าวกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์จึงได้ทำการปฏิสังขรณ์วัดจอมทองตามที่ทรงตั้งสัตยาธิษฐานไว้ใช้เวลา ๑๔ ปีจึงแล้วเสร็จ รัชกาลที่ ๒ ได้พระราชทานนามให้วัดว่า วัดราชโอรสเพราะเป็นวัดที่พระราชโอรสของพระองค์ทรงสร้าง

วัดนี้เป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๓ครับ ซึ่งหลายคนมักเข้าใจว่าวัดราชนัดดารามเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๓เพราะอยู่ใกล้ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ที่มีพระบรมรูปของพระองค์ท่านประดิษฐานอยู่แต่ว่าวัดราชนัดดารามนั่นเป็นวัดที่พระองค์ทรงสร้างพระราชทานให้สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี(ต่อมาได้เป็นพระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๔)ซึ่งเป็นพระราชนัดดาของพระองค์เท่านั้นครับ


พระอุโบสถ วัดราชโอรสาราม

ศิลปกรรมในวัดนี้จะเป็นแบบพระราชนิยมของรัชกาลที่ ๓คือมีศิลปะแบบจีนเข้าไปผสมผสานอยู่ วัดหลายวัดที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ก็จะมีศิลปะแบบนี้แหละครับ ตามพระอุโบสถ หรือพระวิหารต่าง ๆ ก็จะไม่มีช่อฟ้าใบระกาเหมือนวัดทั่วไป

พระเจดีย์แบบจีนที่เรียกว่า ถะ

พระประธานในพระอุโบสถมีนามว่า พระพุทธอนันตคุณอดุลญาณบพิตรซึ่งครั้งแรกที่ผมได้ยินชื่อผมยังคิดเลยว่าทำไมยาวขนาดนี้ แต่เปล่าครับแค่นี้ยังสั้น ๆ ในวัดนี้ หรือในวัดอื่น ๆ ยังมีพระพุทธรูปที่ชื่อยาวกว่านี้ครับ


วัดประจำรัชกาลที่ ๓ ก็ต้องมีพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระองค์ท่านเคยมีคนเล่าตำนานให้ฟังว่า ช่างที่เขียนภาพนี้ฝันเห็นรัชกาลที่ ๓พอตื่นขึ้นมาก็ติดตาจนเอามาวาด ก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับว่าจริงรึเปล่าอ้อ! ลืมบอกไปว่า โรงเรียนของผมเนี่ยสำหรับนักเรียนชั้น ม.๑ และ ม.๔ที่เข้าใหม่จะต้องทำพิธีถวายตัวกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเหมือนถวายตัวเป็นลูกของพระองค์ท่าน แล้วนักเรียน ม.๓ กับ ม.๖ ที่กำลังจะจบก็ต้องทำพิธีถวายบังคมลาเชื่อกันว่าใครที่ไม่ได้ทำพิธีถวายบังคมลา จะเรียนไม่จบจากที่นี่


ใต้ต้นพิกุลข้างพระอุโบสถ มีแท่นที่ประทับของรัชกาลที่ ๓ อยู่ด้วยซึ่งเมื่อครั้งเสด็จมาทรงคุมงานปฏิสังขรณ์วัดราชโอรสารามพระองค์ก็จะเสด็จมาประทับบนพระแท่นนี้และเคยตรัสไว้ว่า หากพระองค์สวรรคตเมี่อใด จะมาอยู่ที่ต้นพิกุลนี้


ด้านหลังพระอุโบสถจะเป็นพระวิหารหลังใหญ่ที่ประดิษฐานพระนอนครับเป็นพระนอนที่องค์ใหญ่ที่สุดในกรุงธนบุรี มีนามว่า พระพุทธไสยาสน์นารถชนินทร์ชินสากยบรมสมเด็จ สรรเพชญพุทธบพิตร ชื่อนี้อ้างอิงจากฐานขององค์พระนะครับมีจารึกไว้เลย



ที่รอบ ๆพระวิหารพระนอนนี้ มีพระเจดีย์ประดิษฐานรายรอบอยู่ทั้งหมด ๓๒ องค์ผมเคยไปนับมาแล้ว ก็ได้ ๓๒ องค์จริง ๆ


ริเวณพระวิหารของพระนอนนั้นมีตุ๊กตาจีนประดับอยู่มากมาย ซึ่งหลาย ๆ วัดที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ ก็มักจะเป็นแบบนี้ ตุ๊กตาจีนพวกนี้เรียกว่า อับเฉา ก็คงจะเคยได้ยินกันนะครับว่ารัชกาลที่ ๓ ทรงค้าขายเก่งมาก โดยเฉพาะกับประเทศจีน จนรัชกาลที่ ๒ ตรัสล้อว่าเป็นเจ้าสัว ซึ่งสมัยโบราณเขาก็จะขนสินค้ากันไปทางเรือสำเภาที่ใช้แรงลมในการขับเคลื่อน ทีนี้ขากลับ เรือมันจะเบา เพราะสินค้าขายไปหมดแล้ว ก็เลยมีการซื้อตุ๊กตาหินพวกนี้กลับมาเพื่อถ่วงไม่ให้เรือถูกลมพัดอับปาง แล้วรัชกาลที่ ๓ ก็โปรดเกล้าฯ ให้นำตุ๊กตาจีนพวกนี้ไปประดับตามวัดต่าง ๆ






