กรกฏาคม 2558

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
25
28
29
30
31
 
 
Udaipur............ดูพระอาทิตย์ตกน้ำที่ทะเลสาบปิโชล่า-07

วันที่ 25/12/2012 วันที่สิบของการเดินทาง

วันนี้เราตื่นเช้ากันมากๆเพราะต้องไปให้ทันรถรอบ 7โมงเช้า ตื่นตั้งแต่ตีห้าเก็บของเสร็จ 6โมงเช้าแล้วรถตุ๊กๆ ของโรงแรมก็ไปส่งพวกเราที่จุดขึ้นรถ นั่งรอกันอีกประมาณครึ่งชั่วโมง ถึงจะได้ขึ้นรถ แต่โชคร้ายที่ได้ที่นั่งไม่ดี เพราะน่าจะเกิดจากการจองที่กระชั้นชิดเกินไป ก็เลยได้ที่นั่งแถวหลังซึ่งแคบพอสมควร ทำให้นั่งไม่ค่อยสบายเท่าไรระ และหว่างทางก็เป็นทางขึ้นเขา ซึ่งทางไม่ดีอย่างทั้งแรงขรุขระและฝุ่นก็เยอะมากๆ(ตอนไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ใต้ท้องรถออกมา สภาพอย่างกะเพิ่งไปผ่านสงครามมาหมาดๆฝุ่นจับหนาเป็นนิ้วเลย55) ระหว่างทางมีแวะพักรถให้ 1รอบ กว่าจะถึงเมือง Udaipurก็ประมาณบ่ายสี่โมง พอพวกเราลงจากรถ ก็โบกตุ๊กๆเข้าเมือง เสียไป80รูปีเราให้ตุ๊กๆลองตรงไปส่งที่โรงแรม Jaiwana Haveli แต่ก็ทำใจมาแล้วว่าน่าจะเต็มพราะโรงแรมนี้บรรยากาศดีมากตกแต่งสวยงาม ทำให้เป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่แพลนมาเที่ยวเมืองโรแมนติคแห่งนี้ และเนื่องจากวันนี้เป็นวันคริสต์มาสด้วย มันก็เต็มตามที่เราคาดการณ์ แต่เจ้าของโรงแรมที่นี่ใจดีมากอนุญาติให้เรานั่งรอพร้อมกับสัมภาระใบใหญ่2ใบเพื่อให้พี่ต่อไปหาที่พักให้ได้ก่อน แล้วจึงค่อยกลับมารับเราที่รออยู่ถ้าสนใจที่นี่ควรจองมาก่อนเพราะเต็มตลอด จองได้ที่เวปเลย //jaiwanahaveli.com

และแล้วพี่ต่อกลับมาพร้อมกับเปิดภาพวีดีโอHotel Lake Ghat Palace ที่ถ่ายไว้ให้เราดู สภาพก็โอเคใช้ได้ คืนละ900รูปี มีเหลือแค่ห้องเดียว ส่วนที่อื่นๆที่พี่ต่อไปถามมาในละแวกใกล้ๆนี้ก็เต็มหมดเหตุผลเดี่ยวกัน เพราะวันนี้เป็นวันคริสต์มาสนั่นเอง 55+++เกือบไม่มีที่พักแล้วมั๊ยเนี่ย



หลังจากเก็บของและอาบน้ำแต่งตัวกันเสร็จ พวกเราก็เลยชวนกันไปกินอาหารเย็นเพื่อชมวิวบนดาดฟ้าของโรงแรมJaiwana Haveli เพราะได้ยินมาว่าสวยมากและเป็นการตอบแทนน้ำใจโรงแรมเค้า ที่อุสาห์ให้เรารบกวนใช้พื้นที่นั่งรอระหว่างพี่ต่อไปหาที่พักที่อื่นด้วย

