Group Blog
 
 
เมษายน 2558
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
14 เมษายน 2558
 
All Blogs
 

Trip #1 : ตะลุยมาเก๊าแบบเต็มๆ 3 วัน 2 คืน <<25-27 Jan 2015>>

ทริปแรกของปี 2558 มาเก๊าทริป ทริปนี้เกิดขึ้นมาเพราะพี่สาวอยากไปมาเก๊า งานก็เข้าเราสิ เพราะต้องเป็นคนพาไปเที่ยวนั่นเอง 555 เริ่มตั้งแต่หาข้อมูลการเดินทาง สถานที่กิน สถานที่เที่ยว การจองที่พัก จองตั๋วเครื่องบิน เรียกว่า ทำทุกอย่างนั่นแหละ แต่พี่ไม่ได้ออกให้นะ เงิ่มๆๆๆ

เมื่อพูดถึงการมาเที่ยวที่มาเก๊า คนมักจะแปะ มาเก๊าพ่วงไว้กับทริปฮ่องกง ซะส่วนใหญ่ น้อยคนนักที่จะมาเที่ยวเพียงแค่มาเก๊าอย่างเดียว ถ้าถามว่ามาเก๊า เที่ยววันเดียวก็หมด มันก็อาจจะใช่ ถ้าไปแค่สถานที่หลักๆ เช่น โบสถ์เซนปอล์ เซนาโด้ เวเนเขี่ยน วัดอาม่า แต่ถ้าถามเรา มาเก๊ามันมีอะไรอีกเยอะแยะมากมาย เราเลยเลือกมา มาเก๊า 3 วัน ถามว่า ครบมั้ย ถ้าด้วยวัยอย่างเรา ก็คงจะครบ แต่ด้วยทริปนี้เรามีผู้สูงอายุไปด้วย ถ้าจะให้ครบคงต้องสัก 4 วันกำลังดี เพราะยังมีอีกหลายร้านเลยที่เรายังไม่ได้ไปลิ้มลองรสชาติของอาหาร 555

เริ่มกันเลยดีกว่า ทริปนี้เราจองตั๋วเครื่องบินของ Thai Smile ซึ่งกำลังออกโปรมาพอดี (จองล่วงหน้าประมาณเกือบ 4 เดือนได้) ราคา 2490 บาทต่อเที่ยว ไปกลับรวม 4980 พร้อมโหลดกระเป๋า 20 กิโล จองที่นั่งฟรี และอาหารบนเครื่อง เริ่ดคร้า เราจองไปเช้าวันอาทิตย์ กลับเย็นวันอังคาร จะไม่ไปช่วง ศุกร์ เสาร์ เพราะ ราคาที่พักที่มาเก๊า จะอัปราคาขึ้นมาอีกเท่าตัวเลย เรื่องอะไรจะยอมเสียตังฟรีๆโดยใช่เหตุ หุหุ



เลือกเที่ยวบินเช้าสุดของ Thai Smile คือ ไฟลท์ 8:10 ไปถึงมาเก๊าเวลา 11:55 เวลาที่มาเก๊าจะเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชม. เราได้เดินเข้าไปคนแรกๆ เพราะว่าเค้าให้ผู้สูงอายุเข้าไปก่อนเราเลยได้อานิสงไปด้วย คริๆ ตอนเลือกที่นั่งก็ไม่รู้จะเอาแถวไหนดี แต่เลือกเอาแถวที่คิดว่าจะไม่มีปีกมาปังวิว เลยเลือกที่นั่งแถว 37 ซึ่งเป็นแถวแรกของที่นั่งปกติ



อาหารบนเครื่อง ข้าวผัด แต่เราว่าอันนี้ไม่ค่อยผ่าน รสชาติไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ หรือเพราะเราอิ่มอยู่รึเปล่าไม่รู้สิ



อ้อ เราชอบ Thai Smile อีกอย่างคือ ที่นั่งกว้างดี คนตัวใหญ่สบายเลย ไม่อึดอัด นอนบนเครื่องไปได้ไม่นานก็ถึงแล้ว ตรงเวลาดีเหมือนกัน เดินออกมาจากตรวจคนเข้าเมือง แล้วเดินออกไปทางขวาจะเป็นจุดขึ้นรถ Taxi เราเข้าเมืองด้วย Taxi เพราะมีกระเป๋าใบใหญ่ และก็มีผู้สูงอายุด้วย เพื่อความสะดวกสบาย ค่าบริการ Taxi ก็คิดตามระยะทางเลย ตามนี้
1.6 km แรก ราคา 17MOP และทุก ๆ 260m. คิด 2MOP
ค่าเรียกจากสนามบิน 5MOP
ค่ากระเป๋าอีก ใบละ 3MOP



วันนี้หมอกค่อนข้างเยอะอยู่เหมือนกัน อากาศเย็นสบายๆ ประมาณ 18C นั่ง Taxi ข้ามจากสนามบินมาฝั่งมาเก๊า



