สิงหาคม 2558

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
6
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
25
26
27
29
30
31
 
 
ส่งท้ายปีเก่า เข้าปีใหม่ใน...........Agra-11

วันที่ 1/1/2013 วันที่สิบเจ็ดของการเดินทาง

วันนี้พวกเราจะไป ฟาเตปูร์สิกรีกัน [FatehpurSikri] โดยนั่งรถบัสไปกันแบบประหยัดๆ จะต้องไปขึ้นรถที่ท่ารถซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ Hotel Sakura ขาออกจากย่าน Taj Ganj พวกเราให้ตุ๊กๆไปส่งที่โฮเทลซากุระใช้เวลาเดินทางประมาณ 15-20นาที เสียค่าตุ๊กๆ 80รูปีลงตรงหน้าโฮเทลซากุระ เพราะเราไม่ได้บอกคนขับตรงๆว่าจะมาท่ารถบัส ที่จะไปฟาเตปูร์สิกรี เพราะรำคาญที่จะต้องคอยปฎิเสธข้อเสนอที่จะให้เหมารถไป ไม่อยากอารมณ์เสียแต่เช้า มันก็เลยทำให้เราต้องเดินต่อไปเองจนถึงท่ารถซึ่งก็ห่างจากโฮเทลซากุระพอสมควร อาศัยถามทางชาวบ้านไปเรื่อย แต่หาไม่ยากเพราะเป็นแค่ทางเดินตรงๆไปเท่านั้น ใช้เวลาเดินหาประมาณ 10นาทีจุดสังเกตุคือจะเจอปั๊มน้ำมันก่อน แล้วถัดมาจะเป็นท่ารถ  พวกเรามัวแต่เข้าห้องน้ำก็เลยขึ้นรถช้า พอขึ้นไปปรากฎว่ารถเต็ม คนที่ไม่ได้นั่งก็ต้องโหนรถเมลล์กันไป แต่เป็นโชคดีของเรา ที่มีกลุ่มหนุ่มอินเดียใจดีสละที่นั่งให้ เลยไม่ต้องโหนรถเมลล์ ระยะทางไกลพอสมควรใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งในการเดินทาง ค่ารถจะมีกระเป๋ามาเดินเก็บแล้วฉีกตั๋วให้เหมือนรถเมลล์เมืองไทย เสียแค่คนละ24รูปี รถมาส่งเราที่ท่ารถแถวๆตลาด ซึ่งต้องหาทางเดินขึ้นไปฟาเตปูร์สิกรีเอง ก็อาศัยดูนักท่องเที่ยวที่ขึ้นรถมาพร้อมกับเรา และก็ถามทางชาวบ้านเอา เดินสักพักก็มีเด็กหนุ่มอ้างตัวว่าเป็นนักศึกษา จะพาชมฟาเตปูร์สิกรีเองฟรีไม่เสียตังค์ แน่นอนว่าพวกเราก็ปฎิเสธเค้าไป เพราะอยากเดินเที่ยวกันเองสบายๆ แต่เค้าไม่ละความพยายาม เค้าคอยเดินตาม บอกทาง (ที่บอกว่าเป็นทางลัด) และเดินชวนคุยมาตลอดทางซึ่งพวกเราก็แกล้งทำเป็นรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง หวังจะให้เค้าไปซะทีจนกระทั่งเดินมาถึงด้านบน เค้าก็ถามอีกทีว่าจะไม่ให้เค้าพาเที่ยวจริงๆเหรอเราก็บอกว่าไม่ เค้าเลยถามว่าไม่คิดจะให้ตังค์เค้าบ้างเลยเหรอ พวกเราตอบอย่างเย็นชาหน้าตานิ่งเฉยว่าไม่ แล้วก็เดินออกมาโดยไม่สนใจเค้าอีกเลย พวกเราไม่ชอบคนขี้โกหก จริงๆเรื่องนี้ก็รู้แต่แรกแล้วว่าต้องเป็นอย่างนี้ ที่จะจบลงด้วยการขอตังค์นั่นเอง