บรรยากาศด้านบนสุดยอดมาก แต่กล้องเราก็ห่วยมากเช่นกัน55ถ่ายแล้วภาพเบลอไปหมด ก็เลยตัดสินใจเลิกถ่ายแล้วตั้งหน้าตั้งตากินพร้อมกับซึมซับบรรยากาศรอบๆแทนวิวบนนี้มองเห็น City Palace ที่อยู่ด้านซ้ายมือโรงแรมกลางน้ำ Lake Palace Hotel กับเกาะ Jag Mandir ที่ประดับประดาไฟยามค่ำคืนอย่างสวยงาม ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางทะเลสาบ Pichola เป็นการเลี้ยงฉลองวันคริสต์มาสที่สวยงามน่าจดจำจริงๆ หลังมื้ออาหารก็ไปเดินหาซื้อปลั๊กสามตาเพราะที่พักเรามีที่เสียบไฟให้น้อยมาก ซื้อเสร็จแล้วก็กลับไปพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวเที่ยวต่อในวันพรุ่งนี้



วันที่ 26/12/2012 วันที่สิบเอ็ดของการเดินทาง

วันนี้เราเลือกทานอาหารเช้าง่ายๆบนดาดฟ้าโรงแรมของเราเอง วิวด้านบนสวยมากๆๆๆๆ ถ่ายรูปกันสนุกเลย








แต่อาหารของที่นี้ค่อนข้างแพงแล้วที่สำคัญไม่อร่อยอย่างแรง โดยเฉพาะผัดหมี่นี่ทั้งเละทั้งแฉะและอืด รสชาติก็ไม่ได้เรื่อง


หลังจากจบมื้ออาหารเช้า เราก็ไปลุยกันต่อที่พระราชวังCity Palace จากที่พักของพวกเราสามารถเดินไปได้ไม่ไกลเลย


ค่าตั๋วเข้าชมคนละ 50รูปี ค่ากล้อง 200รูปีพวกเราถามถึงเรื่องตั๋วเรือล่องทะเลสาบรอบสุดท้ายเจ้าหน้าที่บอกว่าไม่จำเป็นต้องซื้อไว้ก่อน และยังไงต้องไปติดต่อซื้อที่ด้านใน สามารถซื้อได้ก่อนเรือออก30นาทีเพราะมีเรือตลอดเวลา


ที่นี่พวกเราได้พบคุณลุงชาวอเมริกา ที่ถ่ายรูปให้พวกเราที่ JaswanThada เมือง Johdpur ด้วย แต่พวกเราไม่เห็นคุณป้า คุณลุงแกบอกว่าป้าเค้าไม่อยากเข้าชมวังนี้ เพราะคิดว่าวังนี้ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไร่ คุณลุงเลยเข้ามาดูคนเดียว

วังนี้เป็นวังที่เล็กที่สุดในทริปที่เราได้เข้าชม เป็นวังที่ไม่ใหญ่มากของก็ไม่ค่อยเยอะ และความยิ่งใหญ่ตระการตาอาจจะสู้วังอื่นๆที่ได้ชมมาแล้วไม่ได้แต่เราคิดว่าว่ามันก็มีเสน่ห์ในแบบฉบับของมันเอง ซึ่งแต่ละวังที่เราไปเยี่ยมชม ก็มีความงามและเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกัน ส่วนตัวยังไงก็ยังคิดว่าคุ้มค่าแก่การเข้าชม

























วันนี้เค้ามีจัดงานแต่งกันในวังด้วย ราคาแพ็กเกจจัดงานแต่งที่นี่ไม่ได้แพงมากอย่างที่คิด คำนวนเป็นเงินบาทในตอนนั้น ราคาอยู่ที่แสนกว่าๆเองได้จัดหรูอยู่ในวังเลย^^