บริเวณระเบียงคดรอบพระวิหารพระนอนนั้นมีจารึกตำรายาสมัยโบราณติดอยู่ด้วยครับ ก็จะรูปแบบคล้าย ๆ กับวัดโพธิ์นั่นแหละครับ


ศาลาการเปรียญ ก็เป็นศิลปะแบบจีนเช่นกันด้านในประดิษฐานพระประธานปางแปลกที่หาชมได้ยาก นั่นคือปางประทานธรรมเป็นปางที่องค์พระจะถือตาลปัตรปิดหน้า



ศาลาการเปรียญ ก็เป็นศิลปะแบบจีนเช่นกันด้านในประดิษฐานพระประธานปางแปลกที่หาชมได้ยาก นั่นคือปางประทานธรรมเป็นปางที่องค์พระจะถือตาลปัตรปิดหน้า

องค์พระประธานปางประทานธรรมองค์นี้มีนามว่าพระพุทธชัยสิทธิธรรมนาท ที่ตรงกลางตาลปัตรจะเป็นแผ่นใส ๆเลยสามารถมองเห็นพระพักตร์ขององค์พระได้เล็กน้อย


วัดนี้มีพระพุทธรูปอยู่สามอิริยาบถด้วยกัน โดยในงานวัดของทุกปีในป้ายโฆษณาเขาก็จะเชิญให้มากราบหลวงพ่อโตสามอิริยาบถนี่แหละครับซึ่งผมก็ได้นำชมพระนั่ง และพระนอนไปแล้ว ต่อไปจะเป็นอิริยาบถที่สาม นั่นคือ พระยืนภาพด้านบนนี่คือพระวิหารพระยืนซึ่งเคยเป็นพระอุโบสถเดิมสมัยที่ยังเป็นวัดจอมทองอยู่



พระยืนเป็นพระพุทธรูปสูงใหญ่ครับซึ่งพระวิหารแห่งนี้เป็นอีกสถานที่ที่มีความทรงจำสำหรับผมคืออย่างที่ผมได้บอกไปในข้างต้นครับว่านักเรียน ม.๑ และ ม.๔จะต้องมาเข้าค่ายพัฒนาจิตที่วัดนี้แล้วเขาจะใช้พระวิหารพระยืนนี่แหละครับเป็นที่สำหรับรับประทานอาหารและดื่มน้ำปานะคือไม่ใช่แค่ในพระวิหารอย่างเดียว ยังมีบริเวณด้านข้างพระวิหารด้วยก็คือไม่ใช่อะไรหรอกครับ เป็นเพราะพระวิหารพระยืนอยู่ติดกับที่พักนั่นเอง


ลานด้านหน้าพระวิหารพระยืนเวลาที่เข้าแถวรวมตัวเพื่อไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็จะมีที่หน้าพระวิหารนี่แหละครับ


นี่แหละครับ อาคารที่พักของนักเรียนที่มาเข้าค่ายอบรมพัฒนาจิตทีแรกเลย ตอนที่ยังไม่ได้มาเข้าค่าย ผมจินตนาการไปว่า สงสัยต้องนอนในกลด หรือนอนในกุฏิพระที่เป็นเรือนไม้แต่ไม่เลยครับ มีอาคารที่พักให้แบบนี้เลย ห้องนอน ห้องน้ำหรู แต่ไม่มีเตียงนะเพราะถือศีล ๘ ไงครับแล้วหนึ่งในแปดข้อนั้นก็มีอยู่ข้อหนึ่งที่ระบุไว้ว่าจะต้องไม่นอนบนเตียงที่ยกสูงขึ้นมาจากพื้น


ด้านหน้าพระวิหารพระยืนมีพระเจดีย์องค์หนึ่งประดิษฐานอยู่ และมีอัฐิของเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับลดาวัลย์บรรจุอยู่ด้วยซึ่งเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับนั้นเป็นเจ้าจอมองค์สุดท้ายในรัชกาลที่ ๕ท่านคิดค้นตำรับอาหารไทยขึ้นมาหลายอย่างซึ่งน้ำพริกลงเรือก็เป็นหนึ่งในอาหารที่ท่านคิดค้นขึ้น ท่านมีอายุที่ยืนยาวมาจนถึงรัชกาลปัจจุบันเลยทีเดียวนอกจากนี้ ท่านยังเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความรักที่มั่นคงโดยท่านได้รับพระราชทานกำไลทองคำจากรัชกาลที่ ๕ แล้วท่านก็สวมใส่ไว้ตลอดแม้รัชกาลที่ ๕ จะสวรรคตไปแล้ว ท่านสวมใส่ตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิตท่านเลย

