แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2548
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
7 กรกฏาคม 2548
 
All Blogs
 
Valley of the Giants - Tree Top Walk

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมานี้ เด็กที่รอคอยตาลีตาเหลือกขึ้นในเวลาตีห้าครึ่ง เพื่อจะวิ่งเข้าไปอาบน้ำในเช้าอันแสนนนนนนนนนนน จะหนาวเหน็บเย็นเยือกสุดขั้วหั๋วใจ๋ แหม่... เมื่อไหร่มันจะอากาศสบายๆก้อไม่รู้ อาบไม่อยากอาบเพราะมันหนาวกว่าจะยุรยาตรขยับตัวแต่ละที เลิกก้อไม่อยากเลิกเพราะอาบอยู่ในน้ำแล้วมันอุ่นสบาย...



ชีวิตมีแต่เรื่องน่าปวดหัวพิลึก



ตื่นมาเช้านี้เพื่อจะไปเที่ยวทัวร์กะแม่เป็นครั้งแรก เพราะคืนวันพะหัดนี้พ่อกะแม่จะทิ้งเด็กที่รอคอยให้เป็นเด็ก โฮมอะโล่น แล้ว ก่อนจะโล่น ก้อเลยไปหลั่นล้าซะก่อน แม่บอกว่าอยากไปไอ้ ทรีทอปว๊อล์คเนี่ย ...เกิดมาก้อไม่เคยไปเหมือนกันก้อเลยเอากะเค้าซะหน่อย พวกเราออกจากบ้านตั้งแต่หกโมงครึ่งโดยรถแท๊กซี่ซึ่งพาเราลงจากหุบเขาไปสู่ในเมือง



อ้าวเพิ่งรู้เรอะ เด็กที่รอคอยเป็นเด็กภูเขานะ แต่ ม่ามีแคโหระมาฝ่ะหรอก


ถึงโรงแรม Duxton แล้ว... เรานัดพบรถทัวร์ที่นี่แหละโยม


นั่งรออยู่ในล๊อบบี้ ทำเนียนว่าเป็นแขกที่มาพักที่โรงแรม




แปดโมงเช้า เราเคลื่อนทัพ




นั่งนานเหมือนกันเรียกได้ว่านั่งกันแทบจะทั้งวันเลยเพราะเราไปไกลกันมาก แต่รถดีนะคะ มีเข็มขัดนิรภัย มีกล้องที่ตั้งอยู่ด้านหน้ารถซึ่งเชื่อมภาพต่อมาที่ทีวีภายในรถ และสามารถเล่นดีวีดีดูได้ด้วย มีห้องน้ำโอเค คนขับก้ออัธยาศัยดีมาก ... กระนั้น เด็กที่รอคอยก้อยังอดที่จะปวดตรู๊ด มิได้



มาถึงที่นี่เพื่อหยุดพักกินกลางวันกัน เข้าใจว่าไม่ไกลจาก Bridgetown ที่นี่เราเรียกมันว่า Diamond Tree ซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดาต้นไม้ซึ่งใช้เป็นประภาคารไว้ปีนดูสภาพในป่าว่ามีไฟไหม้หรือเปล่า ความสูงของต้นไม้นี้อยู่ที่ราวๆ 52 เมตร ปีนกันที หน้ามืดกันไปเลยล่ะค่ะ ฟังเหมือนไม่สูงนะ แต่พอขึ้นไปเองแล้วจะรู้สึกเลยว่า

มันเสียวกว่าเล่นไวกิ้งซะอีก





พยายามมองหน่อยนะคะรูปมันเล็ก นั่นคือภาพของผู้กล้าซึ่งพอลงจากรถได้ก้อวิ่งหน้าเริ่ดไปปีนต้นไม้กันเลย เธอทั้งสองคืออาหมวยจากแดนฮ่องกงซึ่งระหว่างทางบนรถ ทั้งคุยกันทั้งกินแอ๊ปเปิ้ลเสียงดังสนั่นหวั่นไหว พอลงจากรถได้พวกก้อแน่บไปปีนทันทีไม่มีการวอร์มอัพ ต้นไม้จะมีแท่งเหล็กปักไว้เป็นระยะ ลักษณะเหมือนบันไดวนน่ะค่ะ เด็กที่รอคอยก้อขึ้นไปเหมือนกัน