พอพวกเราหนีจากเค้าได้ ก็เดินมาหาที่ซื้อตั๋วเข้าชม ค่าเข้าที่นี่ถ้าโชว์พาสปอร์ตไทยเสียแค่ 10รูปีเท่านั้น ส่วนแรกที่จะเข้าชมคือส่วนของมัสยิดต้องถอดรองเท้าก่อนเข้า และวางไว้ด้านหน้าประตูมัสยิด มีรองเท้าวางเกะกะเต็มพื้นที่ แต่พอพิจารณาแล้วว่ารองเท้าอาจหายได้ ก็เลยขอซื้อถุงพลาสติกจากคนที่มาขายของแบกะดินแถวนั้น เพื่อเอามาใส่รองเท้าแล้วเก็บไว้ในเป้สะพายหลังอีกที












พวกเราเข้าไปเดินเล่นถ่ายรูปได้สักพัก รู้สึกว่าพื้นมันสกปรกพอสมควร เต็มไปทั้งขี้นกพิราบและคราบน้ำลายที่ถูกบ้วนไว้บนพื้น เลยชวนกันออกมาเดินดูในส่วนที่ใส่รองเท้าได้



























เดินดูกันจนประมาณบ่าย 3โมงกว่าๆก็ชวนกันกลับ ตอนขาขึ้นที่มาถึงด้านบนแล้วถึงค่อยเห็นว่ามีรถรับส่งฟรี แต่ต้องขึ้นคนละทางกับที่เราเดินขึ้น เลยนั่งรถฟรีลงไปเพราะคิดว่าน่าจะไปส่งแถวท่ารถ แต่ก็ผิดคาดรถไปส่งเราอีกฝั่ง เลยต้องหาทางเดินกลับไปที่ตลาดที่เราลงรถเมื่อเช้า เพื่อขึ้นรถกลับกันเองอาศัยถามทางยาม ซึ่งเค้าบอกว่าไม่ไกลกันมากแต่ว่าให้นั่งรถม้าดีกว่า เหมาประมาณ 30รูปีเอง ก็เลยขึ้นรถม้ากันนั่งได้สัก5นาทีก็ถึง


พอลงจากรถม้าคนบังคับรถม้าก็บอกให้เดินเข้าไปเองอีกนิดหน่อยก็ถึงท่ารถแล้ว ขากลับได้รถคันเล็กกว่าขามา รถขาเข้าเมืองรถติดกว่าขามาตอนเช้าเลยใช้เวลาไปประมาณ 2ชั่วโมง

เรากลับมากินอาหารเย็นร้านเดิมเพราะติดใจในรสชาติ




หน้าร้านอาหาร ร้านนี้แหละ



หลังจากกินกันอิ่มแล้วก็เดินเล่นในตลาดเจอคิทแคทอินเดียเลยซื้อมาชิม รสชาติดีและราคาถูกกว่าที่ไทยเกือบครึ่งก่อน กลับโรงแรมก็แวะหาซื้อแมกเนตทัชมาฮาลเป็นของฝาก แต่เพราะราคาที่แพงเอาการ จึงต่อรองอยู่หลายร้านกว่าจะได้ราคาที่พอรับได้ ซื้อเสร็จก็กลับห้องนอน เพราะพรุ่งนี้ต้องเดินทางไปเดลลีแต่เช้า โดยพวกเราตกลงใช้ตั๋วรถไฟที่จองล่วงหน้าจาก Clear trip เหมือนเดิม


