GOLDEN BAMBOO:)

I love King รักในหลวงค่ะ

Group Blog
 
<<
กันยายน 2552
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
15 กันยายน 2552
 
All Blogs
 
My Half Marathon



หลังจากการวิ่งมาราธอนครั้งแรกในชีวิตได้ผ่านพ้นไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เราก็ถูกเพื่อนชักชวนให้ลงวิ่งอีกครั้งหนึ่งในเดือนกันยายน ตอนแรกก็ลังเลใจอยู่ เพราะระยะทางที่จะวิ่งไกลกว่าครั้งที่แล้วสามไมล์ เกรงว่าจะทำไม่สำเร็จ แต่ดูๆไปแล้วก็ไม่น่าจะไกลกว่ากันเท่าไหร่นัก เราเลยตัดสินใจลงทะเบียนวิ่งครั้งที่สองซึ่งเรียกว่า Half marathon รวมระยะทางทั้งหมด 13.1 ไมล์หรือ 21 กิโลเมตรนั่นเอง



ป้ายชื่อสำหรับติดตอนวิ่ง



การซ้อมวิ่งเริ่มต้นขึ้นก่อนวันวิ่งจริงประมาณสิบสองสัปดาห์ เราซ้อมตามตารางที่นำมาจากเว็บไซต์ แต่ก็ไม่ได้ทำตามอย่างจริงจัง เพราะบางทีก็ขี้เกียจ เอาเป็นว่าอย่างน้อยก็ซ้อมวิ่งอาทิตย์ละสองครั้ง แต่ก็ไม่ได้วิ่งไกลมากมาย ส่วนใหญ่วิ่งและก็ว่ายน้ำควบคู่กันไป แม้ว่าเราจะซ้อมไม่สม่ำเสมอเท่าไหร่ แต่เราก็เห็นพัฒนาการของตัวเองเรื่อยๆ เช่น เราวิ่งได้ไกลขึ้น อึดขึ้น ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ช่วงขาแข็งแรงขึ้น ทานง่าย นอนหลับดี หายใจทั่วท้อง เอาเป็นว่าการออกกำลังกายนี่เป็นยาวิเศษจริงๆ

อาทิตย์สุดท้ายก่อนวันวิ่งมาราธอน เราไปซ้อมวิ่งระยะไกลทั้งหมด 11 ไมล์ แต่พอตอนจบ ไม่รู้ไปทำอีท่าไหน เรากลับเจ็บช่วงขาขวาขึ้นมาเฉยๆ สงสัยว่าจะเป็นเพราะวิ่งเร็วเกินไป และตอนวิ่งลงเนินไม่ชะลอ ปรากฏว่าขาที่เจ็บเป็นอาการเจ็บจาก Iliotibial Band ไม่แน่ใจว่าภาษาไทยเรียกว่าอะไร อาการเจ็บเกิดขึ้นระหว่างต้นขาอ่อนด้านข้างยาวไปถึงหัวเข่า ให้งอหรือเหยียดขาตรงก็ปวดไปหมด ต้องกะเผลกไปหาทีนั่งและให้เพื่อนช่วยนวด นึกในใจว่า "ซวยแล้วตู เจ็บแบบนี้ วันจริงจะวิ่งได้มั้ยเนี้ยะ อีกแค่หนึ่งอาทิตย์เอง ถ้าวิ่งไม่ได้ คงเสียใจเหมือนกัน เพราะอุตส่าห์ซ้อมมาตั้งนาน"

พอกลับมาบ้าน เลยต้องหาข้อมูลผ่านโลกไซเบอร์ว่าจะรักษาขายังไงให้หายทันเวลา สรุปเราก็เพิ่งรู้ว่าอาการแบบนี้เกิดขึ้นได้ตามปกติสำหรับคนที่ออกกำลังกายหักโหมเกินไปในครั้งเดียว เราเลยโล่งอก แต่ถ้าไม่รีบรักษาก็จะเกิดอาการเรื้อรังและจะรักษาหายได้ยากมาก เราเลยไม่ซ้อมวิ่งเลยจนถึงวันวิ่งจริง อาศัยยืดเส้นยืดสาย ไปว่ายน้ำและแช่อ่างน้ำวนที่ยิมแทน จะได้ช่วยเร่งให้ขาหายเจ็บเร็วขึ้น

