โปรดอ่านด้วยหัวใจ ... เพราะฉันใช้ความรักเขียน
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
 
15 กุมภาพันธ์ 2552
 
All Blogs
 

ผนึกรักตราหัวใจ...ตอนที่ 3

ตอนที่ 3



เสียงกระดิ่งประตูดังกรุ๋งกริ๋งเป็นสัญญาณบอกว่ามีแขกเข้าร่าน และร่างสูงผิวสีน้ำตาลทอง ราวกับเพิ่งไปอาบแดดมานั้น ก็ทำให้ยิ้มของเจ้าของร้านหุบลงทันควัน หนึ่งแค่นิ่งเฉย แต่อีกหนึ่งถึงกับเบ้ปากโจ่งแจ้ง แต่แล้วก็กลับมาคลี่ยิ้มดังเดิม

“เป็นไงเจ้าหมาป่า หายดีแล้วเหรอ” น้ำเสียงทักทายสนิทสนมปนเอ็นดู ทำให้ขนสันหลังของฟาร์สชันขึ้นตลอดแนว เพราะหากเป็นจีเซลถาม เขาจะไม่แปลกใจสักนิด แต่นี่กลับเป็นเทพจอมโหดนี่นะ แทนที่จะก้าวเข้าร้านอย่างที่ตั้งใจ ฟาร์สจึงยืนยังเลอยู่หน้าประตูไม่ยอมก้าวเข้ามาเพื่อตริตรองว่าที่ได้ยินนั้นฟังผิด หรือว่าวันนี้เป็นวันไมตรีจิตสากลหรืออย่างไร ถึงทำให้เทพจอมโหดทักทายได้หวานหยดอย่างนั้น

“ทำไมข้าถามเจ้าดีๆ ไม่ได้หรือยังไง ข้าเป็นคนช่วยเจ้ามากับมือนะ หรือจะให้ถามว่าทำไมยังไม่ตายเหรอยังไง”

พอได้ยินเป็นเสียงตวาดแหวมา ฟาร์สก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก หยุดหาเหตุผลสนับสนุนความผิดปกติของเรเชล เพราะวิญญาณเทพจอมโหดกลับเข้าร่างเรเชลแล้ว ฟาร์สจึงกล้าก้าวเข้ามาในร้านอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก “เฮ้อ...นึกว่าวันนี้ฝนจะตกหนัก เพราะอารมณ์แปรปรวนของเจ้าซะแล้ว พูดอย่างนี้ค่อยสมกับเป็นเทพโหดหินหน่อย”

‘ข่มใจไว้เรเชล’ พยายามท่องประโยคนี้ให้ขึ้นใจ ไม่เผลอเอามีดไปผ่าเอาฝูงสายพันธุ์ต้นกำเนิดออกจากปากคนตรงหน้า

ถ้าอยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ แล้วถ้าอยากได้ข่าวเกี่ยวกับปีศาจก็ต้องทำความรู้จักกับปีศาจเอาไว้...เห็นไหม เธอไม่ได้ผิดคำพูดสักหน่อย เพราะไม่ได้สืบข่าวเกี่ยวกับจ้าวปีศาจเลย แค่ข่าว ‘ปีศาจ’ ชั้นสูงเท่านั้น

จีเซลนิ่วหน้าเพราะคลื่นพลังของฟาร์สแตกต่างจากวันก่อน วันนี้พลังเข้มข้นไม่ใช่เพื่อคุกคาม แต่เป็นเพราะเจ้าตัวต้องการแสดงฐานะว่าตนเป็นปีศาจระดับไหนมากกว่า

“จีเซลวันนี้เจ้าว่างไหม” ฟาร์สเดินมายังหน้าเคาน์เตอร์

“ไม่ว่าง ต้องขายของ”

“หลังปิดร้านก็ได้”

“มีอะไรหรือ”

“จะพาเจ้าไปเดท” สิ้นคำชวนฟาร์สก็ได้คำตอบเป็นรูปหล่อนางเงือกลอยหวือผ่านหัวไปกระทบกับชั้นวางของฝั่งตรงข้าม.....เคร้งงง!!

“อิจฉาเหรอยังไง” ฟาร์สย้อนถามให้หน้าตาเฉย จีเซลถึงกับส่ายหัว ก็ปากอย่างนี้สมควรแล้วที่จะโดนเรเชลสั่งสอน

“กล้าดียังไงมาชวนเพื่อนข้าไปเที่ยว”

“โอ๊ย! ใครบอกไปเที่ยว ไปเดทน่ะเจ้ารู้จักไหม เที่ยวมันสำหรับเพื่อนกัน เดทเนี่ย...” เสียงท้ายลากยาว เพื่อยั่วเย้า “สำหรับคนเป็นแฟนกัน”

“ใครเป็นแฟนกับเจ้า” สายตากร้าวของเทพรักษากฎส่งมาให้เป็นครั้งแรก

“ก็เจ้าไง นะเป็นแฟนกับข้าแล้วเราไปเดทกัน” กะล่อนได้ที่และตีขลุมเอาอย่างหน้าด้านๆ

“เรช” น้ำเสียงรื่นรมย์ของเทพรักษากฎยามเรียกเพื่อนเป็นสัญญาณของคู่หูที่รู้กันโดยไม่ต้องเอ่ยประโยคยาวๆ ให้มากความ จีเซลดีดนิ้วเพียงครั้งเดียวเกราะแก้วก็ล้อมกรอบฟาร์สและเรเชลเอาไว้ และเลื่อนพาทั้งคู่ทะลุผนังร้านออกไปยังด้านหลังอันเป็นหุบเหว

“ถ้าเรเชลอนุญาตข้าก็จะไป” แม้จะเป็นเพื่อนกัน แต่เรเชลก็เป็นผู้บังคับบัญชาเธอด้วย และคนชีกอแบบนี้ต้องให้เรเชลจัดการซะให้เข็ด!!


