Group Blog
 
 
ธันวาคม 2553
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
27 ธันวาคม 2553
 
All Blogs
 
ทำไมต้องจักรวงศ์ ตอนที่ ๒

๑. ทำไมต้องจักรๆวงศ์ๆ (ต่อ)

วงศ์เทวราช มีเนื้อเรื่องดังนี้.....

กาลครั้งหนึ่ง พระฤาษีชื่อพรหมลิขิตมุนี บำเพ็ญตบะมาประมาณแสนปี จนกระทั่งร้อนถึงสวรรค์ชั้นดุสิต พระอิศวรจึงโปรยดอกไม้ทิพย์ถวาย ดอกมณฑาดอกหนึ่งมีนางฟ้าอยู่ในกลีบ ชื่อนางสุวรรณมณฑาพระฤาษีจึงรับเลี้ยงดูไว้ ต่อมาพระอินทร์ร้อนอาสน์จึงเล็งทิพยเนตรทราบว่า นางสมควรจะเป็นคู่ครองของพระองค์ ก็เชิญเทพบุตรผู้มีฤทธิ์ให้เสด็จตามลงมายังโลกมนุษย์ด้วย

พระอินทร์ได้ร่วมอภิรมย์กับนางแล้วให้เทพบุตรองค์นั้นจุติ (1) ในครรภ์ของนาง ทรงเนรมิตปราสาทให้พร้อมกับให้แก้ววิเศษและข้าไท สำหรับปรนนิบัติรับใช้แล้วจึงเสด็จกลับ

ระหว่างที่นางสุวรรณมณฑาทรงครรภ์ นางได้เสด็จประพาสเขาไกรลาส วิทยาธรตามมาลวนลาม นางจึงฆ่าวิทยาธรตาย แล้วชุบให้ฟื้นเพื่อเอาไว้รับใช้เมื่อนางประสูติโอรส จนกระทั่งโอรสมีพระชนมายุได้ ๑๓ พรรษา นางจึงอัญเชิญพระอินทร์ลงมาประทานนามให้ว่า วงศ์เทวราช พร้อมกับประทานของวิเศษให้มากมายด้วย เช่นม้าวิเศษ พญาครุฑ มนต์เรียกสัตว์ป่า แก้วสารพัดนึก และแหวนวิเศษ ต่อจากนั้นก็รับนางสุวรรณมณฑาเสด็จสู่ดาวดึงส์

ต่อมาพระวงศ์เทวราชเสด็จประพาสป่า ได้ต่อสู้กับพญาลิงชื่อสังขปัดวานรกับพญาสิงโตสีหราช และได้พญาลิงและพญาสิงโตมาเป็นขุนศึกใกล้ชิด

สรุปแล้วตอนนี้พระเอกของเราเลยมีทั้งม้า ครุฑ ลิง และสิงโต ร่วมเดินทางไปด้วย

กล่าวถึงเมืองสมุทรบุรี เป็นเมืองยักษ์ เจ้าเมืองชื่อท้าวนพสูร มีพระบุตรีชื่อ บุษบง พระยายักษ์ได้ประกาศให้กษัตริย์ทั้งหลายเข้ามายกธนูชิงนาง ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดยกได้

พระวงศ์เทวราชปลอมตัวเป็นแม่ค้าขนมหวานเข้าไปดูตัวนางบุษบง ก็ชอบพอกัน ท้าวนพสูรทราบเรื่องจึงให้ลงโทษทั้งสององค์ พระวงศ์เทวราชช่วยนางหนีมาได้

เกิดสงครามระหว่างยักษ์กับมนุษย์ สังขปัดเป็นแม่ทัพรบกันอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดท้าวนพสูรถูกจับได้จึงยอมแพ้ และจัดให้มีการยกศรต่อไป


พระวงศ์เทวราชยกศรได้ จึงได้เตรียมการพิธีอภิเษก เจ้าเมืองต่างๆ ทรงทราบเรื่อง เกรงพระบรมเดชานุภาพ ก็เข้ามาอ่อนน้อม เช่นสุลต่านสุวิทธิไชยกับนางเวฬู แห่งเมืองสุบรรณบรรพต คิงโยเซฟกับควีนไรท์ แห่งเมืองกรอบสเกต อุ่นอ๋องกับก๋งจู้ แห่งเมืองจีนเป็นต้น