ใช้เวลาไม่นานสัก 20 นาทีได้ ก็มาถึงโรงแรมที่พักแล้ว เราจองที่พักไว้ที่ Hotel Kou Va ซึ่งอยู่ใกล้ Senado Square และราคาไม่แพง แต่ต้องเมล์จองก่อนล่วงหน้าเดินทาง ไม่เกิน 2 อาทิตย์ เพราะที่นี้จริงๆแล้วเค้าเน้นคนที่มา walk in มากกว่า ตัวโรงแรมไม่ได้หรูหรามากมาย เพราะเราเน้นสะดวก ใกล้แหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร โดยรวมก็ถือว่าใช้ได้ แต่เสียอย่างเดียว คือ ตอนกลางคืน ดันมีกลิ่นบุหรี่ ไม่แน่ใจว่ามาจากห้องข้างๆรึเปล่า เพราะครั้งก่อนที่มาพักก็ไม่มีกลิ่นบุหรี่ สำหรับห้องพัก 3 คนที่เราจองมา ตกราคาต่อคืน 800$HKD (ถ้าจ่ายเป็นเงิน MOP จะแพงกว่านิดหน่อย)



หลังจากถึงที่พักแล้ว อาเรายังมีอาการเมาเครื่องบินอยู่ (ครั้งก่อนไม่เป็น สงสัยช่วงที่มาเที่ยวมีอาการหวัดด้วย) ก็เลยนั่งพักที่ห้องสักพัก ให้อานอนพักไปก่อน ส่วนเรากะพี่สาวก็ออกมาเดินเล่นสำรวจแถวๆที่พัก ซึ่งที่พักของเราก็ไม่ไกลจากถนนที่เราเรียกกันว่า “ถนนแห่งความสุข” แต่เดิมถนนเส้นนี้เป็นแหล่งโคมแดงในสมัยก่อน จะเห็นว่าป้ายร้าน ประตู หน้าต่างบ้านเค้าจะเป็นสีแดงกันหมด แต่ตอนนี้ ได้เปลี่ยนมาเป็นร้านค้า ร้านอาหารกันทั้งแถบ ระหว่างนี้เราก็เลยเก็บภาพกับถนนแห่งความสุขกัน





แดงเด่นจริงๆเลย



เดินวนรอบนึงก็ขึ้นไปเรียกอา ออกไปเดินเล่นกันที่ Senado Square ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากที่พัก เดินไปได้ แป๊ปเดียว ซึ่งที่นี่เป็นศูนย์กลางมาเก๊าตั้งแต่แรกเริ่ม ไว้ใช้เป็นที่จัดแสดงกิจกรรมและงานฉลองต่างๆมากมาย



ช่วงที่เราไปจะมีประดับตกแต่งต้อนรับเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง



แต่รอบนี้ที่มาแทบตะลึง คนเยอะแยะมากมาย ซึ่งจำได้ว่าตะก่อนไม่เยอะขนาดนี้ หรือเป็นเพราะตอนนี้เป็นช่วงเย็นของวันอาทิตย์รึเปล่า เรียกได้ว่าแทบจะเดินแบบไหลไปตามคนกันเลยทีเดียว



เดินไปเรื่อยๆ มีป้ายบอก ที่นี่ป้ายบอกทาง ชื่อถนน จะเป็นภาษาโปรตุเกสซะหมด ยาวมากๆๆ เราจำไม่ได้ ใช้ดูแผนที่เอา 555 แต่ก็มีภาษาอังกฤษกับภาษาจีนอยู่ด้วย



เดินไหลไปตามคนเรื่อยๆ ก็จะเจอกับ โบสถ์เซนต์โดมินิค (St.Dominic’s Church)



เข้าไปดูข้างในโบสถ์กันว่าเป็นยังไง



แถวๆนี้ก็จะมีร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดังๆ เช่น Bossini, Giordano, Banleno ซึ่งราคาถูกกว่าบ้านเรา



ออกจากโบสถ์เซนต์โดมินิค เดินไปทางซ้ายก็จะเป็นแหล่งขายขนม ของฝาก หมูแผ่นเยอะแยะมากมาย จะมีคนเอามาให้ชิม เรียกได้ว่าเดินไปชิมไปอิ่มกันเลยทีเดียว แต่อย่างที่บอกว่าวันนี้ เป็นวันที่อภิมหาคนเยอะแยะมากมาย เราเลยยังไม่ชิมไม่แวะร้านขนมเลย ไม่ไหวๆ คนเยอะเกิ๊นน เพราะเรามีร้านหมูแผ่นในใจแล้ว ไว้มาซื้อเอาวันอื่นดีกว่า คนเยอะแค่ไหน ดูจากรูป สุดๆไปเลย



เราเลยเดินไปเรื่อยๆจนถึงจุดหมายของเราในวันนี้ นั่นก็คือ ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล (Ruins of St.Paul’s) โบสถ์แห่งนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยเซนต์ปอล (St. Paul’s College) และเป็นมหาวิทยาลัยตามแบบตะวันตกแห่งแรกของเอเชียตะวันออก เกิดเพลิงไหม้ในปี 1835 ทั้งวิทยาลัยและโบสถ์ถูกทำลายจนเหลือแต่ด้านหน้าของตึกฐานโบสถ์ส่วนใหญ่และบันไดหน้า ด้านหน้าของตึกแสดงให้เห็นถึงสไตล์ผสมระหว่างตะวันออกและตะวันตกและมีอยู่ที่นี่เพียงแห่งเดียวเท่านั้นในโลก



