กรกฏาคม 2552

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
14
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
13 กรกฏาคม 2552
บัวหิมะธิเบต (Kefir)
การเลี้ยงและการดูแล

เมื่อได้รับมาครั้งแรก จะมีสภาพซึ่งแช่อยู่ในนมแล้ว ให้นำมากรองแยกนมออกจากเห็ด โดยวิธีการกรองให้ใช้อุปกรณ์การกรองที่ไม่ใช่โลหะโดยเด็ดขาด ดื่มนมที่ได้จากการกรองซึ่งประมาณ 8 ออนซ์ หลังจากนั้นให้ทำความสะอาดเห็ดโดยให้น้ำไหลผ่านจนสะอาดแล้วบิดให้แห้งแล้วใส่ลงไปในแก้วพลาสติก แล้วใส่นมเข้าไปประมาณ 8 ออนซ์แซ่ไว้ 24 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิห้องแล้วนำมากรองเพื่อจะดื่มเหมือนดังที่ได้มาตอนแรก


ข้อควรระวัง อย่าใช้น้ำประปาที่มีคลอรีน บัวหิมะอาจจะตาย หรือได้รับพิษจากคลอรีน ให้ใช้น้ำดื่มบริสุทธิ์ ล้าง จะดีกว่า (หรือเปิดน้ำใส่ภาชนะทิ้งไว้ประมาณ 24 ชม. น้ำนั้นถึงจะนำมาล้างบัวหิมะได้ค่ะ)



จากภาพตัวอย่าง บัวหิมะสีขาวขุ่นเหมือนนม นั้นเป็นบัวหิมะที่เลี้ยงจากนมทุกชนิด ส่วนบัวหิมะสีขาวใสไม่ใช่บัวหิมะตายนะค่ะแต่เป็นบัวหิมะที่เลี้ยงในน้ำตาลหรือน้ามเชื่อมค่ะ

บัวหิมะที่เลี้ยงในนมที่จะมีรสชาติเปรี้ยวและมีคุณสมบัติเปรียบเสมือนยา ดื่มทุกวันก่อนนอนเป็นเวลา 20 วันและหยุดพักการดื่มเป็นเวลา 10 วันและค่อยดื่มต่อวนเวียนไปเช่นนี้ในช่วงเวลาที่หยุดพักเป็นเวลา 10 วัน
การที่ไม่ดื่มต่อเนื่องนั้น มีบางคนบอกว่า การดื่มนมที่มีจุลินทรีย์ อาจจะทำให้สมดุลย์ร่ายกายสูญเสียไปหากดื่มติดต่อเป็นเวลานาน จึงเว้น 10 วันเพื่อให้ร่างกายปรับสภาพให้เข้าสู่สมดุลย์ (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล)



ณ วันนั้น บัวหิมะต้องได้รับการทำคามสะอาดทุกวันเหมือนดังตอนที่เราทำก่อนนำไปกรอง โดยบัวหิมะประมาณ 2.5 ช้อนชา
สามารถที่จะทำได้ 1 แก้ว

ข้อควรจำ
- ห้ามแช่เย็น บัวหิมะจะโตขึ้นเป็น 2 เท่าทุก ๆ 18 วัน (การแช่เย็นจะเป็นการชะลอการเิติบโตของบัวหิมะ)
(ในอากาศร้อนชื้นแบบประเทศไทย บัวหิมะจะโตเร็วกว่าปกติ)
- ห้ามไม่ให้บัวหิมะโดนโลหะโดยเด็ดขาด
-ใช้ที่กรองพลาสติกใช้แก้วกระเบื้องห้ามใช้โลหะ

การดูแลรักษาบัวหิมะได้ดี
ให้มีความสะอาดย่อมจะทำให้สุขภาพของผู้ดื่มนมที่แช่บัวหิมะดีตามไปด้วย เนื่องจากจะได้นมที่สะอาดและมีคุณภาพสำหรับดื่ม





สรรพคุณ
1. สร้างความสมดุลของภูมิต้านทานในร่างกาย
2. ช่วยให้ตับ, ม้ามแข็งแรง
3. ช่วยรักษากระเพาะ และลำไส้
4. ทำให้ความดันโลหิตเป็นปกติ
5. ป้องกันการขยายตัวของมะเร็ง
6. ทำให้ร่างกายเป็นปกติ ลดความเครียด ช่วยบรรเทาความเหนื่อย
7. ช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ และช่วยลดคอเรสเตอรอล
8. ช่วยละลายนิ่ว
9. สร้างสารปฏิชีวนะในร่างกาย เพื่อช่วยให้การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
10. รักษา ช่วยให้ตับ และระบบการขับถ่ายดีขึ้น
11. ประกอบด้วยสารต่าง ๆ ที่ร่างกายต้องการ



ความเป็นมาของสรรพคุณ
อาจารย์ทางด้านยาจากมหาวิทยาลัยพยาบาล GLEIVITZ ในโปแลนด์ ได้นำมาสู่ยุโรปจากเอเชีย โดยในขณะที่ทำงานที่อินเดีย และธิเบต เขาป่วยด้วยโรคมะเร็งตับ พระที่ธิเบตได้นำมาให้เขากินเพื่อรักษาอาการป่วยของเขา หลังจากนั้น 18 เดือนเขาสามารถหายป่วย ก่อนจะเดินทางกลับเขาจึงขอเห็ดนี้จากพระรูปนั้น พระรูปนั้นจึงได้ให้เขามาเป็นของขวัญ

คุณภาพของนมเปรี้ยว (บัวหิมะ)
pH = 3.7
ความเป็นกรด (% กรดแลคติก) = 1.6%
Reducing sugar (แลคโตส กูลโครส หรือ กาแลคโตส) = 1.02%
โปรตีน = 3.2%





วิธีเลี้ยงบัวหิมะ
ใช้นมสดรสจืด 1 กล่อง ประมาณ 250 c.c (8 1/2 ออนซ์) ไม่ต้องแช่ตู้เย็น
1.แช่บัวหิมะไว้ในนมสด 250 c.c นานประมาณ 24 ชั่วโมง บัวหิมะจะเปลี่ยนนมสดให้เป็นโยเกิร์ต


2.ใช้กระชอนกรองน้ำนมนั้นมาดื่ม (ควรดื่มทันที ไม่ควรตั้งทิ้งไว้นาน) ห้ามใช้กระชอนโลหะเด็ดขาด หากหากระชอนพลาสติกไม่ได้ให้ใช้ตาข่ายช้อนปลาแทน

3.ดื่มก่อนนอนขณะท้องว่าง โดย ไม่ดื่มรวมกับเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ ให้ดื่มติดต่อกันนาน 20 วัน แล้วให้หยุดพัก 10 วัน (

4.ล้างบัวหิมะด้วยน้ำสะอาดเบาๆ จนสะอาด (หากจำเป็นอาจใช้มือสัมผัสเบาๆได้) แล้วเทคืนสู่ภาชนะเดิม แช่ด้วยนมสดใหม่ 250 c.c ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง

5.ระหว่างพัก 10 วัน ให้ล้างบัวหิมะทุกคืน เติมนมสดรสจืดฯ ทุกครั้ง (ปฏิบัติเช่นเดียวกับข้อ 4.

