กรกฏาคม 2558

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
25
28
29
30
31
 
 
เมืองสีทองแห่งทะเลทราย......Jaisalmer-04


วันที่ 21/12/2013 วันที่หกของการเดินทาง

หลังจากตื่นนอนล้างหน้าแปรงฟันกันแล้ว เราก็มานั่งดูลุงทำอาหารเช้า พร้อมกับนั่งผิงไฟไล่ความหนาวไปพลางๆ



อาหารเช้าวันนี้เป็นขนมปั้งปิ้งแข็งๆทาแยมสตอว์เบอรี่ ไข่ต้มจิ้มน้ำพริกนรก กินกับจัยร้อนๆ เราให้ลุงลองชิมน้ำพริกนรก ลุงบอกว่าอร่อยมาก มีขอเติมด้วย55


จากนั้นพวกเรามีเวลานิดหน่อย ก็ต้องรีบเก็บของเตรียมเดินทางกลับ เพราะลุงมีนัดรับลูกค้ากรุ๊ปใหม่ แต่ด้วยความรีบนี่แหละทำให้เราลืมน้ำพริกนรกไว้ที่ทะเลทรายเลย เซ็งมากกกกกกกกกกก



ขากลับถามลุงว่า ให้เราเดินได้ไหมลุงก็ไม่ปฎิเสธตรงๆ แต่ก็ไม่อนุญาติให้เดิน ก็เลยถามลุงว่าวันนี้ต้องนั่งอูฐนานแค่ไหน เพราะระบมก้นมาก ลุงเลยเสนอให้รถมารับเราใกล้ขึ้น พวกเรายินดีรับข้อเสนอนี้อย่างเต็มใจมากๆๆๆอยู่แล้ว5555+++++


หลังจากขึ้นบนนั่งหลังอูฐ เนื่องจากตูดเราเป็นแผล และยิ่งรู้สึกระบมมากขึ้นกว่าเมื่อวานทำให้เราต้องสรรหาท่านั่งแปลกๆ โดยการเล่นกายกรรมบนหลังอูฐอยู่นาน (ตกมาน่าจะขาหักได้ง่ายๆเลย อันตรายมากๆ) จนได้ท่าที่น่าจะนั่งสบายที่สุดก็คือท่านั่งด้านข้างเหมือนผู้หญิงที่ใส่กระโปรงสั้นซ้อนท้ายพี่วินอะ นั่งแล้วโอสุด


หลังจากนั่งอูฐมาได้ 1ชั่วโมง ลุงมีการโทรศัพท์เป็นระยะๆ จนเราได้มาเจอกับรถเก๋งที่มารับเรา และก็เอาลูกค้าฝรั่งผู้ชายสองคนมาส่งลุงเช่นกัน เราลงจากอูฐมาด้วยสภาพใส่ถุงเท้าอย่างเดียว ก่อนจะขอถ่ายรูปกับลุงเป็นที่ระลึก แล้วก็ให้ทิปลุงนิดหน่อย ฝรั่งสองคนนั้นถามว่าทัวร์ทะเลทรายเป็นไงบ้าง พวกเราบอกว่าสวยดี แต่ระวังการต้องนั่งอูฐนานๆ มันทรมาน ฝรั่งสองคนยิ้มรับเราก็นึกในใจว่า ไม่รู้ซะแล้วนรกเป็นยังไง55++ เห็นลุงบอกว่าจริงๆถ้าจะมาทัวร์ขึ่อูฐควรมาอย่างน้อยสามวัน เพราะแรกๆจะเป็นแบบพวกเรา แต่หลังจากนั้นจะปรับตัวได้ โอ้ บอกคำเดียวว่า ไม่เอาแล้วค่ะเข็ดมากๆ อย่ามาหลอกกันเลย ขี่อูฐเนี่ยนะ555+++++


รถมาส่งที่ใกล้ๆโรงแรม(ทางเข้าโรงแรมแคบรถเข้าไม่ได้) หลังจากลงจากรถ พี่ต่อถอดรองเท้าแตะให้เรายืม ส่วนตัวพี่ต่อก็ต้องเดินเขย่งไปตลอดทาง ต้องกระโดดหลบทั้งน้ำลายคน ขี้วัว ขี้แพะ ฉี่คนจนถึงโรงแรมนั่นแหละ555+++ หลังจากอาบน้ำเปลี่ยเสื้อผ้าเสร็จ พวกเราก็ชวนกันไปเดินเล่น และหาอาหารกินบนป้อม แต่ชีวิตยังไม่ค่อยปกติสุขเพราะยังยอกหลัง ขาเดี้ยง และเจ็บตูดกันอยู่ เป็นนานไปอีก3-4วันเลย55