ดาบยาวในมือเรเชลพร้อมสู้ แต่เจ้าหมาป่ากลับทำท่าสั่นงันงกราวกับไม่เคยเห็นดาบมาก่อนในชีวิต ดูยังไงก็รู้ว่าเสแสร้ง “โธ่ท่านเทพ อย่าโหดนักเลย แค่ท่านพาข้ามาลอยเท้งเต้งกลางอากาศแบบนี้ข้าก็กลัวจะแย่แล้ว นี่ท่านยังเอาดาบมาข่มขู่ข้าอีก”

ใครจะคิดว่าร่างสูงใหญ่ผวาเข้าไปชิดเกราะ พร้อมมือกำทุบรัวไปบนเกราะที่มองไม่เห็น “ปล่อยข้าออกไปนะ ข้ากลัวแล้ว อย่าทำอะไรข้าเลย”

หากมันกรีดร้อง ชักดิ้นชักงอได้ก็คงทำไปแล้ว...เรเชลเก็บดาบของตัวเอง หมดอารมณ์อยากต่อสู้ แต่เกิดอารมณ์หมั่นไส้เอามากๆ เท้าจึงยันส่งไปยังก้นสอบนั่นเต็มแรง

“ทุเรศลูกตาสิ้นดี เลิกเสแสร้งเดี๋ยวนี้นะ”

ฟาร์สหันมาเบ้ปาก พร้อมสายตาตัดพ้อ “ข้านี่ได้รับรางวัลการแสดงยอดเยี่ยมของโลกปีศาจสองปีซ้อนเชียวนะ เทียบเท่าออสการ์ของโลกมนุษย์ทีเดียว แล้วเจ้ามารู้ทันแบบนี้ได้ยังไง เดี๋ยวเถอะพรุ่งนี้ผู้กำกับปีศาจ สตีเวนสัน สปีนไอซ์เบร์กได้มายึดถ้วยรางวัลข้าไปคืนแน่ๆ”

ไม่รู้ว่าเสียหน้าเพราะเรเชลรู้ทันหรือว่ากลัวผู้กำกับจะมายึดรางวัลคืน ฟาร์สถึงไม่ยอมหยุดโวยวายแถมยังเตรียมตัวจะลงชักดิ้นชักงอเสียด้วย

“อย่าทำตัวเป็นเด็กปัญญาอ่อนเด็ดขาดนะ ไม่อย่างนั้นข้าจะให้จีเซลทิ้งดิ่งเจ้าลงเหวนี่จริงๆ ด้วย”

“ใจร้าย” ไม่รู้ว่าเจ้าหมาป่านั่นหาผ้าเช็ดหน้าลายลูกไม้มาได้จากไหน แถมมันยังเอามากัดมุม ให้ดูน่ารันทดจิตใจเพิ่มขึ้น และยิ่งทำให้เรเชลหมั่นไส้มันเข้าไปอีกเท่าตัว

เกราะแก้วลอยกลับเข้ามาในร้านดังเดิม เรเชลกระเด้งตัวถอยห่างจากคู่ต่อสู้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน พร้อมสะบัดตัวไปมา “จีหายาของโลกมนุษย์ให้ข้าสักเข็มเถอะ”

“ยาอะไรหรือ”

“ยาแก้พิษสุนัขบ้า” คำว่า ‘บ้า’ ย้ำชัดเจน ฟาร์สจึงต้องเก็บอุปกรณ์เสริมการแสดง แล้วสำรวมท่าทีตัวเองลง

“เอ๊า ถ้าไม่อยากไปเดท ไปเที่ยวกันก็ได้ ไปกันหมดนี่แหละ”

“แล้วใครตกลงจะไปเที่ยวกับเจ้ากัน” จีเซลย้อนถาม

“น่านะ ไม่เที่ยวก็ได้ แค่ไปกินข้าวก็ได้ ข้าอยากตอบแทนที่พวกเจ้าช่วยเหลือข้า” ฟาร์สออดอ้อน ตาดำไหวระริกรอฟังคำตอบ

เรเชลส่ายหน้าอย่างระอากับคนเปลี่ยนอารมณ์ได้เร็วยิ่งกว่าสายลม และน้ำเสียงกระเง้ากระงอดราวกับเด็กเล็ก พอเป็นผู้ชายตัวโตทำกลับไม่ดูน่าเกลียดอย่างที่นึกภาพไว้ในใจ ก็ทำให้เกิดรอยอมยิ้มบนใบหน้าของจีเซล “อยู่กับมนุษย์มานานหรืออย่างไร ถึงติดธรรมเนียมขอบคุณแบบมนุษย์มาน่ะ แล้วที่สำคัญข้าไม่ได้ช่วยเจ้า คนที่ช่วยเจ้าเป็นเรเชลต่างหาก”