6.ให้เลี้ยงบัวหิมะในภาชนะแก้ว หรือพลาสติกเท่านั้น ห้ามใช้ภาชนะที่เป็นโลหะทุกชนิด เก็บในห้องที่มีอุณหภูมิปกติ ห้ามเก็บในอุณหภูมิที่เย็นจัด เพราะนมจะมีรสเปรี้ยวมาก

7.บัวหิมะจะเพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 2 เท่า ภายในเวลา 18 วัน (ประมาณที่พอเหมาะคือ สองช้อนครึ่ง) เอาผ้าบางปิดฝากันฝุ่นแมลงก็ได้



- ต้องเปลี่ยนนมทุกวัน เพราะ ถ้าไม่เปลี่ยนความเปรี้ยวของนม มันจะไปกัดตัวมันได้ใช้นม1 กล่องต่อการเปลี่ยนนม 1 ครั้ง
ตัวบัวหิมะกินได้ ถ้ามันเยอะเกินไป แต่ถ้าจะให้ดี อย่ากินเลยมันโตยาก ถ้าบัวหิมะตาย นมจะไม่ค่อยเปลี่ยนสภาพ คือไม่ค่อยหนืด ทั้งที่มีปริมาณมาก
และตัวบัวหิมะจะแข็งๆ ถ้าเคยกินจะรู้ว่านมที่ได้จะไม่เหมือนเดิม ปกติถ้าตัวบัวมากไป นมจะเปรี้ยวมาก เพราะฉนั้น ต้องแจกจ่าย หรือเอาออกบ้าง

- ความเปรี้ยวจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ใช้ในการหมักเป็นหลัก ระยะเวลาในการหมักที่เหมาะสม คือ 12 - 72 ชั่วโมง ยิ่งหมักนานเท่าไหร่ก็จะยิ่งเปรี้ยวมากเท่านั้น ถ้าเปรี้ยวเกินไป ก็ลองลดเวลาที่หมักดู หรือจะลองผสมกับน้ำผลไม้ก็ได้ อัตราส่วน น้ำผลไม้ 2 ส่วนต่อ Kefir (นมที่กรองแล้ว) 1 ส่วน

- ถ้าเอา Kefir แช่ไว้ในตู้เย็นหลังจากที่กรองแล้ว แล้วค่อยมาดื่ม ก็จะทำให้เปรี้ยวน้อยลงด้วย
อีกเหตุผลนึงก็คือ ปริมาณของบัวหิมะต่อนมมากเกินไป ลองแบ่งบัวหิมะออก หรือเติมนมให้เยอะขึ้นก็ได้

- ลักษณะก่อนกรอง มันจะดูเหมือนโยเกิร์ต จะมีกลิ่นเปรี้ยวอยู่แล้ว แต่จะไม่เหมือนกลิ่นเปรี้ยวแบบนมเสีย คือ ถึงมันจะเปรี้ยว แต่มันไม่ได้เสีย ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เปรี้ยวแค่ไหนก็ทานได้ ขึ้นอยู่กับว่า ตัวเราจะทนทานได้รึเปล่าเท่านั้นเอง เลี้ยงไว้ที่ไหนก็ได้ แต่ว่าเลี้ยงไว้ในอุณหภูมิห้องจะดีที่สุด

บัวหิมะกิน lactose ที่อยู่ในนมเป็นอาหาร แล้วก็จะปล่อยอากาศออกมา เลยเห็นเป็นฟองๆ เป็นเรื่องปกติ นมไม่ได้เสีย


คำแนะนำ

1. บัวหิมะธิเบต หรือ คีเฟอร์ เป็นพืชตระกูลเดียวกับ “เห็ด” และ “ยีสต์”

2. นมหรือโยเกิร์ตที่ได้จากการเพาะเลี้ยงบัวหิมะนี้ มีรสและกลิ่นเปรี้ยว ไม่ใช่นมบูด แต่มีกระบวนการย่อยสลายเหมือนกับการบูดของอาหาร ต่างกันที่จุลินทรีย์ที่ใช้หมักบัวหิมะนี้ เป็นจุลินทรีย์ที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย กินแล้วไม่ท้องเสีย

3. ตอนที่ได้รับบัวหิมะมาในวันแรกๆ (ในช่วงประมาณ 1 สัปดาห์แรก) ปริมาณจะยังมีน้อยอยู่ ให้ใส่นมแค่พอท่วมปิดหมด ไม่ต้องใส่นมหมดกล่อง เพื่อให้เมล็ดบัวหิมะได้มีเวลาปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ และไม่บอบช้ำจนเกินไป

4. ศึกษาจากเว็บต่างประเทศแล้ว บอกว่า จะดื่มทุกวันก็ได้ ไม่ต้องเว้น 10 วัน (อันนี้แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละคน)

5. นำโยเกิร์ตที่ได้มาพอกหน้า ประมาณ 30 นาที (หรือรอจนหน้าแห้ง) ทุกคืนก่อนนอน แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า (ไม่ต้องล้างด้วยสบู่) จะทำให้หน้าเนียน ขาว ใสขึ้น รู้สึกผิวเรียบเนียนละเอียดขึ้น สิวก็หาย เนื่องจากโยเกิร์ตบัวหิมะมีคุณสมบัติช่วยรักษาแผลและสมานผิว

6. บางครั้งหากใช้โยเกิร์ตบัวหิมะพอกหน้าแล้วรู้คันยิบๆในบางจุด นั่นไม่อันตราย แต่แสดงว่าผิวหนังบริเวณนั้น เป็นสิว แห้งลอก ซึ่งอาการคันนี้หมายถึงการที่กรดผลไม้และวิตามินต่างๆกำลังเข้าไปช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และสมานผิวให้หายเป็นปกติ เมื่อสิวหายแล้วอาการคันนี้จะหมดไป

7. ถ้าหากระชอนกรองที่เป็นพลาสติกไม่ได้ แนะนำให้ใช้กระชอนช้อนปลา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.5 นิ้วกำลังดี
(ราคาประมาณ 8 – 12 บาท) โดยเวลาใช้ ให้ระวัง ห้ามโดนบริเวณที่เป็นลวดเหล็กเด็ดขาด

