Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2552
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
21 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 

วิชาสุดท้าย ที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน




หนึ่งวิชาสุดท้าย ที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน
สฤณี อาชวานันทกุล แปล

หนึ่งวิชาสุดท้าย ที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน เป็นหนังสือที่รวบรวมบคำกล่าวสุนทรพจน์ให้กับบัณฑิตใหม่ในวันรับปริญญาเป็นประเพณีประจำมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมบุคคลที่ผู้แปลคิดว่า “กินใจ” ผู้อ่าน สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ฟัง และมี “ความเป็นสากล”น่าสนใจจำนวน 10 ท่าน

ซึ่ง1 ใน 10 นี้ ก็มีบุคคลที่ตะไคร้หอมคิดว่าน่าจะนำเสนอให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันคือสุนทรพจน์ของ Steve Jobs (Stanford University, 12 June 2005)
สตีฟ จ็อบส์ เกิดปี 1995 ผู้ก่อตั้ง ประธานกรรมการและซีอีโอของบริษัทแอปเปิล อดีตเคยเป็นซีอีโอของบริษัท พิกซาร์ แอนิเมชั่น จนกระทั่งถูกซื้อกิจการโดยบริษัทวอลท์ ดิสนีย์ ในปี 2006 จ็อบส์มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ด้วยคอมพิวเตอร์ยี่ห้อ “แมคอินทอช” หลังจากที่ความขัดแย้งกับคณะกรรมการบิรษัทนำไปสู่การถูกบีบให้ออกจากแอปเปิลในปี 1985 ต่อมาจ็อบส์ก็ได้ก่อตั้งบริษัท NeXT ซึ่งเน้นการพัฒนาระบบประมวลผลสำหรับการศึกษาภาคธุรกิจ การเข้าซื้อกิจการ NeXT ของแอปเปิลในปี 1997 นำจ็อบส์กลับมาสู่บริษัทที่เขาร่วมก่อตั้งและได้ดำรงตำแหน่งซีอีโอของแอปเปิลนับจานั้นเป็นต้นมา

โดยสุทรพจน์ที่สตีฟได้กล่าวนั้นเป็นเรื่องสามเรื่องใหญ่ๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตของเขาคือ





เรื่องแรกเป็นเรื่องของการเชื่อมจุด โดยที่สตีฟเล่าว่า เขาได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยรีดได้หกเดือน เขาก็ตัดสินใจลาออก แต่ออกไปนั่งเรียนต่ออีกประมาณสิบแปดเดือนก่อนที่ผมจะลาออกจริงๆ สาเหตุที่เขาลาออกคืออะไร? เขาเล่าว่า “เหตุมันเกิดก่อนผมเกิด แม่แท้ๆ ของผมเป็นนักเรียนสาวที่จบมหาวิทยาลัยแต่ไม่ได้แต่งงาน แม่อยากยกผมให้เป็นลูกบุญธรรมของคนที่จบปริญญา ก็เลยจัดการให้ทนายคนหนึ่งกับภรรยารับอุปการะผมตั้งแต่เกิด ทีนี้คู่นี้เกิดเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้ายขึ้นมาคิดว่าเขาอยากอุปการะเด็กผู้หญิงมากกว่า พ่อแม่ผมก็เลยต้องรับโทรศัพท์กลางดึก หมอถามว่า “ทารกเป็นเด็กผู้ชาย คุณยังอยากเลี้ยงเขาอยู่หรือเปล่า?” พ่อแม่ผมตอบว่า “แน่นอน” ตอนหลังแม่แท้ๆ ของผมค้นพบว่าแม่บุญธรรมของผมไม่ได้จบมหาวิทยาลัยจริงๆ และพ่อบุญธรรมของผมไม่เคยจบมัธยมปลาย แม่ก็เลยไม่ยอมเซ็นเอกสารส่งตัวผม มายอมหลายเดือนหลังจากนั้นก็ตอนที่พ่อแม่ผมสัญญากับเธอว่า วันหนึ่งผมจะได้เรียนมหาวิทยาลัย”