แต่ตรงจุดนี้ เรียกกันว่า จัตุรัส คอมปะนี ออฟจีซัส (Company of Jesus Square) จะมีรูปปั้น สาวชาวจีนกับหนุ่มโปรตุเกส



เราถ่ายรูปตรงนี้อยู่พักนึง แล้วก็เดินขึ้นไปที่ซากประตูโบสถ์ ใครที่มามาเก๊า ต้องมาถ่ายรูปที่นี่ เพราะที่นี่เป็น Signature ของมาเก๊าเลยนะ



เข้าไปดูกันใกล้ๆดีกว่า นี่ขนาดแค่ซากประตู ยังดูอลังการขนาดนี้เลย ถ้าตอนที่ยังไม่โดนไฟไหม้ คงอลังการน่าดู





เราเดินไปข้างๆโบสถ์ จะเจอส่วนของกำแพงโบราณ ที่ชาวโปตุเกสสร้างกำแพงล้อมเมืองรอบมาเก๊าตั้งแต่ปี 1569 ซึ่งติดกันกับกำแพง ก็จะเป็นวัด นาชา (Nacha Temple) ซึ่งวัดนี้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่นาชา โดยความคาดหวังว่าจะช่วยยับยั้งกาฬโรคที่ระบาดอยู่อย่างรุนแรงในตอนนั้นได้



เดินเข้าไปในวัดจะมีพิพิธภัณฑ์นาชา



ออกมาจากพิพิธภัณฑ์แล้ว เริ่มชักจะหิวแล้วละสิ ก็แหงแหละ เรายังไม่ได้กินอะไรกันเลยตั้งแต่มาถึงมาเก๊านี่นา อึดเจรงๆๆ เลยลงจากโบสถ์เซนปอลก็ไปหาอะไรกินสำหรับมื้อเย็นวันนี้ดีกว่า และแน่นอน มาถึงย่าน Senado Square แล้วก็ต้องมากินร้าน “Wong Chi Kei” สั่งเลยอร่อยทุกอย่าง แต่ว่าครั้งนี้เรามากันแค่ 3 คนเลยสั่งอะไรเยอะไม่ได้ เพราะแต่ละจานที่มา ใหญ่เบิ้มทั้งนั้น เมนูที่เราสั่งก็มี หมี่ผัดสิงคโปร์ เอ๊ะ อยู่มาเก๊าไมมาสั่งของสิงคโปร์ 555ก็มันเขียนไว้อย่างนี้จริงๆ เขียนว่า “Fried vermicelli Singapore” แล้วก็ บะหมี่เกี๊ยวกุ้ง เมนูต้องสั่ง เพราะร้านนี้ดังเรื่องบะหมี่ และจานสุดท้ายเป็น ข้าวผัดหยางโจว “Fried rice Yangzhou stye” แค่นี้ก็อิ่มแปล้แล้วว



ระหว่างทางจะกลับ แวะซื้อเชอร์รี่สักปอนด์นึงมากินเล่น เชอร์รี่ที่นี่ถูกดี ปอนด์ละ 45$HK ถ้าเกรดดีหน่อยก็ 65$HK หวานอร่อย ถูกใจมากๆ



ยังกินไม่พอ ต้องตบท้ายด้วยนมตุ๋นก่อนนอนสักหน่อย อากาศเย็นๆ ก็ต้องหาของกินร้อนๆจะได้นอนหลับสบาย อิอิ เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย เราเลยไปกินนมตุ๋นกันที่ร้าน “Leitaria I Son” ร้านนี้ตั้งอยู่ริมถนน ซึ่งเป็นทางที่เราต้องเดินกลับที่พักอยู่แล้ว ก็เลยแวะสักหน่อย เนื่องจากเพิ่งกินของหนักกันมา ก็เลยสั่งไปแค่สองอย่าง คือ นมตุ๋นร้อน กับนมตุ๋นรสขิง ต้องดูร้านดีๆ บางทีเดินเพลินเดินเลยร้านไปได้ เลยถ่ายรูปป้ายร้านเก็บไว้สักหน่อย ^^



ส่วนหน้าร้านก็จะเป็นแบบนี้



ส่วนหน้าตาก็เป็นเช่นนี้ ส่วนตัวเราว่านมตุ๋นรสขิง รสขิงจะแรงไปหน่อย และเผ็ดด้วย เลยชอบนมตุ๋นรสธรรมดามากกว่า



สำหรับพิกัดร้านนมตุ๋นก็ตามนี้เลยจร้า เมื่อออกจาก Senado Square ข้ามถนนไปฝั่งตรงข้างแล้วเลี้ยวขวา เดินไปเรื่อยๆ ก็จะเจอ ร้านอยู่ทางซ้ายมือ ร้านเปิด 11:00-21:00



เสร็จจากกินนมตุ๋นเราก็เดินกลับที่พัก พักผ่อน พี่กะอาพักผ่อนอยู่ในห้อง เราขอตัวออกมาเดินเล่นที่ Senado อีกครั้ง เพราะไม่ชินกับการกลับที่พักเร็ว ฮ่าๆๆ



