แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2548
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
23 พฤศจิกายน 2548
 
All Blogs
 
หรือมันจะเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาและความฝัน...?

สมัยที่ยังแบเบาะอยู่ คุณตาคุณยายของเด็กที่รอคอยซึ่งมีบ้านเกิดอยู่ที่นครปฐมจะหอบหิ้วเอาเด็กที่รอคอยซึ่งเป็นหลานสาวคนแรกและคนเดียวในขณะนั้นไปเยี่ยมคุณย่าชวดและคุณยายชวดบ่อยๆ พอโตจนเริ่มจะจำความได้ คุณยายและคุณย่าชวดก้อเสียไปแล้ว


จากนั้นมาเด็กที่รอคอยก้อไม่ค่อยได้ไปนครปฐมอีกเพราะการบ้านที่โรงเรียนมันเริ่มเยอะเสียจนต้องไปเข้าโรงเรียนกวดวิชาในช่วงวันหยุด


สมัยก่อนนี้ทางไปยังเป็นถนนลูกรัง สองข้างจะเป็นป่าๆดงๆหรือทุ่งนาเสียส่วนใหญ่ และแน่นอนว่าบ้านช่องอย่างพวกทาวน์เฮาส์ คอนโด หรือบ้านจัดสรร ก้อยังไม่มีให้ได้เห็นมากมายเช่นทุกวันนี้ กว่าที่จะเข้าถึงนครปฐมก้อใช้เวลาโขอยู่เหมือนกัน และที่สำคัญ ทางเข้าบ้านคุณยายน่ะ เป็นเหมือนบ้านอังศุมาลินในคู่กรรมเลยล่ะ อยู่ติดคลอง เป็นสวนผลไม้อย่างพวกมะม่วง มะพร้าวน้ำหอม พุ่มสะเดา ดงกระถิน มีโรงสีข้าวของตัวเองอยู่ไม่ไกล มีต้นลำพูขึ้นอยู่ที่ตลิ่งริมน้ำ เวลากลางค่ำกลางคืนจะได้ยินเสียงจั๊กจั่นเรไรขับร้อง พร้อมๆกับมองดูแสงสว่างจากหิ่งห้อยที่แข่งกันประกายกระพริบวิบวับ


แต่ปัญหาก้อคือว่า สมัยนั้นเราต้องนั่งเรือข้ามฟากไปเพราะถนนเข้าไปไม่ถึง แม้แต่พระก้อยังพายเรือบิณฑบาตรกันมากกว่าจะเดิน เวลาไปคุณตาจะจอดรถทิ้งเอาไว้แล้วทุกคนก้อจะลงเรือข้ามฟากกัน ไม่รู้ว่าสมัยก่อนนี้เค้าติดต่อกับบรรดาคุณยายที่เป็นน้องสาวของคุณยายเด็กที่รอคอยได้ยังไงว่า "มาถึงแล้วนะ พายเรือมารับด้วย" เพราะโทรศัพท์กับไฟฟ้ามันก้อยังไปไม่ถึง และจะมาถามตอนนี้มันก้อสายไปแล้วสิ


เพราะสิ้นบุญกันไปเกือบหมดแล้ว









ไม่ใช่บ้านของคุณยายหรอกนะคะ แค่ขอยืมเขามาเพื่อให้ได้จินตนาการตามว่า คล้ายๆแบบนี้



สมัยก่อนน่ะพวกคุณยายจะออกมาที่ท่าน้ำหน้าบ้านแล้วก้อซื้อของเรือกันซะส่วนใหญ่เพราะว่าตลาดอยู่ค่อนข้างไกล ถ้าจะพูดถึงสิ่งที่ต้องซื้อหา ก้อต้องบอกว่า ข้าวไม่ต้องซื้อเพราะเรามีปลูกที่นาเรา สีข้าวที่โรงสีของเรา ผลไม้มีหลากชนิด ผักกับพริกก้อปลูกในสวน ไม่ปลูกก้อยังขึ้นเองอีกต่างหาก ปลาก้อตกเอง เวลาจะแกงกะทิก้อเอามะพร้าวที่เก็บมา มาขูดแล้วคั้นกะทิเอาเอง ส่วนน้ำปลาน้ำตาลเกลือนี่ก้อบางทีแลกข้าวกับเค้าเอาก้อได้ไม่ต้องซื้อ ไข่ก้อแล้วแต่ว่าต้องการมากหรือน้อยเพราะเลี้ยงไก่ไว้กินไข่กันด้วย ที่จะขาดก้อแค่เนื้อหมูเนื้อไก่ แล้วก้อที่ขาดไม่ได้เลย


น้ำมันใส่ตะเกียงกับไส้เทียน สมัยก่อนต้องตะเกียงเจ้าพายุซะด้วยนะ สว่างแรงดี ไอ้ไฟฉายตรากบน่ะมันยังมาไม่ถึงจ้ะ


สมัยก่อนนี่ช่างเป็นวิถีชีวิตที่แตกต่างไปจากสมัยนี้โดยสิ้นเชิงจริงๆนะ.... พูดแล้วก้อคิดถึง



บ้านด็กที่รอคอยไม่มีใครมาเล่นนางครวญให้ฟังก้อจริง แต่เรามีทรานซิสเตอร์ และเราก้อแว่วยินเสียงบ้านไหนซักบ้านร้องเพลงกล่อมลูกเสมอ ..เคยได้ยินมั้ยล่ะเพลงโบราณๆที่เค้าร้อง เอ่เอ โอละเห่ โอละหึก เจ้านกขมิ้นนกขุนทองเอย อะไรเค้านั่นน่ะ ...นานๆครั้งก้อจะมีลิเกมาตั้งวิกแสดงให้ได้ดูแก้เหงากันบ้าง คาดว่าสมัยนั้นหนังกลางแปลงก้อคงเข้ามาฉายเหมือนกันเพราะก้อจะมีงานรื่นเริงรำวงกันเหมือนในคู่กรรมแหละ สมัยนั้นหลายๆบ้านก้อยังไม่เป็นบ้านเลย ยังเป็นกระท่อมอยู่ เพราะยังปลูกผักขุดมันทำนาเลี้ยงปลาชนไก่กันอยู่


บ้านเด็กที่รอคอยก้อถือว่าฐานะดีไม่น้อยเพราะมีแทบทุกอย่างเป็นของตัวเอง


รวมทั้งตุ๊กแกด้วยนะ ขาดไม่ได้เลย ร้องทีไรก้อให้สยองขวัญทีนั้น แล้วสมัยเด็กๆจะโดนหลอกไว้ด้วยว่าถ้าตุ๊กแกมาเกาะคอเข้าล่ะก้อ จะต้องกิน 3โอ่ง กินน้ำ 3อ่าง โห.... หนักหนาสาหัสอยู่มิใช่น้อยนะนั่นน่ะ


(โตขึ้นมา ก้อยังแอบนึกถึงและยังเชื่อๆอยู่นิดๆนะ ถึงจะรู้ว่ามันไม่จริงก้อเหอะ )


อ้อ...แล้วจะบอกให้ว่า สมัยก่อนนี่อะไรก้อดี เสียอย่างเดียว ห้องส้วมมันอยู่ข้างนอก แล้วไอ้ตุ๊กแกอีกตัวมันก้อสถิตย์อยู่ที่ห้องส้วมนั่นน่ะแหละ โอ๊ยยยยจะบ้าตาย จำไม่ได้เหมือนกันว่ารอดชีวิตมาได้ยังไงสมัยนั้น ถ้าจะอาบน้ำก้อไม่ต้องไปไหนแค่ลงกระไดมาอาบที่ตรงหน้าบ้าน จะมีตุ่มใหญ่ๆรองน้ำฝนเอาไว้อยู่แล้ว ถ้าช่วงไหนแล้งหน่อยก้อตักน้ำจากคลองมาแล้วแกว่งสารส้มเอาได้ มีม้านั่งให้นั่งขัดสีฉวีวรรณ แล้วก้อไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาดูเพราะบ้านเรามันไม่ได้โล่งแจ้งอะไร มีซุ้มต้นไม้อยู่ล้อมรอบ และไกลจากตลิ่งพอควร ถ้าใคร่อยากจะเล่นน้ำคลองเลยก้อทำได้ แต่ไม่ทำ... เสียวจระเข้ ไม่รู้เป็นไงเด็กที่รอคอยนี่ สงสัยว่าตอนเด็กๆจะโดนผู้ใหญ่เค้าหลอกไว้เยอะเหมือนกัน