8. ไม่จำเป็นต้องล้างบัวหิมะด้วยน้ำทุกวัน เพราะคลอรีนจะทำลายการเจริญเติบโตของบัวหิมะ ไม่จำเป็นต้องล้างน้ำเลย พอกรองโยเกิร์ต ออก ก็เทนมใหม่ ใส่ต่อได้เลย (แต่ควรล้างภาชนะที่ใส่ด้วยนะ) จะทำให้บัวหิมะโตเร็วมาก เหมือนกับการเลี้ยงปลา ที่ต้องใส่น้ำเดิมของมันลงไป และการย้ายต้นไม้ ก็ต้องใส่ดินเดิมของมันลงไปด้วยเช่นกัน ถ้าหากต้องการล้างจริงๆ ให้ใช้น้ำกลั่น หรือน้ำที่ปลอดสารคลอรีน

9. หากต้องการหยุดใช้ หรือไม่อยู่บ้าน 2-3 วัน ให้ใส่นมแค่พอปิดท่วมเม็ดบัวหิมะ แล้วแช่ตู้เย็นช่องแช่เย็นธรรมดาไว้

10. หากต้องการหยุดใช้ หรือไม่อยู่บ้าน เกินกว่า 4-5 วันขึ้นไป ให้ล้างบัวหิมะด้วยน้ำให้สะอาด ผึ่งให้แห้งหมาดๆ ไม่ต้องใส่นม แล้วแช่ช่องฟรีซ (ช่องแช่แข็ง)ในตู้เย็น เพื่อหยุดการเจริญเติบโตของบัวหิมะชั่วคราว และเป็นการป้องกันไม่ให้เสียด้วย

11. หากแช่เย็นแล้ว เมื่อกลับมาใช้อีกครั้ง ให้นำไปล้างน้ำเพื่อให้หายแข็ง (ใช้น้ำอุ่นนิดๆได้ แต่ห้ามใช้น้ำร้อนเด็ดขาด) ทิ้งไว้ให้อุณหภูมิอุ่นขึ้น แล้วค่อยใส่นม

12. นมโยเกิร์ตที่กรองออกมาแล้ว ที่ดีที่สุดควรดื่มทันที แต่ถ้าอยากเก็บไว้ดื่มตอนหลัง สามารถนำไปแช่เย็นเก็บไว้ได้ 2-3 วัน

13. หากใครกินแล้วท้องไส้ปั่นป่วน นั่นไม่ได้แปลว่าคุณแพ้บัวหิมะ แต่แสดงว่าร่างกายของคุณมีโรคหรือสารพิษตกค้าง ซึ่งอาการปั่นป่วนคืออาการที่บอกว่า บัวหิมะนี้กำลังช่วยให้ร่างกายคุณขับไล่สารพิษนั้น / เพื่อให้รู้สึกดีขึ้นให้ลดปริมาณการกินในช่วงแรกไปก่อน เพราะร่างกายของแต่ละคนอาจต้องใช้เวลาปรับตัวไม่เท่ากัน





คำถามที่ถามบ่อย

Q1. ควรใช้นมชนิดใด

A1.1 ชนิดของนมที่ดีที่สุด คือ นมแพะ เพราะนมแพะสามารถย่อยและดูดซึมได้ง่ายกว่านมวัว และค่อนข้างมีปัญหาการแพ้น้อยกว่า นมแพะมีความสมดุลกับร่างกายมนุษย์มากกว่านมแบบนั้นหายาก แต่ก็น่าจะลองหาซื้อดู อาจจะมีราคาแพง แต่ถ้าเทียบกันในระยะยาว ก็ถือว่าเป็นการลดค่ายาค่าหมอในการรักษาโรคในอนาคตได้ เพราะคุณจะได้รับผลคุ้มค่ากว่าเงินที่เสียไป

Q2. สามารถใช้นมอื่นๆทำโยเกิร์ตคีเฟอร์ได้หรือไม่

A2.1 นมทุกชนิดใช้ทำโยเกิร์ตคีเฟอร์ได้ เช่น นมจากสัตว์ (แพะ, วัว, แกะ ฯลฯ), นมจากพืชตระกูลถั่ว (ถั่วเหลือง, ถั่วแดง ฯลฯ), นมจากพืชตระกูลข้าว (ข้าว, ข้าวบาร์เล่ย์ ฯลฯ), นมจากพืชตระกูลถั่วเปลือกแข็ง (อัลมอน, มะพร้าวหรือกะทิ ฯลฯ), นมจากพืชตระกูลเมล็ดเล็ก (ป่าน, ฟักทอง, งา ฯลฯ) แต่นมที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ นมวัว, นมแพะ และนมถั่วเหลือง

A2.2 ผู้เขียนเคยลองใช้นมถั่วเหลืองทำโยเกิร์ตคีเฟอร์ ใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์จึงปรับสภาพได้ หลังจากนั้นผู้เขียนจึงเก็บเมล็ดคีเฟอร์ไว้ส่วนนึงเพื่อทำโยเกิร์ตคีเฟอร์จากนมถั่วเหลืองโดยเฉพาะ คิดว่ารสชาติอร่อยดี แต่แตกต่างกับโยเกิร์ตคีเฟอร์ทั่วๆไป อย่างสิ้นเชิง

Q3. ฉันจะทำโยเกิร์ตคีเฟอร์โดยใช้เครื่องดื่มชนิดอื่นๆได้หรือไม่

A3.1 ทำได้แน่นอน เราสามารถทำคีเฟอร์ได้โดยใช้เครื่องดื่มที่ไม่ใช่นมได้หลากหลายชนิด แต่เครื่องดื่มนั้นๆจำเป็นจะต้องมีส่วนประกอบของน้ำตาลเพื่อให้เป็นอาหารแก่คีเฟอร์ด้วย คีเฟอร์ที่ทำจากน้ำผลไม้หรือน้ำที่มีรสหวานอื่นๆ เรียกว่า “คีเฟอร์น้ำ” คีเฟอร์ต้องการระยะเวลาในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะใหม่ๆ ทดลองทำคีเฟอร์ด้วยน้ำนมถั่วเหลืองยังต้องใช้เวลากว่า 1 สัปดาห์ในการปรับตัวเลย เพราะฉะนั้นคีเฟอร์แบบน้ำ คงยิ่งต้องใช้เวลามากกว่านั้นอีก ส่วนวิธีการเริ่มเปลี่ยนจากนมเป็นน้ำผลไม้หรือน้ำหวาน ให้ทำตามวิธีเหมือนกับตอนที่คีเฟอร์เพิ่งถูกขนส่งมาจากระยะทางไกลๆ คือ ใส่น้ำผลไม้หรือน้ำหวานในปริมาณน้อยๆก่อน ในช่วงเริ่มต้น

