หัวหน้าเผ่า กุ๊ก กุ๊ก กู๋
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2548
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
30 มิถุนายน 2548
 
All Blogs
 
.....เก็บตกจากตรงโน้น( เรื่องดีๆ).....

สวัสดีครับ กลับมาพบกับคอลัมน์ เก็บตกจากตรงโน้น กันอีกครั้งนะครับ



สำหรับวันนี้ ขอนำเสนอบทความดีๆ มีสาระนิดหน่อย ที่นำมาฝากกันนะครับ ส่วนจะมีเรื่องใดกันบ้างนั้น เชิญติดตามอ่านได้เลยนะครับ





คนทำงาน 4 แบบ




หลวงวิจิตรวาทการกล่าวไว้ว่า “มีเรือดีดีไม่ขี่ข้าม ไปเอาเรือรั่วน้ำมาข้ามขี่ อยากได้แต่งานดีดี แต่เอาคนผีผีมาใช้งาน”

คำกล่าวนี้ให้แง่คิดในการเลือกคนเข้ามาร่วมงานด้วย ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ประเภทด้วยกัน คือ




1. พวกพายเรือทวนน้ำ




คนประเภทนี้มีความคิดก้าวหน้า แต่มีนิสัยดื้อรั้น หัวแข็ง และก้าวร้าว
การทำงานร่วมกับคนประเภทนี้ต้องใช้ความอดทน อดกลั้น และใช้เวลาจูงใจมากกว่าปกติ
แต่ก็จะทำให้ได้ผลงานที่แปลกใหม่และสร้างสรรค์




2. พวกพายเรือตามน้ำ




คนทำงานประเภทนี้เป็นคนหัวอ่อน ว่านอนสอนง่าย และยอมทำตามกฎระเบียบทุกอย่างด้วยดี
จึงทำงานร่วมกันได้ด้วยความสบายใจและได้ผลงานตามที่ต้องการ




3. พวกลอยตามยถากรรม





คนทำงานประเภทนี้เป็นอันตรายต่อหน่วยงาน
เพราะเป็นแรงงานที่ไม่สร้างประโยชน์ ทำงานไปวันๆ โดยไม่มีจุดหมาย ไม่ทะเยอทะยาน
ไม่สร้างสรรค์ และขาดความกระตือรือร้น





4. พวกมือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ




คนทำงานประเภทนี้เป็นอันตรายต่อหน่วยงานเช่นกัน เพราะชอบยุแยงตะแคงรั่ว
สร้างความร้าวฉานให้เกิดขึ้น และชอบวิพากษ์วิจารณ์มากกว่าสร้างสรรค์ผลงาน






เรียนรู้ตลอดเวลา




ภาษิตฝรั่งบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า

" No one is too old to learn"


"ไม่มีใครแก่เกินเรียน"


เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปแต่ทำอย่างไร ? จะปลูกนิสัยรักเรียน ใฝ่หาความรู้ให้เกิดมีขึ้นในใจของพวกเราได้


ในใจของเด็ก ๆลูกๆ ของหลายๆคนด้วย ปัญหานี้สำคัญเพราะเมื่อสามารถจุดประกายใฟแห่งความใคร่รู้ให้ลุกโชติช่วงได้ในใจของเราแล้ว เราก็จะไม่เบื่อหน่ายท้อถอยต่อการเรียนเลย



ในเด็กๆ ก็เหมือนกันถ้าเขาใคร่ใฝ่รู้แล้ว เราจะไม่ต้องปวดหัวกับการจ้ำจี้จำไช รุกเร้าให้เขาเรียนอย่างเช่นที่เห็นกันอยู่ดาษดื่นทั่วไปในสมัยนี้


เพราะเขาจะกระหายต่อข้อมูลความรู้อย่าง ไม่มีวันสิ้นสุด โลกนี้ยังรอการค้นพบของพวกเราอีกเยอะแยะ


ความรู้ต่างๆกำลังรอการศึกษาวิจัยพิสูจน์ค้นคว้าฯลฯอีกมากมายนัก ดั่งนิทานจีนเรื่องหนึ่งว่า



วันหนึ่งกษัตริย์ผิงกงแห่งรัฐจิ้นได้ตรัสกับซือคว่างขุนนางของพระองค์ว่า



"ข้าแก่แล้วอายุปาเข้าไปเจ็ดสิบปีแล้วถึงจะศึกษาหาความรู้บ้างแต่ก็รู้สึกว่าเวลามันดึกเกินไปแล้ว"



ซือคว่างทูลถามว่า



"เวลานะหรือดึกเกินไปพระเจ้าข้าแล้วทำไมพระองค์ไม่จุดเทียนขึ้น"



กษัตริย์ผิงกงตรัสตอบว่า



"ข้าพูดกับเจ้าเป็นงานเป็นการทำไมเจ้าถึงพูดเล่นกับข้า"



ซือคว่างทูลตอบว่า



"ข้าพระองค์เป็นขุนนางไหนเลยจะกล้าพูดเล่นกับพระองค์


พูดกันตามความจริงใครที่รักเรียนในวัยเด็กก็จะมีอนาคตสว่างรุ่งโรจน์เหมือนกับแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ


ถ้ารักเรียนในวัยฉกรรจ์ก็จะเหมือนแสงอาทิตย์เวลาเที่ยงวันยังมีเวลาถมเถไป


ถ้ารักเรียนเมื่อวัยชราก็จะเหมือนแสงเทียนเท่านั้นเอง แสงเทียนนั้นถึงแม้จะไม่สว่างเท่าไรนักแต่ถ้ามีไว้ก็ยังดีกว่าคลำอยู่ในความมืดกระมั่งพระเจ้าข้า...."