เราก็เดินไปทางที่ยังไม่ได้เดินวันนี้สักหน่อย เลยเดินมาถึงจัตุรัสมหาวิหาร (Cathedral Square) ช่วงกลางคืนก็มีคนมานั่งเล่นประปราย



ชมความงามเสร็จก็เดินกลับที่พัก พักผ่อนมั่งละ

วันที่สอง

เช้าวันนี้เราไปหาอะไรกินอร่อยๆดีกว่า มื้อเช้าของคนจีนส่วนใหญ่ก็ต้องเป็นติ่มซำสินะ งั้นก็จัดไปเลย ร้านนี้อยู่ไม่ไกลจากที่พักนักเดินได้สบาย ตำแหน่งร้าน ตามนี้เลย ร้านนี้มีชื่อว่า “大龍鳳茶樓”หรือภาษาอังกฤษว่า Tai Long Fong ถ้าเดินมาเห็นโรงแรม East Asia ก็ถือว่ามาถูกละ จริงๆ เดินมาเรื่อยก็จะเห็นป้ายร้านเหมือนกัน



ซูมๆๆให้ดู



หน้าร้านหน้าตาแบบนี้



แต่ต้องบอกก่อนว่าร้านนี้ไม่เหมาะกับคนที่มีเวลาน้อย เพราะของที่สั่ง เค้าไม่ได้นึ่งไว้ก่อน เราสั่งเค้าถึงไปนึ่งให้เรา อย่างเราสั่ง เค้าบอกรอ 20 นาทีนะ โอเคมั้ย เพราะเค้าต้องนึ่งสดๆ แต่ขอบอกว่าอร่อยและไม่แพง อยู่ที่ประมาณเข่งละ 14-25$HK เราไม่รีบ ก็รอกินของอร่อยดีกว่า และร้านนี้ไม่มีเมนูภาษาอังกฤษนะ มีแต่ภาษาจีน จริงๆมีหลายเมนูที่เราไม่รู้จัก เราเลยสั่งแต่ที่คุ้นเคย พวกซาลาเปา ฮะเก๋า ขนมจีบ มาไล้โก้ว อันนี้อร่อยกว่าบ้านเรามั่กๆๆ ว่าแล้วก็อยากกินอีกจัง แต่ซาลาเปาไส้ครีมที่นี่ สู้บ้านเราไม่ได้นะ



กินติ่มซำกันเสร็จก็เริ่มตะลุยกันเลย เส้นทางวันนี้เราจะไปที่ Coloane ไปชมรูปปั้นอาม่าองค์ใหญ่ที่อยู่บนเขา กินทาร์ตไข่เจ้าดังที่ร้านดั้งเดิม และเดินตามเส้นทางท่องเที่ยวในหมู่บ้านโคโลอาน

เรานั่งรถเมล์สาย 26A ฝั่งตรงข้ามกับ Senado Square ลงที่สวนสาธารณะ Seac Pai Van Park เกาะโคโลอาน ป้ายที่ลงมีชื่อว่า “PARQUE DE SEAC PAI VAN” ค่ารถก็ 6.4 MOP รถเมล์ที่นี่ไม่มีทอนตังค์นะคะ ต้องใส่ให้ครบไม่ก็ใส่เกินไป 555

ป้ายรถเมล์ที่ลงหน้าตาแบบนี้ ระหว่างนั่งบนรถเราก็เปิด Google map ช่วยด้วย จะได้รู้ว่าใกล้จะถึงจุดที่เราจะลงรถหรือยัง ช่วยได้เยอะมากๆเลย



ยังมีสายรถเมล์อื่นๆอีกที่มาถึงที่นี่ พอลงรถแล้วเราเดินไปข้างหน้าอีกหน่อยก็จะเห็นรถบัสคันเล็กๆคันนี้จอดอยู่ เค้ามีเวลาออกทุกๆ 15 นาทีเพื่อขึ้นไปยังบนเขาที่รูปปั้นอาม่าอยู่



รถบัสจะมาจอดที่หมู่บ้านวัฒนธรรมมาเก๊า เราไปไหว้พระกันก่อน คนไม่เยอะมาก ชอบจัง



เข้าไปข้างในกันดีกว่า ส่วนใหญ่ที่เห็น เราไม่เจอคนไทยเลย ดีนะ ฮ่าๆๆ



ดูใหญ่อลังการเหมือนกันนะ







เราซื้อชุดเครื่องไหว้ด้วย ให้เค้าจุดให้ เพราะเค้ามีอุปกรณ์ จุดง่ายติดเร็ว อิอิ



เก็บภาพบรรยากาศภายใน







เสร็จจากจุดนี้เราก็ได้เวลาไปยังรูปปั้นอาม่าละ มีป้ายบอกทางด้วย



เป็นเส้นทางเดินขึ้นเขาเล็กน้อย แต่ก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันนะ และในที่สุดเราก็ได้มาถึงอย่างที่ตั้งใจแล้ว เย่ๆๆ เพราะรอบที่มามาเก๊าครั้งแล้วตั้งใจมาที่นี่เช่นกัน แต่มาไม่ถึงโคโลอานซะงั้น 555