ต่อเรื่องส้วมอีกนิดละกัน... ด้วยความที่ห้องส้วมด้านล่างมันน่ากลัวแต่ลำบากแก่การเข้าในยามดึกดื่นเพราะว่าต้องหิ้วตะเกียงไป หลายๆครั้งเด็กที่รอคอยก้อเลยต้องอาศัย กระโถนและ แฮ่ะๆๆๆ เอ่อ...... จะพูดไงดีล่ะ .... อายวุ๊ย แต่ก้อจะเล่า ก้อได้อาศัยช่องหลืบตามกระดานแถวเรือนครัวนี่แหละเล็ง target ลงมา (ในกรณีปลุกใครแล้วไม่มีคนตื่นเพื่อช่วยเหลือ) ลำบากลำบนเล็กน้อย แถมโดนหลอกอีกว่าระวังจะมีมือเอื้อมโผล่มาจากใต้ถุนขณะเล็งอยู่ .... โอ๊ยยยย!! สยองได้ไม่เลิกล่ะบ้านที่บ้านนอกเนี่ยจะบอกให้!!



ครัวจะเป็นแบบเรือนครัวสมัยก่อนนั่นแหละค่ะ ไม่ใช่แบบสมัยนี้ เป็นแบบโปร่ง เปิด ไม่ได้มีโต๊ะหรือเคาน์เตอร์ มีแต่เตาแบบโบราณที่ต้องติดไฟด้วยถ่านเอาเอง หม้อข้าวไม่ได้เป็นแบบอัตโนมัติ ต้องหุงแบบรินน้ำข้าวออกมา(สมัยนั้นเด็กที่รอคอยก้อขาประจำรับน้ำข้าวมาซดโฮกตะมินบีไปโข ) กว่าจะได้กินแต่ละมื้อ กลิ่นควันไฟก้ออ้อยอิ่งอยู่เป็นเกือบครึ่งวัน แล้วบ้านนี้ก้อขยันทำขนมอยู่เหมือนกันแต่เป็นพวกง่ายๆอย่างข้าวต้มมัด ตะโก้ ฟักทองแกงบวช บัวลอย อะไรประเภทนั้น ทำแล้วก้อเอาไปฝากให้คนแถวบ้านเพราะทำทีก้อทำเยอะ แล้วบ้านนั้นก้อมักจะให้อะไรมาแลกกันเสมอไม่ว่าจะกับข้าวหรือขนมอะไรก้อตามที


มันเป็นวิถีชีวิตที่น่าคิดถึงอยู่ไม่ใช่น้อยนะ ใครไม่เคย คงไม่เข้าใจ


ขอยืมรูปมาอีกครั้ง พอดีว่าลบลิงค์ไปแล้ว ถ้าพบอีกครั้งจะมาลงว่าขอยืมมาจากเว๊บไหนค่ะ







และในวิถีชีวิตแบบเก่าๆแบบนั้น เด็กที่รอคอยเองก้อชักไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เคยเห็นในอดีตนั้น มันคือความจริง หรือภาพลวงตา หรือว่า ..........เป็นแค่ความฝัน

และถ้าเป็นความฝัน ก้อคงเป็นฝันที่แปลก เพราะไม่ต้องหลับก้อฝันได้ ซึ่งมันก้อผิดกับความใฝ่ฝันนะ...



เด็กที่รอคอยชอบไปเล่นหิ่งห้อยอยู่คนเดียวบ่อยๆเพราะไม่มีเพื่อนเล่นแถวนั้น และที่บ้านก้อไม่ได้ว่าอะไรเพราะอยู่ในละแวกบ้านเรา แค่ร้องเรียกซะหน่อยก้อขึ้นบ้านไปกินข้าวอาบน้ำนอนเป็นอันเรียบร้อย เรื่องจะตกน้ำตกท่า ไม่แน่ใจว่าสมัยนั้นว่ายน้ำแข็งหรือเปล่า แต่คิดว่าเค้าอาจจะบอกเอาไว้แล้วว่าห้ามไปเล่นแถวตลิ่งประเดี๋ยวจะพลัดตกลงไป ...สมัยเด็กไม่ซนหรอกค่ะ ถนัดแต่ดื้อ...


มีอยู่คืนนึงนั่นแหละที่คิดว่า เจออะไรเข้าให้ ซึ่งคิดว่าเป็นใครสักคนที่ไม่เหมือนคนแถวนั้นเลย แต่จำได้ว่าเห็นชัดเพราะแสงจากพระจันทร์สว่างมาก ...เห็นว่าพี่ผู้หญิงคนนั้นห่มสะไบสีเขียว นุ่งโจงกระเบนทัดดอกไม้ ผมยาว ไม่ได้รู้สึกว่าผิดแปลกนักหรอกเพราะสมัยนั้น คุณยายชวดก้อยังนุ่งโจงเหมือนกัน คุณยายกับพี่น้องนี่นุ่งกันแบบผ้านุ่งซะมากกว่า แต่อย่างพี่สาวคนโตของคุณยายก้อนุ่งโจงกระเบน เด็กที่รอคอยเห็นจนชินก้อไม่คิดว่ามันจะแปลกอะไร


แต่ถ้าเป็นตอนนี้เกิดเจอแบบนั้นเห็นท่าจะต้องขอเผ่นก่อนล่ะ



ที่จำเค้าได้เพราะว่า สวย .... สวยมากๆ และเจอใกล้ดงกล้วยตานีซึ่งอยู่อีกฝั่งของบ้าน เป็นทางที่จะไปสู่ทางข้ามท้องร่องเข้าสวนแล้วล่ะ ถ้าถัดจากดงนี้ไป ก้อเข้าได้ทั้งสวนผลไม้ ทั้งทางจะไปบ้านที่ใกล้กันที่สุดในละแวกนั้น จำได้ว่าคุยด้วยแต่ไม่รู้คุยอะไร แต่ที่จำได้แม่นคือเค้าถามว่า มาเล่นหิ่งห้อยเรอะ แล้วจากนั้นเด็กที่รอคอยก้อกลับขึ้นบ้านเพราะคุณยายเรียก ในความเป็นเด็กก้อคงไม่ได้คิดอะไร


จนกระทั่งมานึกได้เอาตอนโตขึ้นมาอีกหน่อย ตอนที่เจอเรื่องนั้นก้อคงไม่เกินหกขวบ กว่าจะนึกออกก้อปาเข้าไป สิบกว่าขวบแล้วตอนนั้น คุณเคยมั้ยล่ะ อะไรซักอย่างที่ลืมๆไปเมื่อกาลเวลาผ่านพ้น แต่ก้อจะมีชั่ววูบนึงที่นึกออกขึ้นมาอย่างไม่ค่อยปะติดปะต่อเท่าไหร่แต่ก้อยังจำได้ลางๆ



ที่บ้านเคยพูดกันว่า คงจะเป็นนางตานีที่อยู่ที่ดงกล้วยตรงนั้น เพราะคนสมัยนั้นเค้าก้อว่าตรงนั้นมันมี ... เด็กที่รอคอยน่ะไม่รู้หรอกว่ามันจะใช่หรือจะไม่ใช่ รู้แต่ว่า แม่ที่เหมือนจะทำท่าไม่เชื่อๆนี่ก้อยังเคยเจอนางไม้มาแล้ว เป็นนางไม้ที่อยู่คุ้มครองบ้านที่กรุงเทพนี่เอง สมัยนั้นแม่ยังเพิ่ง15-16 วันนึงอาการไม่ค่อยดีตัวร้อนๆเหมือนจะเป็นไข้ก้อเลยขึ้นไปกางเก้าอี้พับที่ชั้นสองตรงระเบียงใกล้ห้องพระ อยากรับลมให้เย็นสบายหน่อยเพราะตัวร้อนเหลือเกิน


จนใกล้ๆจะเคลิ้ม ก้อรู้สึกว่ามีคนมาแตะที่หน้าผาก ลืมตาดูก้อพบว่า เป็นผู้หญิงที่ไม่คุ้นหน้าเลย ... ใครหว่า ระหว่างนั้นก้อพินิจดูว่า ผู้หญิงคนนี้... สวยเหลือเกิน ผมยาว ดวงตา หน้าตา ปากคอ สวยไปหมด สวยแบบไม่ใช่คนทั่วๆไป...ได้กลิ่นหอมๆแบบดอกไม้ไทยเย็นๆมาจากฝ่ามือที่ยื่นมาแตะหน้าผาก ....แต่ เอ ....