ในที่สุดวันวิ่งจริงก็มาถึง คืนก่อนหน้านั้นเรานอนไม่ค่อยหลับ เพราะตื่นเต้นและกังวลว่าจะทำไม่ได้ เราไม่แน่ใจว่าขาหายเป็นปกติหรือยัง แต่ช่วงเวลานั้นเป็นไงเป็นกัน ถ้าเจ็บขึ้นมาก็คงต้องหยุด พอไปถึงที่นัดหมาย ก็ยังเป็นเวลาหกโมงครึ่งตอนเช้า คนเริ่มทยอยกันมามากขึ้น เริ่มได้บรรยากาศของความเป็นจริงขึ้นเรื่อยๆ ตื่นเต้นแล้วซิเรา



กับเพื่อนๆบางคนที่ลงวิ่งด้วยกัน ตอนนี้เพิ่งไปถึง





เผอิญว่าดันดื่มน้ำไปเยอะ เลยต้องใช้บริการห้องน้ำสาธารณะ คิวที่รอต่อห้องน้ำก็ยาวเสียเหลือเกิน เวลาเริ่มวิ่งก็ใกล้เข้ามา ห้องน้ำก็ยังไม่ได้เข้า กว่าจะได้เข้าก็ได้ยินเสียงปืนเรื่มวิ่งดังขึ้น โชคยังดีที่พอเสร็จธุระจากห้องน้ำ แถวที่เราจะวิ่งยังไม่ได้ทยอยออกตัว เพราะคนวิ่งเยอะมาก ประมาณสองหมื่นคน เลยทันเวลาไป

ยืนอยู่สักพักกับเพื่อนๆ แถวก็เริ่มขยับ ช่วงนั้นหายใจไม่ค่อยคล่องท้อง ด้วยการที่เราซ้อมมาก่อน บวกกับที่เราเคยเจ็บขา เราเลยเริ่มออกตัววิ่งไปอย่างช้าๆ เทคนิคของการวิ่งมาราธอนก็คือ ต้องออกตัวไปอย่างช้าๆก่อน แล้วค่อยเร่งความเร็วหลังจากวิ่งไปได้สักพัก ไม่อย่างนั้นเรี่ยวแรงที่สะสมมาก็จะหมดลงเสียก่อน เราบอกเทคนิคนี้กับเพื่อน แต่สงสัยคงตื่นเต้นจนลืม วิ่งไปเรื่อยๆ เพื่อนๆก็หายกันไปหมดเลย เพราะบางคนไม่ได้ซ้อมมาเลย วิ่งออกตัวไปอย่างรวดเร็ว ตามนักวิ่งคนอื่นไป จึงหาไปในพริบตา วิ่งไปได้ไม่นาน ขาเริ่มเจ็บขึ้นมา แต่ยังไหว ก็พยายามวิ่งไปตามความเร็วที่เราพอจะทำได้

อากาศวันนั้นร้อนและแดดจัดมาก อุณหภูมิในร่างกายก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โอ้ย ทำไมมันร้อนอย่างนี้ เราเลยต้องถลกเสื้อขึ้น พอเจอจุดให้น้ำ เราก็ใช้น้ำทั้งดื่ม ทั้งเอามาราดตัวเพื่อดับร้อนและวิ่งต่อไป เจ็ดไมล์ผ่านไปก็เริ่มเหนื่อยแล้ว พยายามไม่นับว่าวิ่งไปกี่ไมล์ เพราะไม่อยากรับรู้ พอผ่านสิบไมล์ ขอบอกว่าเหนื่อยมาก ไม่อยากคิดอะไรแล้ว เริ่มเบลอ เหนื่อยสุดๆ แต่ก็ไม่อยากหยุด เพราะถ้าหยุดเดิน แล้วกลับมาวิ่งต่อ ก็จะยิ่งเหนื่อยขึ้นไปอีก คิดในใจว่าถ้าเป็นการวิ่งครั้งที่แล้ว สิบไมล์ก็จบเรียบร้อย ได้เหรียญ มีอาหารให้ทาน แต่นี่ยังอีกตั้งสามไมล์ ทำไมไกลอย่างนี้ ท้องก็เริ่มร้อง ก็ทานแค่กล้วยมาหนึ่งใบเอง แรงเริ่มหมด ใจไปถึงเส้นชัยแล้ว แต่ขาไม่ยอมไปตามใจ พอเหลืออีกไมล์สุดท้าย ก็มีกองเชียร์เยอะขึ้นเรื่อยๆ พร้อมตะโกนให้กำลังใจ เล่นดนตรี ร้องเพลงกัน