เรามาถึงก็เที่ยงพอดี เลยดูย้อนแสงเลย



ข้างบนนี้จะมองเห็นวิวเบื้องล่างแบบนี้



ได้เวลาต้องกลับละ เดินกลับมาขึ้นรถบัสที่จุดเดิม โชคดีมากลงมาพอดีที่คนขับรถบัสกำลังจะขึ้นรถ เลยไม่ต้องรอรถออก ถ้าพลาดรอบนี้ก็ต้องรออีก 15-20 นาที รถบัสขับมาจอดจัดที่เราขึ้นจุดเดิม จากนั้นก็เดินมาที่ป้ายรถเมล์อันเดิม นั่งสาย 21A ไปยังหมู่บ้านโคโลอาน สิ่งแรกที่ไปถึงคือจะไปกินทาร์ตไข่ ร้าน Lord’s Straw ตอนแรกกะว่าจะกินร้านที่มีที่นั่ง แต่ปรากฏว่าที่นั่งเต็ม รอสักพักก็ยังไม่ว่าง เลยเปลี่ยนไปที่ร้านดั้งเดิม ซื้อออกมานั่งกินม้าหินแถวนั้นแทน ฟินไปอีกแบบนะ



ร้อนๆ หน้าไหม้ๆ แบบนี้ อร่อยมากๆๆ



กินเสร็จเราก็เริ่มเก็บ RC กัน วันนี้เราจะเดินตามเส้นทาง ตามนี้เลย ระยะทางรวมๆก็ประมาณ 1 km.



อากาศที่นี่เย็นสบาย เลยเดินกันไม่เหนื่อย เดินชมนู่นนี่นั่นไปเรื่อยๆ





เดินไปเรื่อยๆ ก็ถึง RC แรกของเราก็คือ โบสถ์ St. Francis Xavier Church ซึ่งโบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงฟรานซิส ซาเวียร์ (Francis Xavier) นักบวชชาวสเปนผู้ที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอริคในมาเก๊า และเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำซีรีย์เกาหลี เรื่อง เจ้าหญิงวุ่นวายกับเจ้าชายเย็นชา



เข้าไปดูข้างในโบสถ์กัน





จากโบสถ์เราก็เดินต่อไปเรื่อยๆ ผ่านตึกสีเหลืองอันนี้ เราถามอาว่ามันคืออะไร อาเราดูจากตัวอักษรจีน แล้วบอกว่ามันเป็นห้องสมุด



วิวข้างทางนี่น่านั่งชิลๆ ยามเย็นจริงๆ



และเราก็เดินมาถึงสุดปลายทางของถนนละ เป็น RC จุดที่สองของเรา อิอิ มันคือวัดตัมคุง “Tam Kung Temple”





จากวัดเราเดินกลับ แต่ไม่ได้เดินกลับเส้นทางเดิมที่เลียบทะเล แต่เราเดินอีกเส้นเพื่อไปเก็บ RC ถัดไป 555 และ RC ที่ 3 ของเราก็คือ “Tin Hua Temple” วัดนี้ต้องขึ้นบันไดไปหน่อย



ขึ้นไปถึงก็จะเจอวัด Tin Hua ค่อนข้างเงียบเหมือนกัน





จากจุดนี้เราก็เดินต่อไปเรื่อยๆ ผ่านบ้านหลังนึงที่มีต้นไม้คลุมแทบจะทั้งหลังละ



ตรงข้ามบ้านหลังนี้ก็เป็นบ้านที่ทาสีแดง สีสันสดใสดีเลยขอถ่ายรูปสักหน่อย



และจากบ้านสีแดงตรงนี้ จะมีทางเดินเล็กๆ เดินเข้าไป ก็จะเจอวัดกวนอิม “Kun Iam Temple” ซึ่งเป็น RC ที่ 4 ของเรา ถ้าไม่สังเกตุนี่ไม่รู้เลยเพราะทางเข้าเล็กมากๆ เหมือนทางเข้าบ้านคนมากกว่า หรือเราเข้าผิดทางก็ไม่รู้ ฮ่าๆ



พอดีเงยหน้าขึ้นมองข้างบน เห็นมีไม้แกะสลักลวดลายสวยงามมากเลย



ในที่สุดเราก็เก็บ RC ครบสำหรับเส้นทางที่ โคโลอาน ว่าแต่ นี่ก็บ่ายสองกว่าแล้ว ยังไม่ได้กินไรเลย นอกจากทาร์ตไข่ เลยได้เวลานั่งกลับไปกินบะหมี่เกี๊ยวที่ตั้งใจไว้ดีกว่า เราเดินกลับไปยังวงเวียนเพื่อขึ้นรถเมล์สาย 21A ร้านบะหมี่เกี๊ยวอยู่ไม่ไกลจาก Senado Square ร้านนี้มีชื่อว่า “Fong Seng Chu Kei (dos Mercadores Shop)” ตำแหน่งร้านก็ตามนี้เลย ได้ข้อมูลจากลุงเด้ง ป้าไก่ เลยขอลอกบ้าง ^^
อันนี้เป็นรีวิวที่ของร้านนี้ : //www.macaufanclub.com/index.php?topic=67.0



หน้าร้านบะหมี่เป็นแบบนี้



เมนูเด็ดของที่นี่คือเกี๊ยวสามอย่าง เราเลยสั่งเกี๊ยวสามอย่าง ชามนึง บะหมี่อีกชามนึง สั่งแค่นี้ แต่ขอบอกว่าอิ่มแปล้กันสามคนเลยทีเดียว เพราะของเค้าใหญ่จริงอะไรจริง



