Say "La ilaha ill Allah"
Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2549
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
16 กรกฏาคม 2549
 
All Blogs
 

เส้นทางแห่งศรัทธา ตอนที่ ๑ (เริ่มต้นการเดินทาง)

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณาเสมอ

อัสสลามุอะลัยกุมครับ

ออกตัวก่อนว่าผมเป็นมุสลิมนะครับ ศัพท์บางคำที่ผมใช้อาจดูแปลกๆและอ่านยาก(ทับศัพท์ภาษาอาหรับ) เป็นไปเพื่อความเข้าใจและรายละเอียด ต้องขออภัยด้วยนะครับ

เป้าหมายในการเดินทางของผมในครั้งนี้คือการไปประกอบพิธีอุมเราะฮ์ ที่มหานครมักกะฮ์(เมกกะ) ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นการประกอบศาสนกิจนอกช่วงเวลาแห่งพิธีฮัจญ์

แต่ก่อนเดินทางไปที่ซาอุฯ ผมได้แวะที่ประเทศจอร์แดนและอิสราเอลก่อนเป็นเวลา 3 วัน

บริเวณพื้นที่ประเทศจอร์แดนและอิสราเอลนั้น ชาวยิว คริสเตียนและมุสลิมนั้นถือเป็น Holy Land เพราะมีสถานที่สำคัญทางศาสนาของทั้ง 3 ศาสนา

เริ่มเมื่อเครื่องลง เวลาประมาณ ตี4.30 ณ ท่าอากาศยาน Queen Alia International Airport ใกล้กับกรุงอัมมานประเทศจอร์แดน



ภายในท่าอากาศยาน Queen Alia International Airport




ภายนอกอุณหภูมิประมาณ 16 องศา เย็นพอสมควร


สำหรับจอร์แดนนั้น ชื่อเป็นทางการคือ ราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน (Al-Mamlakah al-Urdunniyyah al-Hashimiyyah) เรียกสั้นๆว่า จอร์แดน หรือ อุรดุน ใช้ภาษาอาหรับเป็นภาษาราชการ ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม เมืองหลวงคือกรุงอัมมาน




บรรยาการบริเวณชานกรุงอัมมาน




แวะรับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมชานกรุงอัมมาน




อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ง่ายๆ อิ่มไปอีกมื้อ....




หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จก็เดินทางเข้าไปยังกรุงอัมมาน และพร้อมเข้าพรมแดนอิสราเอล จะเห็นได้ว่าเพิ่ง 6 โมงเช้าแต่แดดแรงมาก...(แต่อากาศหนาว )




นั่งรถผ่านกรุงอัมมาน เพื่อไปยังพรมแดนอิสราเอล ทิวทัศน์โดยรอบ ยังมีการปลูกหญ้าและต้นไม้ มีการทำปศุสัตว์




นั่งรถมาซักพัก มองออกไป อ้าวเฮ้ย ต้นไม้ต้นหญ้าหายไปไหนหมด.....




และแล้ว เราก็มาถึงด่าน Allenby Bridge เพื่อจะข้ามพรมแดนตะวันออกของจอร์แดนเข้าสู่ประเทศอิสราเอล ด่านที่นี้ตรวจเข้มมาก(เจ้าหน้าที่ก็ดุ...) แต่เราก็เข้าใจ ว่าประเทศเค้ามีปัญหาอยู่

หลังจากผ่านด่าน Allenby Bridge มาแล้ว ตอนนี้เราก็อยู่ในอิสราเอลแล้ว ชื่อเป็นทางการคือ รัฐอิสราเอล (Medinat Yisrael,Dawlat Israil) ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนายูดาย ส่วนชาวปาเลสไตน์(ภาษาอาหรับว่า เฟลอสตีน) ชนกลุ่มน้อยนับถือศาสนาอิสลาม ภาษาราชการคือ ฮิบรูและอาหรับ



