กิน เที่ยวและกวนสบู่
Group Blog
 
 
พฤษภาคม 2550
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
16 พฤษภาคม 2550
 
All Blogs
 

หนังสือนิยายในดวงใจ เล่มแรก

คุณๆเคยบ้างไหมที่อ่านหนังสือหลายๆเล่มจนจบ แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ลืมชื่อหนังสือ ลืมตัวละคร ลืมเนื้อเรื่อง ต้องเอาหนังสือเล่มนั้นมาเปิดดูถึงรู้ว่า อ้อ ฉันอ่านเล่มนี้แล้วนะ

มีหนังสือในดวงใจของเราหลายเล่ม ที่อ่านแล้วไม่เคยลืมชื่อ ไม่เคยลืมเนื้อเรื่องหรือตัวละครเลย ไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานเพียงไรก็ตาม บางครั้งยังหวนนึกถึงตัวละครเหมือนพวกเขามีชีวิตจริง นึกถึงเรื่องราวฉากต่างๆ บางครั้งอยากมากที่จะกระโดดเข้าไปอยู่ในหนังสือร่วมกับตัวละครด้วย เรียกว่า "อิน" สุดๆ ขอบอกก่อนว่ามันอาจจะไม่ใช่หนังสือยอดนิยมติดอันดับเบสเซลเลอร์ บางเล่มเป็นหนังสือเก่าเก็บ คนเขียนไม่ได้เป็นนักเขียนมีชื่อก้องโลก บางคนอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อด้วยซ้ำไป ขอประเดิมบล็อคนี้ด้วยหนังสือในดวงใจเล่มแรกเลยค่ะ

//www.amazon.com/Town-Like-Alice-Nevil-Shute/dp/1842323008/ref=pd_bbs_sr_1/104-5373659-5376747?ie=UTF8&s=books&qid=1179145630&sr=1-1

A town Like Alice โดย Nevil Shute หนังสือเล่มนี้เขียนในปี 1950 ชื่อแรกของหนังสือเล่มนี้คือ Legacy ภายหลังถึงมาเปลี่ยนเป็น A Town Like Alice ถึงยังไงทั้งสองชื่อนี่ก็แทบจะไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องเลย

ในปี 1948 หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงได้สามปี จีน แพเจ็ท เสมียนพิมพ์ดีดเล็กๆคนหนึ่งในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในลอนดอน ได้รับแจ้งว่า เธอเป็นผู้รับมรดกก้อนโตจากลุงพี่สาวของแม่ที่เพิ่งเสียชีวิด ต่อจากนี้ไป เธอไม่ต้องทำงานก็สามารถมีชีวิตอยู่ในอย่างสบาย แต่เมื่อโนเอล ทนายผู้ดูแลมรดกก้อนนี้ถามเธอว่า เธออยากทำอะไรมากที่สุด เธอกลับบอกว่า เธออยากกลับไปมลายู(ประเทศมาเลเซียปัจจุบัน) อยากกลับไปที่หมู่บ้านเล็กๆที่ให้ที่อาศัยพักพิงกับเธอกับหญิงและเด็กๆชาวอังกฤษ ขณะที่หญิงกลุ่มนี้เป็นเชลยศึกของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง เธออยากไปขุดบ่อน้ำให้หมู่บ้านนี้ เพื่อที่ผู้หญิงและเด็กๆจะได้ไม่ต้องเดินทางไกลหลายกิโลเพื่อหาบน้ำกลับมาดื่มกินทุกวัน

แล้วเธอก็เล่าเรื่องราวของเธอในระหว่างสงครามให้โนเอลฟัง

เธอกับพี่ชายทำงานอยู่ในมลายูก่อนสงคราม พี่ชายของเธอเป็นผู้จัดการบริษัทยางพาราที่นั่น เธอเป็นเสมียนพิมพ์ดีดที่เดียวกัน เป็นการยากมากที่จะหาผู้หญิงอังกฤษที่เป็นสาวโสดในมลายู โดยเฉพาะผู้หญิงอังกฤษที่พูดภาษามลายูได้ดีอย่างจีน