 ฝีมือร้อยดอกไม้ของช่างผู้ชายทั้งนั้นเลย













หลังจากชมวังเสร็จเราก็ไปติดต่อเรื่องตั๋วเรือเพื่อล่องเรือชมทะเลสาบปิโชล่าและแวะที่เกาะจักมันเดีนร์ด้วย สถานที่ซื้อตั๋วก็อยู่ในเขตวังนั่นแหละแต่อยู่ด้านหลัง ค่าล่องเรือคนละ500 รูปี แล้วก็มีค่าผ่านส่วนพระราชวังด้านในเป็นส่วนที่เราต้องเดินผ่านเพื่อไปขึ้นเรือ อีกคนละ 25รูปี รวมคนละ 525รูปี




เนื่องจากตั๋วเรือไม่ได้ระบุเวลาออกเราดูเวลาเพิ่งแค่บ่ายสาม ก็เลยตกลงกันเดินไปแวะชมพิพิธภัณฑ์ BagoreKi Haveli เพื่อรอเวลาขึ้นเรือ ค่าเข้าจำไม่ได้ว่าคนละ10หรือ30รูปี




เป็นห้องจัดแสดงตุ๊กตาแบบต่างๆ สีสันสวยงาม ชวนถ่ายรูปสุดๆ









ห้องนี้แอบน่ากลัวหน่อยเป็นห้องแสดงวิธีการโพกผ้าแบบต่างๆแต่ดูเหมือนตัดหัวคนมาตั้งไว้เลยอะ

ห้องแสดงอื่นๆ เป็นตุ๊กตาจำลอง งานพิธีต่างๆ


ดูหุ่นกันเสร็จ ยังพอมีเวลาเหลือ เลยชวนกันไปดูแถวๆท่าน้ำหน่อย




พอได้เวลา เกือบห้าโมงเราก็เลยชวนกับกลับไปที่City Palace เพื่อไปล่องเรือชมทะเลสาบกัน





ต้องเดินผ่านด้านหลังจะมีป้ายบอกเป็นระยะๅ ก็เดินเลาะตามป้ายไปเรื่อยๆ


วิวตอนเดินออกมาเห็นทะเลสาบของจริงสวยโรแมนติกกว่านี้มากๆแถมตรงนี้มีร้านอาหารตั้งอยู่ริมทะเลสาบด้วยน่าจะแพงเอาการอยู่เหมือนกัน


ได้ล่องเรือแล้ว^^







วิวช่วงห้าโมงเย็น พระอาทิตย์ยังไม่ตกดินแต่จะตกในอีกไม่ช้า555+++



เตรียมตัวขึ้นฝั่งที่จักมันเดียร์ได้แล้ว


บนจักมันเดียร์ก็เป็นโรงแรมเหมือนกันท่าทางน่าจะแพงมาก ตกแต่งได้อย่างสวยงามลงตัวเหมาะกับวิวสวยๆ ริมทะเลสาบปิโชล่ามาก










หลังจากข้ามกับมายังซิตี้พาเลสก็เป็นช่วงพระอาทิตย์ตกของจริง แต่แบตกล้องดันหมดพยายามกู้ชีพตั้งหลายครั้งแต่ได้ภาพช่วงพระอาทิตย์ตกมาแค่ภาพเดียว

ตอนออกมาระหว่างทางเดินกลับ ก็ได้ภาพพระราชวังตอนกลางคืนเพิ่มอีกนิดหน่อยจากการพยายามกู้ชีพแบต555+++




กลับมาห้องเพื่อชาร์ตแบตกล้อง พอชาร์ตเสร็จก็ไปหาของกินกันอาหารเย็นวันนี้เลือกที่ร้าน Masala ร้านตั้งอยู่บนร้านหนังสือLandmark แถวๆที่พัก กินเสร็จก็กลับมาแถวที่พักเดินหาซื้อตั๋วรถบัสที่จะไปเมืองJaipur ในวันพรุ่งนี้เดินเทียบราคาอยู่สามร้านจึงได้ร้านที่ราคาดีที่สุดซื้อเสร็จแล้วก็กลับไปนอน





