ไปๆ มาๆ ก้อหลงรักการทำเค้กเข้าอย่างจัง
Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2556
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
2425262728 
 
27 กุมภาพันธ์ 2556
 
All Blogs
 

Anatomy of the ear

             หูเป็นอวัยวะสำหรับรับสัมผัสอย่างหนึ่งที่ทำหน้าที่ใน 2 ระบบ คือการได้ยิน (auditory system) และควบคุมการทรงตัว (vestibular system) โดยแบ่งตามโครงสร้างได้ 3 ส่วนคือ หูชั้นนอก, หูชั้นกลาง และหูชั้นใน  โดยหูชั้นนอก และหูชั้นกลาง มีหน้าที่ในการรับและส่งผ่านเสียงไปยังหูชั้นในซึ่งเป็นที่อยู่ของประสาทรับรู้เสียง  ส่วนประสาทรับการทรงตัวก็อยู่ในหูชั้นในเช่นเดียวกันแต่จะทำหน้าที่เป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับหูชั้นนอกและหูชั้นกลาง






External ear
.

.
External ear หูชั้นนอก ประกอบไปด้วยส่วนของใบหู และช่องหู
- ใบหู (ear lobule) มีหน้าที่รวบรวมคลื่นเสียงและนำเสียงจากภายนอก มาสู่ช่องหูต่อไปยังแก้วหู ประกอบด้วยแผ่นกระดูกอ่อนที่ปกคลุมด้วยผิวหนัง คุณลักษณะยืดหยุ่นได้ดีจึงพับงอได้ 
- ช่องหู (ear canal, auditory canal) เป็นทางเดินของคลื่นเสียงผ่านแก้วหูเข้าสู่หูชั้นกลาง มีความยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร  แบ่งเป็น
  • Cartilaginous part  เป็นส่วน 1/3 ของช่องหูด้านนอก นับตั้งแต่ปากรูหูจนถึงรอยต่อระหว่างกระดูกอ่อน และกระดูก ประกอบไปด้วยกระดูกอ่อนและ connective tissue  ผิวหนังที่คลุมในส่วนนี้จะค่อนข้างหนา มี  hair follicle, sweat gland, sebaceous gland, ceruminous gland อยู่ ซึ่งขี้หูจะถูกผลิตขึ้นในส่วนนี้ ทำหน้าที่ปกคลุมช่องหูชั้นนอกไม่ให้ผิวหนังแห้ง และป้องกันสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก  โรคในกลุ่ม otitis externa  ส่วนใหญ่ก็มักเกิดในส่วนนี้เช่นกัน

  • Bony part  เป็นส่วน 2/3 ของช่องหูลึกเข้าไปด้านใน ผิวหนังค่อนข้างบาง คลุมอยู่บนส่วนของกระดูก ไม่มีต่อมต่างๆ เหมือนในส่วนนอก การกระแทกเพียงเล็กน้อยจากกระแคะหู หรือการทำหัตการ อาจทำให้เกิดอาการปวดได้


Middle ear



Middle ear  เป็นส่วนที่อยู่ระหว่างหูชั้นนอกกับชั้นใน โดยมีโพรงอากาศเล็กๆ มีขอบเขตจากแก้วหูต่อไปยังหูชั้นในผ่านทาง oval and round window โดย oval window ต่อกับ vestibule และ round window ต่อกับ cochlear  ภายในหูชั้นกลางยังมีกระดูกหูชิ้นเล็กๆ ที่ช่วยในการนำเสียงและขยายเสียง มีท่อปรับความดันหู eustachian tube เชื่อมต่อจากหูชั้นกลางไปเปิดที่หลังโพรงจมูก มีบางส่วนของ facial nerve ผ่านเข้ามา ส่วนทางด้านหลังของ middle จะสามารถต่อไปถึง mastoid cavity ได้

- แก้วหู (tympanic membrane, ear drum) เป็นเยื่อบางๆ แผ่นกลมรี ที่แยกระหว่างหูชั้นนอก และหูชั้นกลาง มีขนาดประมาณ 8 มิลลิเมตร ความหนาของเยื่อแก้วหูจะไม่เท่ากันตลอด โดยจะหนาตรงขอบริมโดยรอบเนื่องจากมีผังผืดที่เรียกว่า fibrous annulus   เยื่อแก้วหูมีหน้าที่สั่นสะเทือนเมื่อมีเสียงมากระทบ แบ่งเป็น 3 ชั้น