นั่งรถมาประมาณครึ่งชั่วโมง เราก็พบกับสถานที่สำคัญแห่งแรก คือสุสาน(กุบูรฺ)ของนบีมูซา (โมเสส)




ตามรายงานของชาวปาเลสไตน์ ที่แห่งนี่คือบริเวณที่ฟังศพของนบีมูซา (โมเสส) เข้ามาข้างในตรงกลางเป็นลานกว้าง แต่ดูแล้วสถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีการบูรณะหรือซ่อมแซมเท่าที่ควร มีสภาพไม่ค่อยดีนัก แม้กระทั่งน้ำจากก็อกน้ำยังเป็นสีขาวเหมือนน้ำนม!




มีมัสญิดอยู่ภายใน ก่อนเข้าต้องชำระล้างร่างกายและถอดรองเท้า




เมื่อเข้ามาภายจะพบกับ สุสาน(กุบูรฺ)ของนบีมูซา (โมเสส) เรื่องราวของท่านมีบันทึกในคัมภีร์ไบเบิลและคัมภีร์อัล-กุรอาน หลังจากเข้าไปแล้วละหมาดซุนนะฮฺ 2 รอกาอัต แล้วจึงขอดุอา(ขอพร)ให้ท่าน



หลังจากที่เยี่ยมเยียนท่านนบีมูซาแล้ว จึงเดินทางต่อ ผ่านทะเลทรายและหุบเขาหินมากมายเพื่อมุ่งหน้าตรงสู่นครเยรูซาเลม....นครศักดิ์สิทธิ์ของชาวยิว คริสเตียนและมุสลิม



11 โมงกว่า เราก็ถึงเยรูซาเลม(ฮิบรู= Yerushalayim,อาหรับ= Al-Quds) เมืองนี้ตั้งอยู่บริเวณที่เป็นหุบเขา ดังนั้นถนนที่นี่จึงเป็นเนินขึ้นๆลงๆ บ้านเรือนปลูกสร้างบนภูเขาเป็นชั้นๆ ต้นมะเดื่อและมะกอกเรียกว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้เลยก็ว่าได้(เยอะจริงๆ)



ในฐานะที่เป็นชาวมุสลิม นครเยรูซาเลมสำคัญเป็นอันดับที่ 3 รองจาก มักกะฮ์ (เมกกะ) และมาดินะฮ์ เพราะนครแห่งนี้เป็นที่ตั้งของ มัสญิดอัล-อักซอ (Al-Aqsa Mosque) ซึ่งเป็นกิบลัต(ทิศที่ชาวมุสลิมหันไปละหมาด)แห่งแรก ก่อนที่อัลลอฮฺทรงบัญชาให้เปลี่ยนทิศไปยังมัสญิดอัล-ฮะรอม นครมักกะฮ์



มัสญิดอัล-อักซอ นั้นตั้งอยู่บนบริเวณเดียวกันกับที่วิหารของชาวยิวที่ถูกทำลายไปสมัยโรมัน เห็นได้จากกำแพงที่ทอดยาว ซึ่งชาวยิวเรียกว่าภูเขาวิหาร(Temple Mount,Har ha-Bayit)ส่วนชาวอาหรับเรียกว่า บัยตุลมุก็อดดิส (Baitul Muqqaddis หรือ Al-haram Al-Quds ash-Sharif)



ทางเข้ามีหลายทาง เช่นประตูนี้คือ Lion's Gate ทางเข้าด้านทิศเหนือของมัสญิดอัล-อักซอ




เมื่อเข้ามาภายใน เกิดความรู้สึกแปลกๆ ยังไงชอบกล รู้สึกถึงความร่มรื่น สงบ (ขนลุกครับ...) ภายในมีบริเวณที่กว้างขวางมาก มีสวนสนเต็มไปหมด เมื่อเข้าไปสิ่งแรกที่ผมพยายามมองหาคือ...โดมสีทอง เมื่อกวาดสายตามองลอดทิวสนรอบๆ อ้ะ นั่นไงเจอแล้ว!