“ช๊วยย” ฟาร์สแย้งเสียงสูง แต่ประโยคต่อมาก็ลดเสียงจนได้ยินแค่สองคน “เจ้าน่ะเป็นผู้มีบุญคุณสูงสุดเลยนะ เพราะเจ้าช่วยข้าไม่ให้โดนเรเชลฆ่าตายไง”

“ถ้ายังอยากมีลมหายใจอยู่ก็อย่ายั่วโมโหเรเชลนักเลย” จีเซลบอกอย่างหวังดี ไม่รู้ทำไมถึงเกิดความเชื่อมั่นขึ้นมาว่าปีศาจตนนี้ไม่คิดจะมาทำร้าย หรือมีสิ่งใดแอบแฝงที่จะเป็นการมาดร้ายกับพวกเธอ อาจจะเป็นเพราะการเปิดเผยความเป็นปีศาจอย่างชัดแจ้ง พร้อมกลิ่นไอมิตรละมัง

“นะๆ ให้ข้าได้ตอบแทนพวกเจ้าหน่อยเถอะ” ฟาร์สอ้อนวอนอย่างจริงใจไร้ท่าทางเสแสร้งอย่างเมื่อครู่

“จะให้ข้าแน่ใจได้ยังไงว่าเจ้าไม่ได้มีเจตนาร้าย” จีเซลถามออกไปอย่างใจคิด แต่คำตอบที่กลับมาก็ทำตัวเธอเองได้คิดในอีกแง่มุมหนึ่ง

“เพราะข้าเป็นปีศาจใช่ไหม ถึงไม่น่าไว้วางใจในสายตาพวกเทพ”

สายตาตัดพ้อเหมือนกับสายตาใครสักคน ทำให้เรเชลสะท้อนใจ หลังจากจบประโยคนั้นท่าทางรื่นเริงของฟาร์สก็หายไป ชายหนุ่มเดินคอตกออกจากร้านไปอย่างรวดเร็ว

“เรช” จีเซลผินหน้ามาจากประตู เมื่อผวาตามไปเรียกฟาร์สแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสนในสิ่งที่ได้พูดออกไป “เราจะไว้ใจปีศาจได้เหรอเรช”

“ถ้าเราตัดคำว่าปีศาจ หรือ เทพออกไป พวกเรากับเขาก็มีหัวใจไม่ต่างกันนะ”

“แต่...”

“ไม่มีใครเลือกเกิดได้นะ สิ่งที่คนนั้นทำต่างหากเป็นตัวกำหนดว่าหัวใจเขาจะเป็นเทพหรือปีศาจ” เรเชลคิดและตั้งปณิธานเอาไว้กับตัวเองว่าจะไม่ดูถูกหรือหมิ่นใครเพียงแค่คนนั้นไม่ได้เป็นเทพเช่นเดียวกับพวกเธอ และที่พลั้งปากออกไปครั้งนั้นเธอจะต้องได้เอ่ยปากขอโทษให้ได้


ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มกลับหงอยเหงา ดีที่ฟาร์สอยู่ในร่างมนุษย์ ถ้าอยู่ในร่างของหมาป่าก็คงเห็นสภาพหูลู่ หางตกเป็นแน่แท้ “ตอนบอกให้ไปร้านนั่น ดีด๊าเป็นหมาเห็นก้อนเนื้อ แล้วทำไมถึงกลับมาเป็นหมาใกล้ตายแบบนี้ล่ะ”

“เหอะ” ฟาร์สแค่นเสียง “ลองไปโดนเหยียดเผ่าดูมั่งสิ ข้าก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าท่านจะมีหน้าเป็นยังไง”

นิ้วเรียวพลิกกระดาษชะงักเพียงครู่ ก่อนจะเปิดหน้าต่อไปอย่างเรียบเรื่อยเช่นเดิม แต่ข้อความในหนังสือนั้นหาได้ผ่านจักษุเข้าสู่กระบวนการประมวลผลของสมองไม่ มีเพียงภาพร่างบาง หน้าเรียบเฉยไม่ยิ้มแย้มเหมือนทุกเช้าเย็นที่เคยเห็น และคำพูดประโยคเดียว ‘จะให้ข้าไว้ใจปีศาจเรอะ’ ก็มีอานุภาพทำลายล้างยิ่งกว่าอสูรกายในตำนานเสียอีก

“พวกเรามันไม่ดีตรงไหนเหรอ” ฟาร์สเปลี่ยนจากหงอยมาเป็นฟาดหัวฟาดหาง

“เราเป็นปีศาจ” ตอบเสียงราบเรียบ

“แล้วปีศาจนี่มันไม่มีดีบ้างเลยเหรอไงในสายตาพวกเทพ” ฟาร์สตบอกข้างซ้าย “ดูทำไมที่เผ่าพันธุ์ ทำไมไม่ดูที่หัวใจนี่”

ร่างสูงยังคงนิ่งเฉย ไม่สนใจท่าทางของนักรบมือขวาที่ราวกับโดนนักเรียกร้องสิทธิเข้าครอบงำจิตใจ “ในโลกมนุษย์มีองค์กรที่เรียกว่า ‘องค์กรสิทธิมนุษยชน’ เจ้าลองไปฟ้องร้องดูสิ เผื่อองค์กรนั้นจะรับพิจารณาเรื่องของปีศาจไว้มั่ง”