กินเสร็จดูเวลา ประมาณบ่ายสี่ ยังพอมีเวลา เรารีบนั่งรถเมล์ ไปวัดเจ้าแม่กวนอิมกันต่อ เรานั่งรถเมล์ฝั่งเดียวกับ Senado สาย 18 ตามเส้นทางนี้เลย



ตอนแรกๆคนก็ยังน้อยอยู่ วิ่งไปเรื่อยๆ คนก็ขึ้นมาเรื่อยๆ จนอัดแน่นเป็นปลากระป๋องเลย เอาละสิ จะลงยังไง เราดู google map ประกอบไปด้วย จะได้รู้ว่าใกล้จะต้องลงรถรึยัง พอใกล้ถึงแล้วเราก็พยายามเบียดคนเพื่อจะลง ก็มีคนบ่นเหมือนกัน แต่เราไม่สนแระ ขอลงให้ได้พอ กว่าจะเบียดตัวเองออกมาได้ แทบแย่เหมือนกัน 555 มาถึงที่นี่ก็เกือบจะใกล้เวลาปิด เราเลยต้องทำเวลาสักหน่อย



ซึ่งวัดเจ้าแม่กวนอิมแห่งนี้ เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในมาเก๊า มีอายุถึง 600 ปี เราเลยทำบุญ จุดธูปวงที่วัดนี้ เพราะจริงๆ อยากจุดธูปวงมานานแล้ว ธูปวงก็มีหลายขนาด ขนาดเล็ก จุดได้ 3 วัน ใหญ่มาหน่อยก็ 10 วัน และใหญ่สุด 1 เดือน พวกเราเลยเลือกขนาดกลางละกัน จุดเสร็จเค้าจะเอามาแขวนไว้ในวัดก่อน



จากนั้นค่อยเอาไปไว้ข้างนอก



บนหลังคาวัดจะมีรูปแกะสลักคนจีนไว้



ได้เวลาต้องออกจากวัดแล้ว เพราะเค้าจะปิดประตูวัดแล้ว ถือว่าโชคดีที่ยังมาทันก่อนวัดจะปิด



จากนั้นเราก็นั่งรถเมล์แถวๆวัดไปยัง เจ้าแม่กวนอิมริมน้ำต่อ จำไม่ได้ว่านั่งสายอะไร แต่ใช้ google map หาเอา แหะๆ ดันลืมจดไว้ซะอีก ที่นี่ตอนกลางคืนจะเปิดไฟก็เลยแวะมาดูตอนกลางคืนบ้าง



ขอบอกว่าอากาศหนาวมาก เพราะมีลมพัดมาตลอด เราหยุดถ่ายรูปกันสักพักนึงแล้วก็นั่งรถเมล์กลับมาที่ Senado เลยเก็บภาพตอนกลางคืนนิดหน่อย



เป็นช่วงจังหวะพอดี ที่ถนนเส้นนี้ปลอดผู้คน เพราะปกติคนนิยมมาถ่ายรูป (คู่) กันประจำ ได้จังหวะไม่มีคนพอดีเลยเก็บภาพมาได้



ตอนแรกกะว่าจะหาอะไรไม่หนักกินก่อนเข้าที่พัก ไปๆมาๆ เห็นร้านนี้ที่ถนนแห่งความสุข ก็จัดไป สั่งโจ๊กหมูกับข้าวอบหมูสับปลาเค็ม แอบติดใจข้าวอบหมู่สับปลาเค็มนี่แหละ อร่อยจนขูดกินกันเลยทีเดียว 555



ส่วนอันนี้เป็นหน้าร้านถ่ายไว้กันลืม กะว่าถ้ามาอีกคงจะแวะกินอีกเช่นกัน



กินเสร็จก็เดินกลับที่พัก นอนดีกว่า เดินมาทั้งวันละ

วันที่สาม

วันที่สามของทริปแล้วหรอเนี่ย!!! ทำไมเวลาช่างผ่านไปไวจัง วันนี้เป็นวันสุดท้ายของที่นี่แล้วหรอ ไม่อยากจะกลับ กรุงเทพฯเลยให้ตายสิ งั้นเราต้องใช้เวลาให้คุ้มค่า 555

วันนี้มีแพลนตามเส้นทางนี้เลย



แต่ก่อนจะออกเที่ยว เราแวะไปตลอดแดงหรือที่เรียกกันว่า Red Market กันก่อน ออกจากที่พักก็เดินไปขึ้นรถเมล์ที่ถนน R.do Visc Paco De Arcos ขึ้นสาย 1 ลงป้ายที่สี่ (ไม่นับป้ายที่ขึ้นรถ) ถ่ายป้ายรถเมล์มาสักหน่อย
Red Market : รถเมล์สาย 1,7 ลงสถานี LAM LACERDA





ลงรถเสร็จเราก็จะเห็นตึกแดงๆอยู่ตรงข้าม เราก็ขึ้นสะพานลอยไปตลาด ถ่ายบ้านช่องที่นี่จากสะพานลอย