หลังจากหนั้นอีกสิบเจ็ดปี สตีฟก็ได้เรียนมหาวิทยาลัยจริงๆ แต่ด้วยความไร้เดียงสา เขาเลือกเรียนมหาวิทยาลัยที่แพงเกือบเท่าสแตนฟอร์ด ทำให้พ่อแม่ผู้ใช้แรงงานของเขาต้องใช้เงินเกือบทั้งหมดเพื่อส่งเขาเรียน หลังจากเรียนได้หกเดือน สตีฟคิดว่าเขามองไม่เห็นประโยชน์ของมัน ไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไรจากชีวิต ไม่รู้ว่าปริญญาจะช่วยหาคำตอบให้เขาได้อย่างไร เขาไม่อยากถลุงเงินที่พ่อแม่ของเขาเก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต เขาจึงตัดสินใจลาออก และไปนั่งเรียนแบบไม่เอาคะแนนในวิชาที่น่าสนใจแทน เขาปล่อยชีวิตไปตามความอยากรู้อยากเห็นและสัญชาตญาณ ทำให้เขาได้เจอสิ่งที่บังเอิญ ยกตัวอย่าง มหาวิทยาลัยรีดตอนนั้นมีคอร์สสอนการคัดลายมือ (Calligraphy) เป็นวิธีการเขียนอักษรแบบเซรีฟ ( serif ) แบบซานเซรีฟ ( sans serif ) เรียนวิธีเว้นช่องไประหว่างตัวอักษรเรียนรู้เทคนิคการเรียงพิมพ์อันยอดเยี่ยม ล้วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสวยงาม ประวัติศาสตร์ และศิลปะที่มีความลึกล้ำ วิชานี้ดูเหมือนไม่มีอะไรที่จะเอามาใช้ในชีวิตจริงได้ อีกสิบปีต่อมาตอนที่เขาออกแบบคอมพิวเตอร์แมคอินทอชรุ่นแรก ความรู้เหล่านี้ย้อนกลับมาใหม่ สตีฟเขาได้ใส่ความรู้นี้ในเครื่องแมคอินทอชนี้หมดเลย ทำให้แมคเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกในโลกที่มีตัวพิมพ์ที่สวยงาม หรือตัวพิมพ์ที่เว้นช่องไฟในสัดส่วนที่เหมาะสม และเพราะวินโดวส์ใช้วิธีก็อปปี้แมคเป็นหลัก นั่นก็หมายความว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะทั่วไปก็คงไม่มีด้วย สตีฟกล่าวว่า “ไม่มีใครสามารถเชื่อมจุดจากปัจจุบันไปยังอนาคตได้ เราทำได้เพียงเชื่อมจากปัจจุบันไปหาอดีตเท่านั้น เพราะฉะนั้นเราต้องมั่นใจว่าอะไรที่ทำอยู่ตอนนี้จะเชื่อมไปเองในอนาคต เราต้องเชื่อในอะไรซักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสัญชาตญาณ โชคชะตา ชีวิต กฎแห่งกรรม หรืออะไรก็แล้วแต่ ความเชื่อมั่นแบบนี้ไม่เคยทำให้ผมผิดหวัง และมันทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไปมาก”