บนป้อมบรรยากาศดีมากๆ ตอนแรกก็อยากนอนบนป้อมนี่หล่ะ แต่เจอข้อมูลมาว่าป้อมนี้เป็น1ในป้อมโบราณ ที่มีความเสี่ยงจะถล่มลงมา เนื่องจากคนบนป้อมนิยมเปิดบริการร้านอาหารและที่พัก ทำให้มีการสูบน้ำใต้ดินขึ้นไปใช้มาเกินไปนั่นเอง






บนป้อมมีร้านขายของที่ระลึกสวยๆเยอะ แต่ราคาแพงถ้าจะซื้อต้องต่อราคาเยอะๆ แบบเกินครึ่ง เพราะราคาสูงกว่าข้างนอกมาก












บรรดาร้านขายของและบ้านเรือนชาวบ้าน ดูสวยงามกลมกลืนกันดี เราชอบรูปวาดพระพิฆเณศที่หน้าบ้านของชาวบ้านบนป้อม เพราะแต่ละบ้านแต่ละร้าน วาดและตกแต่งได้อย่างสวยงามสะดุดตามากๆ







อาหารกลางวัน+เย็น ของวันนี้คือร้าน THESURYA ตั้งอยู่บนป้อม เราเจอร้านนี้โดยความบังเอิญขณะที่เรายืนชมวิวอยู่บนที่ตั้งปืนใหญ่ของป้อม เพราะพี่ต่อตาดีไปเห็นหน้าต่างที่ทำเป็นตั่งที่นั่งที่ยื่นออกมาด้านนอกของร้านอาหาร กำลังมีคู่รักญี่ปุ่นนั่งอยู่ ก็เลยอาสาวิ่งไปดูให้ ระหว่างรอพี่ต่อเด็กน้อยที่เล่นว่าวอย่างสนุกสนานอยู่บนปืนใหญ่ เห็นเรานั่งคนเดียวเลยเลิกเล่น แล้วมาชวนเราคุยอยู่ได้แป๊ปนึง ซึ่งพี่ต่อเดินกลับมาพอดี แล้วบอกว่าร้านดูบรรยากาศดีมากๆ ประกอบกับคู่รักญี่ปุ่นออกจากร้านไปแล้ว พวกเราเลยตัดสินใจเลือกไปกินอาหารที่ร้านนั้น



ที่ Jaisulmer เคยได้ยินมาว่าบนป้อมจะมีขายเฉพาะอาหารเจ เพราะคนบนป้อมส่วนใหญ่นับถือศาสนาเชน




แต่ที่ร้านนี้เราได้กินไก่ย่าง กับพิซซ่าแสนอร่อย(ใส่ไก่ด้วย)ทำให้ต้องเบิ้ลแบบเดิมอีกรอบ รอบแรกเจ้าของร้านมาเสิร์ฟเอง แล้วมานั่งชวนคุยสักพัก รอบสองระหว่างรอพนักงานมาเสิร์ฟ เราก็ถ่ายรูปเล่นกันไปพลางๆระหว่างที่พี่ต่อกำลังลุกขึ้นยืนเพื่อเปลี่ยนมุมถ่ายรูปดันเหยีบบแว่นกันแดดอันเก่งของเราซะแตกคาเท้าเลยเซ็งมากอ่า55




หลังจากกินอิ่มแล้วก็ออกมาถ่ายรูปบรรยากาศด้านนอกของร้าน ตกแต่งง่ายๆแต่ดูสบายตามากๆขณะที่ถ่ายรูปกันอยู่เด็กเสิร์ฟคนที่บริการพวกเราเมื่อครู่ กำลังนั่งเล่นอยู่บริเวณนั้นก็ขอให้เราถ่ายรูปเค้าไว้ด้วย ถ่ายเสร็จก็เอาให้เค้าดูรูปตัวเอง เป็นเด็กหนุ่มที่มีนัยตาสีสวยมากๆ ออกสีเทาๆและหน้าตาก็ไม่เหมือนคนอินเดียทั่วไป น่าจะมาจากที่อื่นนะ


เราชวนกันไปเดินเล่นถ่ายรูปกันต่อ แถวทะเลสาบ Gadisagar ซึ่งตอนก่อนออกมาจากร้านได้ถามเจ้าของร้านว่าอยู่ใกล้ไกลแค่ไหน เจ้าของร้านบอกว่าเดินได้ ประมาณ 20นาทีจากป้อม แต่เราลองส่องดูจากด้านบนแล้วคิดว่าไม่เวิร์คถึงจะแค่เดินตรงๆ 20นาทีก็เหอะเพราะมันเย็นมากแล้วเลยตัดสินใจลงจากป้อมแล้วโบกรถตุ๊กๆไป ระหว่างทางก็ลัดเข้าซอยนู้นออกซอยนี้ แถมคนขับยังเที่ยวตะเพิดเด็กๆที่เล่นอยู่แถวนั้นอีก (แอบสงสารเด็กน้อยอะ)ตุ๊กๆมาส่งลงตรงทางเดินเข้าทะเลสาบเลย