พอลงสะพานลอยมา เห็นมีคนขายบะจ่างอยู่ เลยลองซื้อมากินดู ว่าอร่อยมั้ย สรุปว่าอร่อยมากเลย ชอบๆ เสียดายซื้อมาอันเดียว



เดินต่อไปเห็นตลาดแล้ว เนื่องจากวันนี้เป็นวันจันทร์ เลยเห็นนักเรียนออกไปโรงเรียนกัน



เข้าไปตลาด มี 2 ชั้น ชั้นล่างขายผัก ของแห้ง เราเลยซื้อของแห้งกันที่นี่ก่อน



ส่วนชั้นสองของตลาดจะขายของสด พวกเนื้อไก่ เนื้อหมู ขึ้นไปดูแป๊ปเดียว ไม่ไหว เห็นเลือดแดงๆ แล้วน่ากลัว 555



เราเดินออกด้านข้างตลาด ก็จะเป็นขายพวกผลไม้ เรามาซื้อ เชอร์รี่ที่นี่ ปอนด์ละ 35 ขึ้นไป แพงหน่อยก็หวานกว่า แต่ยังไงก็ถูกกว่าบ้านเราอยู่ดี



ซื้อเสร็จก็เดินไปยังร้านติ่มซำ ซึงอยู่ข้างๆ กับ Red Market นี่แหละ ชื่อร้าน Casa de Cha Long Wa ร้านอยู่ชั้นสอง แต่ร้านนี้จะแพงกว่าร้าน Tai Long Fong จะอยู่ที่แข่งละ 25$HK โดยเราจะไปเลือกเอาว่าอยากกินอะไร เค้าจะวางเอาไว้ เลือกเสร็จก็ให้เค้าไปนึ่งมาให้ เราได้ซื้อบางอย่างกลับบ้านด้วย พวกขนมจีบ เค้าจะใส่กล่องมาให้เรา ร้านนี้ซาลาเปาไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ แป้งเยอะไปอ่ะ



กินเสร็จก็กลับไปยังร้าน Tai Long Fong เพื่อซื้อบางอย่างกลับบ้านไปฝากพ่อ เค้าก็จะจัดใส่กล่องให้เราเช่นกัน อ้อ ถ้าเราซื้อกลับบ้านเค้าจะคิดค่ากล่องเพิ่มด้วยนิดหน่อย ระหว่างรอเค้านึ่ง เราก็ถ่ายรูปแถวๆร้านนี่แหละ







ซื้อเสร็จเราก็เอากลับที่พัก แล้วทำการ check out และฝากกระเป๋าไว้กับที่พัก แล้วค่อยออกเที่ยว จุดหมายแรกของเรา ก็คือ วัดอาม่า (A-Ma Temple) ซึ่งเป็นวัดที่เก่าแก่ในมาเก๊า เรานั่งรถเมล์สาย 5 ไปสุดสายเลย ลงรถก็เดินไปหน่อยเดียว
A-Ma Temple : รถเมล์สาย 2,5 ฝั่งเดียวกับที่พัก



ก่อนถึงวัดจะเจอตู้ไปรษณีย์สีแดงสด ตัดกับตัวตึกสีเขียว สวยดีนะ



แม้จะเป็นวันธรรมดา แต่คนก็เยอะอยู่ดี



กังหันมีไว้ปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกไป



ภายในวัดจะมีหินก้อนใหญ่ ที่มีรูปเรือสำเภา เป็นสัญลักษณ์แสดงว่า เป็นจุดที่เจ้าแม่อาม่าย่างเท้าก้าวขึ้นสู่ผืนดินมาเก๊า



ออกจากวัดอาม่า เดินผ่านตู้ไปรษณีย์สีแดงไปยังซอยเล็กๆ ซึ่งเป็นเส้นทางในการเดินทางต่อของเรา เป็นเส้นที่ขึ้นเนินหน่อยๆ



ถนนเส้นนี้แคบ แต่ก็ตกแต่งได้น่ารัก มีเก้าอี้นั่งพักผ่อนด้วย



จุดที่สองที่เราผ่าน เป็นค่ายทหารชามัวร์ สร้างในปี 1874 โดยสถาปนิกชาวอิตาลีชื่อ คาสซูโต (Cassuto) แต่เดิมใช้เป็นที่พักอาศัยของกองทหารชาวอินเดียจากเมืองกัว (Goa) แต่ทุกวันนี้ได้กลายเป็นสำนักงานขององค์การบริหารการเดินเรือมาเก๊า (Macau Maritime Administration)





เดินกันต่อไปยังจุดที่สาม ซึ่งเป็นสถานที่ที่พี่สาวอยากมา ก็จัดไป Mandarin’House (คฤหาสน์แมนดาริน) ที่นี่ สร้างขึ้นก่อนปี 1869 คฤหาสน์หลังนี้เป็นที่พักอาศัยของ เฉิง กวน ยิง (Zheng Guanying) นักคิดชาวจีนผู้มีชื่อเสียง โดยสร้างตามสไตล์จีนโบราณเห็นได้จากการใช้หน้าต่างหลากหลายรูปแบบ, หลังคา, โครงสร้างส่วนบน, วัสดุก่อสร้าง ฯลฯแต่มีการนำสไตล์ต่างประเทศเข้ามาใช้ร่วมด้วยเห็นได้จากการใช้อิฐสีเทา, เพดานที่ออกแบบตามสไตล์อินเดีย, ส่วนบนของประตูและหน้าต่างที่เป็นรูปโค้ง ฯลฯ
Mandarin’s House : ปิดวันพุธ