ทำไม ห่มสะไบแล้วนุ่งผ้าแบบโบราณวะ ชักจะยังไงซะแล้ว


ก่อนที่จะนึกไปถึงไหน เสียงของผู้หญิงคนนั้นก้อกังวานขึ้นว่า "รู้สึกดีขึ้นหรือยังล่ะ?"


เท่านั้นแหละ แม่ก้อร้องออกมาลั่นแล้วรู้สึกตัวว่า คล้ายตัวเองจะตื่นจากฝัน แต่กลิ่นนั้นก้อยังอยู่ เพียงแต่ว่าผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าไม่อยู่แล้ว พอสติเข้าสู่ร่างแม่ก้อวิ่งเหมือนหนีตายลงมาชั้นล่างวิ่งหาคุณยายให้วุ่น(ซึ่งก้อโชคดีมากเลยเพราะเป็นวันที่ไม่มีใครอยู่ รออีกพักมหญ่กว่ายายจะกลับมาจากตลาด แจ๊คพ็อตสุดๆ!) เพราะแม่เป็นคนกลัวผีมาก บ้านเด็กที่รอคอยไม่ค่อยพูดกันหรอกค่ะว่า ผีสางไม่มีจริงหรอก แต่เค้าอาจจะไม่พูดอะไรเลย ซึ่งเป็นคำตอบให้ว่า


"อืมม... โดนเข้าให้แล้วล่ะ"

แต่ที่เหมือนละครก้อคือ แม่หายไข้ทันทีทั้งที่เวลาผ่านไปแค่ไม่ถึงชั่วโมง เหมือนยังกับว่าเค้ามาช่วยยังงั้นล่ะ...


ถ้าพูดถึงเจ้าที่ หลายๆคนก้อคงจะ relate ได้ เพราะหลายบ้านก้อมีปัญหากับเจ้าที่จนอยู่ไม่ได้ก้อมี เจ้าที่เป้นคนโบราณก้อมี เป็นแขกก้อมี ... บ้านเด็กที่รอคอยเองก้อมีเจ้าที่ซึ่งแรงมาก สมัยที่สร้างบ้านหลังนี้ก้อมีคนงานตายอยู่เหมือนกัน แถมสร้างแล้วก้อดันมีเสาอยู่กลางบ้านแล้วตกน้ำมันอีก(ทำไมต้องมาตกก้อไม่รู้ ฮืออออ) จะบอกว่าไม่มีอะไรในบ้านเลยก้อเห็นจะเป็นการโกหกกันอย่างชัดเจนไปนิดนึง....

สมัยก่อนบ้านเรามีคนมาดูที่ดูทางให้หลังจากสร้างไปแล้ว เขาก้อว่าเจ้าที่ที่บ้านแรงมาก ถ้าไม่เจอล่ะเป็นดีที่สุด แต่บังเอิญว่าคุณยายที่เสียไปแล้วน่ะโชคไม่ดีเลย ไปเจอเข้าให้ ...จะเรียกว่าเจอก้อไม่ได้สินะ ต้องบอกว่า เขามาให้เห็นเพราะว่าจะมาเอาไปอยู่ด้วยมากกว่า เพราะหลังจากที่คุณยายเจอสองตายายที่เป็นเจ้าที่เข้าให้ ก้อล้มปวยหนักจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด เล่นเอาคุณตาแทบจะคลั่ง แม่ ป้า และน้าๆยืนยันเต็มร้อยว่า "ตาเค้านั่งร้องไห้คอยดูยายตลอดเลยเพราะหมอก้อบอกว่าไม่รู้เป็นอะไร ช่วยไม่ได้ให้ยาฉีดยาก้อไม่หาย ได้แต่ไหว้ขอเจ้าที่กันว่าอย่าเอาไปเลย"
จนสุดท้ายคุณยายก้อรอดมาได้ จากนั้นก้อคงจะทำบุญกันยกใหญ่เพราะนั่นเป็นเรื่องก่อนที่เด็กที่รอคอยจะถือกำเนิดขึ้นมา มันอาจจะไม่น่าเชื่อนัก ไม่ได้น่าติดตามเหมือน ผีช่องแอร์ หรือ ป๊อกๆครืด ที่เค้ายังคงเอามาเล่าสู่กันฟังได้เสมอจนบัดนี้



เพียงแต่ว่าบางครั้งก้ออดคิดไม่ได้ว่า ที่คนสมัยนี้ไม่ค่อยเห็น ได้ยิน หรือ สัมผัสได้... มันเป็นเพราะแสงไฟนีออนและแสงเสียงต่างๆที่มาพร้อมเทคโนโลยีหรือเปล่าหนอ...












Create Date : 23 พฤศจิกายน 2548
Last Update : 5 ธันวาคม 2548 18:07:46 น. 16 comments
Counter : 750 Pageviews.

 
บรื๋อ.......ส์


โดย: VinKaBees วันที่: 23 พฤศจิกายน 2548 เวลา:7:52:15 น.  

 
สยอง ทั้งเรื่อง ตุ๊กแก แล้วยังจะเรื่อง .... อีก

สวัสดีจ๊า อ้อน


โดย: loveme_loveu วันที่: 23 พฤศจิกายน 2548 เวลา:8:42:01 น.  

 
แอ๊ะ บ้านตายายพี่ก็อยู่นครปฐม

อยู่ตรงไหนล่ะ ของพี่อยู่นครชัยศรี ตรงข้ามวัดท่าตำหนักกะวัดบางแก้วล่ะ
แม่เป็นสาวนครชัยศรี ส้มโอหวาน ข้าวสารขาว ลูกสาวสวย
แม่ก็สวยจริงๆ แหละ มีแต่คนบอกว่าทำไมเธอไม่เหมือนแม่ ทำไมแม่สวยกว่าเยอะเลย


โดย: ปป IP: 203.154.148.50 วันที่: 23 พฤศจิกายน 2548 เวลา:9:45:19 น.  

 
โห เพลงจากบล็อกนี้ปล่าวเนี่ย ช่างสร้างได้เข้าบรรยากาศจริงๆ

อ่านแล้วก็คล้ายๆมุ๋มตอนวัยเด็กเหมือนกัน ชักอยากจะเขียนบ้างแล้วสิ 55555
งวดหน้าเรามาเคี้ยวหมากพลูคุยกันเรื่องตอนเด็กๆดีกว่าค่ะ
แต่อ่านแล้วสนุกดีนะ นึกภาพตอนเด็กๆไปด้วยเลย แต่นางตานีอะไรอย่างนี้มุ๋มยังไม่เคยเห็นนะ


โดย: Fruit_tea วันที่: 23 พฤศจิกายน 2548 เวลา:11:27:05 น.  