“ข้าไม่ไปฟ้องร้องให้เมื่อยหรอก ข้าจะทำการหลอมรวมปีศาจกับเทพให้เป็นหนึ่งเดียวให้ดู ทีนี้จะได้ไม่มีความแตกต่างระหว่างกันสักที” สายตาจากจ้าวปีศาจมองมาคล้ายเย้ยหยัน ‘ทำได้รึ’ ทำให้อนาคตราชาหมาป่าถึงกับยืดอกขึ้น “ก็ท่านได้แต่มองไม่ทำอะไร ข้าก็จะเป็นคนทำเสียเอง”

“ฟาร์ส” เสียงเรียกหนักแน่น “เจ้าจะทำอะไรมันเรื่องของเจ้า แต่ถ้าเจ้าไปยุ่งเกี่ยวกับเธอ มันจะเป็นเรื่องของข้าทันที”

“ก็ท่านไม่ยอมทำอะไรสักที ได้แต่มองอยู่นั่นแหละ ภาษามนุษย์เค้าว่าอะไรน้า” ทำท่านึกให้กวนอารมณ์เล่นเพียงครู่ นิ้วเรียวก็ดีดในอากาศ “มดแดงแฝงพวงมะม่วง ได้แต่นั่งเฝ้ามะม่วงอยู่นั่นแหละ เฝ้าไปเฝ้ามาเดี๋ยวก็มีเทพมาสอยไปกิน”

“หมาป่าอย่างเจ้ากินมะม่วงเป็นเรอะ” จ้าวปีศาจย้อนทันควัน

“ไม่เป็น” ยิ้มกะล่อนลอยหน้าไปมา “ถึงกินเป็นก็ไม่กล้า กลัวมดแดงฆ่าตาย”

“ก็ดี” ชายหนุ่มส่งหนังสือไปเก็บในชั้นและเรียกเล่มใหม่ออกมากางตรงหน้า

“เรเชล” น้ำเสียงเรียกชื่อเธออ่อนลงโดยไม่รู้ตัว และทำให้คนได้ฟังถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก็หลงรักมากมายขนาดนั้นก็ยังได้แต่มองอยู่นั่นแหละ สามชาติผ่านไปก็ยังไม่ได้แม้แต่ดมมะม่วงหรอก

“ตรากลางหน้าผาก”

ฟาร์สไล่นิ้วไปตามหนังสือบนชั้นบ้างเพื่อหา ‘ที่มาของตราและตำนานเหล่าเทพ’ ซึ่งเป็นการเรียบเรียงของคุรุฝ่ายปีศาจที่ทำติดต่อเรื่อยมา ข้อมูลมีมากและสมบูรณ์ที่สุดก็ช่วงที่ได้ทำสัญญาสงบศึกกันเมื่อหมื่นปีก่อน แต่หลังจากต่างฝ่ายเปลี่ยนผู้ครองเผ่า สัมพันธ์ที่เคยแน่นแฟ้นก็ลดหายลงไปเรื่อยๆ จนเกิดช่องว่างที่ไม่อาจประสานกันได้อีก

“ข้าหาจนหมดชั้นหนังสือที่นี่ และโลกปีศาจแล้วไม่เคยปรากฏว่ามีเทพไหนมีตรากลางหน้าผาก ยกเว้นจอมเทพ”

ฟาร์สเปลี่ยนความตั้งใจที่จะช่วยหาข้อมูลบนชั้นหนังสือสูงจรดเพดานเต็มความจุห้องขนาดสิบห้าคูณสิบห้าเมตรนี่ไปทันที “จะมีการเปลี่ยนจอมเทพใหม่เหรอ ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นนะ เพราะจอมเทพนี่เพิ่งเปลี่ยนเมื่อไม่นานมานี้ แถมยังหนุ่มซะขนาดนั้น แล้วตามบันทึกของโลกปีศาจก็ไม่เคยมีระบุว่าตราจอมเทพบนหน้าผากจะเกิดพร้อมกันสองคนมาก่อน และไม่เคยปรากฏว่ามีจอมเทพเป็นผู้หญิงในประวัติศาสตร์ด้วย”

“ถ้าเป็นอีกตำแหน่งล่ะ” หากไม่เป็นจอมเทพจะมีตำแหน่งไหนสมกับการมีตราบนหน้าผากเหมือนจอมเทพได้ ตำแหน่งนั้นต้องเทียมกัน ทรงศักดิ์ ทรงสิทธิ์ได้เท่ากัน

“จอมเทพต้องครองตัวเป็นพรมจรรย์ไม่ใช่เรอะ” ฟาร์สแย้ง ถึงตัวเองจะไม่ค่อยศึกษาข้อมูลคนต่างเผ่าเท่าไหร่ แต่อย่างไรก็ตามการศึกษาขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับตำนานเทพก็ผ่านตาและหลงเหลือติดในสมองบ้าง

“อาจจะเป็นเพราะไม่เคยมีใครมีตราบนหน้าผากมาก่อนล่ะมัง”