โดมทองนั้นคือ Dome of the Rock หรือ กุบบะฮฺตุสศ็อคเราะฮฺ(Qubbat As-Sakhrah) หรือ โดมแห่งศิลา เด่นเป็นสง่ากลางนครเยรูซาเลม และเป็นสถานที่สำคัญของชาวมุสลิม



ใต้โดมแห่งนี้มีหินใหญ่ ซึ่งเป็นจุดที่ท่านนบีมุฮัมมัด ซล. ถูกยกขึ้นสู่ชั้นฟ้าไปพบอัลลอฮฺ ในเหตุการณ์อิสรอและมิอฺรอจญ์ ซึ่งโองการในอัล-กุรอาน ว่า

"มหาบริสุทธิ์ผู้ทรงนำบ่าวของพระองค์เดินทางในเวลากลางคืน จากมัสยิดอัลฮะรอมไปยังมัสยิดอัลอักซอ ซึ่งบริเวณรอบมันเราได้ให้ความจำเริญ เพื่อเราจะให้เขาเห็นบางอย่างจากสัญญาณต่างๆของเรา แท้จริง พระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น" (ซูเราะฮฺ อัลอิสรอ 17:1)

หลักจากที่ท่านนบีมุฮัมมัด ซล. เสียชีวิต ในสมัยของมุสลิมปกครองเยรูซาเลม เคาะลิฟะฮฺ(กาหลิป) อับดุลมาลิก บิน มัรวาน แห่งราชวงศ์อุมัยยะฮฺ ได้สร้างอาคารโดมครอบหินในจุดที่ท่านนบีมิอฺรอจญ์ไว้ ซึ่งเสร็จในปีค.ศ 691....



ภายในบรรยากาศสลัวๆ ลวดลายตกแต่งตามหลักของอิสลาม คือ จะไม่มีรูปปั้น ภาพคนหรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ลวดลายส่วนใหญ่ใช้ ข้อความจากอัล-กุรอาน รูปทรงเราขาคณิต หรือลวดลายใบไม้ เถาวัลย์ หรือดอกไม้ ที่เรารู้จักที่เรียกว่าศิลปะสไตล์ อาราเบสค์ โดมแห่งศิลานี้ถือได้ว่าเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมมุสลิมยุคแรกๆ เลยที่เดียว



ก้อนหินใหญ่ภายใน เป็นจุดที่ท่านนบีมุฮัมมัด ทำการมิอฺรอจญ์



เข้ามาในด้านในได้ซักพัก ก็ได้ยินเสียงอะซาน(เสียงเรียกให้มุสลิมทำละหมาด) ดังก้องทั่วบริเวณ ในช่วงเวลาประมาณเที่ยงกว่าเป็นเวลาละหมาดดุฮฺริ(ตอนเที่ยง) ตัวอาคารโดมแม้ไม่ได้เป็นมัสญิด แต่สามารถละหมาดภายในนี้ได้ ผมจึงเดินลงไปละหมาดใต้หิน ด้านล่างมีพื้นที่ละหมาดกะประมาณซัก 20 คนได้...


หลังจากละหมาดเสร็จ และเดินชมสถาปัตยกรรมด้านในเสร็จแล้ว ก็ออกมาภายนอก ตัวอาคารเป็นทรง 8 เหลี่ยมตกแต่งด้วยโมเสกสีฟ้า และหินอ่อนสีขาว ประดับลวดลายตัวอักษรข้อความในคัมภีร์อัล-กุรอาน ตัวโดมดั่งเดิมทำจากไม้และปิดด้วยแผ่นตะกั่วและทองแดง ซึ่งได้ผุพังตามกาลเวลา ซึ่งต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นโดมทอง ส่วนโดมทองปัจจุบันเป็นส่วนของการปรับปรุงครั้งใหญ่ ตอนปี 1998 โดยใช้งบประมาณ 8.2 ล้านเหรียญ ในสมัยของกษัตริย์ฮุสเซน แห่งจอร์แดน พระราชบิดาของกษัตริย์อับดุลเลาะฮ์ที่ 2 แห่งจอร์แดน ที่เพิ่งเสด็จมาร่วมพระราชพิธีเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ที่ผ่านมานี้เอง...