มีเรื่องขำๆว่าตอนกองเชียร์ตะโกนบอกว่าเหลืออีกแค่หนึ่งไมล์ พวกเธอต้องทำได้ พวกเธอดูดีเหลือเกิน ต่างๆนานา มีป้านักวิ่งคนหนึ่งตะโกนกลับไปว่า ดูดีตรงไหน เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ลองมาวิ่งบ้างไหม เรานี่ ขำไปเลย สงสัยป้าคนนั้นคงเหนื่อยมากๆ เลยอารมณ์ขึ้น ตอนนั้นไม่สนอะไรแล้ว วิ่งหน้าตั้งมองหาแต่เส้นชัย มองเท่าไหร่ทำไมไม่เห็นสักทีน้า นึกในใจอีกว่า ตัวเองมาทำอะไรอยู่นี่ ถ้าจะตาย อย่าเพิ่งตายตอนนี้นะ ขอตายตอนถึงเส้นชัย แบบว่าเป็นนางเอกก็ต้องตายตอนจบอะไรทำนองนั้น

หนึ่งไมล์ตอนนั้นช่างไกลแสนไกล โค้งแล้วโค้งอีก สุดท้ายก็มองเห็นจนได้ ทำให้มีกำลังใจขึ้นมาอีกหน่อย เลยก้าวได้ยาวขึ้น และแล้วขาก็กระโดดก้าวข้ามเส้นชัย พร้อมกับท่ายกมือ และรอยยิ้มอย่างสวยงามที่เตรียมพร้อมไว้ให้กล้องถ่ายอย่างเต็มที่ เหนื่อยแทบตายแค่ไหน พอเห็นกล้องก็ต้องยิ้มไว้ก่อน แบบว่าสู้ตายค่ะ





ไชโย....วิ่งเสร็จแล้ว ขอโชว์เหรียญหน่อย




พอเข้าเส้นชัยปุ๊บ มีคนรอแจกของทานเล่นอยู่ เราคว้ากล้วยและน้ำเลย และทานอย่างหิวโซ หายเหนื่อยขึ้นมาทันที เราเริ่มทยอยตุนของแจกเผื่อตัวเองและเพื่อนๆ หลังจากนั้นก็ไปรับกระเป๋าคืนและเดินมองหาเพื่อนๆ ไม่รู้ว่าเป็นยังไงกันบ้าง พอเริ่มเจอแต่ละคน เราก็เริ่มถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก รอกันไปรอกันมาจนครบทุกคน ก็นั่งเล่นคุยกันสักพัก และก็แยกย้ายกันกลับไป




กับเพื่อนๆนานาชาติ



รวมพลทั้งหมดหลังจากวิ่งกันเสร็จ กลุ่มใหญ่เหมือนกันนะเนี้ยะ



ส่วนเราก็ไปหาอาหารกลางวันทานต่อที่ไชน่าทาวน์กับเพื่อนบางคน แต่ละคนขาเริ่มเดี้ยงกันแล้ว ทานกันอย่างเอร็ดอร่อยและก็ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป โชคดีที่เราไม่ต้องไปทำงานต่อ พอกลับมาบ้านเลยได้พักผ่อนเต็มที่ และได้เช็คเวลาวิ่งของเรา ก็ถือว่าใช้ได้ที่เดียว เราใช้เวลาวิ่งไปทั้งหมด 2 ชั่วโมง 19 นาที นี่คือผลดีจากการซ้อม:)