เมื่อเจ้าเมืองต่างๆมาถึง ได้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นด้วยเหตุว่า สังขปัดวานรหลงรัก ควีนไวท์ จึงส่งสารรักมอบให้แก่นาง ควีนไวท์ผู้ชอบของแปลกก็มีไมตรีตอบ และหลงรักพญาลิงมากกว่าคิงโยเซฟ สังขปัดจึงได้ทำอุบายเผาเมืองชิงนางทำให้เกิดไฟไหม้ในพระนคร ผู้คนอลหม่านหนีกันไปคนละทางสองทาง แขกเมืองหนีกลับประเทศกันหมด นางบุษบงไม่รู้จะทำอย่างไรจึงหนีไปบวชเป็นชีซะอย่างนั้น

พระวงศ์เทวราชหลบไปถึงเมืองบางซื่อ ประเทศลาว ได้ปลอมชื่อเป็นคงญวนและลอบเข้าไปในวัง ได้พระธิดาเลื่อนลอยฟ้าเป็นชายา ต่อมาคงญวนถูกเทพเป๋อ พระเจ้าอาของนางเลื่อนลอยฟ้าจับมัดตัวไว้ได้ ม้าวิเศษกับสีหราชตามไปช่วยหนีออกมาได้ทัน จึงออกติดตามหานางบุษบงต่อไป



ทั้งหมดได้เดินทางมาถึงอาศรมของพระธรรมภาณฤาษี ซึ่งมีบุตรี ๒ คนคือ นางวันงอ กับนางแสงจันทร์แจ่ม จึงได้ไปเป็นชายาอีกทั้ง ๒ คน แล้วพากันออกติดตามจนพบนางบุษบง ได้สึกชีและเดินทางกลับบ้านเมือง (ที่ถูกเผาเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว)

ต่อมาเทพเป๋อติดตามมารบ จึงถูกฆ่าตาย (ไม่รู้จะมาทำไม ) พระวงศ์เทวราชสงสารจึงใช้แก้วสารพัดนึกชุบชีวิตให้ฟื้นขึ้น แล้วได้จัดการอภิเษกนางเลื่อนลอยฟ้า พร้อมกับนางวันงอ และนางแสงจันทร์แจ่ม บุตรีพระฤาษี ถ้านับนางบุษบงด้วยก็รวมเป็นชายา ๔ องค์

สังขปัดวานรเกิดกำเริบ ทำการหยาบช้า คิดจะขอแบ่งพระมเหสี พระวงศ์เทวราชจึงฆ่าตาย คราวนี้กลายเป็นเปรตตามมารังควานอีก สร้างความโกลาหลทั้งพระราชสำนัก พระฤาษีธรรมภาณมาปราบเรื่องถึงได้สงบลง แล้วพระวงศ์เทวราชก็มีความสุขตลอดมา.

---------------------------------------
(1) จุติ หมายถึง ตาย (มักใช้แก่เทวดา)
---------------------------------------



บทละครเรื่องวงศ์เทวราชนี้ เดิมหลวงพัฒน์พงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์) เมื่อยังเป็นขุนจบพลรักษ์ในกรมพระสุรัสวดี (2) เป็นผู้แต่งบทละครเรื่องวงศ์เทวราชนี้ขึ้นตามความคิดและความสามารถของตน เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรงอาจจะเห็นว่าไม่สมควรเล่นละครได้ ขุนจบพลรักษ์จึงส่งบทนั้นไปให้พิมพ์ขายในท้องตลาดราคาเล่มละสลึง เหมือนอย่างหนังสือกลอนเรื่องอื่นๆซึ่งมักพิมพ์ขายกันในท้องตลาด แต่มิได้บอกชื่อผู้แต่งไว้