ห่างจาก Dome of the Rock ประมาณ 200 เมตร จะเห็นตัวมัสญิดอัล-อักซอ...จะเห็นว่าคนเพิ่งเดินกันออกมาหลังจากละหมาดเสร็จ

<เกร็ดความรู้> มัสญิดอัล-อักซอนั้นแรกสร้างขึ้นในสมัยท่านเคาะลีฟะฮฺ อุมัร อิบนุ อัลค็อฏฏอบ หลังการพิชิตนครเยรูซาเลม อย่างสันติ ในปี ค.ศ.638

ในปี ค.ศ.1099 หลังจากกองทัพคริสเตียนเข้ายึดนครเยรูซาเลมได้ ในสงครามครูเสดครั้งที่ 1 พวกคริสเตียนได้เปลี่ยนมัสญิดอัล-อักซอให้เป็นศูนย์บัญชาการของอัศวินเทมปลาร์ (Knight Templar) และเปลี่ยนโดมแห่งศิลาให้กลายเป็นโบสถ์ โดยติดตั้งไม้กางเขนบนยอดโดม ต่อมาในปี ค.ศ.1187 แม่ทัพเศาะลาฮุดดีน อัยยูบี(ซาลาดิน) ได้ยึดเยรูซาเลมกลับคืนสู่มุสลิม จึงได้เปลี่ยนอาคารทั้งสองเป็นกลับเป็นเหมือนเดิมจวบจนถึงปัจจุบัน



ภายในมัสญิดอัล-อักซอ




บางคนก็ยังละหมาดอยู่..




นี่คือบริเวณที่เรียกว่า มิฮฺรอบ(Mihrab) เป็นช่องในกำแพงซึ่งแสดงทิศของนครมักกะฮ์




ถัดจากตัวมัสญิดไปทางขวาจนถึงมุมกำแพง มีบันไดทางลง เป็นบันไดที่ชันมากๆ ด้านล่างมีห้องห้องหนึ่งเป็นสถานที่ที่ท่านนบีมุฮัมมัด ได้นำ"บุร็อก"(Buraq) เป็นพาหนะชนิดหนึ่ง ซึ่งอัลลอฮฺประทานให้ท่านได้ขี่มาพร้อมกับมลาอิกะฮฺญิบรีล(เทวทูตกาเบรียล) โดยเดินทางจากเมืองมักกะฮ์สู่เยรูซาเลมในเหตุการณ์อิรสอและมิอฺรอจญ์ มาผูกไว้ ห่วงเหล็กนี้แสดงจุดที่ท่านนบีผูกบุร็อกไว้





นี่คือไกด์ของผม ชื่อ Mr.ชารีฟ เป็นชาวปาเลสไตน์ ใจดีมีอารมณ์ขัน แถมยังคุยสนุก



หลังจากเดินชมเสร็จ ดูเวลา...เฮ้ย...บ่ายกว่าแล้ว Mr.ชารีฟ จึงพาไปทานอาหารกลางวัน โดยเดินผ่านย่านตลาดเก่า


เป็นตลาดในที่พลุกพล่าน บริเวณเป็นย่านชุมชนมุสลิม(Muslim Quarter)ส่วนใหญ่เป็นชาวปาเลสไตน์ที่มาเปิดร้านอยู่ในเขตเมืองเก่า ในภาพเป็นร้านขายขนมปัง อบใหม่ๆจากเตา น่าทานจริงๆ


หลักจากเบียดเสียดกับคนในตลาด ก็ออกที่ประตูดามัสกัสจนได้...Mr.ชารีฟ พามาที่ร้าอาหารแห่งนึง สั่งอาหารเรียกน้ำย่อยมาก่อน เสร็จแล้วก็ปิดท้ายด้วยข้าวหมกไก่จานใหญ่