  • outer squamous epithelial layer คลุมอยู่ชั้นนอกสุด ซึ่งต่อมาจากช่องหู
  • middle elastic fibrous layer เป็นชั้นที่สร้างความแข็งแรงให้กับแก้วหู
  • inner mucosa layer อยู่ชั้นในสุด ต่อกับเยื่อบุของ mastoid and middle ear

ตำแน่งที่สำคัญของแก้วหูมีดังนี้




          เยื่อแก้วหูทางด้านบนจะมีเพียงชั้น epithelium and mucosa ไม่มีชั้น fibrous layer จึงทำให้เยื่อแก้วหูส่วนนี้บาง เรียกบริเวณนี้ว่า Pars flaccida   บริเวณส่วนใหญ่ด้านล่างของแก้วหูจะหนาและแข็งแรงกว่า เนื่องจากมี layer ครบทั้ง 3 ชั้น เรียกว่า Pars tensa  ทั้งสองส่วนนี้แยกกันด้วย Anterior and posterior malleal fold
              เมื่อส่องดูเยื่อแก้วหู ส่วนที่มองเห็นชัดที่สุดคือ  manubrium ของกระดูก malleus โดยจะเห็น short process  เป็นตุ่มนูนเล็กๆ  ด้านบน  เห็นส่วนบุ๋มลึกที่สุดตรงกลางแก้วหู เรียกว่า umbo   แสงไฟจะการส่องตรวจจะกระทบกับแก้วหูทำให้เห็นแสงสะท้อนที่เรียกว่า cone of light  หรือ light reflex

- กระดูกหู (ossicle)  หรือ ค้อน ทั่ง โกลน กระดูกทั้ง 3 ชิ้นเรียงตัวกัน โดยทำหน้าที่ส่งผ่านคลื่นเสียงจากแก้วหูเข้าสู่หูชั้นใน โดยการสั่นสะเทือนนี้ยังช่วยขยายเสียงสันญาณเสียงอีกด้วย
  • malleus
  • incus
  • stepes

           กระดูกทั้ง 3 ชิ้นวางตัวติดกันด้วยข้อที่สามารถเคลื่อนไหวได้ โดยฐานของ stepes footplate โดยต่อกับ middle ear บริเวณ oval window

- ท่อปรับความดันหู (eustachian tube, auditory tube) เป็นท่อเล็กๆ ยาวประมาณ 3.5 เซนติเมตร เชื่อมต่อระหว่าง middle ear และ nasopharynx  ในภาวะปกติท่อนี้จะปิด แต่ถ้ามีการหดตัวของกล้ามเนื้อ  levator veli palatini and salpingopharyngeus ในเวลาหาวหรือกลืน จะทำให้ท่อนี้เปิดออกและเกิดการถ่ายเทของอากาศระหว่างหูชั้นกลางและภายนอก




Function of eustachian tube 
  • Ventilation : ปรับหรือคงระดับความดันในหูชั้นกลางและ mastoid cavity ให้เท่ากับความดันในชั้นบรรยากาศด้านนอกตลอดเวลา การไหลเวียนของอากาศที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการหาว หรือการกลืน
  • Drainage : ระบายสารคัดหลั่งหรือมูกที่อยู่ใน middle ear ทั้งในภาวะปกติ และภาวะที่มีการติดเชื้อให้ออกสู่ภายนอกที่ nasopharynx โดยการทำงานของ mucocilliary apparatus
  • Protection : ป้องกันการติดเชื้อจาก nasopharynx เข้าสู่ middle ear
ดังนั้นหาก eustachian ทำงานผิดปกติ อาจส่งผลให้เกิดพยาธิสภาพในหูชั้นกลางได้ดังนี้
  1. เนื้องอกไปอุดบริเวณรูเปิดของท่อ เช่น ต่อม adenoid โต มีก้อนเนื้อที่ช่องคอหลังโพรงจมูก เช่น Nasopharyngeal carcinoma หรือ angiofibroma

  2. การบวมของเยื่อบุท่อ ทำให้รูของ eustachian tube แคบลง เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหวัด

  3. วามผิดปกติของกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ในการเปิด eustachian tube โดยกล้ามเนื้อที่สำคัญที่สุด คือ Tensor Veli Palatini อาจเกิดจากความผิดปกติทางกายวิภาค เช่น cleft palate และ malformation of craniofacial structure นอกจากนี้ ชนชาติ ซึ่งต่างกันจะมีรูปทรงของกะโหลกศีรษะต่างกัน ทำให้มีแรงดึงของกล้ามเนื้อไม่เหมือนกัน อุบัติการณ์ของโรคหูน้ำหนวกจึงแตกต่างกันออกไป

  4. ความแข็งแรงของกระดูกอ่อนของ eustachian tube ในเด็กส่วนประกอบของกระดูกอ่อน จะมี mucopolysaccharide ชนิด keratan sulfate น้อยกว่าในผู้ใหญ่ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ eustachian tube ไม่แข็งแรงเท่ากับผู้ใหญ่ เด็กจึงมีการอักเสบของหูชั้นกลางมากกว่าผู้ใหญ่

  5. ความผิดปกติในการทำงานของ mucocillary apparatus หรือ ภูมิต้านทานเฉพาะที่ เช่น สารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองบริเวณนี้ ทำให้เซลล์ขนกวัดทำงานผิดปกติ

นอกจากนี้ลักษณะทางกายวิภาคของท่อในเด็กและผู้ใหญ่มีความแตกต่างกันหลายอย่างดังภาพ




Characteristic of eustachian tube in children
  • ท่อมีลักษณะสั้น หนา และวางตัวในแนวนอนมากกว่าผู้ใหญ่
  • การทำงานของกล้ามเนื้อที่ช่วยในการเปิดปิดท่อยังทำงานไม่สมบูรณ์
  • respiratory epithelial ที่บุอยุ่ในท่อ ยังเจริญพัฒนาไม่เต็มที่
ด้วยคุณสมบัติที่แตกต่างกันเหล่านี้ ทำให้เด็กมีแนวโน้มที่จะมีภาวะติดเชื้อในหูชั้นกลางใด้มากกว่าผู้ใหญ่


                                                Inner ear


Inner ear
หูชั้นในมีอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัวและการได้ยิน ประกอบด้วย
vestibule, semicircular canal  และ cochlea

โดยแบ่งเป็นโครงสร้างที่เป็นกระดูก bony labyrinth และโครงสร้างที่เป็นท่อและเยื่อบุ membranous labyrinth

โครงสร้างที่เป็นกระดูก ( bony labyrinth ) ประกอบด้วย

(1) vestibule  คือ ช่องว่างตรงกลางของโครงสร้าง ประกอบด้วยช่องรูปวงรีสำหรับเป็นที่อยู่utricle และช่องรูปวงกลมสำหรับเป็นที่อยู่ของ Saccule และผนังด้านข้างเป็นที่อยู่ของ oval window

(2) semicircular canals  คือ ท่อสามอันซึ่งต่อจากด้านหลังของ vestibule ตรงปลายท่อจะมีการโป่งออก ampulla

(3) cochlea  คือ อวัยวะที่มีรูปร่างเหมือนเปลือกหอยทาก ขดวนเป็นวงกลมเกลียว2.5 รอบ ซึ่งเป็นที่อยู่ของเส้นประสาท cochlear ช่องว่างภายในนั้นจะเปิดสู่ round window

โครงสร้างที่เป็นเยื่อบุ (membranous labyrinth)

         ภายในเยื่อบุของผิวท่อภานในนั้น มีการสื่อสารระหว่างกันและมีของเหลวอยู่ภายในที่เรียกว่า endolymph มีลักษณะคล้ายของเหลวภายในเซลล์ซึ่งมีส่วนประกอบด้วยโปแทสเซียมปริมาณสูงและโซเดียมปริมาณต่ำ  ส่วนด้านนอก membranous labyrinth จะมีของเหลวที่เรียกว่า perilymph มีลักษณะเหมือนของเหลวนอกเซลล์ ซึ่งประกอบด้วยโปแทสเซียมปริมาณต่ำ และโซเดียมปริมาณสูง


               ในการแบ่งส่วนของ membranous labyrinth นั้น จะแบ่งตามการรับรู้ของระบบประสาทเป็น 

- Vestibular system ควบคุมระบบสมดุลและการทรงตัว ประกอบด้วย utricle  และ saccule  ทำหน้าที่รับรู้การทรงตัวในแนวดิ่ง มีตัวรับสัญญาณประสาทเหมือนกัน  เรียกว่า macula ส่วน semicircular duct  นั้นรับรู้การทรงตัวแนว rotation โดยมีตัวรับสัญญาณที่เรียกว่า  cupula