วันที่ 2/1/2013 วันที่สิบแปดของการเดินทาง

วันนี้พวกเราจะไปเดลลีโดยรถไฟ ก็ออกจากโรงแรมกันแต่เช้า เพราะกำหนดการของรถไฟจะมาถึงสถานีตอน 10โมงเราออกมาจากย่านทัชกานจ์ด้วยรถตุ๊กๆ มาถึงก็ 9โมงกว่าๆไปเดินดูรอบๆ รถไฟยังมาไม่ถึง ที่นี่มีพวกคนที่ทำมาหากินกับนักท่องเที่ยวเยอะมาก คอยหลอกว่ารถไฟยกเลิกบ้าง รถจะมาเลทหลายๆชั่วโมงบ้าง ให้ไปกับเค้าโดยเช่าเหมารถไป แน่นอนพวกนั้นเข้ามาถามพวกเราด้วย แต่เราก็ไม่ใส่ใจ เดินตรงไปผ่านเข้าช่องเอ๊กซ์เรย์สัมภาระ แล้วเดินต่อเข้าไปด้านในตัวสถานีเลย ดูตามป้ายแจ้งเวลาเดินรถ แล้วก็ไปถามเจ้าหน้าที่ก็บอกว่าขบวนที่เรารอจะมาเลท ให้รอไปก่อน รอไปรอมาจนหมดจัยไปสองแก้ว 

เที่ยงกว่ารถไฟจึงจะมาถึง แล้วยังทำให้เสียวด้วยการเปลี่ยนชานชาลากระทันทัน ทำให้พวกเราต้องวิ่งกันตาตั้ง พวกนักท่องเที่ยวเอเชียที่ไปขบวนเดียวกันกับพวกเรา ก็ถามพวกเราว่ามีไร พอเราบอกรถไฟเปลี่ยนชานชาลา เท่านั้นแหละพากันวิ่งตามทุลักทุเลกันสุดชีวิต เพื่อไปรอขึ้นรถไฟที่กำลังจะเทียบชานชาลา เพราะรถไฟจะจอดรับแค่ไม่กี่นาที ตอนที่รถไฟกำลังจะเทียบชานชาลา นักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนสองคนก็มาชวนเราคุย พอพี่ต่อตอบกลับเป็นภาษาจีนเท่านั้นแหละ เค้าดีใจกันใหญ่ เพราะภาษาอังกฤษเค้าก็ไม่ค่อยได้เท่าไร่ เลยตกลงกันว่าถ้าถึงสถานีรถไฟที่เดลลีสถานี N.Nizamuddin แล้ว พวกเราจะไปหาที่พักด้วยกัน พอขึ้นรถได้ก็ไปหาที่นั่งที่จองไว้ ของเราเป็นแบบแพงหน่อย ที่นั่งหันหน้าเข้าหากัน นั่งข้างละสามคนห้องปรับอากาศก็จะไม่วุ่นวายมาก พวกเราโชคดีอีกแล้ว ที่ได้ที่นั่งคอกเดียวกับนักศึกษาหญิงที่กำลังจะกลับไปเรียนในเดลลี เพราะใกล้เปิดเทอมแล้ว คุยกันถูกคอเค้าเลยอาสาจะพาไปส่งที่ Prepaid Taxi ตัวจริงเอง กว่าจะถึงสถานี N.Nizamuddin ก็เกือบๆห้าโมงเย็นแล้ว นักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนสองคนเดินมาหาพวกเรา แล้วเราก็ได้สาวอินเดียใจดีคนนั้นเป็นคนพาไปที่ Prepaid Taxiของจริง ซึ่งถ้าเราหาเองน่าจะเจอยากแน่ๆ พวกเราแยกนั่งตุ๊กๆคันละ 2คน เสียคันละ 100รูปี รถในเมืองค่อนข้างติดมากๆๆๆๆ เราใช้เวลาเดินทางจากสถานีรถไฟ N.Nizamuddin ไปย่านPaharganj ประมาณ 1ชั่วโมง พอลงจากรถตุ๊กๆ เลยทิปเพิ่มไป 20รูปี แต่คนขับดันไม่พอใจหาว่าให้น้อยไป เอ๊ะ!!ได้ข่าวว่าชั้นนั่ง Prepaid Taxi ไม่ใช่เหรอ ราคาก็เขียนไว้ชัดเจน อุตสาห์อยากให้เพิ่ม เลยถามว่าจะเอาไม่เอา ถ้าไม่เอาก็จะเก็บคืนแล้วไม่เพิ่มให้เลยสักรูปีเดียว คนขับเลยต้องรีบรับแล้วจากไปอย่างหัวเสีย แต่เราโมโหกว่า เพราะถ้าเราอยากจ่ายแพงจะมาขึ้น Prepaid Taxi หาพระแสงอะไรมิทราบ ที่เพิ่มให้ก็เป็นน้ำใจไม่ใช่เหรอ งงกับคนพวกนี้จริงๆเลย โรงแรมที่สองสาวจีนหามาคือ Namaste Hotel ห้องละ 500รูปี สภาพห้องพอดูได้แต่ห้องพักเต็ม เลยได้โรงแรมเปิดใหม่ใกล้ๆกัน ชื่อว่า S.B. Inn สภาพห้องโอเคมากๆสวยและใหม่ แต่มีห้องเหลือแค่ที่ชั้น2 หนึ่งห้อง และชั้น4 อีกหนึ่งห้อง สองสาวขอห้องชั้นสองให้เหตุผลว่าพวกเธออยู่แค่คืนเดียว คืนต่อไปให้พวกเราย้ายลงมาอยู่แทนแล้วที่สำคัญเจ๊แกบอกว่า เจ๊แก่แล้วแบกของขึ้นที่สูงไม่ไหว5555+++