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มขึ้น พี่ชายของเธออาสาไปรบในพม่า พวกผู้ชายอังกฤษที่เป็นพลเรือนในมลายูถูกกวาดต้อนไปเข้าค่าย ต้องถูกแยกกับภรรยาและลูกๆ ในกลุ่มของจีนนั้นเป็นผู้หญิงอังกฤษกับเด็กๆรวม 32 คน มีจีนคนเดียวที่เป็นสาวโสด ทั้งกลุ่มโดนกวาดต้อนให้เดินด้วยเท้าไปยังค่ายเชลยศึกหลายแห่ง แต่ไม่มีใครอยากรับพวกเธอไว้ ภายในหกเดือนที่เดินเท้า มีหญิงและเด็กตายไปถึง 17 คน จีนเป็นคนแรกที่ค่อยๆละทิ้งอารยธรรมตะวันตก เริ่มด้วยการถอดรองเท้าแล้วเดินด้วยเท้าเปล่า หาโสร่งมานุ่งเมื่อเสื้อผ้าตะวันตกที่มีอยู่ขาดจนใส่ไม่ได้ เธอเริ่มปรับตัวกับสภาพแร้นแค้นที่เป็นอยู่เพื่อความอยู่รอด ช่วงนี้ของหนังสือเราชอบมากเพราะแสดงให้เห็นความรักชีวิต กระเสือกกระสนให้มีชีวิตรอดด้วยหาทางต่างๆของหญิงกลุ่มนี้ ศักดิ์ศรีของความเป็นคนอังกฤษของผู้ครอบครองอาณานิคมก็ถูกละทิ้งเสียสิ้น

ในที่สุดกลุ่มของเธอเดินเท้ามาถึงหมู่บ้านเล็กๆชื่อกวันตัน เธอไปเจอเชลยศึกชาวออสเตรเลียสองคนโดยบังเอิญ หนึ่งของสองเชลยศึกนั้นชื่อ โจ เฮอแมนด์ เขาได้แอบเข้ามาคุยกับจีนตอนกลางคืนเพียงสองครั้ง ทั้งสองคนถูกตาต้องใจกันมาก แต่ไม่เคยเอ่ยปากบอกความในใจ เนื่องจากทั้งสองอยู่ในช่วงตกต่ำที่สุดในชีวิต ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีชีวิตรอดหรือเปล่า บวกกับโจนึกว่าจีนเป็นหญิงที่แต่งงานแล้วและมีลูกเล็กๆคนหนึ่ง ความจริงเด็กน้อยเป็นลูกของหญิงที่ตายไประหว่างการเดินทางแล้วจีนก็เลยดูแลเด็กคนนี้เหมือนลูกของเธอเอง

โจเห็นสภาพของจีนแล้วสงสารมาก เขาเลยไปขโมยไก่ของผู้บังคับบัญชาค่ายเชลยศึกเอามาให้จีน ภายหลังโดนจับได้ จีนโดนสอบสวนก่อนแต่ไม่ยอมบอกความจริง โจกลัวว่าเธอจะโดนทำโทษเลยสารภาพความจริงแทน ผู้บังคับการค่ายโกรธมาก ทำโทษโจด้วยการเฆี่ยนตีอย่างสาหัส แล้วโจโดนตอกมือตอกเท้าตรึงกางเขนไว้บนต้นไม้ใหญ่ ทั้งหมดนี้กลุ่มหญิงอังกฤษทั้งกลุ่มโดนบังคับให้ดูการทำโทษทั้งหมด จีนแน่ใจว่า โจได้ตายไปแล้ว