 
เย้คุณมุ๋ม <<< ดีใจจังมีคนอยากร่วมก๊งหมากพลูด้วย ขอเชิญชวนมาชนเชี่ยนหมากกันค่ะ อ้อนจะหาสีผึ้งกับน้ำต้มใบเตยมาไว้เตรียมรอท่า คุณมุ๋มก้อโตมากะคนแก่รึเปล่าคะเนี่ย อยู่แถวไหนน่ะ





พี่ปุ๋ย <<< วันนี้ถามแม่ทีนึงแล้วแต่อ้อนลืม จำได้ลางๆแค่ว่าแถวศาลายามั้ง ไม่ไกลวัดไร่ขิง ไม่ไกลสถานีรถไฟ..ชื่ออะไรซักอย่าง เด่วพรุ่งนี้ถามอีกรอบ

พี่อย่าน้อยใจ อ้อนก้อเจอประโยคนั้นเหมือนกัน แต่หลังๆมีคนบอกว่าพอโตแล้วชักจะหน้าเหมือนแม่มากกว่าเหมือนพ่อแล้วอ่ะ บ้านพี่ต้องพายเรือกันป่ะเมื่อก่อน อ้อนนะเคยพายอยู่เหมือนกัน รู้สึกว่าจะวนเป็นวงกลมเพราะพายไม่เอาไหนสุดๆ แถมบางทีเรือรั่วไม่ทันได้ลงยาต้องช่วยกันวิดน้ำออกด้วย


จำได้ว่าวิวัฒนาการใหม่ๆที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นดี ก้อคือ ทีวีขาวดำ ถังแก๊ส ถนนที่ตัดเข้าถึงบ้านโดยไม่ต้องพายเรือแล้ว ส่วนที่ยังอยู่เหมือนเดิมก้อคือ ตุ๊กแก ธรณีประตู บันไดแสนชัน แล้วก้อ เปลญวนที่ผูกไว้ที่ใต้ถุนมั้ง



คุณ loveme_loveu <<< หวัดดีค๊า .... คุณแอร์ใช่ป่าว


แอร์ไหนอ่ะ เรารู้จักกันใช่มะ พอดีเรามีคนรู้จักชื่อแอร์อยู่สองสามคน
แต่ถ้าไม่รู้จักมาก่อนก้อยินดีรู้จักค่า



ตุ๊กแกนี่เป็นขวัญใจชาวไทยจริงๆนะ ไปไหนก้อเจอ...




คุณVinKaBees <<< โอ๊ย ไม่สยองถึงขนาดนั้นหรอกค่า มันดูเรื่อยๆดีด้วยซ้ำ ถ้าเจอแบบน่ากลัวๆจะเอามาเล่าให้ฟังอีกที


โดย: เด็กที่รอคอย วันที่: 24 พฤศจิกายน 2548 เวลา:2:08:59 น.  

 
เด็กที่รอคอยเล่นอาร้ายยย ผงะเล็กๆ ระหว่างรอโหลดบล็อกเลยนะนี่

อ้อนเล่าได้เห็นภาพมากๆ เล้ย... ไม่เคยมีบ้านสวนแบบนี้เพราะที่บ้านค้าขายอยู่ในตลาด แบบที่ในต่างจังหวัดเค้าจะเรียกกันว่าเด็กตลาดนั่นล่ะ เพราะงั้นเวลาอ่านนิยายทมยันตีที่ตัวเอกมักมีบ้านสวนกันนะ แบบว่าอยากมีบ้างมากๆ เลยอ้ะ

อ่านของอ้อนแล้วนึกถึงความทรงจำวัยเด็กของตัวเอง (ขุดๆๆๆๆๆ) รู้สึกจะวนเวียนเรื่องการทำเช็งเม้งนะ เมื่อก่อนอากง อาม่าเคยอยู่ที่ตลาดบ้านสุด อ. บางปลาม้า เจดีย์เก็บกระดูกก็เลยอยู่ที่วัดที่นั่น (ตลาดนี้ที่ตาวานิช จรุงกิจอนันต์ชอบเขียนถึงนั่นแหละ เราก็เลยชอบอ่าน"บ้านเกิดเพื่อนเก่า" ของแกเพราะอ่านแล้วเหมือนมันคิดภาพเชื่อมโยงได้) ซึ่งสมัยเด็กหากไปทางบกมันจะกันดารสุดๆ ก็เลยต้องนั่งเรือหางยาวไป ผ่านประตูน้ำรอปรับระดับน้ำ (เค้าเรียกว่าประตูเลื่อนใช่ไหมนะ) ตอนนั้นเรือยังวิ่งในคลองเกลื่อน คล้ายๆ กับรถวิ่งในถนนตอนนี้ล่ะ คึกคักดี ชอบมากๆ (โดยเฉพาะเวลาเรือแล่นสวนกันแล้วมีคลื่น ยิ่งคลื่นใหญ่ๆ ยิ่งดี มันวู้ววววววว เด็กๆ ไม่เคยกลัวเล้ยว่าเรือจะล่มมั้ย) ไม่ไกลจากวัดที่เก็บกระดูกก็เป็นตลาดแบบโบราณ มีเรือนไม้เป็นแถว ทั้งตลาดอยู่บนยกพื้นปูไม้กระดานเชื่อมถึงกันหมดทั้งตลาด (ถ้าไฟไหม้นะ สยองงง) ในความทรงจำเราตอนเด็กๆ นะตลาดนี้ไม่ได้คึกคักอะไรมากมายเพราะคนมักย้ายเข้าตัวอำเภอหรือตัวจังหวัดกันแล้วแต่ก็เป็นตลาดที่สภาพสวยมากเลย เราคิดประจำว่ามันใช้เป็นโลเกชั่นถ่ายหนังได้สบายๆ เมื่อปีที่แล้วไปคิดว่าจะไปถ่ายรูปเก็บไว้ดู ปรากฏว่าตลาดโทรมลงไปเยอะผิดจากในความทรงจำมากเลย ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจังนะ

อีกอย่างหนึ่งที่ชอบก็คือได้ไปดูบ้านเก่าเตี่ยกับแม่ที่เคยค้าขายอยู่ในตลาดนี้สมัยแต่งงานใหม่ๆ ก่อนจะย้ายออกมาอ่ะ(ซึ่งก็ก่อนเราเกิดหลายสิบปี) ทั้งคู่เคยเล่าให้ฟังเรื่องเคยมีโจรปิดตลาดปล้น (ชื่อเสือฝ้ายป่าว ไม่แน่ใจ เด๋วต้องไปถามแม่) ต้องแอบโจรกันหลังบ้าน สมัยนั้นพี่ชายคนแรกเพิ่งเกิดยังอ้อแอ้ แม่ต้องใช้มืออุดปากไว้เพราะกลัวพี่จะร้องแล้วโจรได้ยินง่ะ ทีนี้พอโจรเข้าบ้านมาไม่เจอใครก็เลยโมโหยิงปืนขึ้นฟ้าสองนัด (ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องทะลุเพดานบ้าน ) ก่อนเดินออกไป ทีนี้พอไปบ้านเก่านี่เตี่ยแม่ คนเก่าคนแก่ ก็ชี้ให้ดูรอยกระสุนกันใหญ่ บอกว่าดีนะไม่แอบบนชั้นสอง ไม่งั้นอาจเจอลูกหลง เรื่องประมาณนี้ล่ะ ฟังแล้วเหมือนนิยาย ไกลตัวมากๆ แต่มันก็เคยเกิดขึ้นกับพ่อแม่เรานี่เอง รู้สึกแปลกๆ ดีเหมือนกัน ... ตอนหลังโจรพวกนี้ถูกจับได้ โดนจับยิงเป้าท้ายตลาดนั่นแหละ ...


โดย: วีวี่ IP: 203.153.169.232 วันที่: 24 พฤศจิกายน 2548 เวลา:3:04:09 น.  