พอเก็บของกันเสร็จสองสาวก็ขึ้นมาชวนพวกเราไปหาข้าวกินกันเลยเลือกร้านใกล้ๆที่พักและร้านนี้ก็กลายเป็นร้านประจำของพวกเราที่ต้องมากินกันตอนเช้าก่อนออกไปเที่ยว

พวกเราสั่งตุ๊กป้าและสเต็กเนื้ออะไรก็ไม่รู้55++ อาหารรสชาติอร่อยดีแต่เดาไม่ถูกว่าใช้เนื้อสัตว์อะไร เพราะเด็กเสริท์ฟทักษะทางด้านภาษาและการสื่อสารอ่อนแอมาก ถึงมากที่สุด พูดอังกฤษไม่ได้ แต่ก็ไม่เป็นไร พวกเราไม่ละความพยายามพอเราถามว่าเนื้ออะไร เราก็ทำท่าประกอบพร้อมเสียงร้องด้วย เค้าก็ยังไม่เข้าใจ แต่สองสาวจีนนั่งหัวเราะร่วนชอบใจวิธีการใบ้คำของเรากันใหญ่555555+++++++



สองสาวบอกว่าโชคดีที่มาเจอพวกเราก่อน เพราะทำให้ได้ข้อมูลเพิ่มพอสมควรทั้งเรื่องอากาศ และวิธีการเดินทางไปที่ต่างๆ แล้วเราก็แนะนำที่พักที่จอร์ดปูร์ของพวกเราให้พวกเธอด้วย กินเสร็จก็แลกนามบัตรล่ำลากัน แล้วก็แยกย้ายกันไปเราไปเดินเล่น ส่วนพวกเธอเลือกไปเข้านอนเดิน เล่นสักพักเลยก็กลับโรงแรมเพื่อไปพักผ่อน ที่นี่ตอนค่ำมีช่วงไฟดับด้วยดับทุกคืน ในเวลาประมาณ 3ทุ่ม ดับนานประมาณ 30นาที-1ชั่วโมง



Create Date : 28 สิงหาคม 2558
Last Update : 28 สิงหาคม 2558 14:36:51 น.
Counter : 458 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

gohachimitsu
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



New Comments