หญิงอังกฤษกลุ่มนี้เดินเท้าต่อไปจนถึงหมู่บ้านเล็กๆชายทะเลไม่ไกลจากกวันตันมากนัก นายทหารที่เป็นผู้คุมคนเดียวของหญิงกลุ่มนี้ได้มาป่วยและตายลงที่หมู่บ้าน เมื่อไม่มีผู้คุม ไม่มีใครต้องการพวกเธอ จีนจึงขอร้องหัวหน้าหมู่บ้านให้รับพวกเธอไว้ โดยพวกเธอจะทำงานทุกอย่าง รวมทั้งทำนาข้าวด้วยตนเอง ไม่ให้ใครมาเดือดร้อนหาข้าวหาน้ำ ขอเพียงหลังคาคุ้มหัวเท่านั้น หญิงกลุ่มนี้อยู่ที่หมู่บ้านนี้จนสงครามโลกครั้งที่สองจบลง

เมื่อจีนเล่าจบลง โนเอลถึงเข้าใจว่า ทำไมหล่อนถึงมีท่าทางเฉยชาต่อโลกนัก ความทุกข์ยากทางกายระหว่างสงคราม ยังเทียบไม่ได้กับความทุกข์ทางใจ ความรู้สึกผิดว่า คนคนหนึ่ง ต้องมาตายอย่างทุกข์ทรมานเพราะเธอ โนเอลจึงจัดเงินมรดกของเธอส่วนหนึ่งให้เธอเดินทางกลับไปมลายูอย่างที่เธอต้องการ

เมื่อจีนเดินทางกลับไปมลายู เธอจัดการว่าจ้างคนขุดบ่อน้ำบาดาลซึ่งเดินทางมาจากกวันตัน ระหว่างการพุดคุย เธอถึงได้รู้ว่า โจ เฮอแมนด์ ยังไม่ตาย เขาถูกส่งไปโรงพยาบาลและหลังจากนั้นถูกส่งไปยังค่ายเชลยในสิงคโปร์ ขอตัดตอนมาจากตอนที่เธอรู้ว่าเขายังไม่ตาย

To Jean, the news that the Australian was still alive came like the opening of a door. She slipped away and went and sat in the shade of a casuarinas tree at the head of the beach to consider this incredible fact. The sun glinted on the surf and the beach was so white, the sea so blue, that it was almost ecstasy to look at them. She felt as if she had suddenly come out of a dark tunnel that she had walked down for six years. She tried to pray, but she had never been religious and she didn’t know how to put what she was feeling into a prayer that they had used at school sometimes. “Lighten our darkness, O Lord, and of Thy great mercy…” That was all she could remember, and she repeated it over and over to herself that afternoon. Her darkness had been lightened by the well diggers.

ถึงตอนนี้น้ำตาเราก็ดั่งเตาโดนเผาแล้ว

เธอเขียนจดหมายหาโนเอลทันที บอกว่าจากมลายูเธอจะไม่กลับอังกฤษแต่จะเดินทางต่อไปออสเตรเลียเพื่อตามหาโจ โนเอลรู้ได้เลยว่า เธอจะไม่มีวันกลับมาอังกฤษอีกแล้ว ขณะที่จีนเดินทางไปออสเตรเลียนเอ้าท์แบ็คเพื่อตามหาโจนั้นเอง โจได้เดินทางมาอังกฤษเพื่อตามหาจีน ซึ่งมันเป็นเรื่องยากมากสำหรับหัวหน้าคนงานในฟาร์มอย่างเขาที่จะมาอังกฤษเพื่อตามหาคนคนหนึ่ง แต่เขาเพิ่งรู้ว่าจีนนั้นยังไม่ได้แต่งงาน เมื่อเขาพบกับนักบินที่ขับเครื่องบินพาหญิงอังกฤษกลุ่มนี้ออกมาจากมลายูหลังสงครามจบลง หลังจากหกปีที่เขานึกถึงเธออยู่ตลอดเวลา เขารู้ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาต้องพบเธอให้ได้