เรื่องที่สองของสตีฟเกี่ยวกับเรื่องความรักและสูญเสีย โดยสตีฟกล่าวว่า เขาเป็นคนโชคดีที่ค้นพบงานที่ผมรักตั้งแต่อายุยังน้อย เขากับวอซ ก่อตั้งแอปเปิลในโรงรถของพ่อแม่สตีฟ ตอนเขาอายุยี่สิบ โดยภายในสิบปีแอปเปิลขยายจากแค่สองคนในโรงรถ เป็นบริษัทมูลค่ากว่าสองพันล้านเหรียญที่มีพนักงานมากกว่าสี่พันคน โดยเปิดผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเขาคือ เครื่องแมคอินทอช ตอนอายุยี่สิบเก้าปี แล้วสตีฟก็ถูกไล่ออกจากบริษัที่เขาก่อตั้งมาเองกับมือ เพราะเมื่อแอปเปิลโตขึ้น สตีฟเขาได้จ้างคนที่คิดว่าเก่งมากๆมาช่วยงานบริษัท ปีแรกเหตุการณ์ก็ราบรื่นดี แต่หลังจากนั้นวิสัยทัศน์ของเขากับพนักงานที่เก่งเริ่มแยกทางกัน จนในที่สุดก็ไปด้วยกันไม่ได้ เมื่อถึงจุดนั้น คณะกรรมการบริษัทเลือกอยู่ข้างพนักงานคนที่เก่งคนนั้น สตีฟก็เลยถูกไล่ออกจากบริษัทตอนอายุสามสิบเป็นข่าวโด่งดังในพริบตา มันเป็นเรื่องที่สะเทือนใจเขามากๆ “สิ่งที่เกิดขึ้นที่แอปเปิลไม่ได้เปลี่ยนแปลงความรู้สึกนี้เลย ผมถูกไล่ออก แต่ผมยังมีความรักอยู่ ทำให้ผมตัดสินใจเริ่มใหม่” แต่ปรากฎว่าการถูกไล่ออกจากแอปเปิลกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับเขา ภาระอันหนักอึ้งจากความสำเร็จแปรเลี่ยนเป็นความรู้สึกเบาสบาย เมื่อเขากลายมาเป็นมือใหม่ความเชื่อมั่นน้อยลง มันทำให้เขาได้อิสรภาพที่จะเข้าสู่ช่วงที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิต

ในช่วงห้าปีหลังจากนั้น สตีฟได้ก่อตั้งบริษัทใหม่ชื่อ เน็กสต์ อีกบริษัทซื่อ พิกซาร์ และตกหลุมรักผู้หญิงมหัศจรรย์คนหนึ่งซึ่งต่อมาก็กลายเป็นภรรยาของเขา พิกซาร์สร้างภาพยนตร์ขนาดยาวที่เป็นการ์ตูนแอนิเมชั่นล้วนๆ เรื่องแรกของโลก คือทอย สตอรี (Toy Story) และตอนนี้เป็นสตูดิโอแอนิเมชั่นที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก หนึ่งในเหตุการณ์พลิกผันอันน่าพิศวงคือ เมื่อแอปเปิลซื้อกิจการของเน็กสต์ เขาก็ได้กลับคืนสู่แอปเปิล และเทคโนโลยีที่เราพัฒนาที่เน็กสต์ก็กลายเป็นหัวใจของแอปเปิลยุครุ่งเรืองในปัจจุบัน ตอนนี้ลอรีนและสตีฟมีครอบครัวที่อบอุ่นร่วมกัน