ข้อดีของความทุกข์



1.ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น



2.ทำให้รู้ถึงค่าของความสุข



3.ทำให้เรามีความสามารถมากขึ้น



4.ทำให้เรามีสิ่งที่ต้องทำ(ทำเพื่อให้หายทุกข์



5.ทำให้เรามีประสบการณ์ในการแก้ปัญหามากขึ้น




6.ทำให้เรามีความอดทนมากขึ้น




7.ทำให้ความสุขมีค่ามากขึ้น



8.ทำให้มีความระมัดระวังมากขึ้น



9.ทำให้เรามองโลกกว้างมากขึ้น




10.ทำให้เราเห็นได้ว่าใครคือคนที่เป็นที่พึ่งยามยากของเรา



11.ทำให้เราได้รู้ว่ามีใครบ้างที่ห่วงเรา





12.ทำให้เราได้รู้ว่ามีใครบ้างที่เป็นมิตรแท้ของเรา




13.ทำให้รู้ได้ว่าเพื่อนของเรามีความสามารถแค่ไหน




14.ทำให้เรารู้ว่าใครมีความสามารถขนาดไหน




15.ทำให้เรารู้ได้ว่ามีคนไหนที่รักเราจริง




16.ทำให้เรารู้ว่าการหัวเราะเป็นสิ่งจำเป็น




17.ทำให้เราพยายามที่จะมองโลกในแง่ดีมากขึ้น




18.ทำให้เรามาค้นหาข้อดีของความทุกข์







ชนะได้เพราะไม่คิดเอาชนะ





การคิดเอาชนะคนอื่นมีต้นทุนสูง มีผลเสียมากว่าผลดี


ในระหว่างการเล่น เราต้องควบคุมตัวเองไม่ให้คิดเอาชนะ


แท้จริงคือ การแข่งกันทนยั่วต่อสถานการณ์ ที่มาชักจูงให้เกิดความโลภ อยากทำลายคู่ต่อสู้



ผู้ชนะคือ ผู้ที่ทนยั่วที่จะเอาชนะได้นานกว่า




เพราะอีกฝ่ายที่อยากเอาชนะจะแพ้ให้ก่อน




ผู้ที่ไม่คิดเอาชนะ ก็จะกลายเป็นชนะไปเอง




การชนะจึงมาจากที่สังคมมอบให้...ห้ามไปเอามา!!!




- - - เพราะฉะนั้น - - -


ชัยชนะที่แท้จริง




คือ การบรรลุเป้าหมายของงาน




ไม่ใช่การเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่ง




และนี่คือ เหตุผลเบื้องหลังปรัชญา




“ ชนะได้เพราะไม่คิดเอาชนะ! ”





หวังว่า ท่านผู้เข้ามาแวะชมบล็อกทุกๆท่าน คงจะได้รับสาระเล็กๆน้อยๆ กลับไปฝากคนไกล้ๆตัวกันบ้างนะครับ สำหรับวันนี้ ขอบคุณและสวัสดีครับ






Create Date : 30 มิถุนายน 2548
Last Update : 30 มิถุนายน 2548 12:59:49 น. 4 comments
Counter : 412 Pageviews.

 
แว่บมาอ่านตอนบ่ายๆ ค่า

ง่วงเล็กน้อย ^^'





...


โดย: ขอบคุณที่รักกัน (blueberry_cpie ) วันที่: 30 มิถุนายน 2548 เวลา:15:59:46 น.  

 
โอ้โห้วันนี้ ซึ้งกินใจค่ะ

สบายดีมั้ยคะ


โดย: yadegari วันที่: 30 มิถุนายน 2548 เวลา:16:09:13 น.  

 
//www.pantown.com/data/10318/board4/14-20050630074138.jpg

ได้ข้อคิดเพิ่มขึ้นเชียวค่ะ

ทุกที ที่จำได้แม่นๆก็คือ

ความหิวเป็นซอสที่อร่อยที่สุดอ่ะค่ะ


โดย: stella@luna วันที่: 30 มิถุนายน 2548 เวลา:18:47:07 น.  

 
อ่ะจึ๋ยยยยย ฮี่ๆ พลาดอย่างแรง

รูปอยู่นี่คร๊าบบบท่านผู้ชม



โดย: stella@luna วันที่: 30 มิถุนายน 2548 เวลา:18:49:31 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

คุณเบ๊สะพานขาว
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add คุณเบ๊สะพานขาว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.