ทางเดินเป็นสะพานให้เดินข้ามเข้าไป ตอนกำลังเดินข้ามสะพาน เหลือบไปเห็นบนทางเท้าของสะพานไม่แน่ใจว่าเป็นศพคนรึเปล่าเห็นเอามาวางไว้กับพื้น เพราะเค้าเอาผ้ามาคลุมไว้มิดเลยแล้ววางดอกไว้ไม้เหมือนกำลังรอทำพิธี แต่ไม่เห็นมีคนมาเฝ้าเลยคลุมผ้าซะมิดเราก็ไม่กล้าถ่ายรูปหรือเดินกันเข้าไปใกล้ ได้แต่เดากันไปว่าเรื่อยคิดว่าเป็นศพคนรอทำพิธี แต่ก็ไม่เห็นมีคนสนใจ เห็นเดินกันผ่านไปมาเหมือนเป็นเรื่องปกติเลย


เดินถัดมานิดหน่อยพี่ต่อก็เจอร้านแบกะดินขายเครื่องดนตรีอินเดีย พี่ต่อก็สนใจเลยยืนดูอยู่สักพัก คนขายก็โปรโมตเต็มที่ แต่เราไม่แน่ใจเรื่องราคากัน พี่ต่อเลยบอกคนขายว่าไว้จะกลับมาดูอีกครั้ง ระหว่างทางมีหนุ่มอินเดียมาขอถ่ายรูปด้วยเพราะวันนั้นเราลืมเอาขาตั้งกล้องไป เลยได้โอกาสขอให้เค้าช่วยถ่ายรูปคู่ให้เรากะพี่ต่อบ้าง 



เดินกันต่อจนถึงทะเลสาบ เวลาพระอาทิตย์กำลังตกบรรยากาศดีมาก ทะเลสาบดูมีชีวิตชีวา ระหว่างดื่มด่ำบรรยากาศริมทะเลสาบกันอยู่ ก็มีเด็กน้อยเดินมาเสนอขายขนมปังเลี้ยงปลาให้คนแถวนั้น พอเราเห็นยี่ห้อขนมปังก็ริบสะกิดให้พี่ต่อดู แล้วก็หัวเราะออกมาพร้อมๆกัน เพราะว่ามันเป็นขนมปังแบบเดียวกัน ยี่ห้อเดี่ยวกันกับตอนที่เราไปทัวร์ขี่อูฐในทะเลทรายที่ลุงเค้าเอามาปิ้งให้พวกเรากินกันเป็นอาหารเช้านั่นเอง นี่อาหารปลาเป็นอาหารเช้าของพวกเราเหรอเนี่ย5555+++++เราเดินกันไปเรื่อยๆรอบทะเลสาบ ด้านบนถ้าเดินขึ้นไปก็จะเจอสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาด้วย






หลังจากชื่นชมบรรยากาศรอบๆอยู่สักพักก็หิวน้ำ เลยชวนกันเดินออกมาหาซื้อน้ำดื่มเจอหนุ่มน้อยที่ขายของอยู่ร้านของชำ ท่าทางคล่องแคล่วและฉลาด ถามพวกเราว่ามาจากไหน พอบอกว่าไทยน้องเค้าก็พูดภาษาไทยว่า “หิวน้ำ” พร้อมทำท่าประกอบยกมือเหมือนถือแก้วแล้วซดน้ำดูน่ารักดี



หลังจากนั้นก็เดินกลับไปที่ทะเลสาบอีกรอบ เพราะอยากถ่ายรูปเพิ่มแต่แสงไม่ค่อยมีเลยตัดสินใจกลับที่พักกัน


เดินออกมาก็มาเจอสองสามีภรรยาคู่นี้กับลูกๆ กำลังขายของทอดอยู่เลยซื้อชิม ลักษณะและรสชาติคล้ายๆบาเยียร์เลย อร่อยใช้ได้เค้าขอให้ช่วยถ่ายรูปลูกๆให้หน่อย แล้วขอให้ช่วยส่งให้ด้วย


ก่อนกลับเราก็เดินสำรวจเมืองกันเล็กน้อย เจอท่ารถบัสเล็กๆระหว่างเมืองอยู่ 2-3เจ้า เลยได้โอกาสตีตั๋วไปเมือง Johdpur ซะเลย ค่าตั๋วไม่แพงด้วยไม่เกิน 300 รูปีต่อคน เดินทางพรุ่งนี้ 4ทุ่ม




Create Date : 23 กรกฎาคม 2558
Last Update : 26 กรกฎาคม 2558 3:10:24 น.
Counter : 542 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

gohachimitsu
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



New Comments