เรื่องที่สามของสตีฟเกี่ยวกับความตาย ประมาณหนึ่งปีก่อน หมอบอกว่าเขาเป็นมะเร็ง ผลออกชัดเจนว่ามีเนื้อร้ายที่ตับอ่อน และหมอค่อนข้างแน่ใจว่าเขาเป็นมะเร็งแบบที่รักษาไม่หายและไม่น่าจะอยู่นานเกินสามถึงหกเดือน หมอบอกให้เขากลับบ้านไปสะสางงานที่ค้างคาอยู่ ไปบอกลาลูกๆถึงสิ่งต่างๆ ที่คนปกติมีเวลาสิบปีที่จะบอก ให้บอกภายในไม่กี่เดือน เขาหมกมุ่นอยู่กับคำวินิจฉัยทั้งวัน เย็นวันนั้นเขาไปเข้ากระบวนการไบอ็อพซี คือหมอหย่อนกล้องเอ็นโดสโคป ลงไปในคอผ่านกระเพาะไปลำไส้ เอาเข็มฉีดยาแทงเข้าตับอ่อนดูดเอาเซลล์มะเร็งบางเซลล์ออกมาดู ปรากฏว่ามันเป็นมะเร็งตับอ่อนชนิดหายาก ที่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการผ่าตัด หลังจากนั้นเขาก็ตัดสินใจผ่าตัด ตอนนี้สตีฟเขาสบายดีแล้ว สตีฟกล่าว “นั่นเป็นเหตุการณ์ที่นำให้เขาใกล้ชิดความตายมากที่สุดในชีวิต” และได้เรียนรู้ว่า เวลาของทุกคนมีจำกัด ดังนั้นอย่าทำให้มันเปล่าประโยชน์ด้วยการใช้ชีวิตของคนอื่น อย่าตกเป็นทาสของกฎเกณฑ์ นั่นคือการใช้ชีวิตตามความคิดของคนอื่น อย่าปล่อยให้เสียงของทัศนคติของคนอื่นดังกลบเสียงของหัวใจเราเอง และที่สำคัญที่สุด จงมีความกล้าที่จะเดินตามสิ่งที่หัวใจและสัญชาตญาณเรียกร้อง เพราะสองสิ่งนี้อยู่แล้วว่าเราอยากเป็นอะไร ทุกอย่างที่เหลือเป็นเรื่องรองลงมาทั้งนั้น

สุดท้ายของเขาได้ฝากข้อความก่อนการจบสุนทรพจน์ว่า
“ อย่าทิ้งความกระหาย อย่าคลายความซื่อ
( Stay Hungry. Stay Foolish )”




ปล.ขอบคุณบีจีและกรอบสวยๆของคุณเหมี่ยว fleuriด้วยนะคะ




 

Create Date : 21 กรกฎาคม 2552
40 comments
Last Update : 21 กรกฎาคม 2552 13:10:46 น.
Counter : 3219 Pageviews.

 



สวัสดียามบ่ายวันฝนพรำค่ะ คุณตะไคร้

คนอย่างสตีฟนี่คงหาได้หนึ่งในล้านนะคะ
เพราะนอกจากจะต้องมีความสามารถแล้ว
ยังต้องอาศัยโชคชะตาเข้าช่วยอย่างมากกกด้วย

ดีที่รู้ว่าเค้าชอบอะไรและยึดมั่นในสิ่งนั้นจนประสบความสำเร็จนะคะ

.....................................

ป.ลิง ดอกชมพู่ที่บล๊อก เป็นดอกของชมพู่มะเหมี่ยวที่เราหม่ำๆกันนั่นล่ะค่ะ

 

โดย: nLatte 21 กรกฎาคม 2552 13:51:37 น.  

 

ชอบอ่านค่ะ อ่านแล้วให้กำลังใจดี

 

โดย: tuk-tuk@korat 21 กรกฎาคม 2552 14:06:42 น.  

 

ได้ข้อคิดดีค่ะ

ชอบประโยคนี้จัง " อย่าปล่อยให้เสียงของทัศนคติของคนอื่นดังกลบเสียงของหัวใจเราเอง "

 

โดย: ละอองลม (wind_drizzle ) 21 กรกฎาคม 2552 14:39:20 น.  

 

เล่มนี้ชอบเหมือนกันค่ะ
ซื้อเล่มสองมา ยังไม่ได้อ่านเลย

ขอบคุณที่ไปติดตามบรรยากาศงานแต่งงานของเพื่อนนะคะ

^^

 

โดย: I am just fine^^ 21 กรกฎาคม 2552 15:03:06 น.  