 
หยา ยาวจัง ว่าแล้วว่าอย่าให้พูดเรื่องความหลังเชียว

สำหรับตัวเองแล้วเช็งเม้งสมัยเด็กเป็นอะไรที่สนุกมาก เพราะญาติๆ จะมารวมกันหมดในวันเตรียมของที่บ้าน (ส่วนมากญาติๆ จะอยู่จังหวัดอื่นก็เลยต้องมาพักที่บ้านเราก่อนจ้ะ) แล้วจึงจะออกเดินทางไปไหว้ด้วยกัน สมัยก่อนเดินทางลำบาก ไม่มีทางรถ ส่วนสมัยนี้ถนนในสุพรรณฯ เจริญมาก เดินทางสะดวก ญาติมีรถกันหมดทุกคน ต่างคนก็ไปกันวันที่ตัวเองสะดวก ก็เลยกลายเป็นว่าทั้งที่ไปมาหาสู่กันง่ายขึ้นแต่กลับดูห่างเหินกว่าเมื่อก่อนอีกนะ ... ความจริงเวลาไม่นาน แต่โลกเหมือนจะหมุนเร็วขึ้น การเปลี่ยนแปลงก็มาแบบปุ๊บๆ

อ้อนพูดถึงประสบการณ์มิติที่สี่ เอิ๊กกกก เราเป็นคนไร้เซนส์รุนแรง ขนาดเกิดใกล้ตัวแต่ตัวเองไม่รู้เลยนั่นแหละ เรื่องมันมีอยู่ว่าเมื่อตอนเด็กไปงานศพอากู๋(น้องชายแม่) ญาติๆ มากันตรึม ห้องนอนห้องหนึ่งก็เลยนอนเรียงๆ กันหลายคน เราได้นอนห้องนอนอากู๋นั่นล่ะ (แต่นอนกับญาติหลายคน) ด้วยเพราะเป็นเด็กก็ปูนอนที่พื้น ส่วนญาติผู้ใหญ่ก็นอนเตียงกันไป พอตอนเช้ามาพวกอาอี๊(น้องสาวแม่)ที่นอนในห้องเดียวกันเค้าก็คุยกันประมาณว่า "เมื่อคืนได้ยินมั้ย" "เออ ได้ยิน" อะไรแบบเนี้ย ฟังเรื่องดูสรุปได้ประมาณว่าเค้าได้ยินเสียงคนเดิน กับเสียงแกรกๆ แถวๆ หัวนอนเราเองแหละ ทั้งๆ ที่มันเป็นที่โล่งๆ ไม่มีอะไรวางอยู่เลย (อาอี๊แต่ละคนได้ยินแล้วก็นอนเฉยๆ นิ่งๆ นะ แหม...) ผู้ใหญ่เค้าบอกกันว่ากู๋คงมีห่วงอะไรมั้ง ส่วนเราเหรอ ก็หลับมันส์ ไม่รู้อะไรเลย ไม่มีฝันด้วย ดูจิ ไร้เซนส์ขั้นติดลบเลยแหละ

อุ้ย... แหม ยิ่งคุยยิ่งมันส์ ไม่เคยยาวแบบนี้เรย ชักรู้สึกเสียพลังงานพิมพ์เยอะ 555 ไปนอนก่อนดีกว่า


โดย: วีวี่ IP: 203.153.169.232 วันที่: 24 พฤศจิกายน 2548 เวลา:3:25:52 น.  

 
หวาย...น่าอยู่มากเลยนะคะ

ปอเองก็ ตอนเด็กๆก่อนบ้านยายจะรื้อสร้างใหม่ ก็เคยมีความทรงจำแบบนี้เหมือนกันล่ะ
จำได้แต่ครัวที่แยกออกไปจากบ้านแล้วก็โปร่งๆรอบทิศเลย จะทำอะไรทีก็ก่อไฟที แล้วก็น้ำข้าวอร่อยมากๆ โฮก

กลางบ้านยายจะมีโถงใหญ่เลย ก็ไม่ใช่ห้องโถงแบบสมัยนี้หรอกนะ แค่เป็นเหมือนลาน แต่มันอยู่ในบ้านน่ะค่ะ แล้วก็จะมีทีวี (ขาวดำ) เครื่องนึง พวกยายเค้าก็จะดูทีวีกันดึกๆ จำได้ว่าหนวกหูมาก เด็กๆจะหลับจะนอน ก็นอนในมุ้งแถวนั้นล่ะค่ะ ไม่ได้ไกลอะไรมากมาย เสียงมันเลยเข้าหูเต็มๆ

บันไดทางเข้าบ้านก็มีสองอันด้วย อันนึงเข้าไปหน้าบ้าน อีกอันเล็กๆเข้าไปที่ครัว มันจะโปร่งๆ เวลาขึ้นลงนี่กลัวจะมีอะไรมาจับมาก ฮ่า แต่ค่ำๆมือดๆไม่ต้องออกไข้งนอก เพราะบ้านยายสร้างห้องน้ำข้างในค่ะ ตุ๊กแกมีเยอะเหมือนกัน แต่ไม่เคยรู้ว่าต้องกิน น่อ ฮ่าๆ


พูดถึงตุ๊กแก อ.ย้ำแล้วย้ำอีกว่ามีประโยชน์มาก วันนึงกินแมลงเป็นพันๆตัว บริษัทขายยาฆ่าแมลงจะขายยา ก็เลยจ้างคนมาจับตุ๊กแกไป ซื้อตัวละ 15 บาทชาวบ้านก็จับไปขายจนหมด ยุงก็เลยชุมมาก ต้องซื้อยาฆ่าแมลง เจ้าเล่ห์จริงๆ


โดย: ลูกสาวอีฟ IP: 203.188.36.118 วันที่: 24 พฤศจิกายน 2548 เวลา:12:27:44 น.  

 
ลืมพูดเรื่องปรากฏการณ์มิติที่ 4

ปอว่าปอเป็นคนจิตแข็งอ่ะนะ เลยไม่เคยเจออะไรแปลกๆ ฮ่าๆ แต่ว่ามีเรื่องแปลกๆบ่อยเหมือนกัน อันที่แปลก และเห็นเป็นรูปธรรมที่สุดก็คือ (ปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่) ไฟที่ม. พอปอผ่านปุ๊บ ถ้ามันติดอยู่มันจะดับ แต่ถ้ามันดับอยู่มันจะติดอ่ะ ตอนแรกเป็นดวงเดียว แล้วต่อมาค่อยๆขยับขยาย เดี๋ยวนี้มีประมาณ 6 ดวงที่เป็นแบบนี้


แต่แบบนี้ก็ดีกว่าแบบผีๆน่อ

ตั้งแต่เด็กแล้ว ติดนิสัยเวลาไปไหนหรือจะทำอะไรต้องขอ เช่น (เวลาไปพักที่อื่น) ขอพักที่นี่คืนนึงนะค้า... หรือว่า (เวลาไปนั่งในป่า) ขอนั่งตรงนี้นะค้า ก็เลยอุ่นใจล่ะมั้ย อาจจะมีผลมากกว่าที่คิด


โดย: ลูกสาวอีฟ IP: 203.188.36.118 วันที่: 24 พฤศจิกายน 2548 เวลา:12:39:17 น.  

 
กินของขม ชมของเก่า เล่าความหลัง
ดูท่าพ่อแม่พี่น้องชาว blog จะเริ่มชราภาพกันแล้ว ฮ่ะๆ
ประทับใจเรื่องของคุณตาอ่ะคับ ตอนที่คุณยายป่วย
ดูท่าท่านทั้งสองจะผูกพันกันมากนะคับ

บ้านป๋มที่อยุธยาตอนนี้ยังต้องพายเรือเข้าไปอยู่เลย
ดื่มสุราริมแม่น้ำมีฟามสุขอย่าบอกใครเชียว

คำเตือนห้ามดื่มเกินวันละสองขวด เพราะอาจตกน้ำได้


โดย: darknight IP: 203.146.245.253 วันที่: 24 พฤศจิกายน 2548 เวลา:14:26:05 น.  

 
darknight <<< (วันนี้เรียกเต็มยศให้เลยนะค๊า ) ใดๆในโลกล้วนอนิจจังง่ะ ถึงจะแก่ แต่ก้อยังพริ้งนะเฮ่อ!