“ราชินีผู้ยิ่งใหญ่ หญิงสาวผู้กอบกู้มวลเทพและประสานโลกปีศาจให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” คำทำนายที่โลกปีศาจและเทพได้เมื่อครั้งผนึกกักขังอสูรกายในตำนานถูกทำลาย เป็นสัญญาณสุดท้ายที่ผนึกส่งมาก่อนจะโดนสะกดวิญญาณให้อยู่ในร่างของมนุษย์

“อาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้” หน้ายิ้มเจ้าเล่ห์พร้อมเขี้ยวยาวจนโผล่พ้นริมฝีปาก “ตราบใดที่เธอยังไม่เป็นราชินีเทพ เธอก็มีสิทธิ์เป็นราชินีปีศาจได้เช่นเดียวกัน”

“แล้วที่เจ้าเดินหูลู่หางตกเข้ามานี่เพราะอะไรเรอะ” อีกฝ่ายตอกย้ำ

“โธ่...แค่นั้นท่านก็อย่าเพิ่งป๊อดสิ”

“ป๊อดอะไรของเจ้า”

มือหนึ่งเท้าเอว อีกมือโบกไปมาหน้าตัวเอง “ศัพท์โลกมนุษย์มาจากคำว่า ปอดแหก แปลว่า ขี้กลัว ไม่กล้า”

“แล้วเจ้าป๊อดกลับมานี่ทำไม” จ้าวปีศาจย้อนกลับไปคืนบ้าง

“ข้าไม่ได้ป๊อด แค่กลับมาตั้งหลักเท่านั้นเอง”

“ข้าจะเชื่อเจ้าดูสักหน” จ้าวปีศาจยืดตัวเต็มความสูง “ดูแลบ้านให้ดี”

“ท่านจะไปไหน”

“กลับไปโลกปีศาจหาความกระจ่างบางเรื่อง” ก่อนร่างสูงจะหายไป “ดูมะม่วงให้ดี อย่าให้มีมดตัวไหนมาตอม หรือเทพตัวไหนมาสอยไป”



ชายชราผมขาวโพลนทั้งศีรษะ แต่ท่วงท่าการเดินสง่างามผึ่งผายต่างจากอายุยิ่งนัก คิ้วสีเดียวกับผมเลิกสูงขึ้นเมื่อเห็นแขกยามวิกาล จะว่าวิกาลก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะโลกของปีศาจมีแต่รัตติกาลหาได้มีอุษาวดีเหมือนกับโลกอื่นๆ ไม่ ไม่ว่ายามใด เวลาไหน โลกปีศาจก็มีแต่ความมืดมิด ยากจะบอกได้ว่าเวลานี้เป็นเวลาเท่าใด ยกเว้นนาฬิกาโลกปีศาจเท่านั้น

“นับเป็นเกียรติของคนแก่ใกล้ตายยิ่งนัก ที่ได้ต้อนรับจ้าวปีศาจ”

“นับเป็นเกียรติของข้ามากกว่าที่อดีตจ้าวปีศาจออกมาต้อนรับข้าด้วยตัวเอง”
อดีตจ้าวปีศาจแย้มแจ่มใสกับคำยกยอได้เท่าเทียมกัน สมกับที่เขาเป็นคนเลือกเองกับมือ และคุ้มค่ากับการเสี่ยงที่เลือกชายหนุ่มตรงหน้าให้มาสืบทอดตำแหน่งจ้าวปีศาจ

“ข้าเกษียณแล้ว และไม่ได้ทำงานในตำแหน่งไหนๆ ในกองทัพของจ้าวปีศาจ” ชายชราออกตัวดักไว้ก่อน

“ใครจะหาญกล้าใช้งานจ้าวปีศาจผู้เกรียงไกร เพียงแต่วันนี้ว่างเลยแวะมาหา” น้ำเสียงทุ้มอ่อน เฉพาะใช้กับผู้อาวุโสเท่านั้น

“แวะมาหาอย่างเดียวหรือ”

จ้าวปีศาจคนปัจจุบันหัวเราะในลำคอ ก็คนนี้เป็นคุรุผู้สอนสั่งตั้งแต่เขาจำความได้ แล้วมีหรือจะสามารถปิดบังเรื่องใดๆ จากสายตาอีกฝ่ายได้ “อยากฟังเรื่องราวเก่าๆ พอจะเล่าให้ฟังได้ไหม”

“โอ๊ย คนแก่ความจำเลอะเลือน จำได้บ้างไม่ได้บ้าง ตำราเยอะแยะในห้องสมุดไปหาดูเถอะ”

“ก็ตำรานั้นท่านเขียนเองมิใช่หรือ แล้วจะลืมได้อย่างไร”

“บ๊ะ ก็ข้าบอกแล้วว่าข้าแก่ จำอะไรไม่ค่อยได้ เจ้าอยากรู้อะไรก็ไปอ่านที่ข้าบันทึกเอาไว้สิ” พูดอย่างมีน้ำโมโห แต่ชายหนุ่มก็รู้ว่านั่นเป็นการเล่นตัวเท่านั้น

“ถ้าท่านบันทึกไว้ทุกอย่างก็ดีสิ แต่นี่ท่านได้ฟังมาตั้งเยอะแต่บันทึกเอาไว้ครึ่งเดียว”