Q4. จะเปรียบเทียบคุณค่าของแบคทีเรียและยีสต์ในคีเฟอร์แบบน้ำ กับคีเฟอร์ที่ผลิตออกขายทั่วไปได้อย่างไร

A4.1 โดยคีเฟอร์แบบน้ำ (น้ำผลไม้หรือน้ำหวาน) จะมีแบคทีเรียกรดแลคติค 13 ชนิด, สเตร็ปโต และ แลคโตค็อคซี 5 ชนิด, ยีสต์ 7 ชนิด - รวมทั้งหมด 25 พันธุ์
A4.2 เมื่อเปรียบเทียบกับคีเฟอร์แบบใช้นม ซึ่งมี แลคโตบาซิลี 18 สายพันธุ์, สเตร็ปโต และ แลคโตค็อคซี 9 ชนิด, แอคเซโทแบคเตอร์ 2 ชนิด, ยีสต์ 12 ชนิด – รวมทั้งสิ้น มีแบคทีเรียและยีสต์ 41 สายพันธุ์
A4.3 สรุปแล้ว ทั้งคีเฟอร์แบบน้ำ และแบบนม ต่างก็มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายด้วยกันทั้งคู่ เพียงแต่คีเฟอร์แบบนมมีจุลินทรีย์หลากหลายชนิดกว่า แต่ทั้ง 2 แบบ ต่างก็มีส่วนสำคัญในกระบวนการเผาผลาญอาหารของมนุษย์เช่นกัน
A4.4 โดยมาก คีเฟอร์แบบนมเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้นมสัตว์ จึงมีความสมดุลกับร่างกายของมนุษย์ได้มากกว่า แต่อย่างไรก็ต้องไม่ลืมคำนึงคนที่รับประทานมังสวิรัติด้วย ถือเป็นกรณียกเว้น ว่าไม่อาจดื่มคีเฟอร์จากนมได้

Q5. จะเปรียบเทียบคีเฟอร์ กับโยเกิร์ต และบัตเตอร์มิ้ลค์ อย่างไร

A5.1 อีกครั้ง ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว คีเฟอร์มีคุณประโยชน์มากกว่าโยเกิร์ตและบัตเตอร์มิ้ลค์แน่นอน เพราะคีเฟอร์มีจุลินทรีย์ถึง 41 สายพันธุ์ ในขณะที่โยเกิร์ตมีเพียงแค่ 4 ชนิด และเพียง 2 ชนิดในบัตเตอร์มิ้ลค์

คีเฟอร์ที่เพาะเลี้ยงในนมจะมีสีขาวเหมือนนม ส่วนคีเฟอร์ที่มีสีอื่นๆ ขึ้นอยู่กับสีของน้ำที่นำมาใช้เพาะเลี้ยงนั่นเอง ซึ่งความยืดหยุ่น และความหนาแน่นก็จะต่างกันไปด้วย

A3: เป็นที่น่าประหลาดใจมาก คีเฟอร์สามารถรวมตัวเกาะกันเป็นกลุ่มก้อนได้ และสร้างเซลส์ผนังของตัวเองขึ้นมา ยิ่งไปกว่านั้น หากคีเฟอร์ถูกแยกหรือทำให้ฉีกขาดออกจากกัน มันก็ยังสามารถรักษาตัวเองได้อีกด้วย


Q: หากเมล็ดคีเฟอร์ของฉันเล็กมาก จะผิดปกติไหม
A: ไม่ผิดปกติ เป็นธรรมชาติ มันอาจมีได้หลายขนาด ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม


Q: เมล็ดคีเฟอร์ของฉันมันใหญ่เกินไป จะตัดมันเป็น 2 ส่วนได้หรือไม่
A: ห้ามตัดคีเฟอร์เด็ดขาด เพราะจะเป็นการทำร้ายโครงสร้างของมัน หากต้องการแบ่งให้เล็กลง ทำได้โดยการ ใช้มือดึงมันออกจากกันเบาๆได้ เพราะจะไม่เป็นการทำร้ายโครงสร้างของมัน มันจะยังมีสภาพเดิมที่ดีอยู่ เพียงแต่เล็กลงเท่านั้น


Q: คีเฟอร์ของฉันมันดูนิ่มๆและพองบวมเกินไป
A: บางครั้งคีเฟอร์อาจเหลวเละ ดูอืดบวม และไม่เป็นลักษณะแบบยางยืดเช่นเคย นั่นแสดงว่ามันไม่มีความสุข มันคงได้รับการดูแลและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น อุณหภูมิที่ผิดปกติ ปริมาณนมที่ใส่ เยอะเกินไป ให้คุณเริ่มปฏิบัติกับมันเหมือนในครั้งแรกๆที่คุณเพิ่งได้รับมันมาใหม่ เหมือนกับคีเฟอร์ที่เพิ่งผ่านการขนส่งหรือเดินทางมาจากที่ไกล ขั้นแรก ให้ย้ายมันไปสู่ภาชนะใหม่ที่สะอาดหลังจากใส่นมใหม่แล้ว นำทั้งภาชนะไปแช่ในน้ำอุ่น (อย่าใช้น้ำที่ร้อนมาก เพราะมันจะกลายเป็นการฆ่าคีเฟอร์) นั่นจะได้ประโยชน์ 2 ทาง คือ ได้อุ่นนม (หากนมนั้นเพิ่งแช่ตู้เย็นมา) และเป็นการปรับอุณภูมิคีเฟอร์ให้สัมพันธ์กับอุณหภูมิห้องด้วย

Q: คีเฟอร์ของฉันมันกลายเป็นแผ่นๆ (ไม่เป็นเม็ดกลมเหมือนตอนแรก)
A1: จริงหรือ หากคีเฟอร์ของคุณกลายเป็นลักษณะแผ่นๆเหมือนในตำนาน (ลักษณะคล้ายเห็ดหูหนูขาว) หายากมากๆ แต่มันไม่ผิดปกติ เกิดจากการแผ่ขยายปกคลุมเมล็ดคีเฟอร์เล็กๆให้เป็นแผ่นเดียวกัน ในรูปทรงที่แปลกออกไป