เด็กที่รอคอยก้อเพิ่งมารู้ว่าคุณตาคุณยายผูกพันกันมากแค่ไหนเอาตอนที่ท่านเสียทั้งคู่นั่นแหละ คุณตาน่ะเริ่มล้มป่วยมาตั้งแต่ตอนเป็นอัมพฤกต์ไปครึ่งตัว ตื่นมาเช่าวันนึงก้อขยับตัวไม่ได้ ต้องพาไปทำกายภาพบำบัด นวดกันสารพัด จากนั้นมาท่านก้อคงอึดอัดเลยหงุดหงิดบ่อยๆเพราะคนเคยเดินได้สบายๆ แต่ก้อดื้อพอสมควร ซื้อเครื่องช่วยเดินสารพัดก้อไม่ยอมใช้ แต่ท่านก้อดีขึ้นมากในตอนหลังจนมาล้มในห้องน้ำแล้วเส้นเลือดในสมองแตกแต่ช่วยไว้ได้ทัน แต่ว่าคราวนี้ท่านเลยป่วยๆมาตลอด สุดท้ายท่านก้อเสีย... ที่บ้านนั่นแหละ วันนั้นไม่มีใครอยู่บ้านเลย เพื่อนบ้านเค้ามาช่วยดูช่วยโทรศัพท์หาน้าๆกับป้าให้รีบกลับมาดูใจ แต่ไม่ทัน... ได้ยินเค้ามาเล่าให้ฟังว่าร้องไห้น้ำตาไหลแล้วก้อสิ้นใจ


..... ไม่อยากเล่าต่อเลยแฮะ ชักจะกลั้นไม่อยู่ ถ้าเล่าต่อหน้าคงร้องไห้ออกมาแหงๆ...


ท่านเลี้ยงเด็กที่รอคอยมาตั้งแต่เล็ก เด็กที่รอคอยสับสนเมื่อตอนยังเล็กเลยเรียกคุณตาคุณยายว่า พ่อ กับ แม่ เหมือนแม่ ป้า กับพวกน้าๆเรียกกัน ทั้งบ้านก้อมักจะเรียกเราว่า เล็ก เสียด้วยเพราะตอนนั้นถือว่าเป็นคนเล็กสุดในบ้าน เหมือนลูกเล็กๆของตายาย

แต่ไม่มีโอกาสกลับไปดูใจ .... น่าสงสารท่านนะ ตอนอยู่ในงานศพนี่ยังพอทำใจไหว ยังอยู่ช่วยต้อนรับแขกได้ ...เขายกพวกมากันทั้งตลาดเลยมั้ง ตั้งกะต้นซอยยันท้ายซอยแถวบ้าน แขกไม่รู้กี่ร้อย ทั้งๆที่บ้านเราก้อไม่ใช่คนใหญ่คนโตอะไร มีแต่รุ่นๆคุณตาคุณยายทั้งนั้น เขารู้จักเราแต่เราไม่รู้จักเขา ใครเห็นใครก้อทัก "แม่คนเล็กตอนนั้นล่ะสิท่า โตเป็นสาวแล้วจำแทบไม่ได้ ตอนนั้นตาเขายังอุ้มมาซื้อขนมอยู่เลย"

แต่ตอนที่สัปเหร่อเปิดฝาโลงออกให้ดูนี่กลั้นไม่อยู่แล้ว ที่จริงยังฝ่าบรรดาญาติๆเข้าไปไม่ถึงโลงเลยด้วยซ้ำ เห็นแต่ช่วงขา ยังสะท้อนใจจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ว่า นี่เรอะ...ใช่เรอะ คุณตาที่เรารู้จักเคยมีเนื้อหนังออกจะท้วมๆให้หลานล้อว่าพุงแตงโม

แต่ขาที่เห็นนั่นแทบจะเป็นหนังหุ้มกระดูก ... เราไม่เคยรู้เลย ตอนอยู่ที่นี่เราทำงาน เรียนหนังสือ ไม่ได้กลับไปเพราะรอแม่ แม่ก้อรอให้ร้านหายยุ่งให้มีคนมาทำแทนได้ จนแล้วจนรอดก้อหาไม่ได้ แล้วสุดท้าย เราก้อต้องเสียผู้มีพระคุณของเราไปโดยที่ไม่ได้ดูแลกันในตอนท้ายของชีวิต .... แม่เองก้อทนดูไม่ได้ต้องดึงเด็กที่รอคอยเข้าไปกอดโดยที่แม่ร้องไห้โฮออกมา "ตาน่ะ...เค้าน่าสงสารนะลูก..."



จำได้ว่าคุณตาชอบทะเล แต่ไม่ค่อยได้เห็นได้ไปทะเลเลย บ้านเราไม่ค่อยได้ไปไหนด้วยกันนอกจากไปบ้านที่บ้านนอก ... ก้อเลยพาเถ้าคุณตาไปลอยกันที่ทะเล ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าท่านจะพอใจมั้ย แปลกเหมือนกันที่เวลาเห็นภาพคนมาลอยอังคาร โปรยกลีบดอกไม้ลงในน้ำ มันดูธรรมดา แต่เวลาต้องมาทำเองโดยเฉพาะตั้งแต่ตอนไปเก็บเถ้าที่เผาไว้ตั้งแต่เย็นวานมาเรียง มารดน้ำอบ เก็บชิ้นส่วนบางชิ้นไว้ แล้วที่เหลือก้อห่อผ้าเอาไปลอยเนี่ย... ทุกวินาทีมันเจ็บเป็นฉากๆเลย


พวกเราสวดกันห้าวันมั้ง วันที่หกเผา วันที่เจ็ดลอยอังคาร ระหว่างนั้นก้อไปเยี่ยมคุณยายที่โรงพยาบาลด้วยทุกวัน เพราะคุณยายเองก้อล้มเจ็บพร้อมๆกับคุณตาในตอนท้าย ... จากแรกที่เห็นคุณยายผอมซีดเซียวไม่เหลือเค้าเดิมแม้แต่น้อย ก้อเริ่มดูดีขึ้น คนว่า เห็นหน้าเด็กที่รอคอยก้อดีขึ้นผิดจากเดิม พวกเราก้อเริ่มมีกำลังใจกัน ทั้งซื้อหาสารพัดอย่างมาให้คุณยายกิน จนวันสุดท้ายเด็กที่รอคอยยังคุยเล่นยังหอมแก้มคุณยายอยู่เลย "พรุ่งนี้หนูจะมาใหม่นะแม่"


ก้อได้มาจริงๆ


มาเพราะว่าคุณยายสิ้นบุญเพียงวันเดียวหลังจากลอยอังคารคุณตาไปแล้ว ... อยู่ดีๆท่านก้อช๊อค หัวใจหยุดเต้น สมัยนั้นเด็กที่รอคอยยังไม่มีมือถือใช้ วันนั้นก้อนัดเจอเพื่อนที่เห็นกันมาตั้งแต่เกิดไว้ที่พันทิพ แต่รอเท่าไหร่เพื่อนก้อไม่มา ก้อเลยโทรไปเข้ามือถือมัน พอมันรับสายปุ๊บเด็กที่รอคอยก้อถลาออกมาจากตู้โทรศัพท์ทันทีโดยไม่ได้วางสายให้เข้าที่ "แกรีบมาที่ ร.พ. เดี๋ยวนี้เลยนะคุณยายโคม่า" จากพันทิพก้อกระโดดขึ้นแท๊กซี่ไปทันที โชคดีรถไม่ติดเลยใช้เวลาไม่นานวิ่งขึ้นห้องผู้ป่วยได้ทันเห็นหมอกำลังปั้มหัวใจคุณยายพอดี ...


แล้วภาพตอนนั้นมันก้อเบลอๆไป จำไม่ค่อยได้แล้วว่ามีอะไรบ้าง รู้อีกทีก้อคือว่า แม่มาจูงมือให้ไปไอซียูด้วยกัน แล้วก้อเห็นคุณยายลืมตาอยู่แต่เหมือนจะไม่รู้สึกตัว

"พูดกับคนไข้เถอะครับ อาจจะดูเหมือนไม่รู้สึกตัวแต่ท่านได้ยิน ... เราพยายามเต็มความสามารถแล้วครับ"


ตอนได้ยินในละครนี่เราจะรู้เลยใช่มั้ยว่าเค้าหมายถึงอะไร

แต่พอเป็นชีวิตจริงของเรา เด็กที่รอคอยกลับไม่ยอมรับความจริงซะอย่างนั้นล่ะ...