ต่อมาถึงปีวอก พ.ศ.๒๔๒๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรไข้ ต้องเสด็จประทับอยู่แต่ในพระราชมณเฑียร ทรงรำคาญพระราชหฤทัย จึงโปรดให้หาหนังสือบทกลอนที่ยังไม่เคยฟัง ได้หนังสือบทละครเรื่องวงศ์เทวราชมาอ่านถวายพอแก้รำคาญ แต่ไม่ทรงทราบว่าเป็นของผู้ใดแต่ง

พระองค์ทรงเห็นว่ามีจุดบกพร่อง คลาดเคลื่อนไปจากความจริงหลายเรื่อง เช่นผู้แต่งมีความเห็นว่าเวลากษัตริย์เสด็จไปไหนจำเป็นต้องขึ้นเกย (3) ทุกครั้ง ซึ่งไม่เป็นความจริง จึงลองทรงพระราชนิพนธ์แต่งล้อขุนจบพลรักษ์ แล้วเอาเรื่องขบขันต่างๆ อันมีตัวบุคคลจริงมาแต่งเป็นเรื่องวงศ์เทวราชขึ้น ทรงพระราชนิพนธ์อยู่จนหายประชวรก็เลิก ใช้เวลาทั้งสิ้น ๔๓ วัน

บทละครเรื่องวงศ์เทวราชซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ล้อสำนวนเดิม ถ้าจะเอาสาระประโยชน์ที่แท้จริงนั้นไม่ได้ แต่ก็ให้ความสนุกสนาน และเพลิดเพลิน ในเรื่องมีศัพท์ภาษาอังกฤษแทรกอยู่ตลอด เป็นบทละครแปลกๆที่แฝงอารมณ์ขันไว้ด้วย อย่าเรื่องโลกียวิสัยของหญิงชาวตะวันตก เช่นตอนที่ควีนไวท์อ่านสารของสังขปัดวานรแล้วตกหลุมรักทันที

“อันมนุษย์บุรุษทั้งผอง
เราได้เคยลองมานักหนา
แต่ยังไม่ได้พบมักฏา (ลิง)
จักมีรสโอชาฉันใด
จำกูจะเล่นลองดู
ให้รู้ว่ารสชาติเป็นไฉน
ตริเสร็จทรงอักษรทันใด
แล้วพับใส่ในซองผนึกพลัน”

บทละครล้อเลียนเรื่องจักรๆวงศ์ๆ ที่ได้รับความนิยมอีกเรื่องหนึ่งคือระเด่นลันได ของพระมหามนตรี (ทรัพย์) ซึ่งแต่งล้อเรื่องอิเหนา ที่มีชื่อตามท้องเรื่องว่าระเด่นมนตรีนั่นเอง
เรื่องระเด่นลันไดมีเนื้อเรื่อง ดังนี้........

ติดตามกันต่อไป ในตอนที่ 3 ค่ะ

----------------------------------------------------------------------------
(2) กรมพระสุรัสวดี เป็นชื่อกรมในสมัยโบราณ มีหน้าที่เกี่ยวกับการรวบรวมบัญชีเลกหรือชายฉกรรจ์

(3) เกย เป็นที่ที่ทำไว้สำหรับพระเจ้าแผ่นดินเสด็จก้าวขึ้นลงในเวลาทรงช้างและทรงพระราชยาน
เช่นเกยช้าง เกยราชยาน เป็นต้น
-----------------------------------------------------------------------------





Credit: ของแต่งบล๊อกสวยๆจากเว๊ป yenta ค่ะ


Create Date : 27 ธันวาคม 2553
Last Update : 27 ธันวาคม 2553 21:30:09 น. 2 comments
Counter : 1291 Pageviews.

 



โดย: ราช รังรอง IP: 113.53.11.18 วันที่: 10 กรกฎาคม 2558 เวลา:13:24:20 น.  

 
สัส


โดย: สิริ IP: 113.53.11.18 วันที่: 10 กรกฎาคม 2558 เวลา:13:25:45 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Azarine&Pepo
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




จำนวนผู้เยี่ยมชม
ตั้งแต่ 4 ตุลาคม 2552

Friends' blogs
[Add Azarine&Pepo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.