ขอตัดตอนไปถึงตอนที่ทั้งสองได้พบกันที่ออสเตรเลียหลังจากหกปีผ่านไปนะคะ

For six years he had carried the image of this girl in his heart, but, in sober fact, he didn’t in the least know what she looked like. The girl that he remembered had long black hair done in a pigtail down her back with end tied up with a bit of string, like a Chinese woman. She was a very sun-burnt girl, almost as brown as a Malay. She wore a tattered, faded, blouse-like top part with a cheap cotton sarong underneath; she walked on bare feet which were very brown and usually dirty, and she habitually carried a baby on her hip. He was troubled and distressed by the fact that he probably wouldn’t be able to recognize her again.

ทั้งสองได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ได้พูดคุยทำความรู้จักกันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่โจรู้สึกว่าเธอเปลี่ยนไป จากหญิงสาวอังกฤษที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก มาเป็นหญิงสาวสวยรวยทรัพย์ เขาไม่อยากลากลงมาอยู่กับเขา มีผู้หญิงไม่กี่คนที่สามารถจะทนออสเตรเลียเอ้าท์แบ็คได้ เขากลัวว่า ถ้าแต่งงานกันไปจะอยู่กันไม่รอด เขาจึงยังไม่บอกรักกับเธอ จีนจึงต้องใช้แผนสุดท้ายของเธอ

In the half light he turned as she came out of the hut, and he was back in the Malay scene of six years ago. She was wearing the same old faded cotton sarong or one very like it, held up in a roll under her arms; her brown shoulders and her brown arms were bare. She was barefooted, and her hair hung down in a long plait, tied at the end with a bit of string, as it had been in Malaya. She was no longer the strange English girl with money; she was Mrs. Boong again, the Mrs. Boong he had remembered all those years. She came to him rather shyly and put both hands on his shoulders, and said, “Is this better, Joe?”

มาถึงตอนนี้เรากริ๊ดสลบไปสามวัน ขอไม่เล่าเนื้อเรื่องต่อจากนี้นะคะ ถ้าชอบก็ต้องไปหาอ่านกันเอง เราชอบเนื้อเรื่องมากที่เหมือนกับแบ่งเป็นสามประเทศ คืออังกฤษ มลายูและออสเตรเลีย ชอบตัวละครทุกตัวโดยเฉพาะสามตัวเอก คือจีน โจ และโนเอล ชอบในส่วนที่ว่าแม้จะเป็นตัวละครที่ภายนอกจะเป็นแค่เสมียนพิมพ์ดีด หรือหัวหน้าคนงาน แต่เมื่อเจาะลึกลงไปกลับกลายเป็นตัวละครที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับโลกมามาก ผ่านอะไรเยอะมากทั้งสุขทั้งทุกข์ เหมือนกับชีวิตคนจริงๆที่เมื่อถึงคราอับจนก็หาวิถีทางทำทุกอย่างเพื่อเอาชีวิตให้รอดไปก่อน ชอบที่จีนกับโจตกลงใจที่จะแต่งงานกันแล้วใช้ชีวิตอยู่ที่ออสเตรเลียเอ้าท์แบ็ค แล้วจีนก็ค่อยๆทำให้สภาพแวดล้อมของเธอดีขึ้น เหมือนครั้งที่เธอเคยเป็นเชลยศึกในมลายู

นี่เลย หนึ่งในนิยายในดวงใจของเรา ที่เป็นหนึ่งในดวงใจยังมีอีกค่ะ ต้องรอเล่มหน้าแล้วล่ะ







 

Create Date : 16 พฤษภาคม 2550
10 comments
Last Update : 16 พฤษภาคม 2550 5:20:46 น.
Counter : 1125 Pageviews.

 

สวัสดีคะ..มีความสุขมากๆๆนะคะ

 

โดย: vintage 16 พฤษภาคม 2550 7:27:53 น.  