แต่ความจริงก้อคือความจริง คุณยายที่หายใจเองไม่ได้ มีเพียงเครื่องช่วยหายใจที่ทำหน้าที่ต่ออายุให้ คุณยายที่นอนตัวแข็งไม่สามารถจับต้องมือเราได้ คุณยายที่มีเลือดซึมออกมาจากตัว คุณยายที่ดูแล้วคงจะทรมานมาก ... นั่นแหละความจริง เด็กที่รอคอยจึงก้มลงกราบที่เท้าเหมือนกับป้า น้าๆ และแม่ ... ชาติหน้า เราคงได้กลับพบกันใหม่นะแม่นะ

เย็นวันนั้นทุกคนแยกย้ายกลับบ้านเพราะหมอห้ามเยี่ยมแล้ว

ประมาณสามทุ่มกว่าๆ ร.พ. ก้อโทรมาแจ้งการเสียชีวิตของคุณยาย


จากนั้นก้อเหมือนเดิม ขั้นตอนคือติดต่อศาลาวัด ไปรับศพมาที่ศาลา อาบน้ำแต่งตัวศพ แล้วก้อเริ่มสวดกันเลยมั้งเย็นนั้น... ไม่ได้คิดเลยเหมือนกันว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นจะเป็นแบบนั้น เด็กที่รอคอยลามหา'ลัยมาสองอาทิตย์ ก้อไม่ได้คิดเลยว่าจะต้องหมดไปกับงานศพถึงสองงานด้วยกัน เจอเข้าไปอย่างนั้นมันก้อทำให้คิดอะไรไม่ค่อยออก หน้าตาแขกที่มางานแต่ละคนก้อบอกถึงความเห็นใจระคนกับความอยากรู้อยากเห็นและอยากพูด

"เนี่ย... เขารักกันมานาน อยู่กันมานาน ผูกพันกันมาก คนนึงตาย เขาเลยมาเอาอีกคนนึงไปอยู่ด้วย ... นี่ถ้าหากว่ายังไม่หายเหงาก้อคงมาเอาไปอีกคนนึงหรอกนะ"


เท่านั้นแหละ ...น้าชายคนโตรีบไปบอกสัปเหร่อให้หาตุ๊กตาหญิง-ชาย มาใส่ไว้ในโลงคุณยายทันที เพราะกลัวว่าจะเป็นอย่างที่ชาวบ้านเค้าพูดกัน และบ้านเราก้อรู้ดีว่า "อีกคน" น่ะ อาจจะเป็นเด็กที่รอคอยเองก้อได้ เพราะตายายรักที่สุด ถ้าเป็นสมัยก่อนนู้นนน ก้อต้องหมายถึงน้าสาวคนโต แต่ถ้าสมัยนี้ เด็กที่รอคอยคะแนนนำลิ่ว


สวดสามวัน เผา แล้วเอาไปลอยที่เดียวกันกับที่ลอยคุณตา หมดสิ้นงานศพ เด็กที่รอคอยก้อเดินทางกลับมาเมืองนอกนี่... เอ๋อไปเลย กลับมาแล้วก้อต้องมานั่งทำใจอยู่สองวันได้ ก่อนจะติดต่ออาจารย์ทำเรื่องขอสอบไล่ เพราะตอนที่ลาไปนั่นน่ะคือตอนเริ่มสอบพอดี ผ่านพ้นมาได้ด้วยดีได้ HD อีกต่างหาก ...


ได้แต่คิดเหมือนกันว่า สมัยนี้จะยังหาความรักความผูกพันในแบบนั้นได้อีกหรือเปล่า เด็กที่รอคอยเชื่อว่า ท่านสองคนไปอยู่ด้วยกันแล้ว ตั้งแต่ทั้งสองสิ้นบุญไปเด็กที่รอคอยยังไม่เคยได้เห็นเลยนะ เคยฝันถึงคุณตาอยู่ครั้งนึงแต่ก้อหลังจากที่ท่านเสียไปแล้วนานเชียวล่ะ ส่วนคุณยายยังไม่เคยฝันถึงเลย ...



ก้อเข้าใจว่าท่าน "ไป" แล้วทั้งคู่






เมื่อไม่นานนี้สิ เด็กรับใช้บ้านน้าสาวคนเล็กมาบอกว่า ตอนกลางๆวันๆน่ะจะมีคุณยายแก่ๆคนนึงมายืนมอง หรือมานั่งอยู่ในบ้านแถวบันไดทางขึ้นหรือในห้องรับแขก... น้าสาวเลยให้ดูรูป เด็กมันก้อว่า "เอ้อๆ คุณยายคนนี้แหละค่ะ ญาติคุณผู้หญิงเรอะคะหนูเห็นมาบ่อยๆ แต่มาเงี๊ยบเงียบนะคะหนูไม่ค่อยรู้เลย แต่ถามจะเอาน้ำเอาท่ามั้ยก้อไม่เห็นว่าอะไร"

แรกๆน้าสาวก้อเงียบไม่กล้าบอก กลัวเด็กหนี
ตอนบอก เด็กก้อตกใจ เกือบหนี
หลังๆเด็กชินแล้ว แต่ก้อยกมือไหว้ว่า จะมาก้อได้ แต่อย่ามาให้เห็น



ก้อเลยไม่รู้เหมือนกันว่า ป่านนี้ท่านทั้งสอง จะเป็นยังไงบ้าง ...แต่เด็กที่รอคอยก้อเชื่อนะว่า



ท่านคงจะดูแลคุ้มครองเราอยู่ในที่ใดที่นึงแน่นอน....




โดย: เด็กที่รอคอย วันที่: 25 พฤศจิกายน 2548 เวลา:0:22:33 น.  

 
เอ่าเวง พิมพ์ไว้ก่อนไปอาบน้ำพอกลับมารีเฟรช หายหมดเลย ตอบพี่ปุ๋ยไว้ซะด้วยสิ แม่ก้อหลับแล้วจะปลุกมาถามอีกรอบมีหวังสงครามโลกอุบัติแน่


เห็นแม่บอกว่า อยู่ตรงแถวที่เค้ามีน้ำพริกแม่ศรีทำกันน่ะค่ะพี่ปุ๋ย วัดอะไรไม่รู้ ธรรมๆ แล้วก้อแม่บอกว่า บ้านพี่ปุ๋ยอ่ะอยู่ห่างจากบ้านอ้อนไปอีก ต้องนั่งรถไปอีกสองบาท ไม่รู้รถไร แล้วสองบาทนี่คือปีนี้ หรือหลายปีมาแล้ว




ลูกสาวอีฟ <<< เฮ้ๆๆ ชีวิตใกล้เคียงกันมากเลยอ่ะ ตุ๊กแกเนี่ยมีประโยชน์จริงๆนะ แต่ถ้ามาเป็นกองทัพนี่ก้อ เอ่อ... เคยมั้ยที่เค้าว่าหมาหอนน่ากลัวแล้ว แต่ถ้าเจอตุ๊กแกหลายๆตัวขานร้องพร้อมๆกันเนี่ย เอ๊อออ..... คืนโหดโคตรสยองวิญญาณเลยทีเดียว .... ว่าแต่ท่าทางจะเป็นคนมีเซ้นส์เหมือนกันนะนี่