 

มีหลายวิชาเลยในชีวิตเลยที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน Learnning by doing จริง ๆ

นี่สุ่มเข้าบล็อกตะไคร้หอมที่ office นะเนี่ย เพราะบางทีจะเข้าไม่ได้

รัชชี่ไปซื้อเจลล้างมือยี่ห้อ protect ขวดกระจิ๊ดริด 59 บาท ไว้พกติดกระเป๋า

เมื่อวานไปสัมมนาที่โรงแรมข้างนอก ตรงมุมลงทะเบียนมีขวดปั๊มให้กดเจลล้างมือ แล้วตอนจะเดินเข้าห้องทานอาหารตอนกลางวัน ก็มีพนักงานยืนกดเจลล้างมือให้ก่อนเข้าห้อง

วิถีชีวิตมันเปลี่ยนไปนะเนี่ย

 

โดย: รัชชี่ (รัชชี่ ) 21 กรกฎาคม 2552 15:15:50 น.  

 

ออกมาแล้ว สองเล่ม
พี่ก๋าชอบเล่ม 1 มากกว่าครับ






 

โดย: กะว่าก๋า 21 กรกฎาคม 2552 16:40:00 น.  

 

แวะมาทักทายครับคุณหลิง ไม่ได้แวะมาเยี่ยมนานเลย สบายดีนะครับ

 

โดย: Lucky in Life 21 กรกฎาคม 2552 18:28:03 น.  

 

สวัสดจ้ะคุณหลิน เหมี่ยวก็แปะไว้ก่อนนะคะ อยากอ่านค่ะ แต่ตัวหนังสือเล็กมากกกกกกก ข้าน้อยสายตาไม่ค่อยดีค่ะ ใส่แว่นด้วยค่ะ

มีความสุขมาก ๆ นะค๊า

 

โดย: fleuri 22 กรกฎาคม 2552 11:14:34 น.  

 

ชอบเล่มนี้เช่นกันค่ะ....
อ่านแล้วรู้สึกมีกำลังใจ...และช่วยดึงความหวังกลับมา

 

โดย: กาแฟดำไม่เผ็ด 22 กรกฎาคม 2552 12:37:03 น.  

 

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวที่เอามาแบ่งปันกันนะคะ



มาตอบที่ไปถามนะคะ

สำหรับกรุ๊ปนั้นเซลส์เค้าเลือกให้ลูกทัวร์พักสแตนดาร์ดค่ะ ส่วนนายก็อัพเป็นห้องตัวสุดท้ายที่รีวิวน่ะค่ะ

 

โดย: สาวไกด์ใจซื่อ 22 กรกฎาคม 2552 13:17:10 น.  

 

ตัวหนังสือเยอะ จนลายตาเลยแฮะ..อิอิ

อ้อ..ที่ครอบคอแมว เรียกว่า callar จ้า เอาไว้กันน้องแมว-น้องหมาเลียแผลน่ะจ้า

 

โดย: AB_PAE 22 กรกฎาคม 2552 13:42:49 น.  

 

อ่านจนจบแล้ว รู้สึกถึงความเป็นคนที่สู้ชีวิตของคุณ Steve จังเลยค่ะ..คนเราถ้าไม่ยอมแพ้กับโชคชะตาเสียอย่าง ชีวิตก็ย่อมมีความหวังเสมอ..ชีวิตเค้าเฉียดเข้าไปใกล้ความตายมากๆเลย...แต่ก็เอาขนะมันได้..เป็นคนที่น่าเอาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตมากๆค่ะ

 

โดย: Suessapple 22 กรกฎาคม 2552 20:31:39 น.  

 

อ่านแล้วให้กำลังใจดีจังเลยค่ะ
มีกำลังใจขึ้นมาอีกเป็นกองๆเลย

สวัสดีเจ้าของบล็อกยามดึกๆดื่นๆด้วยนะคะ

 

โดย: ladywrite 23 กรกฎาคม 2552 1:18:18 น.  