แต่ความซวยมันมีอยู่ว่าวันนั้นน่ะ ฝนก้อตก อากาศก้อเย็นโคตรยะเยือก แล้วข้าวเช้าก้อไม่ได้กินไปเพราะรีบตื่นรีบออกจากบ้าน... ขึ้นไปได้ครึ่งทาง ประมาณยี่สิบกว่าเมตร ก้อชักจะไม่ไหวเอาซะแล้วขามันสั่นและเริ่มปวดกล้ามเนื้อเพราะฝนตกแล้วมันลื่นระหว่างทางปีน

อีตอนขึ้นไปว่าเสียวแล้วนะ ขาลง เสียวกว่าอีก! เพราะมันไม่มีอะไรมารองรับถ้าหากเหยียบพลาดแล้วลื่นตกลงมาคอหักเด๊ดสะมอเร่... ส่วนแม่ของเด็กที่รอคอยเรอะ... เธอไปหลบฝนอยู่ที่รถทัวร์แล้วก้อเริ่มจัดการรับประทานมื้อเที่ยงล่วงหน้าไปก่อนแล้วล่ะ



นู๋เองฮ่ะ... อันนั้นไม่สูงเท่าไหร่ ระยะแค่สิบสามเมตร แต่พอยิ่งปีนขึ้นไปก้อยิ่งแฮ่ก ไปได้ครึ่งทางหยุดพักที่ห้าง... แหงนมองขึ้นไปอีก โอ้พระเจ้า!! สูงยิ่งกว่านี้ยังมีอีกเรอะ ไม่ไหวแล้วง่ะ ขอลงก่อนดีก่า ลิมิตฉันมีแค่นี้




ส่วนลุงคนนี้แกมองแบบชั่งใจว่า ตรูจะปีนดีหรือหาไม่ ... สุดท้ายแกก้อเอาด้วยนะ แต่ไปได้ประมาณเมตรนึงแล้วแกก้อปีนลง คนอื่นเค้ายังไม่ปีนเลยได้แต่ดูเพราะอากาศมันเย็นมากและฝนตก ใจถึงมากลุง นับถือๆ




ส่วนหมวยทั้งสองนั้น เค้าไปถึงห้างสูงสุดกันล่ะ... แต่แปลกเนอะ พอลงมาแล้ว ไม่เห็นโลดเต้นเหมือนตอนแรกๆเลย ดูหงอย หงอยไปถนัดใจ แม่บอกว่า เด็กที่รอคอยลงมาดูหน้าซีดๆแล้ว แต่หมวยลงมานี่ มันซีดยิ่งกว่าเราอีก





หลังจากกินกลางวันกันเสร็จแล้วเราก้อเดินทางกันต่อโดยมุ่งหน้าไปที่ Karri Forest ซึ่งเป็นที่มีไม้ใหญ่อยู่ต้นนึงใหญ่เป็นอันดับสามของโลก ป่าของออสเตรเลียก้อมีมากมายแต่เป็นต้นไม้ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทต้นยางที่เรียกกันว่า gum นะคะ

จากนั้นเราก้อรุดหน้าไปถึง Valley of the Giants ซึ่งเราได้เดินชมต้นไม้บนสะพานแขวนที่ทำจาก...คล้ายๆเหล็กอ่ะแต่ไม่ใช่ ภาษาอังกฤษเขาเรียก canopy แต่เด็กที่รอคอยไม่รู้จะแปลยังไง ภ.ไทยเขาเรียกปะรำ จะมีใครรู้มั้ยว่าปะรำมันคืออะไร?


เอาเป็นว่าลักษณะคล้ายสะพานแขวนละกันเพราะเดินๆอยู่นี่มันจะสั่นไหวซ้ายขวาหน้าหลังตลอดเวลา ความยาวของสะพานอยู่ที่ราวๆ 400เมตร และมีความสูงจากพื้นดินราว 40 เมตร(เอ๊.... ทำไมหมู่นี้มีดวงอยู่ที่สูงตลอดฟะ.... มันน่ากลัวช่ายย่อยนะตัวเอ๊งงงง ) เดินไป หวาดหวั่นไป เพราะให้เดินครั้งละไม่เกินสิบคน พอผ่านได้ช่วงนึงจะมีคล้ายห้างให้หยุดพักเดิน และจะอยู่พักกันได้ไม่เกิน 20 คน ...