ที่นี่คนไม่เยอะ เงียบดี



ชั้นล่างเป็นห้องๆ จัดแสดงประวัติต่างๆ



เรียกน้ำย่อยกันไปบ้างแล้ว คราวนี้มาดูของจริงกันบ้าง เข้าไปกันเลยที่ตึกนี้



ข้างในตึก จะจัดเป็นห้องๆ ห้องทำงาน ห้องนอน ในสมัยก่อน



รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆด้วย ถ้าใครชอบแนวประวัติศาสตร์ ของเก่าๆ น่าจะเป็นอีกที่ที่น่าสนใจ



ที่ตึกนี้ หน้าต่างเยอะมากๆๆ มีหลายแบบมาก



เดินจนทั่วแล้วเราก็เดินออกไปตามถนนเรื่อยๆ จนโผล่มายังถนน หน้า Senado เลยเดินต่อไปยังร้าน ข้าวหน้าเป็ด “Chan Kuong Kei” เราสั่งห่านกับหมูแดงมากิน อร่อยๆ ร้านนี้คนเยอะทีเดียว



ตำแหน่งร้าน ตามแผนที่เลย ถ้ามาจาก Senado ก็เดินตรงมาผ่านที่ทำการไปรษณีย์ เจอแยกไฟแดงข้ามถนนแล้วเข้าซอยแรก ร้านอยู่ซ้ายมือ



กินเสร็จยังไม่พอ ไหนๆจะกลับแล้วยังไม่ได้กินทาร์ตไข่ของ ป้า Magaret เลย เดินถัดไปอีกซอยนึง ก็เจอแล้ว คนเยอะมากกก



ซื้อมากล่องนึง มี 6 ชิ้น มานั่งกินที่โต๊ะ



กินอันอิ่มหนำแระก็กลับที่พักเอากระเป๋า ตอนแรกให้เจ้าหน้าที่ที่พักช่วยเรียกรถ taxi ให้หน่อย แต่ดันเป็นช่วงเวลาเร่งด่วน ไม่มีรถเลย เราก็เลยต้องออกไปเรียก รอนานมาก ไม่มี taxi ว่างวิ่งมาเลย กว่าจะเรียกได้ เราก็บอกให้แวะที่พักเราก่อน เค้าก็ดันขับไปที่ Sanva Hotel เราบอกไม่ใช่ คนขับก็บ่นๆ หาว่าทำไมเราไม่ขนกระเป๋าออกมาเรียกรถ เค้าต้องวนๆ เพราะถนนมัน One way มันเสียเวลา เปลืองตัง บลาๆๆๆ แหม ก็บอกแล้วไงว่าข้าวของเรามันเยอะ และมีคนแก่ด้วย แต่พี่แกก็ยังบ่นๆๆ บลาๆๆ แหม ใครจะไปรู้ละว่ารถมันเข้าไม่ได้เพราะมันเป็น One way บ่นจริงๆเลย ชริๆ



เราให้ taxi มาส่งที่ Venetian เราฝากกระเป๋าไว้ แล้วเดินเล่นก่อน







เนื่องจากมีเวลาไม่มากเราเลยเดินที่นี่แป๊ปเดียว ประมาณ 40 นาที แล้วไปรอเอากระเป๋า



แต่ๆๆ ปรากฏว่า กระเป๋ายังเดินทางมาไม่ถึง ปร๊าดดด เราก็ถามเค้าบอกอีก 5 นาที 5 นาทีสองรอบ สรุป รอมา 15 นาทีได้ เกือบไม่ทันซะละ จาก Venetian นั่งรถบัสรับส่งที่นี่ไปสนามบิน โชคดี มาทันไม่ตกเครื่อง ขึ้นเครื่อง สักพักก็มีอาหารมาเสริฟ ขากลับ อร่อยแฮะ



เป็นอันจบทริปมาเก๊า 3 วัน 2 คืนไปอย่างเรียบร้อย ยังมีอีกหลายร้านที่อยากไปลอง แต่เวลาไม่มี คงไว้โอกาสหน้าละกัน




 

Create Date : 14 เมษายน 2558
3 comments
Last Update : 15 เมษายน 2558 12:29:06 น.
Counter : 2254 Pageviews.

 

กระชับ รวดเร็ว กินเก่ง

ท่าโพสนี่มัน นางแบบชัดๆ ฮาาาาา

 

โดย: นพ IP: 203.144.130.176 16 เมษายน 2558 16:54:43 น.  

 

ไว้จะไปแล้วจะถามนะพร ภาพสวย อาหารน่ากิน

 

โดย: lovefair (lovefair ) 20 เมษายน 2558 19:32:43 น.  

 

@นพ : แหนะ มีแซว ฮ๋าๆๆ
@Lovefair : ถามได้เลย เด๋วจะตอบให้

 

โดย: firesky IP: 171.96.178.179 21 เมษายน 2558 22:39:34 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Firesky
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Life is journey
free counter
Friends' blogs
[Add Firesky's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.