 

อ่านแล้วประทับใจจังคะ

 

โดย: C&C_BamBoo 23 กรกฎาคม 2552 8:02:38 น.  

 

ลืมตอบคำถาม

ถุงใส่ของจะเป็นบางร้านคะ ส่วนใหญ่จะเป็นพวก
ร้านสะดวกซื้อ หรือร้านใหญ่ๆ บางร้านเค้าจะถามเราก่อน
ถ้าไม่ถามเค้าก้อไม่ได้คิดเงินเพิ่มคะ

 

โดย: C&C_BamBoo 23 กรกฎาคม 2552 8:06:55 น.  

 

เยี่ยมมากครับ.....
โดยเฉพาะ เรื่องของการเชื่อมจุด
มันเป็นเรื่องบังเอิญ ที่เราทำแบบนั้น
ที่ทำเพราะไม่อยากกลับไปที่จุดเดิมอีก....

แปลกดี แต่ได้ผล......ขอบคุณตะไคร้หอมครับ
อ่านแล้วทำให้มีกำลังใจมากขึ้น

 

โดย: wicsir 23 กรกฎาคม 2552 10:00:22 น.  

 

จากบล๊อก.....

โชคดีครับวันนั้น มีเราอยู่ในร้าน 2 คน
ได้ชิมทั้ง 3 รุ่น..

แต่ที่เบิ้ลคือ Shiraz 2004...
ติดมือมาด้วย 2 ขวด ก้อพอไหว
พอแทน ชาโต้เดอชิลี ขาประจำของเราได้
แต่ราคาพอกัน.....

 

โดย: wicsir 23 กรกฎาคม 2552 10:10:56 น.  

 



แนวคิดที่ดี และให้กำลังใจไปด้วยค่ะ
กับการมุ่งมั่น เพราะรู็้ว่าตัวเองต้องการอะไร

ย้อนมามองตัวเองอีกที แล้วก็ตะลุยทำต่อค่ะ
แอบคิดว่าโชคจะเข้ามาผสมด้วยไหมน้า




 

โดย: Sweety-around-the-world 23 กรกฎาคม 2552 14:18:50 น.  

 

เห็นคนพูดถึงเล่มนี้กันหลายคน แต่ยังไม่เคยอ่านเลยค่ะ

 

โดย: nanida 23 กรกฎาคม 2552 15:59:52 น.  

 



สวัสดียามบ่ายค่ะ คุณตะไคร้

ทำงานอย่างมีความสุข สดชื่น.สดชื่นนะคะ

 

โดย: nLatte 23 กรกฎาคม 2552 16:10:26 น.  

 

แอบไปกินกล้วยเสาวรสมาละจ้ะ อร่อยดีเหมือนกัน ^__^

 

โดย: แซลลี่ (lazypiggy ) 23 กรกฎาคม 2552 16:47:46 น.  

 



เพียงปรับเปลี่ยนมุมมองและวิธีคิด
ก็อาจเปลี่ยนใจที่กำลังเป็นถังขยะ
ให้กลายเป็นหิ้งบูชาพระที่งดงามได้



สวัสดีค่ะคุณหลิง ป้าแวะมาเยี่ยม
เมื่อกลางวันป้าส่งเมลมา ....ได้รับมั๊ย

รักษาสุขภาพและอยู่กับสุขที่อิ่มเย็นนะคะ


คมคำ : ทุกวันที่ทำดีกับผู้มีพระคุณ…นั่นคือวันกตัญญู



 

โดย: ร่มไม้เย็น 24 กรกฎาคม 2552 0:12:07 น.  

 



หวัดดีจ้า คุณหลิน
หนังสือน่าสนใจมาก
ไปเมืองไทยต้องไปหาค้นร้านขายหนังสือ

 

โดย: ข้ามขอบฟ้า 24 กรกฎาคม 2552 1:48:46 น.  