อดีตจ้าวปีศาจถอนหายใจเฮือก เพราะเลี้ยงมากับมือหรืออย่างไร คนตรงหน้าถึงได้รู้และดักทางกันได้หมด “ก็ขนาดรู้ว่าข้าได้ฟังมาเยอะ แล้วทำไมไม่รู้ไปให้หมดเลยล่ะว่าข้าได้ฟังอะไรมาบ้าง”

หน้าคมแย้มละมุนกับท่าทีประชดประชัน “ก็ถ้าข้ารู้หมดได้ คงไม่มารบกวนท่านหรอก”

“คำทำนายก็ได้อ่านกันมาตั้งแต่เด็กมิใช่เรอะ” พูดอย่างรู้ว่าอีกฝ่ายมาหาด้วยเรื่องอันใด

“ข้าอยากฟังจากปากคนที่ได้ยิน มิใช่อ่านจากบันทึก”

ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยตามกาลเวลาของชายชราอายุกว่าพันปีนิ่งสงบ ครุ่นคิดถึงเสียงที่ดังสะท้อนสะท้านไปสามโลก โลกมนุษย์ได้ยินเป็นเพียงเสียงร้องคำรณของฟ้าเท่านั้น หากโลกปีศาจและเทพได้สดับฟังกันชัดเจนราวกับมีคนตะโกนอยู่ข้างหู

“อีกหนึ่งพันปีจากนี้จะมีราชินีผู้ยิ่งใหญ่ถือกำเนิดขึ้น ราชินีผู้กอบกู้มวลเทพและประสานโลกปีศาจให้เป็นหนึ่งเดียว”

นิ้วยาวเรียวประสานไว้ตรงหน้า ดวงตาสีดำสนิททอดมองจ้าวปีศาจ “ต่อไปเป็นคำถามของข้า เจ้าจะพอตอบได้หรือไม่”

“หากตอบได้ ข้าจะตอบ”

...ไม่เพียงรู้ทัน แต่ยังหาทางเลี่ยงเอาไว้อีกด้วย

“ถ้าอย่างนั้นยกเลิกคำถามไป เปลี่ยนเป็นข้าวิเคราะห์คำทำนายให้เจ้าฟังดีกว่า พอจะว่างฟังเรื่องของคนแก่ไหม” อดีตเจ้าปีศาจหันกลับไปยังนาฬิกาเรือนโตสองเรือนวางเคียงกัน เรือนซ้าย มีตัวเลขระบุหนึ่งถึงร้อย เข็มมีเพียงเข็มเดียวและแทบจะไม่กระดิก นั่นคือนาฬิกาโลกปีศาจเข็มจะเดินทุกหนึ่งวัน เมื่อครบรอบ หรือหนึ่งร้อยปีตัวเลขในช่องตรงกลางก็จะเพิ่มขึ้น ส่วนนาฬิกาเรือนขวามือมีเข็มสั้นและยาว ตัวเลขตั้งแต่หนึ่งถึงสิบสอง...นาฬิกาของมนุษย์

“ข้าจะพยายามสรุปเรื่องให้สั้นที่สุด เจ้าจะได้กลับไปทันห้าโมงเย็นของโลกมนุษย์นะ”

ใบหน้าคร้ามซีดปรากฏสีระเรื่อกระจายเป็นวงกว้าง ชายหนุ่มหมายมาดเอาไว้ในใจ หากกลับขึ้นไปเมื่อไหร่ จะไปเตะก้นเจ้าลูกราชาหมาป่าปากโป้งสักที เพราะสายข่าวที่รายงานเรื่องได้ละเอียดละออให้อดีตจ้าวปีศาจได้รู้เป็นใครอื่นไปไม่ได้หรอก

“ราชินีผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นฝ่ายเทพ หรือ ปีศาจ และการที่บอกว่าจะกอบกู้มวลหมู่เทพนั้น ก็คาดเดาเอาไว้ว่าน่าจะเกิดวิกฤตในพวกเทพ ก็เลยคาดเดากันไปว่าจะมีราชินีเทพเกิดขึ้น”

“แล้วมีกี่คนในประวัติศาสตร์เทพที่มีตรานักรบจอมเทพขึ้นที่หน้าผาก”

“เยอะแยะ” อดีตจอมเทพตอบอย่างรวดเร็ว “จอมเทพทุกคนต้องมีตรานักรบจอมเทพทั้งนั้น พวกเทพคัดเลือกจอมเทพกันแบบนี้”

“ข้าหมายถึงตรานักรบจอมเทพเกิดบนหน้าผากเทพสตรีมิใช่บุรุษ”

“ไม่เคยมี”

ดวงตาสีเทาบังเกิดแววคลางแคลง อดีตจอมเทพแม้จะชราและไม่ได้ออกไปนอกที่พักอาศัยมาตลอดร้อยปีแล้วก็ตาม แต่ข่าวคราวของสามโลก ก็หลั่งไหลเข้าหู ผ่านตาอดีตจอมเทพตลอดเวลา

“ข้ายังเปิดรับข่าวสารเสมอ ที่ข้าตอบไปเช่นนั้นก็เป็นความจริง ผ่านการคัดกรองอย่างดีแล้วเช่นกัน กิจกรรมหรือภารกิจของพวกเทพตั้งแต่เรื่องเล็กเท่ามด ไปจนเรื่องใหญ่เท่าช้าง ประโคมข่าวกันใหญ่โตให้รู้กันไปสามโลก แม้แต่พวกหนูที่อยู่ในรูยังรู้เลย”