 

อ่านบล็อกผ่านๆ นะคะ หนังสือรอคิวอ่านอยู่ค่ะ แหะๆ ^^"

 

โดย: Clear Ice 16 พฤษภาคม 2550 7:48:11 น.  

 

บรรยายซะจน อยากอ่านจากหนังสือจริง ๆ เลยครับ
ขอบคุณที่แนะนำ

 

โดย: ken (kenjikung_9999 ) 16 พฤษภาคม 2550 8:48:49 น.  

 

โห..รีวิวละเอียดเลยนะคะนี่

สำหรับนิยายในดวงใจเรามีหลายเรื่องค่ะ

อันดับต้นๆ คงเพชรพระอุมาแหละ แหะๆ

 

โดย: สาวไกด์ใจซื่อ 16 พฤษภาคม 2550 10:09:49 น.  

 

โอ้ว สงกะสัยต้องไปหามาอ่านบ้างละเนี่ย

 

โดย: ^_^ หมูน้อยเกเร ^_^ 16 พฤษภาคม 2550 12:42:06 น.  

 

ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ
สำหรับminkเอง หนังสือในดวงใจมีหลายเล่มค่ะ เยอะมากๆๆ เยต้องเพิ่มหน่วยความจำมากหน่อย
แต่หนังสือที่ผ่านตามายกเว้นหนังสือเรียน ส่วนมาจะจำได้ค่ะ ยิ่งเรื่องไหนชอบมาก เล่าได้เลยก็มี

 

โดย: mink (kakashini ) 16 พฤษภาคม 2550 17:16:30 น.  

 

รีวิวละเอียดจริงๆด้วยค่ะ จขบ.อุตสาหะมาก :) ตรงภาษาอังกฤษที่ยกมาก็สะเทือนใจเนอะ (แต่อันสุดท้ายแอบหวิว ฮ่า) ถ้าชอบ saga ที่มีออสเตรเลียเป็นฉาก ไอ้อ่าน the thorn bird รึยังคะ

 

โดย: พัท (Il Maze ) 16 พฤษภาคม 2550 19:24:05 น.  

 

 

โดย: penny (edelweiss ) 20 พฤษภาคม 2550 5:31:07 น.  

 

แวะเข้ามาอ่านด้วยคนค่ะ

ขอโทษความเห็นข้างบนนะคะ กดปุ่มผิดค่ะ

 

โดย: penny (edelweiss ) 20 พฤษภาคม 2550 5:32:18 น.  

 

เพิ่งไปสมัครบล๊อกมา เพราะโพสไม่ได้ อิอิ
จะทักทายซะหน่อย เขียนซะเยอะและถูกลบไปเพราะต้องสมาชิกก่อน ไม่ทราบจริงๆจ้ะ
เห็นแปลให้อ่าน แอนไปทำงานแปลดีกว่ามั้งในเมืองแอนมีไหม เรากลายเป็นคนทำงานแปลนอกสถานที่ไปแล้วเพราะสตังค์ดีมั๊กๆๆ ทำงานน้อยแต่ได้เงินดี พี่ทำงานตามศาลบ้าง(ไม่ค่อยชอบ แต่เอามาไว้ประดับปอร์ตโฟลิโอ
ทำแปลงานกะ รพ มาก ชอบช่วยสังคมด้วย งานเยอะมากขึ้น แปลมันได้ทุกวัน สองสามรายจ้ะ แรกๆก็ทำแบบประปรายมีงานสี่สิบ ชม แต่ตอนนี้ลาประจำออกดีกว่า เพราะงานแปลได้ตังค์เร็วและสบาย มีเวลาเหลือเยอะ
เห็นบล๊อกคุณแจงด้วย ตัดเสื้อเก่งจัง เหมือนแม่สวามีเลยตัดเสื้อผ้าก็เก่ง

 

โดย: มิสพิกกี้ 27 ตุลาคม 2550 23:22:57 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


flymom
Location :
American Siberia--- United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 51 คน [?]




Friends' blogs
[Add flymom's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.