ที่สำคัญ เขาบอกเรื่องที่คอขาดบาดตายไว้ซะด้วยนะว่า...




พื้นลื่น หากว่าเปียก....

แล้วฝนก้อตกตลอด



ขอบจายยย ที่บอกกันเอาตอนนี้ .......





ถ่ายภาพเบื้องล่างมาให้ยล ... มีแต่คนชมว่าใจกล้า เพราะแค่เดินก้อลำบากแล้ว มันไหวๆตลอดทาง เสียวลื่น แถมยังไม่แน่ใจในตัวสะพานแขวนอีกว่ามันจะโครมลงไปมั้ยนะ... ยังจะมองลงข้างล่างได้อย่างไม่หวั่นไหวอีกรึอีหนู? ...ธ่อ ลุงๆป้าๆ นู๋น่ะระดับไหนแล้ว



กลัวเด่ะ...แต่เก็บอารมณ์ เนียนจ้ะ


ส่วนแม่ของเด็กที่รอคอย อ้าวเฮ้ยยยย!!! จ้ำอ้าวไปแล้ว ... เห็นดุ่ม ดุ่ม แบบนั้น ไม่ใช่ใจกล้านะนั่นน่ะ... แอบเดินไปใจสั่นไป แล้วยืนสงบสติอารมณ์อยู่ที่ทางออก





ภาพต้นไม้ในป่าระหว่างทางเดินบนสะพาน






มองไปไกลๆจะเห็นว่านั่นคืออีกฟากของสะพานซึ่งเชื่อมโยงกัน ...มองยังงี้คงเห็นไม่ไกลเท่าไหร่ แต่ถ้าเดินเองจะภาวนาในใจว่าเมื่อไหร่ตรูจะเดินถึงซะที(วะ) ...





ลักษณะโครงสร้างสะพาน




ต้นไม้ในป่าส่วนใหญ่จะสูงใหญ่มาก ที่เห็นด้านล่างคือคนนะจ๊ะ





มา! เราพาไปดูต้นไม้อื่นๆต่อกันดีกว่า โปรดตามเรามา ...








บางต้นไม่ใช่ใหญ่อย่างเดียว แต่มีลูกเล่นด้วย ... คือมีโพรงเกิดขึ้นคล้ายกับกระโจมของอินเดียแดงยังงั้นเลย เด็กที่รอคอยก้อผลุบๆเข้าไปเล่นในโพรงบ้างเหมือนกัน








โปรดสังเกต โพรงทะลุไปอีกฟากได้ แต่ต้นไม้พวกนี้น่ะ เส้นผ่าศูนย์กลางของที่ช่วงล่างของลำต้น ก้อปาเข้าไป 5 เมตรแล้วล่ะค่ะ

นั่นคือ เริ่มต้นที่ ห้าเมตรนะ.... สิ้นสุด อาจจะมากกว่านั้น เรียกว่าหลายคนโอบเชียวล่ะ





หลังจากนั้นเราก้อมุ่งหน้าไปดูทะเลที่ William Bay ...แต่พระเจ้าไม่ช่วยเลย ลงตรงไหน ฝนตกตรงนั้น เลยไม่ได้ลงไปวิ่งคึ่กชายทะเลเลยค่ะ ภาพทะเลนิ่งๆสวยๆพร้อมโขดหินก้อเลยถ่ายมาไม่ได้ มีแต่ทะเลคลั่งคล้ายสึนามิจะเข้าโจมตี เด็กที่รอคอยได้แต่ตาละห้อย..... ไม่เอาอีกแล้วนา.... ที่ลงไปช่วยเค้าที่ภาคใต้หนนั้น ก้อยังเต็มกลืนอยู่เลย