“แล้วทำไมเรื่องนี้ท่านถึงพลาดไปได้” เธอ...มีตรานักรบจอมเทพบนหน้าผากหราและฟาร์สยืนยันว่าของจริง และที่ไม่ค่อยมีใครเห็นด้วยประการแรกเป็นตรานักรบจอมเทพ จะต้องเป็นคนที่มีศักดิ์เท่ากันหรือเหนือกว่าเท่านั้นจึงจะเห็น และสองถ้าเจ้าตัวปกปิดเอาไว้ ยากนักที่จะมีใครเห็น

“มิใช่ข้าพลาด ท่านต่างหากที่พลาด” ตาสีดำสนิททอดมองไปยังผืนฟ้ามืดมิด “ตามประวัติศาสตร์พวกเทพ ไม่เคยปรากฏเทพสตรีมีตรานักรบจอมเทพบนหน้าผาก แต่ถ้าหมายถึงเรเชล” เป็นการย้ำว่าการข่าวของอดีตจอมเทพแม่นยำเพียงใด “นางเป็นมนุษย์ มิใช่เทพ”

นิ้วเรียวประสานไว้ตรงหน้าคลายออก กับข่าวใหม่ล่าสุด ชายหนุ่มมั่นใจ ข่าวใดที่ออกจากปากอดีตจอมเทพ ข่าวนี้เป็นจริงทุกประการ “มนุษย์หรือ”

“มีเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้นที่ทางฝ่ายเทพปิดบังเอาไว้” ตั้งแต่ปลดเกษียณจากการเป็นจ้าวปีศาจ และเข้ารับตำแหน่งเป็นคุรุ ผู้สอนสั่งและเตรียมความพร้อมสำหรับจ้าวปีศาจคนต่อไป จนปัจจุบันนี้ไม่ได้ทำงานในตำแหน่งใดๆ แล้วก็ตาม แต่หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตั้งแต่ดำรงตำแหน่งจ้าวปีศาจในการตามหาผนึกก็ยังคงอยู่ มิสามารถปลดวางให้จ้าวปีศาจคนต่อๆ ไปได้ และเหนืออื่นใดข้อความสุดท้ายจากจ้าวปีศาจที่ยอมสละชีวิตตัวเองเพื่อเป็นผนึก ก่อนจะโดนจับวิญญาณเข้าไปอยู่ในร่างมนุษย์

‘ตามหาดวงใจแห่งข้าและดวงตาแห่งแสง เธอจะเป็นผู้นำทางให้พวกเรา’
การเที่ยวตามหา ‘นางผู้เป็นดวงใจ’ ตามคำสั่งทั้งเพื่อโลกปีศาจและตัวเองนั้น อดีตจ้าวปีศาจยอมรับว่าหาแบบหว่านก็ว่าได้เพราะไม่มีข้อมูลใดๆ ในมือ เขาจึงต้องตามหาทั้งสามโลก โดยใช้สัญชาตญาณและพรหมลิขิตเท่านั้น

ในวันที่หัวใจกำลังอ่อนล้าในการตามหามาแสนนาน ชายชราผู้สิ้นหวังนั่งทอดอาลัยอยู่ริมชายหาดทางตอนใต้ของเกาะเอลฟียา รอยยิ้มของผู้คนที่ผ่านไปผ่านมา หาได้ทำให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นมาไม่ แต่เสียงหัวเราะก้องกังวานของเด็กผู้หญิงมนุษย์ที่ลอยเข้าหู ก็ทำให้ต้องมองหาที่มา ขาอ่อนล้ากลับมามีแรงขึ้น และเดินฝ่าผู้คนเพื่อไปยังต้นกำเนิดของเสียงนั้น เด็กผู้หญิงตัวเล็กนั่งเล่นกองทรายสีทอง เด็กคนอื่นๆ ก็เล่นรายล้อม แต่เธอผู้เดียวโดดเด่นอยู่กลางวงล้อม รอยยิ้มและเสียงหัวเราะประดุจดวงอาทิตย์ อดีตจ้าวปีศาจเข้าไปยืนใกล้ๆ เพื่อซึมซับความอบอุ่นนั้นเป็นนาน

จนลมทะเลพัดมาวูบหนึ่ง ปัดผมหน้าม้าของเด็กหญิงให้แยกตัวออกจนเห็นตัวอักษรสีชมพูระเรื่อเล็กๆบนหน้าผาก เป็นสิ่งอัศจรรย์อันดับต้นที่อดีตเจ้าปีศาจไม่คิดจะเกิดกับมนุษย์ และน่าแปลกประหลาดที่ยังไม่มีคุรุเทพมารับเธอไป

“ตราบนหน้าผากของนาง ผนวกกับคำทำนายของผนึก พวกเทพก็ถือเอาเป็นโองการสวรรค์ จะจับนางนั่งบรรลังก์เคียงกับจอมเทพในตำแหน่งราชินี”

มือเหี่ยวย่นตบลงบนบ่าแข็งแรง “ดังนั้นข้าก็ยังยืนกรานตามคำวิเคราะห์เดิม ราชินีผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นของโลกใด”