หิว...หิว...หิว



การวิ่งมาราธอนครั้งนี้ โดยรวมก็สนุกเหมือนเคย ได้บรรยากาศและประสบการณ์ดีๆ แม้ว่าตอนวิ่งอาจจะเหนื่อยจนแทบท้อ แต่เราไม่ยอมแพ้ใจตัวเอง เราเลยทำได้ เหรียญ รอยยิ้ม ความสนุกและความภาคภูมิใจคือรางวัลแห่งความสำเร็จครั้งนี้



เหรียญแห่งความกล้าหาญ









Create Date : 15 กันยายน 2552
Last Update : 16 กันยายน 2552 13:25:00 น. 5 comments
Counter : 740 Pageviews.

 
ว้าว.... ไผ่เก่งจัง วิ่งได้ยังไงตั้งเป็น 10 ไมล์
ถ้าเป็นลูกไก่ เราวิ่งร้องไห้กลับบ้านแล้ว


โดย: lovelylk วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:13:29:45 น.  

 
เก่งจังเลยจ๊ะน้องไผ่
เป้นนักวิ่งอย่างนี้สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์น่ะค่ะ


โดย: somphoenix วันที่: 19 กันยายน 2552 เวลา:1:59:38 น.  

 
สุดยอดจริงๆครับ ผมอยากวิ่งฮาล์ฟบ้างจังได้แต่วิ่งมินิ อย่างเดียว เก่งจริงๆครับ


โดย: ยุทธ IP: 61.176.62.128 วันที่: 20 กันยายน 2552 เวลา:9:44:02 น.  

 
ยินดีด้วยนะไผ่ เป็นเราคงทำไม่ได้หรอก พยายามออกกำลังกายอยู่เหมือนกัน


โดย: แป๋ว IP: 68.148.111.11 วันที่: 25 กันยายน 2552 เวลา:22:58:48 น.  

 
อยากลองวิ่งมาราธอนอีกบ้าง เคยวิ่งเมื่อตอนอยู่ม. ต้น หอบแฮก ๆ ได้ลำดับที่ไม่เกินยี่สิบจากนักเรียนที่วิ่งด้วยกันประมาณหลายร้อยอยู่ (ขอแอบโม้ความหลัง) เพราะพวกเก่ง ๆ ดันออกผิดเส้นทาง ฮ่า ฮ่า จะลองดูปีหน้าที่ซิดนีย์นี่แหละ ฮึดสู้ แต่ก่อนอีกต้องวิ่งแก้บนรอบองค์พระปฐมเจดีย์อีกห้าสิบรอบ...คิดถึงไผ่นะ มาเที่ยวหาเราได้แล้ว :-)


โดย: Pook IP: 124.170.178.99 วันที่: 2 ตุลาคม 2552 เวลา:15:55:03 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Coucou Bamboo
Location :
Chicago United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




Welcome to my blog

พอดีได้มีโอกาสเข้ามาดู Bloggang ของคนหลายๆคน ก็เริ่มมีความรู้สึกว่าน่าสนใจ เลยสมัครเป็นสมาชิกของที่นี่อีกหนึ่งคน แม้ว่าจะเป็นคนเขียนไม่เก่ง ใช้ภาษาไม่ค่อยถูกต้อง แต่สิ่งที่ตั้งใจจะทำก็คืออยากจะเก็บข้อมูลส่วนตัวและเรื่องราวที่ได้พบเห็นมาเอาไว้ นอกจากนั้นบางอารมณ์ก็อยากเขียนความรู้สึกนึกคิดไว้เป็นบันทึกของตัวเองที่นี่ด้วย เพื่อจะได้เก็บไว้เป็นความทรงจำตลอดไป สำหรับใครก็ตามที่หลงเข้ามาในบล็อกนี้ ก็ขอกล่าวคำสวัสดี และขอให้ทุกท่านมีความสุข มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ และขอให้โชคดีนะค่ะ

BON COURAGE!.
New Comments
Friends' blogs
[Add Coucou Bamboo's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.