ที่จริงเราผ่าน เดนมาร์คด้วยนะ ฮ่าๆๆ งงละเซ่ เดนมาร์คมันมาอยู่ที่ออสเตรเลียได้ยังไง คือมันยังงี้ค่ะ มันเป็นเมืองติดชายทะเลที่ถูกตั้งชื่อตามผู้นำในสมัยนั้น ท่าน Federick Denmark น่ะค่ะ อยู่ไม่ไกล Albany เท่าไหร่ แต่ก้อไม่ใกล้เท่าที่ควร เด็กที่รอคอยเคยโดนพ่อหลอกจะพาไปเที่ยวเดนมาร์คมาสองสามปีแล้ว ทำท่าเชิ่ดๆเหมือนไฮโซไอ้เราก้อนึกว่าพ่อจะพานั่งเครื่องบินไป.....


รอแล้วรอเล่า ก้อยังไม่ได้ไปซะที จนแม่มากระซิบบอกเอาตอนท้ายว่า Denmark ที่ Albany นี่เฟ้ย...


ธ่อ ขนาดอยู่ในประเทศ ตรูยังไม่ได้ไปเยือนเลยเรอะเนี่ย??!! อับเฉาชะมัดเลยชีวิต ฮืออออ






Create Date : 07 กรกฎาคม 2548
Last Update : 9 กรกฎาคม 2548 17:17:14 น. 3 comments
Counter : 603 Pageviews.

 
ทำไมมีแต่ภาพเสียวทั้งบล็อกวันนี้ 555

เคยแต่ไปป่าทางเหนือกับเขาใหญ่ เห็นป่าแบบนี้นึกถึง PSME เลยง่า...


โดย: vee vee' วันที่: 7 กรกฎาคม 2548 เวลา:4:22:49 น.  

 
อิจฉาๆๆๆ คนได้ไปเที่ยว ;_; ชอบมากๆเลยไปเที่ยวป่าเที่ยวเขาแบบนี้

เห็นต้นไม้แล้วอยากปีนจังเลย ดูเจ๋งจัง สะพานก็น่าเดิน แต่ดูแข็งแรงออกนะ รั้วรอบขอบชิดขนาดนั้น

ว่าแต่ ปะรำ มันคือสะพานแขวนเหรอ????

วีวี่ > ว้าวๆๆ จริงด้วย ป่าของโมะคุเร็น (แต่สายตาแอบมองหาชิอง)


โดย: froggie IP: 203.151.141.193 วันที่: 8 กรกฎาคม 2548 เวลา:11:59:12 น.  

 
โอ้! มันช่างสูงจังเลยจอร์จ เด็กที่รอคอยช่างกล้าเสียจริงๆ เลยเนี่ย

เป็นโรคกลัวความสูงค่ะ อยากกล้าขึ้นไปที่สูงอย่างนั้นได้บ้างจังเลย ลมคงพัดเย็นสบาย วิวคงสวยน่าดู


โดย: Rainbow Gecko IP: 202.28.181.8 วันที่: 10 กรกฎาคม 2548 เวลา:0:41:21 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
เด็กที่รอคอย
Location :
กรุงเทพ Australia

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




จะเป็นกรวดหรือเพชร ถ้าไปนึกรักมันเข้าแล้วหายไปเมื่อไรก็เสียดาย ยิ่งรักมากก็ยิ่งเสียดายมาก บางคนถึงกับเสียคนไปก็มี


"ถ้าเราไม่อยากทุกข์มากไม่อยากเสียคน ก็อย่าไปรักอะไรให้มากนัก ถึงจะรักก็ต้องรู้กำพืดว่ามันเป็นเพชร หรือเป็นกรวด"


ถ้ารู้ราคาจริงๆของมันเสียแล้วถึงมันจะหายไป เราก็จะไม่เสียดายมากนัก

(จาก "สี่แผ่นดิน" โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช)

สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539
ห้ามมิให้นำไปเผยแพร่และอ้างอิง
ส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดของข้อความ
ในสื่อคอมพิวเตอร์แห่งนี้เพื่อการค้า
โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
ผู้ละเมิดจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด
Friends' blogs
[Add เด็กที่รอคอย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.