 

Blue fairy have magical day god bless Pictures, Images and Photos

เหมี่ยวมาอ่านแล้วนะคะคุณหลินจ๋า

อ่านแล้วได้ข้อคิดมากมายเชียวนะคะ

และเห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตตามกฎเกณฑ์ของผู้อื่น นั่นคือ "สังคม" นั่นเอง นะคะ

ขอบคุณค่ะ ที่นำมาให้อ่านกันจ้ะ

 

โดย: fleuri 24 กรกฎาคม 2552 4:02:12 น.  

 


"อย่าทิ้งความกระหาย อย่าความเชื่อ "
ชอบตรงนี้มากที่สุดค่ะ

 

โดย: โปแป้ง (popang ) 24 กรกฎาคม 2552 9:38:52 น.  

 

แวะมาทักทาย มาส่งคุณหลินเข้านอนจ้า..ขอให้หลับฝันดีนะคะ..

 

โดย: Suessapple 24 กรกฎาคม 2552 22:06:25 น.  

 

วันนี้ทำงานหรือเปล่าเนี่ย

 

โดย: รัชชี่ (รัชชี่ ) 25 กรกฎาคม 2552 9:06:49 น.  

 




picture comment/graphic comment/graphic and picture cute comment


 

โดย: บี๋ (Yushi ) 25 กรกฎาคม 2552 11:27:53 น.  

 

แวะมาทักทายคุณ ตะไคร้หอม คะ ชื่อน่ารักจังเลย
สุขสันต์วันหยุดน่ะค๊า

 

โดย: ich habe kein Geld 25 กรกฎาคม 2552 13:56:24 น.  

 

ได้อ่านเล่มนี้เหมือนกันค่ะ ชอบๆๆๆ

 

โดย: ดวงลดา 25 กรกฎาคม 2552 20:31:45 น.  

 

สวัสดีค่ะคุณตระไคร้

ใช่แล้วค่ะ Stephansdom ยังใช้ประกอบพิธีทางศานาค่ะ
มีทุกวันอาทิตย์ และวันพิเศษค่ะ


 

โดย: Sweety-around-the-world 26 กรกฎาคม 2552 0:37:18 น.  

 

บ้านสวยจังเลยค่ะ





ที่เขาว่ามานั้น จริงมั้ยหนอ

 

โดย: เช้านี้ยังมีเธอ 26 กรกฎาคม 2552 12:13:48 น.  

 



แวะมาเยี่ยมค่ะ
สบายดีนะคะ

 

โดย: ข้ามขอบฟ้า 27 กรกฎาคม 2552 3:47:41 น.  

 



สวัสดียามเที่ยงค่ะ

วันนี้งานยุ่งมั๊ยเอ่ย

ทานกลางวันให้อร่อยนะคะ

 

โดย: nLatte 27 กรกฎาคม 2552 12:31:57 น.  

 

Photobucket

มาชวนไปชมดอกไม้รูปดาวค่ะ

 

โดย: fleuri 28 กรกฎาคม 2552 0:49:37 น.  

 

แวะมาทักทายค่ะ

 

โดย: makok_82 28 กรกฎาคม 2552 2:14:49 น.  

 

ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมชมกันค่ะ

 

โดย: เหนือฟ้า พาไป 28 กรกฎาคม 2552 10:12:10 น.  

 

ตามมาอ่านด้วยค่ะ

 

โดย: ด.ญ คณิตกร 28 กรกฎาคม 2552 20:43:55 น.  

 



สวัสดียามเช้าค่ะ คุณตะไคร้

ยังงัยพักผ่อนเยอะๆ

หายไวไวนะคะ

 

โดย: nLatte 29 กรกฎาคม 2552 9:30:16 น.  

 

สวัสดียามสายครับ
















 

โดย: กะว่าก๋า 29 กรกฎาคม 2552 10:46:24 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ตะไคร้หอม
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






Friends' blogs
[Add ตะไคร้หอม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.