วันที่ 27/12/2012 วันที่สิบสองของการเดินทาง

เช้าวันนี้เราไม่รีบเพราะไม่มีโปรแกรมไปไหนก็เลยคิดกันว่าหาอะไรง่ายๆแบบชาวบ้านธรรมดาเค้ากินกันมั่งดีกว่า พี่ต่อเลยต้องเป็นคนไปซื้ออาหารเช้ามาให้ระหว่างเราอยู่ห้องก็เลยทำตำแตงน้ำพริกปลาร้าเอาใจพี่ต่อหน่อยเห็นบ่นว่าเบื่ออาหารอินเดียมากๆแล้ว ส่วนพวกผักก็ซื้อมาตั้งแต่เมื่อคืนเลยลงมือทำได้เต็มที่ พี่ต่อกลับมาพร้อมกับบ่นให้ฟังว่าร้านยังไม่ค่อยเปิดเลยนี่ขนาดเก้าโมงเช้าแล้วนะเนี่ย อาหารที่พี่ต่อซื้อมามีลักษณะเป็นแป้งทอดกรอบ ข้างในตรงกลางมีไส้ห่อด้วยใบไม้ซื้อมา 2ห่อ เอามากินกับตำแตงน้ำพริกปลาร้า อร่อยแบบแปลกๆดีโปรแกรมวันนี้หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้ว ก็ตกลงกันว่า จะไปเดินเล่นในเมืองชมวิถีชีวิตผู้คนนี่หล่ะ ก่อนออกไปก็ให้พี่ต่อไปเจรจากับเจ้าของที่พักขอราคาเดย์เรทแต่ที่นี่เค้าไม่ให้อะ เลยจำยอมเสียค่าที่พักอีก 1คืนเพราะจะได้มีที่ไว้อาบน้ำแต่งตัวก่อนขึ้นรถในคืนนี้



อันที่เป็นพุ่มนี่น่าจะเป็นถั่วชิคพี [Chickpeas]

ขนมกุหลาบจามุน


ตัวขนมเหมือนเนื้อโดนัทที่ชุ่มไปด้วยน้ำเชื่อมรสนมข้นหวานรสชาติดีทีเดียว

เดินเจอร้านถั่วทอดก็ขออุดหนุนนิดหน่อย




จากนั้นก็เดินเล่นย้อนกลับเข้ามาในเมืองทางเดิม แล้วพี่ต่อก็แวะซื้อสมุดทำมือปกหนัง ที่มีขายอยู่เยอะมากในเมืองนี้มีหลายร้าน ซึ่งเค้าออกแบบกันและเองทำกันเอง เราแวะซื้อกันในร้านที่เล็งไว้ตอนเดินออกมาเพื่อเป็นของฝากให้คนอื่น

ส่วนอาหารเย็นวันนี้อร่อยดีแต่จำชื่อร้านไม่ได้ เพราะเดินหากันมั่วๆ เพราะต้องทำเวลาเพื่อไปขึ้นรถที่ท่ารถ เราจะไป Jaipur กันคืนนี้