พอทานข้าวเสร็จ Mr.ชารีฟ ออกว่าจะพาไปจุดชมวิว เราก็นั่งรถอ้อมเมืองเก่า ขึ้นภูเขาลูกหนึ่งชื่อว่า Mount of Olive(Har HaZeitim,Jabel as-Zaitun) ชื่อก็บอกแล้ว่ามะกอก แล้วก็จริงๆภูเขานี้มีมะกอกเพียบ จุดนี้สามารถมองเห็นวิวของนครเยรูซาเลมได้ทั้งหมด ที่เห็นในภาพคือ มัสญิดอัล-อักซอ และ โดมแห่งศิลา



บริเวณเนินเขามี Dominus Flevit Church และ Church of Maria Magdalene(สีทองๆ) ส่วนที่เห็นเป็นบล็อกๆด้านข้างคือสุสานของชาวยิว



หลังจากอิ่มเอมกับวิวทิวทัศน์พอสมควร ก็ได้เวลาเข้าที่พักแล้ว เราจึงนั่งรถเข้าไปยังตัวเมืองเยรูซาเลม ผ่านบ้านเรือนมีแต่สีทรายๆ บ้านเรือนแทบไม่มีสีอื่นเลย บริเวณตัวเมืองส่วนใหญ่เป็นชุมชนชาวยิว ในภาพคือโรงแรม Caesar...ในเมืองเยรูซาเลม ที่สำหรับพักในค่ำคืนนี้

ติดตามตอนต่อไป เส้นทางศรัทธา ตอน ๒ (เที่ยวไปใน Holy Land)




 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2549
21 comments
Last Update : 26 พฤษภาคม 2550 11:44:00 น.
Counter : 3516 Pageviews.

 

ทำดีจังเลยค่ะ น่าไป

 

โดย: ติงต้า IP: 203.146.133.10 27 ตุลาคม 2549 13:32:20 น.  

 

อยากไปด้วยง่า อย่ากไป อยากไปจังง่า

 

โดย: aoh IP: 203.126.30.134 27 พฤศจิกายน 2549 13:11:28 น.  

 

ต้องติดตามเสียแล้วสิคะ

 

โดย: เกาลัด IP: 124.120.94.41 1 มกราคม 2550 22:34:50 น.  

 

มาทักทายน้องซี เขียนเก่งมากๆเลยค่ะ

 

โดย: น้าต๋อย IP: 202.57.137.157 26 มีนาคม 2550 16:50:17 น.  

 

อ่านไปอ่านมาหิวเลยค่ะ

 

โดย: กี้ IP: 125.24.162.202 31 มีนาคม 2550 22:21:20 น.  

 

มีอะไรจะบอกหน่อยคือว่าท่านนบีมูซายังไม่ตายเพราะอัลลอฮทรงยกท่านขึ้นไปก่อนที่พวกทหารจะมา แล้วเปลี่ยนหน้าชายคนหนึ่งให้เหมือนท่านนบีนั้นแหละคนที่ถูกตรึงไม้กางเขนไม่ใช่ท่านนบีมูซาเพราะท่านนบีจะต้องลงมายังโลกก่อนวันสิ้นโลกแน่นอน

 

โดย: เด็กเรียนศาสนา IP: 125.24.12.145 8 เมษายน 2550 15:59:43 น.  

 

^
^
รับทราบครับ เออ จริงแล้วๆที่ถูกคือท่านนบีอีซา อะลัยฮิสลาม(พระเยซูนั่นเอง) นะครับ

ส่วนท่านนบีมูซา อะลัยฮิสลาม คือ ท่านที่พาชาวบนีอิสรออีล(ยิว) ข้ามทะเลแดงให้พ้นภัยฟิรอูน(ฟาโรห์) นั่นเองครับ

 

โดย: GHANZI 9 เมษายน 2550 21:32:37 น.  