***นมหลังจากที่เลี้ยงบัวหิมะแล้วจะมีความหนืดเหมือนโยเกริต ไม่ใช่นมบูดนะคะ ยิ่งหนืดมากยิ่งดีแสดงว่าบัวเติบโตดี

***ถ้าบัวหิมะตาย ให้สังเกตคือ บัวหิมะจะลดจำนวนลงเรื่อยจนจำนวนหมดไป


***เทคนิคที่เลี้ยงขยายและเติบโตดี เพราะเราเอาภาชนะใส่น้ำรองแก้วที่เลี้ยงบัวหิมะด้วย ป้องกันมดไต่ และน้ำรอบแก้วคง ช่วยให้อุณหภูมิเย็นพอเหมาะ และเอาผ้าบางๆปิดบนแก้วกันฝุ่นลงบัวหิมะและ ป้องกันแมลงวัน แมลงหวี่ตอมและไปไข่ใส่ให้เป็นหนอน

บัวหิมะธิเบต เป็น แลคติกแอซิด แบคทีเรีย ได้มีการทดลองเลี้ยง kefir กับ E.coli พบว่า จำนวน E.coli ในน้ำนมนั้นไม่สามารถเจริญเติบโตได้


โดยทั่วไป ในกระบวนการผลิตนมเปรี้ยว จะใช้ lactic acid bacteria ในการหมัก โดยหากอยู่ในสภาวะที่มี Lactic Acid อยู่ แบคทีเรีย ชนิดอื่น ก็จะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดี (เรียกง่าย ๆ ว่า แบคทีเรียที่เจริญในกรดแลคติกจะเจริญได้ดีเท่านั้น) ซึ่งแบคทีเรียที่เจริญในกรดแลคติกนี้ ส่วนมาก จะเป็นแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ (จาก reference ใช้ Kefir ในการทดลอง)
1. GARROTE Graciela L. , ABRAHAM Analia G. , DE ANTONI Graciela L [2001] Chemical and microbiological characterisation of kefir grains. Journal of dairy research. Vol. 68 , No 4 , pp. 639 - 652

ทั้งนี้ การเลี้ยงบัวหิมะนั้น ก็ควรจะทำด้วยความระมัดระวัง และควรทำแบบสะอาดที่สุด เ่ท่าที่จะสามารถทำได้ (เช่น ล้างมือด้วยสบู่ ก่อนจะจับบัวหิมะ, ล้างอุปกรณ์ที่จะกรองหรือตักบัวหิมะด้วยน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้ง หรือถ้าสามารถลวกน้ำร้อนเพื่อฆ่าเชื้อโรคได้ก็จะเป็นการดีมาก รวมไปถึง การล้างภาชนะที่จะเลี้ยงบัวหิมะด้วย เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีการปนเปื้อนของเชื้ออื่น



ที่มา : //www.bloggang.com/viewdiary.php?id=imaginer&group=1&month=09-2005&date=15&blog=1

//www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=30332&page=1

//users.chariot.net.au/~dna/kefir-faq.html#readykefir

//users.chariot.net.au/~dna/kefirpage.html

//users.chariot.net.au/~dna/Makekefir.html



presented by : วีรพงษ์ มะลิทอง

********************************************************************

เพิ่มเติมจากมติชน

คีเฟอร์"อาหารสุขภาพมาแรง ราชภัฏปรุงสูตร-จากทิเบตสู่ไทย

ผลิตภัณฑ์นมหมัก หรือคีเฟอร์ (kefir) ตามสูตรการคิดค้นของ อ.รัฐพล ศรประเสริฐ และ อ.พรผจง เลาหวิเชียร สองอาจารย์ประจำโปรแกรมวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ที่ต้องการเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้นิยมรักษาสุขภาพร่างกาย "คีเฟอร์" ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์นมหมัก ที่ได้รับความนิยมมากในประเทศทิเบต และจีน ซึ่งชนพื้นเมืองของเขาจะนิยมบริโภคกันต่างน้ำ เนื่องจากเชื่อกันว่าเป็น เครื่องดื่มช่วยคืนความสดชื่นให้แก่ผู้บริโภค ตรงนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นทำให้สนใจและคิดว่าเราสามารถทำได้จากนม คีเฟอร์ช่วยบำบัดอาการ ที่เกี่ยวกับระบบการย่อยอาหารให้ดีขึ้น ได้แก่ ลดกรดในกระเพาะ ระบบการย่อยในลำไส้ ช่วยควบคุมน้ำหนัก การเผาผลาญภายในร่างกาย ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด ภูมิแพ้ โรคปอดแข็งที่เกิดร่วมกับวัณโรค เป็นอาหารที่เหมาะกับทารกหรือผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการย่อย รักษาแผลในกระเพาะและลำไส้เล็กส่วนต้น ยับยั้งเนื้องอกและมะเร็ง เพราะจากการทดสอบพบว่า สามารถยับยั้งเนื้องอกและมะเร็งปอดของหนู ช่วยเพิ่มเม็ดเลือดขาว ช่วยลดอาการแพ้ยาหรือเซรุ่ม และยับยั้งการแพร่กระจายของโรค ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย จากการทดลองพบว่าสารยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ผลิตจากเชื้อสกุล Lactococcal ที่แยกได้จากคีเฟอร์ จะไปยับยั้งการเจริญของเชื้อสกุล Lactococci ดีที่สุด ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลให้ต่ำลงเมื่อรับประทานคีเฟอร์ในปริมาณ 500 มิลลิลิตรต่อวัน เป็นเวลา 1 เดือน โดยแบคทีเรียในคีเฟอร์จะเป็น ตัวเพิ่มสายโมเลกุล ของกรดไขมันแบบสายโมเลกุลสั้น ซึ่งกรดไขมันสายโมเลกุลสั้นนั้น จะเป็นตัวไปลดระดับ คอเลสเตอรอลในเลือด หรือยับยั้งการสร้างคอเลสเตอรอล ในตับ และสามารถนำคอเลสเตอรอลจากน้ำเลือด ไปเก็บไว้ในตับได้ อีกอย่างหนึ่ง คือ การที่กรดน้ำดี ปริมาณลดลง ถูกขับเข้าสู่ลำไส้ใหญ่และขับออกจากร่างกาย เป็นสาเหตุให้เกิดการกระตุ้นการสร้างกรดน้ำดีเพิ่มขึ้น กรดน้ำดีจะเป็นตัว ขับคอเลสเตอรอลออกจาก กระแสเลือด เพราะเป็นตัวย่อยไขมันทำให้ระดับคอเลสเตอรอลลดลง ฯลฯ นอกจากนั้นในด้านโภชนาการ คีเฟอร์มีโปรตีนมากกว่า 3.5% และอุดมไปด้วยวิตามิน B 12, B 13 วิตามินเอ, B 1 วิตามินซี และวิตามินเอช เป็นอาหารสำหรับทารก ใช้เลี้ยงทารกที่คลอดก่อนกำหนดมีผลต่อกรดไขมันในเลือด ทำให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรง ช่วยเสริมสร้างการทำงานของแบคทีเรียในลำไส้ของทารกที่คลอดก่อนกำหนด โรคตับอ่อนในเด็ก โรคปอดบวม โรคหลอดลมอักเสบในเด็กอายุมากกว่า 2 ขวบ ช่วยปรับสมดุลความเป็นกรด-ด่าง และลดไข้ และยังเป็นอาหารควบคุมน้ำหนัก และป้องกันโรคกระดูกที่ขาดธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียมอีกด้วย โปรแกรมวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ได้ทำการทดลองผลิตคีเฟอร์ตามหลักการดั้งเดิม ซึ่งหากพัฒนาจนสามารถใช้การได้ดี จะนำไปสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อขาย นอกจากนั้นจะพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์ของนักศึกษาในรูปแบบ 1 ผลิตภัณฑ์ 1 มหาวิทยาลัยอีกด้วย