หลังจากกินอิ่มก็รีบกลับที่พักเก็บของอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อจะเดินทางไป Jaipur กันในคืนนี้รถตุ๊กที่พี่ต่อนัดไว้ตอนเย็น มารับเราตอนสามทุ่มกว่าๆ เพื่อไปส่งพวกเราที่ท่ารถ แล้วพวกเราก็เอาตั๋วที่ซื้อจากเอเจนซี่แถวๆที่พัก ไปเปลี่ยนเป็นตั๋วจริงที่นี่ระหว่างนั้นก็นั่งรอขึ้นรถอยู่เกือบๆชั่วโมงโดยพนักงานในร้านฝากฝังพวกเรากับหนุ่มอินเดียที่จะเดินทางไปไจปูร์เหมือนกันให้เค้าช่วยดูแลพวกเราด้วย เนื่องจากที่ขึ้นรถจริงๆ ต้องเดินไปขึ้นอีกที่ซึ่งอยู่ด้านหลังซึ่งต้องเดินไปอีกนิดพอขึ้นรถได้เท่านั้นแหละเด็กรถก็พยายามจะให้เราเปลี่ยนจากที่นั่งเป็นที่นอนให้ได้ตัวเด็กรถเองพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ใช้ท่าทางพยายามสื่อสารและเซ้าซี้พวกเราอยู่นานสองสามรอบพวกเราพอเดาได้ว่าอยากให้เปลี่ยนไปเป็นที่นอน แล้วให้จ่ายตังค์เพิ่มให้มัน แต่พอพวกเราไม่สนใจมันก็พยายามทำท่าว่ากระเป๋าที่เราเอามาต้องจ่ายเพิ่มพี่ต่อตัดรำคาญเลยให้มันพิเศษไปต่างหาก 20รูปี แต่พี่ต่อก็ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้หนุ่มอินเดียคนนั้นฟังเพราะกลัวรบกวนเค้า สรุปพอถึงเมือง Jaipur ตอนที่พวกเราลงจากรถแล้วโดนตุ๊กๆรุมไอ้เด็กรถแม่งก็ออกฤทธิ์ทันที มันไม่ยอมให้พวกเราไปหาว่าไม่ยอมจ่ายค่ากระเป๋าเพิ่มอันนี้มันฟ้องพวกตุ๊กๆ แล้วลุงตุ๊กๆคนนึงที่พูดภาษาอังกฤษได้เค้าแปลให้พวกเราฟัง เรากับพี่ต่อก็เลยบอกคนขับตุ๊กๆคนนี้ว่า เมื่อคืนให้เพิ่มไปแล้วจะเอาไรอีก ทีนี้พอตุ๊กๆหันไปแปลให้ไอ้เด็กรถฟังแล้วก็ถามมันเค้าบอกว่าจ่ายแล้วจะเอาไรอีกไอ้เด็กรถมันก็เลยยอมแล้วก็จากไปแบบจ๋อยๆ




Create Date : 27 กรกฎาคม 2558
Last Update : 27 กรกฎาคม 2558 16:03:18 น.
Counter : 561 Pageviews.

2 comments
  
เมืองนี้ โรแมนติก จัง ชอบโรงแรมที่อยู่กลางน้ำ สวย
แอบเสียดายภาพดวงอาทิตย์ตกเล็ก แต่ยังไงเราก็ได้ใช้เวลาตรงนั้นแล้ว ล่ะนะ

พวกงานฝีมือยันร้านขายเสื้อชั้นใน
ที่อินเดียไม่ต้องไปหาร้านผู้หญิง แทบจะไม่มีเล๊ยยย เหอๆ

ลุง ป้า ชาว เม'กัน เค้าเที่ยวกันคนละครึ่งทางงี้ก็ดีนะ ไม่มีใครเสียเที่ยว

ตะตะแต่ ไอ้น้องนั่นจะ โมเม จะเก็บตังค์อะไรเนี่ย เนียนเนอะ

ปล.โชวเมียนเจ้านี้ไม่น่ากินเลย ดูเส้นอืดๆ 555
โดย: กาบริเอล วันที่: 3 สิงหาคม 2558 เวลา:11:19:55 น.
  
เป็นเมืองโรแมนติกจริงๆค่ะ พระราชวังอาจไม่อลังการเท่าเมืองอื่นๆในราชสถาน แต่ทะเลสาบสุดโรแมนติกก็เป็นจุดเด่นที่ทดแทนกันได้

ส่วนไอ้เรื่องความขี้โกงนั้นไซร้ ที่อินเดียส่วนใหญ่ก็พวกหากินกะนักท่องเที่ยวทั้งนั้น แต่ชาวบ้านจริงๆน่ารักมากๆๆๆ จริงไหมคะคุณกาบริเอล^^

โดย: gohachimitsu วันที่: 5 สิงหาคม 2558 เวลา:15:23:58 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

gohachimitsu
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



New Comments