 

อัสสลามุอะลัยกุม/สวัสดีค่ะ

พอดีผ่านมา...ระหว่างที่กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับจอร์แดน...อ่านแล้วรู้สึกเหมือนได้ไปเที่ยวดัวย..ภาพก็สวยดีนะคะ..
ชอบค่ะ

 

โดย: maechee IP: 203.156.91.99 11 เมษายน 2550 9:55:57 น.  

 

อัสลามมูอาลัยกุม
เมกกะเปนเมืองที่เราหยากไปมากที่สุด
อยากไปทำฮัจย์ อยากไปมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

โดย: เฟีย 1729 IP: 203.113.77.73 17 เมษายน 2550 21:19:52 น.  

 

^
^
อินชาอัลลอฮ์ครับ

 

โดย: GHANZI 18 เมษายน 2550 1:45:32 น.  

 

สวยงามๆๆเเละเป็นสิ่งน่าค้นคว้าสวย

 

โดย: ฟาติน IP: 61.7.241.30 13 พฤษภาคม 2550 11:29:17 น.  

 

ผีผีผีผผีผี

 

โดย: ผีผีผผีผีผีผผี IP: 61.7.241.30 13 พฤษภาคม 2550 11:33:18 น.  

 

สับสนแล้วครับเด็กเรียนศาสนาท่านนบีอีซา(อ.ล.)ต่างหากที่อัลเลาะห์ยกขึ้นไปบนสวรรค์แล้วลงมาบนบนดุนยาใกล้วันสิ้นโลก ส่วนท่านนบีมูซานั้นวาฟาตที่ไบตุลมุกอดดิส คือมลาอิกิลมูตได้มาพบ่านนบีมูซาแล้วเอ่ยปากขอชีวิตท่าน นบีมูซาก็ถามต่อขเาว่าจะเอาชีวิตฉันวิธีใด มลาอิกิลมูตก็ตอบว่าจะถอดดวงวิญญาณของท่านทางปากคงจะได้ นบีมูซาก็ตอบว่าปากนีหนาเคยสนทนากับพระเจ้า และมลากิลมูตก็บอกเขาเอาดวงวิญญาณออกทางหูก็คงได้ นบีมูซาตอบว่าจะออกทางหูฉันก็เคยฟังกระแสรับสั่งท่านรู้ไหม มลาอิกิลมูตก็บอกว่าเอารูฮฺออกทางดวงตาก็ได้ นบีบอกว่า ตาของฉันเคยเห็นรัศมีพระเจ้า ออกทางจมูก นบีก็บอกว่าจมูกเคยได้รับกลิ่นที่ประทับของพระเจ้า ออกทางสองเท้าของท่าน นบีก็บอกว่าสองเท้าของฉันเคยพาตัวฉันเข้าเฝ้าพระเจ้า สองมือของท่านไงเล่า นบีมูซาก็บอกว่าแบกถือคัมภีร์ของพระเจ้าสองมือฉันนั้นเคยถือเตารอตมา มลาอิกิลมูตกล่าวฉันขอดวงวิญญาณออกทางหูจากกระหม่อมท่นคงไม่ว่า นบีก็พูดว่ากระหม่อมนี่แหละกราบไหว้พระเจ้า
มลาอิกิลมูตจนใจ ไร้หนทางที่ถอดรุฮฺของท่านนบี เพราะช่องว่างไม่มี อะมัลครบถ้วนสมบูร์ทั่วทั้งร่างกายนบี มลาอิกิลมูตจึงอำลา และแล้วก็เกิดสุรเสียงของพระเจ้าถามถึงหัวใจศรัทธาของนบี สูเจ้าไม่รักเราหรือนี่ถึงไม่มีใจปรารถนาอยู่ใกล้เรา ทันทีที่นบีมูซาได้ยินสุรเสียงท่านรีบสุหยูดต่อพระเจ้าและท่านก็ตอบว่า โอ้พระผู้อภิบาล ข้าพระองค์นั้นยินดี ใจพร้อมยอมพลี มอบชีวีไม่มีเบื้อนบิดขอสิ้นลมหายใจนะไบตุลมุก็อดดิส แผ่นดินที่แสนศักดิ์สิทธ์ขอมอบชีวิตพร้อมยินยอมให้ และท่านบีมูซาก็เร่งรีบเดินทางไปที่ไบตุลมุก็อดดิสทั้งที่เมื่อท่านไปถึงท่านต้องพบกับความตาย พระองค์อัลเลาะห์ได้ให้มลาอิกะฮ์ขุดหลุมรอท่าน ท่านนบีก็ถามชายผู้นั้นว่าหลุมนั่นท่านจะฝังใคร มลาอิกะฮ์ก็ตอบว่า จะฝังชายคนหนึ่งผู้ภักดี นบีมูซาก็บอกว่า หลุมนี้ช่างพอดีกับตัวฉัน มลาอิกะฮ์ฏ้บอกว่าบ่าวผู้นั้นพระเจ้าบ่งชี้ ที่แห่งนี้เป็นที่ฝังร่างกาย แล้วมลาอิกะฮืก็บอกว่าตนเป็นมลาอิกะฮ์แปลงกายขุดหลุมเตรียมเอาไว้ให้ท่าน ท่านนบีมูซาก็ลงไปนอนในหลุม แล้วท่านก็วาฟาตที่นั่น