ที่มา : ข่าวสด ศุกร์ที่ 21 ต.ค. 48 //www.matichon.co.th/khaosod


บทความนี้ผมคัดลอกมาจากเวป หาข้อมูลจากหลายๆ ที่ (ซึ่งคิดว่าเจ้าของเวปได้แปลมาจากเวปต่างประเทศ) และอ่านข้อมูล webboard ต่าง ๆ และข้อมูลบางส่วนได้ถามผู้รู้นำมาประมวลรวมกัน และได้พยายามหาข้อมูลที่เป็นหลักวิชาการให้มากที่สุด บัวหิมะธิเบตไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เวปที่มีข้อมูลเป็นภาษาไทยมีน้อยมาก
แต่มีเวปที่มีข้อมูลอย่างละเอียด เป็นภาษาอังกฤษ ถ้าใครภาษาอังกฤษแข็งแรงก็ลองเข้าไปอ่านดูนะครับ
แต่ใจความหลัก และวิธีเลี้ยงคร่าว ๆ ก็เป็นดังที่ได้นำเสนอนี้ครับ

ติดตามข้อมูลใหม่ ๆ ของบัวหิมะธิเบตได้หน้าเวปบอร์ดของศูนย์ครับ

คลิ๊กที่นี่เพื่อเข้าสู่หัวข้อ "บัวหิมะธิเบต"ในเวปบอร์ดศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์สมุทรสงคราม

ถ้าผมมีเวลาจะแปลจากเวปต่างประเทศจะนำมาลงเพิ่มเติมให้ในส่วนที่เห็นว่าสำคัญครับ
ผู้ใดมีข้อคิดเห็นหรือความรู้เพิ่มเติมช่วยกัน update ในบอร์ด เพื่อเป็นวิทยาทานครับ
********************************************************************
ขอบขอบคุณที่มา ของรายละเอียดจากเว็บ : //www.dmsc.moph.go.th/webroot/samutsongkhram/knowledge/S9/s9-5.htm


นี่เป็นคีเฟอร์ หรือบัวหิมะที่พี่นาให้มาค่ะ หลังจากเลี้ยงไปได้ 1 เดือน




อาบน้ำให้บัวหิมะเสร้แล้วค่ะรอใส่นมลงไป







Create Date : 13 กรกฎาคม 2552
Last Update : 15 กรกฎาคม 2552 23:44:49 น.
Counter : 3218 Pageviews.

35 comments
  
แวะมาเยี่ยมชมค่ะ

อยากได้บ้างจัง
โดย: Macys วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:2:08:39 น.
  
จะหาได้จากที่ไหนคะ อยากได้บ้างค่ะ
โดย: kerojan IP: 24.61.214.47 วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:7:21:21 น.
  
หาซื้อได้ที่ไหนคะ รบกวน เมล์ให้ด้วยนะคะ
liksitt_v@yahoo.com
ขอบคุณค่ะ
โดย: pat IP: 58.8.89.28 วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:10:50:22 น.
  
เคยใช้บัวหิมะมาก่อนค่ะ...เพื่อนให้มา

เลี้ยงด้วยนม...ใส่นมจืดลงไปทิ้งไว้

แล้วรุ่งขึ้นก็กลายเป็นนมเปรี้ยว..แปลกดี

แต่ไม่เคยดื่มค่ะ เพราะทนรับกลิ่นไม่ไหว

เคยแต่เอามาพอกหน้า...ก็ขาวใส นิด ๆ

แต่สำหรับเพื่อนที่ให้มาเค้าเป็นสิวเห่อขึ้นหน้ามากๆ

พอกไว้ก่อนนอน แล้วล้างออก...ทำอยู่บ่อย ๆ

ปรากฎว่า..สิวหาย หน้าเนียนใส ไม่มีรอยสิวให้เห็น

เลยค่ะ...เหมือนได้หน้าใหม่เลย....
โดย: เขาพิงกัน วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:12:15:31 น.
  
เราเลี้ยงอยู่ แต่เพิ่งจะแบ่งให้เพื่อนของน้าชายเราไป
โดย: amphitrite IP: 58.8.191.199 วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:27:38 น.
  
น่าสนใจจังเยย จะหาบัวหิมะนี้ได้ที่ไหนบ้างอ่ะค้า
รบกวนเมล์มาบอกด้วย จะขอบคุณมากเยยอ่ะค้า

rukburn@gmail.com
โดย: หนูโอ๋ IP: 202.167.250.43 วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:18:08:55 น.
  
หากได้ที่นี่หละค่ะ ไว้ว่าจะตัวบัวหิมะเอง หรือโยเกิร์ต แล้วเดี๋ยวจะเอาสูตรการทำโยเกิร์ตพอกหน้า สูตรการทำโยเกิร์ตขัดหน้า พร้อมทั้งรีวิวผลมาให้ดูกันค่ะ
โดย: เจี๊ยบ (fillforfull ) วันที่: 14 กรกฎาคม 2552 เวลา:0:13:23 น.
  
โดย: catwater (snoopyสีแสด ) วันที่: 14 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:11:00 น.
  
อยากได้บัวหิมะมั่งจัง หาได้ที่ไหนหรอคะ รบกวนบอกด้วย ขอบคุณมากค่ะ oobeauty_belloo@hotmail.com
โดย: กsะต่าeน้อe (ดูดีในที่มืด) IP: 125.25.134.147 วันที่: 17 กรกฎาคม 2552 เวลา:6:26:24 น.
  