ชื่อปอเรอะคะ ขออนุญาติเรียกได้มะ




วี่<<< อ๊ะวี่เด็กสุพรรณเรอะ โหอยู่แถวตลาดเหอ ...ยังงี้มีเพื่อนวิ่งเล่นกันเหมือนใน แฟนฉันอ๊ะป่ะ แถวบ้านอ้อนไม่มีเด็กๆรุ่นเดียวกันเท่าไหร่หรือถึงมี เค้าก้อเห็นเราเป็นคนจากกรุงเทพฯไม่ค่อยกล้ามาสุงสิงอ่ะ บ้านวี่มีผู้ก่อวีรกรรมได้น่าตื่นเต้นมั่กๆเลยอ่ะเด๋วพรุ่งนี้จะเอาไปเล่าให้แม่ฟัง แม่เคยเล่าถึงโจรเหมือนกันมั้ง...หรือยายเล่าหว่า อาจจะเป็นแม่แหละแต่แม่ไปเจอเรื่องคล้ายๆกันเนี่ยเข้าที่บ้านพ่อที่เมืองกาญจน์ ยังไงจะเก็บตกมาเล่าให้ฟังถ้ามีโอกาส


แต่เห็นด้วยกะวี่นะ จริงแล้วเวลามันก้อผ่านไปไม่เท่าไหร่แต่แป๊บๆวิวัฒนาการมันก้อกำเนิด อะไรหลายๆอย่างก้อเปลี่ยนแปลงไปเยอะจนบางทีเราเองยังรู้สึกเลยว่าเรามันล้าหลังไปรึเปล่า เด็กสมัยนี้มีหลายอย่างมากที่ไม่รู้จักเหมือนอย่างสมัยเราทั้งๆที่มันก้อยังไม่ได้ผ่านมาถึง 50-60ปี และที่สำคัญนะ


น้ำใจคน ก้อเน่าลงพร้อมๆกับหลายๆอย่างในปัจจุบันเนี้ยแหละ... ใดๆในโลกล้วนอนนิจจังจริงๆด้วยน้า....




โห แต่ละคนท่าจะมีเรื่องสมัยเด็กที่เด็ดๆอยู่เหมือนกันนะนี่ ชอบอ่ะ


โดย: เด็กที่รอคอย วันที่: 25 พฤศจิกายน 2548 เวลา:2:54:38 น.  

 
อ่านเรื่องคุณตาคุณยายของอ้อนแล้ว

เราเชื่อนะว่าสมัยก่อนความรักแบบนี้มีอยู่จริง แต่สมัยนี้เราไม่เชื่อเลยแหละว่ามันมี...

เรื่องประตูน้ำ ถามแม่มาแล้วค่า ชื่อ "ประตูน้ำบางยี่หน" ส่วน "ประตูน้ำตาเลื่อน" เป็นประตูน้ำเล็กๆ ที่อยู่คลองย่อยข้างใน เห็นว่าแถวประตูน้ำมีบ้านตาเลื่อนตั้งอยู่ ชาวบ้านเลยเรียกกันตามนั้น แต่ดันลืมถามชื่อโจรวุ้ย...

ส่วนเรื่องแฟนฉัน... จะบอกว่าใช่เลยอ่ะอ้อน สมัยเด็กๆ พวกเราก็ขี่จักรยานเล่นกันเหมือนในหนังแหละ ยิ่งช่วงวันไหว้ครูนะ เด็กๆ จะตระเวนขี่จักรยานเป็นกลุ่มๆ แย่งเก็บดอกรักตามทุ่งริมทางมาทำพานไหว้ครูกัน มันส์มาก


โดย: วีวี่ IP: 203.153.171.171 วันที่: 25 พฤศจิกายน 2548 เวลา:17:19:39 น.  

 
ใดๆล้วนอนิจจัง

เฮ้อ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วได้มีโอกาสคุยกับลูกค้าท่านหนึ่ง
ที่ร่วมกันพัฒนาระบบว่า เขาจะลาพักร้อนพฤหัสฯ-ศุกร์
พาคุณแม่ไปเที่ยวทุ่งทานตะวัน

วันศุกร์เข้าไปที่ site ลูกค้าท่านนั้น พบลูกค้าอีกท่านหนึ่งเล่าว่าคุณแม่ของลูกค้าท่านที่ลาพักร้อนนั้น ล้มในห้องน้ำตอนกลางคืนวันพุธเส้นโลหิตในสมองแตก ตอนวันพฤหัสฯหัวใจหยุดเต้นไปครั้งหนึ่งแล้ว ณ ตอนวันศุกร์อาการยังโคม่าอยู่ ตกเย็นวันศุกร์ได้ข่าวว่าคุณแม่ของลูกค้าท่านนั้นเสียชีวิตแล้ว


บางครั้งบางสิ่งบางอย่างมันเกิดเร็วซะจนตั้งตัวไม่ทันนิ
ดูแลคุณพ่อคุณแม่ให้ดีนะครับ รักท่านให้มากๆเหมือนที่
ท่านรักเรา


โดย: darknight IP: 58.8.183.250 วันที่: 27 พฤศจิกายน 2548 เวลา:10:36:56 น.  

 
darknight <<< อ้าว ...ทำไมเรื่องราวมันปัจจุบันทันด่วนซะขนาดนั้น ... ขออนุโมทนาให้วิญญาณดวงนั้นสู่สุคติค่ะ คนเรามันหนีไม่ได้นะความตายนี่ เกิดแก่เจ็บตาย เป็นเรื่องธรรมชาติ บางทีเกิด ยังไม่ทันจะแก่ มันก้อเจ็บแล้วตายก่อนด้วยซ้ำ


วี่ <<< ชื่อประตูน้ำคุ้นมากเด๋วเอาไปเล่าให้แม่ฟังอีกที วันนั้นเล่าเรื่องโจรที่มาบุกบ้านวี่แล้วล่ะ ชีวิตวี่ก้อท่าทางมีเรื่องเล่าเยอะแยะดีนะ .... เล่าๆไปก้อไม่แน่ใจว่าแม่ตั้งใจฟังเปล่า เพราะเห็นแม่เอาแต่มองหน้าประมาณว่า ...ทำไมมันมีปัญญาไปรู้จักเพื่อนที่ไหนมาอีกวะ ลูกตรู



เรื่องความรักแบบนั้น... อ้อนว่า ถึงมี มันก้อคงไม่ได้รุนแรงอะไรเท่าไหร่นักหรอกสมัยนี้เพราะใครๆก้อมีทางเลือกมากขึ้น สื่อเป็นสิ่งนึงที่ช่วยให้คนเราเปลี่ยนไปเยอะด้วยอ่ะนะ แต่ก้อนั่นแหละ... เค้าว่ากันว่า คนเราที่จะอยู่ด้วยกันมันต้องเป็นคู่กันมาเพราะทำบุญร่วมกันมาแต่ชาติก่อน


ที่ชาตินี้มันดูจะวุ่นวาย ผิดผัวผิดเมีย เปลี่ยนคู่กันบ่อยๆ ก้ออาจจะเป็นไปได้ว่า แต่ละคน สร้างแต่บาปกรรมมาร่วมกันละมั้ง


โดย: เด็กที่รอคอย วันที่: 28 พฤศจิกายน 2548 เวลา:3:53:17 น.  

 
เรื่องคุณตาคุณยายเศร้าชะมัด


โดย: ลูกสาวอีฟ IP: 203.188.29.89 วันที่: 7 ธันวาคม 2548 เวลา:14:31:00 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
เด็กที่รอคอย
Location :
กรุงเทพ Australia

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




จะเป็นกรวดหรือเพชร ถ้าไปนึกรักมันเข้าแล้วหายไปเมื่อไรก็เสียดาย ยิ่งรักมากก็ยิ่งเสียดายมาก บางคนถึงกับเสียคนไปก็มี


"ถ้าเราไม่อยากทุกข์มากไม่อยากเสียคน ก็อย่าไปรักอะไรให้มากนัก ถึงจะรักก็ต้องรู้กำพืดว่ามันเป็นเพชร หรือเป็นกรวด"


ถ้ารู้ราคาจริงๆของมันเสียแล้วถึงมันจะหายไป เราก็จะไม่เสียดายมากนัก

(จาก "สี่แผ่นดิน" โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช)

สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539
ห้ามมิให้นำไปเผยแพร่และอ้างอิง
ส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดของข้อความ
ในสื่อคอมพิวเตอร์แห่งนี้เพื่อการค้า
โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
ผู้ละเมิดจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด
Friends' blogs
[Add เด็กที่รอคอย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.