  ผมคิดว่าที่มีเจดีย์บรรจุอัฐิของเจ้านายในราชสกุลลดาวัลย์ ก็เพราะองค์ต้นราชสกุลคือ พระองค์เจ้าลดาวัลย์ กรมหมื่นภูมินทรภักดี เป็นพระราชโอรสของรัชกาลที่ ๓ ซึ่งทรงเป็นผู้บูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้


ออกจากพระวิหารพระนอนแล้ว เราก็จะพบแท่นอีกแท่นหนึ่ง ที่จารึกไว้ว่าแท่นพ่อเสือรัชกาลที่ ๓ แต่แท้จริงแล้วเป็นแท่นที่ประทับของ สมเด็จพระเจ้าเสือแห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเวลาที่พระองค์จะเสด็จไปทรงเบ็ดที่คลองโคกขาม สมุทรสาครก็จะทรงแวะมาพักที่วัดนี้ ซึ่งการที่สมเด็จพระเจ้าเสือทรงโปรดการทรงเบ็ดก็เป็นที่มาที่ทำให้เกิดเรื่องของพันท้ายนรสิงห์ขึ้นนั่นแหละครับ


คลองหน้าวัด (สมัยนี้คงกลายเป็นหลังวัดไปแล้ว) มีวังมัจฉาด้วย สามารถให้อาหารปลาได้ จะซื้อขนมปังจากฝั่งของวัด หรือจะข้ามสะพานไปซื้อจากบ้านของชาวบ้านแถวนั้นก็ได้ตามแต่สะดวกครับ



หากท่านใดที่กำลังยืนให้อาหารปลาอยู่ อาจจะเห็นวิหารทรงจีนหลังเล็ก ๆอยู่ริมน้ำ ถ้าลองเดินเข้าไปดูก็จะพบกับพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่งนามว่า พระสิทธารถ(สิด-ทาด) เป็นพระพุทธรูปที่ว่ากันว่าใบ้หวยแม่นมาก ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๓จะมีหวยที่เรียกว่า หวย ก ข คนที่เล่นก็จะมาขอพรจากพระสิทธารถองค์นี้นี่แหละครับซึ่งความแม่นทำให้เจ้ามือหวยนี่เดือดร้อนไปตาม ๆ กันเจ้ามือหวยไม่พอใจจึงเอาตะปูไปตอกที่พระเนตรขององค์พระตอนหลังก็คนไปเอาออกมาให้และบูรณะใหม่ องค์ที่เห็นอยู่นี้เป็นองค์จำลององค์จริงได้มีการย้ายไปประดิษฐานที่อื่นแล้ว

ท่านที่ต้องการเดินทางมาวัดราชโอรสารามนะครับมีรถเมล์หลายสายเลยที่ผ่าน ทั้งสาย ๔๓,๑๒๐,๑๖๗ หรือสามารถขึ้นรถซูบารุสาย ๑๕บริเวณสถานีรถไฟตลาดพลู หรือบริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสวุฒากาศก็ได้นอกจากนี้ก็ยังมีรถซูบารุสายดาวคะนอง-วัดสิงห์ ซึ่งก็ผ่านหน้าปากซอยของวัดเหมือนกันครับแต่จะต้องเดินเข้าซอยไปลึกหน่อยนะครับ





Create Date : 04 กรกฎาคม 2559
Last Update : 4 กรกฎาคม 2559 22:34:00 น. 4 comments
Counter : 3278 Pageviews.  
 
 
 
 
thx u crab
 
 

โดย: Kavanich96 วันที่: 6 กรกฎาคม 2559 เวลา:4:28:06 น.  

 
 
 
ไปเที่ยวมาแต่ยังไม่ได้ลงรูปเลยครับ ยังขาดสถานที่หลายๆแห่งที่เจ้าของกระทู้พาไปชม เดี๋ยวจะไปตามรอยมาใหม่ครับ
 
 

โดย: ทนายอ้วน วันที่: 6 กรกฎาคม 2559 เวลา:18:48:46 น.  

 
 
 
จะรอชมนะครับ
 
 

โดย: เอกบุรุษ สุดขอบฟ้า วันที่: 7 กรกฎาคม 2559 เวลา:0:42:24 น.  

 
 
 
เป็นหนึ่งในวัดของเมืองกรุงที่ไม่ควรพลาดชมครับ คอวัดห้ามพลาด!
 
 

โดย: ไอฟายน้อย (Ces ) วันที่: 12 กรกฎาคม 2559 เวลา:21:22:20 น.  

Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

เอกบุรุษ สุดขอบฟ้า
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add เอกบุรุษ สุดขอบฟ้า's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com