พี่สาวเลี้ยงอยู่ค่ะ
เคยกินน้ำนมเปรี้ยวมากเลยค่ะ
พี่สาวใช้ทาหน้า หน้าเนียนขึ้นจริงๆ ค่ะ ยังแปลกใจอยู่
แต่ไม่อยากเอามาเลี้ยงค่ะเพราะกลัวทำมันตายค่ะ
โดย: ChaleenaP วันที่: 18 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:14:51 น.
  
ถ้าคิดจะเลี้ยงแล้ว เกิดคิดว่าไม่ไหวก็ให้ส่งกลับนะค่ะ เพราะว่าสงสารเขาอะ
โดย: เจี๊ยบ (fillforfull ) วันที่: 18 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:01:25 น.
  
อยากได้บ้างจังอ่ะค่ะ หาได้ที่ไหนหรอค่ะ รบกวนเมลมาบอกได้ไหมค่ะ ขอบคุณมากๆเลยค่ะ
โดย: หนูเล็ก IP: 124.122.228.207 วันที่: 21 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:56:22 น.
  
ขอโทษทีค่ะ ลืมบอกเมลอ่ะค่ะ nulek_23@hotmail.com ค่ะ รบกวนด้วยน่ะค่ะ
โดย: หนูเล็ก IP: 124.122.228.207 วันที่: 21 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:57:50 น.
  
ได้ทราบเรื่องบัวหิมะมาพักใหญ่แล้วค่ะ หามานาน อยากรับไปเลี้ยง แต่อยู่ต่างจังหวัดนะคะ ไม่ทราบว่าคนไหนพอจะแบ่งได้บ้างรึเปล่าคะ ยินดีออกค่าใช้จ่ายในการจัดส่งค่ะ

ติดต่อได้ที่ narinthonka@hotmail.com นะคะ

สัญญาค่ะว่าจะดูแลเค้าเป็นอย่างดีค่ะ

ขอบคุณนะคะ
โดย: por_mc IP: 118.172.172.170 วันที่: 25 กรกฎาคม 2552 เวลา:0:41:48 น.
  
อ่านแล้วน่าสนใจมากเลยครับ อยากได้บ้างมีใครพอจะแบ่งให้ได้ไหมคับ อยู่แถว BTS อ่อนนุชครับ tutunight@hotmail.com 081-6674082 ขอบคุณล่วงหน้าเลยนะครับ
โดย: tu IP: 124.122.187.165 วันที่: 26 กรกฎาคม 2552 เวลา:0:48:18 น.
  
อยากได้มากๆเลยครับพอจะแบ่งให้ได้ไหมครับพอดีเห็นว่าแก้ัโรคภูมแพ้ได้
ผมเป็นอยู่ ผมอยู่ดินแดงครับhoya-9@hotmail.co,ขอขอบคุณล่วงหน้าเช่นกันครับ
โดย: ตุ็ย IP: 210.86.208.146 วันที่: 27 กรกฎาคม 2552 เวลา:21:17:12 น.
  
คุณเจี๊ยบ ได้รับบัวหิมะแล้วนะคะ ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ
โดย: กsะต่าeน้อe (ดูดีในที่มืด ) วันที่: 5 สิงหาคม 2552 เวลา:14:01:23 น.
  
ส่งไปรษณีย์แบบ EMS เท่านั้นค่ะ เพราะว่า ถ้าไปถึงมือช้า น้องบัวหิมะอาจตายได้ค่ะ
ยังไงรบกวนคุณตุ้ย เมล์ที่อยู่มาให้เจี๊ยบทีนะค่ะ fillforfull@windowslive.com ค่ะ
โดย: fillforfull วันที่: 6 สิงหาคม 2552 เวลา:20:08:40 น.
  
ต้องขอโทษคุณเจี๊ยบด้วยครับ
ผมส่งเมล์ไปหลายหนแล้วครับ
แต่ไม่เข้าใจส่งไม่ไปครับผมเลย
บอที่อยู่ที่นี่เลยนะครับ
สมชาย ภูแก้วงาม
51 ซอย วัดตะพาน
ถนน ราชปรารภ
แขวง ตำบน มักกะสัน
เขต อำเภอ ราชเทวี
กรุงเทพ 10400
โดย: ตุ้ย IP: 210.86.209.34 วันที่: 6 สิงหาคม 2552 เวลา:23:21:37 น.
  
ค่ะแล้วเดี๋ยวเจี๊ยบคงจะส่งให้ประมาณอาทิตยืหน้านะค่ะ เพราะกลัวติดวันเสารือาทิตย์ค่ะ ถ้าคุณตุ้ยอยากคุยกะเจี๊ยบกะแอดเมลืได้นะค่ะ
fillforfull@windowslive.com เผื่อมีอะไรปรึกษา เกี่ยวกับ บัวหิมะและอื่นๆ หัวใจไม่รับปรึกษานะค่ะ เอิ๊กๆๆ ล้อเล่น
โดย: fillforfull วันที่: 6 สิงหาคม 2552 เวลา:23:25:37 น.
  
ต้องขอโทษคุณเจี๊ยบอีกครั้งนึง
ครับพอดีผมต้องไปต่างจังหวัด
หลายวันผมขอเปลี่ยนชื่อคนรับ
จากสมชาย เป็นสนธยา อ่ำเพ็ชร
แทนนะครับขอขอบคุณล่วงหน้า
ครับ ที่อยู่เหมือนเดิมครับ ใจดีจัง
โดย: ตุ้ย IP: 210.86.209.93 วันที่: 7 สิงหาคม 2552 เวลา:10:44:22 น.
  
คุณเจี๊ยบครับถ้าไม่รบกวนเกินไปผมเองก็อยากขอแบ่งบัวหิมะด้วยไม่ทราบว่ายังพอแบ่งให้ได้หรือเปล่าครับ ผมอยู่แถวบีทีเอสสพานควายครับ ผมไปรับที่ที่คุณเจี๊ยบสะดวกได้ครับ จะเอาไปให้คุณแม่ใช้ครับ หน้าคุณแม่เป็นฝ้ามากเลยอะครับ ถ้าได้แล้วสัญญาว่าจะเลี้ยงให้ดีครับ ไงถ้าพอแบ่งได้ส่งเมลล์กลับมาหน่อยนะครับ หรือมาโพสต์บอกในนี้ก็ได้ครับ ขอบคุณมากๆ ครับ เมลล์ผมนะครับblackstarz4@hotmail.com
โดย: ต้น IP: 110.169.28.223 วันที่: 13 สิงหาคม 2552 เวลา:20:31:20 น.
  