- Cochlear duct  ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการรับรู้เสียงและการได้ยิน (hearing)  ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันวางตัวอยู่ภายใน  ที่ว่างในท่อนี้เรียกว่า scalamedia ภายในมีของเหลวคือ endolymph บรรจุอยู่




Cochlear duct แบ่ง cochlear เป็น 2ส่วน  คือ scala tympani  กับ  scala vestibuli  ซึ่งภายในบรรจุของเหลว คือ perilymph

                    Cochlear duct มีรูปร่างเป็นสามเหลี่ยม แต่ละด้านมีลักษณะที่แน่นอน คือ 

- ด้านหนึ่งวางตัวจากกระดูกที่ติดกับ spiral lamina  และทอดตัวตามขวางไปยังผนังด้านที่เป็นกระดูกเปลือกของ cochlear เรียกเนื้อเยื่อด้านนี้ว่า basilar membrane ซึ่งเป็นด้านล่างของ cochlear duct  และอยู่ชิดกับ scalar tympani   ส่วนด้านที่ติดกับ scala media นั้น มีเซลล์ประสาทที่เรียกว่า organ of corti ซี่งมีเซลล์ประสาท inner hair cell และ outer hair cell  ทำหน้าที่รับส่งสัญญาณประสาทเกี่ยวกับการได้ยิน

- อีกด้านหนึ่งอยู่ชิดกับผนัง cochlear เรียกว่า lateral cochlear wall

- ด้านที่สามของ cochlear duct  คือด้านบน ซึ่งมี membrane แยกระหว่าง scala vestibuli และ scala tympani นั่นคือ vestibular membrane หรือ  Reissner's membrane ซึ่งทำให้ของเหลวใน endolymph and perilymph ไม่ปนกัน

          หากมีการเปลี่ยนแปลงของความดันใน endolymph อาจทำให้ Reissner's membrane ฉีกขาดและของเหลวใน endolymph ปนกับ perilymph ผู้ป่วยจะมีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน ซึ่งพบได้ในกลุ่มโรค Meniere's




โดยสรุป การที่เราจะเข้าใจโรคของหูนั้น จำเป็นจะต้องมีความรู้ด้านโครงสร้างและหน้าที่ของหูเป็นพื้นฐานก่อน และนำความรู้นั้นไปประกอบใช้ในการอธิบายกลไกการเกิดโรคแต่ละชนิดได้ดีขึ้น





 

Create Date : 27 กุมภาพันธ์ 2556
4 comments
Last Update : 26 สิงหาคม 2556 18:23:50 น.
Counter : 8746 Pageviews.

 

ขอบคุณครับ :D

 

โดย: norflox- IP: 27.145.107.9 26 สิงหาคม 2556 18:34:33 น.  

 

จารีบมาอ่านให้จบนะค้าา.
แอบไปเห็นว่าจารย์มีเขียนไว้ถึงเค้ก,,,น่าสนใจจัง :3

 

โดย: นอสอพอ IP: 27.145.105.76 26 สิงหาคม 2556 20:19:01 น.  

 

อาจารย์,,, เรื่องหน้า ขอ nasal polyp นะค้าบบบบ:)

 

โดย: นอสอพอ IP: 27.145.105.76 27 สิงหาคม 2556 0:42:05 น.  

 

ภาพสวยมากคะ

 

โดย: jeen IP: 171.101.25.212 12 ตุลาคม 2557 15:15:01 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Valentine's Month


 
Gibpiko
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 79 คน [?]




ไม่เคยคิดว่าการทำเค้ก จะทำให้เราได้พบความจริงที่ว่า ยังมีอะไรอีกหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตที่น่าสนใจ เค้กทุกชิ้น ขนมทุกอย่างใน Blog เกิดจากความตั้งใจ ลองผิดลองถูกหลายครั้ง จนวันนี้...การทำเค้กได้กลายมาเป็นสิ่งที่ตัวเองรัก และเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่รู้สึกว่าทำแล้วมีความสุข.. ขอบคุณความรู้จะห้องก้นครัว ขอบคุณ Blog ของทุกๆคน ที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำขนม ขอบคุณ comment ทุกข้อความ ขอบคุณคนที่คอยชิมและคอยติชมให้กำลังใจ จนทำให้พัฒนาการทำขนมให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ
Friends' blogs
[Add Gibpiko's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.