 

โดย: ชี้แจง IP: 61.91.193.251 31 กรกฎาคม 2550 9:21:45 น.  

 

อัสลามมูอาลัยกุม
เราอยู่ภูเก็ต
ดีใจมากเลยที่เว็บนี้เราได้เจอแต่บ่าวฃองอัลเลาะ ซบ.
ส่วนท่านนบี อีซายางไม่ตาย ตอนนี้ท่านอยู่บนฟากฟ้า
และจะลงมาดุนยาก่อนอาคิเราะ

 

โดย: รุสลี IP: 202.71.124.132 26 ตุลาคม 2550 16:07:06 น.  

 

السلام عليكم ดีมากเลยคับได้ความรู้ดีมากคับ อีกอย่างเห็นภาพด้วยคับ

 

โดย: ศ้อล IP: 196.217.198.187 26 กุมภาพันธ์ 2551 9:06:27 น.  

 



คุณเขียนบทความได้ดีและน่าอ่านนะคะ



ได้ไปฮัจย์มาเมื่อปีที่แล้ว


มาเจอบล๊อกนี้ทำให้นึกถึงช่วงเวลาที่อยู่ที่นั่นอีก


ขอบคุณสำหรับบันทึกการเดินทางนี้

 

โดย: Pure IP: 124.120.233.123 28 เมษายน 2551 10:41:40 น.  

 

สวยจิง

 

โดย: - -Chocolat IP: 202.143.159.2 5 สิงหาคม 2551 8:55:38 น.  

 

ได้ความรู้เยอะเลยครับ

 

โดย: - ♥-Chocolat- ♥- IP: 202.143.159.2 5 สิงหาคม 2551 9:00:38 น.  

 

ขอให้เอกองค์อัลเลาห์ทรงคุ้มครองบ่าวของท่านด้วยเถิด

 

โดย: นูยา IP: 117.47.87.128 25 กันยายน 2552 15:49:17 น.  

 

มาอ่านครับ
ขอบคุณทั้งภาพและข้อมูลครับ
//www.oknation.net/blog/dragonball

 

โดย: มูซา IP: 115.67.70.197 16 ธันวาคม 2552 3:31:24 น.  

 

เป็น blog เกี่ยวกับภาษาอาหรับ และการแปลภาษาอาหรับที่ดีจริงๆครับ

 

โดย: ต้าโก่ว 11 กรกฎาคม 2554 13:08:26 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


GHANZI
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add GHANZI's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.