คุณเจี๊ยบคะ รบกวนขอแบ่งบัวหิมะให้ด้วยได้หรือเปล่าคะ ส่งเมลล์บอกหน่อยนะคะ siri.tan@yahoo.com ขอบคุณค่ะ
โดย: พรศิริ IP: 58.9.43.148 วันที่: 18 กันยายน 2552 เวลา:17:43:48 น.
  
ติดตามเรื่องบัวหิมะมานานพอสมควรแล้วค่ะ ทราบมาว่าัรักษาภูมิแพ้ได้

อยากรับไปเลี้ยง แต่อยู่ต่างจังหวัดนะค่ะ ไม่ทราบว่าคุณเจี๊ยบพอจะแบ่งได้บ้างรึเปล่าคะ ยินดีออกค่าใช้จ่ายในการจัดส่งค่ะ

ติดต่อได้ที่ jar_191@hotmail.com นะคะ

ขอบคุณค่ะ
โดย: จ๋า IP: 117.47.110.126 วันที่: 26 กันยายน 2552 เวลา:9:09:47 น.
  
อยากได้มากค่ะ ตอนนี้เปงภูมิแพ้ผิวหนังมาสามปีแล้ว กินยาที รพ ไม่หายได้แต่ระงับอาการไว้ จนเพื่อนซื้อครีมบัวหิมะมาให้ใช้ดีขึ้นค่ะ ดีกว่ากินยาอีก dao_jee@hotmail.com อยากทราบรายละเอยดค่ะ ว่าถ้าต้องการบัวหิมะ ต้องทำอัไรบ้าง เสียค่าใช้จ่ายเท่าไร แบบไหน รบกวนหน่อยนะค่ะ โทมาก็ได้ค่ะ 0870086474
โดย: ดาว IP: 117.47.17.22 วันที่: 27 กันยายน 2552 เวลา:22:27:17 น.
  
คุณเจียบครับ รบกวน แบ่งมัง อาครับ ต้อง ทำงัยบ้าง รบกวน คุยกะเราหน่อยนะครับ tria_ZZZZ@hotmail.com
ต้อง การจริงๆ ด้วยความปราถนา สูง ของคุณครับ 0876996333
โดย: กฤษ IP: 222.123.158.232 วันที่: 18 ตุลาคม 2552 เวลา:14:20:23 น.
  
ที่บ้านมีค่ะ
ตายแล้ว
-*-
โดย: จิ๊บ IP: 114.128.186.49 วันที่: 14 พฤศจิกายน 2552 เวลา:17:49:51 น.
  
ตอนนี้กำลังเลี้ยงเหมือนกันอยากถามว่านมที่ให้แช่ใส่ตู้เย็นได้ใหมค่ะ แล้วทำไมนมที่ให้ถึงมีกลิ่นบูดยังทานได้ใหมค่ะ
โดย: มดดำ IP: 203.172.217.57 วันที่: 19 พฤศจิกายน 2552 เวลา:12:08:35 น.
  
ถ้าจะขายสามารถขายได้ใหมค่ะแล้วผสมกับอะไรถึงจะอร่อยค่ะเลี้ยงเยอะมากเลยค่ะ
โดย: มดดำ IP: 203.172.217.57 วันที่: 19 พฤศจิกายน 2552 เวลา:13:14:20 น.
  
อยากได้มาเลี้ยงบ้างค่ะ เพราะหน้ามีแต่รอยสิวดำๆเต็มไปหมด
kamonwan68@hotmail.com
โดย: big68 IP: 190.11.15.60, 118.173.248.81 วันที่: 22 ธันวาคม 2552 เวลา:14:08:02 น.
  
หาซื้อได้ที่ไหนคะ
พอดีต้องการใช้อะคะ
เคยใช้แล้วไดผลดีคะ
อยากทราบรายละเอียดด้วยคะ รบกวนหน่อยนะคะ
Bee_girlza@hotmail.com
คะ ขอบคุณคะ
โดย: Bee IP: 1.2.230.248 วันที่: 8 กรกฎาคม 2556 เวลา:14:37:54 น.
  
อยากทราบว่า การขนย้ายบัวหิมะ มาจากที่ไกลๆ จะต้องทำอย่างไรค่ะ พอดีว่าญาติจะเอามาให้นะคะ แต่ไม่รู้วิธี เอามาจากที่ไกลๆ นะคะ คือว่าเค้าอย่ที่เมืองนอกนะคะ ช่วยบอกที่นะคะ ขอบคุณมากนะค เมล มาก็ได้คะ jj.sawar@gmail.com
โดย: วรรณ IP: 101.108.5.163 วันที่: 10 มีนาคม 2557 เวลา:19:15:36 น.
  
ขอโทษนะครับคุณเจี๊ยบ

ไม่ทราบว่ายังสามารถแบ่งบัวหิมะทิเบตนี้ให้ได้อีกรึเปล่าครับ
คือคุณพ่อผมเป็นโรคสะเก็ดเงิน แล้วก่อนหน้านี้ทานบัวหิมะทิเบตนี้อยู่
แล้วมันช่วยยับยั้งไม่ให้ผิวหนังที่มือมันลอกเป็นสุเก็ดได้น่ะครับ ก็เลย
ทานมาตลอดหลายปี จนกระทั่งมีญาติมาแนะนำให้ทานยาแผนโบราณ
ชนิดนึงเพื่อรักษาโรคนี้ เลยหยุดทานบัวหิมะนี้ก่อน ช่วงจังหวะที่หยุด
เกิดพลาดทำให้มันตายไป ตอนนี้จะกลับมาทานใหม่เลยไม่รู้จะหาจากไหน พอดีมาหาเจอใน Blog ของคุณเจี๊ยบ ถ้ายังสามารถแบ่งได้
ผมจะขอแบ่งมาให้คุณพ่อทานหน่อยได้มั้ยครับ

email ของผม prakob@ngin.co.th
ขอบคุณครับ
โดย: ประกอบ IP: 171.96.160.197 วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา:12:36:41 น.
  
มีแจกป่ะคะ
โดย: ปันปัน IP: 171.100.76.205 วันที่: 21 มกราคม 2560 เวลา:10:23:30 น.
  
ใครมีบัวหิมะแบ่งขาย รบกวนติดต่อกลับด้วยค่ะ ต้องการมากค่ะ wannisa_p@pruksa.com ID line 0625971378
โดย: วันนิสา IP: 124.122.122.238 วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:21:25:18 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

funnyyammy
Location :
นครสวรรค์  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ทำมาค้าขาย ยามว่างก็นั่งอัพบล๊อค ปกติก็ทำงานประจำของบริษัทฯ ยังไงก็พูดคุยกันได้น๊ะจ๊ะ