นิ้วเรียวประสานไว้ด้านหน้าตัวเองดังเดิม ท่าทางเงียบสงบนิ่ง ไม่มีแววยินดี หรือแสดงออกใดที่ให้จับได้ว่าเจ้าตัวรู้สึกกับข่าวนั้นเพียงใด

“แล้วเรื่องผนึกได้ข่าวคืบหน้าอะไรมาบ้าง”

“ข้าพยายามตามหากันสุดความสามารถ” ชายหนุ่มรายงานเกี่ยวกับการดำเนินงานตามคำสั่งที่ได้รับมารุ่นสู่รุ่น คือการตามหาผนึกให้ได้เร็วที่สุด เพราะผนึกนั้นหมายถึงการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ปีศาจต่อไป “ฟาร์สโดนลอบทำร้ายปางตายระหว่างการตามข่าวผนึก”

“ไอ้ลูกหมาป่าไปโดนทำร้ายที่ไหน” คิ้วสีดอกเลาขมวด เพราะรู้ว่าฟาร์สนักรบมือขวาของจ้าวปีศาจนั้นเก่งกาจเพียงใด

“ทางตอนใต้ของเกาะเอลฟียา ฟาร์สโดนจู่โจมแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว และพลังเป็นของฝ่ายเรา”

ดวงตาต่างสีจับจ้องกัน และรอยไหวในดวงตาคล้ายๆ กันทำให้คนทั้งคู่เข้าใจตรงกัน “อสูรกายในตำนานได้ตื่นจากหลับใหลแล้ว”



ร่างสูงผึ่งผายในชุดคลุมสีดำสนิทมือไขว้ไว้เบื้องหลัง ดวงตาสีเทาทอดมองออกไปยังผืนฟ้าสีดำสนิท ผืนดินแห้งแล้งสุดลูกหูลูกตา

การเลือกเฟ้นผู้ดำรงตำแหน่งจ้าวปีศาจ ไม่เหมือนของทางเทพที่จะต้องตามหาผู้มีตราบนหน้าผาก ฝ่ายปีศาจนั้นใช้การนิมิตของจ้าวปีศาจคนปัจจุบัน เพื่อตามหาจ้าวปีศาจคนต่อไป

กี่ปีมาแล้วที่เขาต้องละทิ้งทุกอย่าง เพื่อมารับตำแหน่งจ้าวปีศาจ ต้องปกครองปีศาจหลากหลายเผ่าพันธุ์ให้อยู่ร่วมกันได้ และไม่ไปก่อความวุ่นวายให้โลกอื่นๆ ภาระหน้าที่อันหนักหนา ความรับผิดชอบใหญ่หลวงในเมืองที่ไร้แสงและสีใดๆ มีแต่ความมืดมัวและเหน็บหนาว

ร่างสูงถอนหายใจยืดยาว ดวงตาสีเทาเหลือบดูนาฬิกาของมนุษย์บนข้อมือ ชายผ้าคลุมสะบัดตามการก้าวเดิน ตำแหน่งแม้มิได้มาเพราะการนิมิต แต่หน้าที่และความรับผิดชอบก็ยิ่งใหญ่เท่าเทียมกัน



โปรดอ่านด้วย "หัวใจ" ... เพราะฉันใช้ "ความรัก" เขียน




 

Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2552
4 comments
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2552 21:47:42 น.
Counter : 512 Pageviews.

 

เห็นอัพเรื่องนี้พี่ดีใจระริกระรี้เชียว อิอิ

 

โดย: พี่หมูน้อย 16 กุมภาพันธ์ 2552 5:34:36 น.  

 

กลับมาแล้วก็มีตอนใหม่มารอเชียว อิอิ

 

โดย: เดียร์ IP: 114.128.186.186 16 กุมภาพันธ์ 2552 19:33:13 น.  

 

... แต่ละตอนยาวจัง แต่ก็อ่านเพลินดีนะ รอตอนต่อไปอีกเหมือนเดิม

 

โดย: SIMAKHA 27 กุมภาพันธ์ 2552 15:20:18 น.  

 

แวะมาอ่านเรื่องนี้ต่อ

ห่างหายไปนานเหลือเกินเน้อ...

 

โดย: Narumi_chan IP: 118.174.101.87 8 มีนาคม 2552 16:00:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


err_or
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




กฏประจำตัวของม๋าเอ๋อ

1. ม๋าเอ๋อทำอะไรไม่เคยผิด

2. หากสงสัยว่าม๋าเอ๋อทำอะไรผิด กรุณาย้อนไปอ่านกฏข้อ 1. ใหม่อีกครั้ง

---------***----------

เพลงมาร์ชประจำใจ
สัปดาห์หนึ่งมีอยู่เจ็ดวัน เจ็ดวันอาบน้ำหนเดียว
ม๋าเอ๋อก้อไม่แลเหลียว อาบน้ำหนเดียวอยู่ได้เจ็ดวัน
---------***----------


ผลงานรวมเล่นของ err_or






เจ้าตัวหัวเขียว
กระต่ายตัวกวน
น้อง DoryKong 2
น้อง DoryKong 1
X
X
X
X
Friends' blogs
[Add err_or's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.