เรียน English แบบใช้ได้จริงๆกันเหอะ
ในที่สุดได้ตัดสินใจใช้ blog นี้เป็นพื้นที่เสนอความคิดเห็น (แทนว่าสอน) เสนอวิธีเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบที่ผมคิดคือแนว Reverse Theory

ผมเป็นคนนึงที่ได้โอกาสเรียนที่ต่างประเทศตั้งแต่เด็กจนจบตรี ตอนนี้ก็กลับมาทำงาน สิ่งหนึ่งที่รู้สึกคือคนไทยและแม้แต่เด็กมหาลัยส่วนใหญ่อ่อนภาษาอังกฤษมากคับ แต่จะโทษใครได้เพราะหลักสูตรเน้นหลัก grammar แบบพอให้ทำข้อสอบ ไม่เน้นใช้หรือการเข้าใจ สุดท้ายเด็กที่'เป็น'ภาษาก็จะเขียนหรือเดาคำตอบเติมช่องว่างได้ แต่ให้แต่งประโยคหรือเดาความหมายประโยคที่ไม่เคยเรียนก็จะไม่เป็น

ผมว่าเด็กไทยที่เก่งมีเยอะนะ แต่ไม่ได้โอกาสฝึก แม้แต่คนจบมหาลัยหลักสูตรอินเตอร์ชื่อดังก็มีบ้างที่พูดภาษาอังกฤไม่ค่อยดี เขียนหนะพอได้แต่ก็ยังไม่พอครับ

มองดูแล้วหลักสูตรภาษาอังกฤษควรพัฒนาและเปลี่ยนตั้งแต่ชั้นเด็กๆ คิดดูในประเทศที่พูดเขียนภาษาอังกฤษ เด็กบ้านเค้าก็มีคนตก grammar หรือตกวิชาอังกฤษครับเหมืนกับบ้านเรา แต่ความต่างคือเด็กเค้าพูดจ้อๆภาษาอังกฤษได้แม้ Grammar ไม่ถูกหลัก 100% ก็มีคนถามว่ อ้าวแล้วงี้ฝรั่งทำไมพูดผิด Grammar หละ? นี่เป็นเพราะเค้าเรียนที่จะพูด รู้การตั้งประโยคก่อนที่จะรู้ว่าทำไมหรือควรตั้งตาม Grammar ที่ถูกต้องอย่างไร ก็เหมือนคนไทยที่พูดไทยคล่องแต่ตกหลักการใช้ มันก็ไม่แปลกครับ

แต่กลับกัน เด็กไทยถูกสอนหลักก่อน จึงยึดติดและกลัวที่จะผิด และหากไม่แม่นหลักก็จะกลัวไม่กล้าแต่งประโยค สุดท้ายก็จะได้แต่โครงประโยคที่โชว์ในตัวอย่างที่เรียน อะไรที่ไม่ได้ยกเป็นตัวอย่างก็จะไม่รับรู้ กลัวไปหมด

ตอนผมเรียนครูไม่สอนหลักก่อนนะ เค้าจะให้ทำแบบฝึกหัดเยอะๆกระหน่ำให้ใช้ บังคับให้รับรู้ว่าที่ถูกเป็นอย่างไรและเราก็จำ คุ้นไปโดยอัตโนมัติ เห็นประโยคก็จะรู้คร่าวๆว่าควรเป็น tense ไหน รวมประโยคอย่างไร วิชา Grammar เป็นจริงๆจังๆแบบไทยไม่มีคับ ให้ตอบว่าทำไมประโยคนี้จึงเขียนแบบนี้ บางคร้งก็ตอบไม่ได้ทางวิชาการครับ บอกได้แต่ว่า "แบบนี้ฟังดูถูกต้องกว่า" ตอนหลังๆพอผมกลับมาเปิดดูหนังสือเรียนของน้องจึงมารู้ถึงเหตุผลว่าทำไมประโยคต้องแต่งแบบนั้น ทั้งๆที่มันได้กลายเป็นสิ่งที่ผมไม่ต้องผ่านกระบวนการรำลึกถึงหลัก คิดได้เร็ว แค่ดูว่าประโยค'ดูสวย และ smooth หรือไม่'

ครับ ทั้งหมดนี้ก็คือที่มาถึงความตั้งใจของผมที่จะเรียนเรียงหลักการใช้ภาษา ไม่ได้มาสอน Grammar เป็นบทๆเพราะสามารถหาอ่านได้ทั่วไป ผมอยากให้ลองย้อนศรภาษาคิด เมื่อจะพูดภาษาอังกฤษก็ควรคิดเป็นภาษาอังกฤษและเรียบเรียงประโยคอย่างเป็นธรรมชาติ แทนที่จะเอา Grammar ตั้งแล้วหาว่าประโยค (ทีถูกต้องตามหลัก) จะต้องถูกแต่งอย่างไร ให้เราคิดใหม่เป็น Reverse Theory ว่าอยากพูดอะไรเป็นภาษาอังกฤษ แล้วจึงนำ Grammar มาประยุกค์ให้ลงตัว

อย่างนี้ครับเมื่อฝึกฝนได้แล้ว คุณอยากพูดอะไรสนทนาอะไรเป็นภาษาอังกฤษ ก็สามาถทำได้อย่างคล่องแคล่วครับ

Photobucket



Create Date : 03 มกราคม 2552
Last Update : 4 มกราคม 2552 19:33:12 น.
Counter : 487 Pageviews.

7 comments
  
หวาดดีคร๊าบบบบบ

ขอเรียนด้วยคร๊าบบบบบ

ตอนนี้ได้ 3 คำเองคร๊าบบบ

YES - NO - OK.
โดย: r-jarn-jeng วันที่: 3 มกราคม 2552 เวลา:18:36:13 น.
  
มาปูเสื่อรอครับ ^^
ขออนุญาติ add ไว้นะครับ
โดย: badinblood วันที่: 3 มกราคม 2552 เวลา:21:39:43 น.
  
รอติดตามนะคะ
โดย: รัชชี่ (รัชชี่ ) วันที่: 3 มกราคม 2552 เวลา:21:43:40 น.
  
แวะมาเยี่ยมค่ะ
โดย: รัตตมณี (kulratt ) วันที่: 3 มกราคม 2552 เวลา:21:54:58 น.
  
ดีใจจังครับ เพิ่งสมัคร blog ก็มีท่านสมาชิกเข้ามาทักทายให้กำลังใจ

จะทะยอยลงข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษครับ

โดย: K-phone วันที่: 4 มกราคม 2552 เวลา:12:30:55 น.
  
มาลงชื่อรอเรียนเช่นกันค่ะ
โดย: Risa_ka วันที่: 4 มกราคม 2552 เวลา:19:16:32 น.
  
อยากเรียนconversation ด้วยคนค่า

..น่าสนใจมาก..... งานสมัยนี้ต้องการคนพูดภาษาเป็นทั้งนั้น อยากได้งานดีๆ ก็ต้องเรียนภาษา ..

ช่วยชี้แนะด้วยนะค่า
โดย: luis วันที่: 5 มกราคม 2552 เวลา:19:55:07 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

K-phone
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



หวังว่าการเสนอแนะใน Blog ของผมจะมีประโยชน์บ้าง ไม่ได้เป็นการคิดค้นอะไรที่ใหญ่โต แต่เป็นการอาสานำเอาจุดเล็กๆมาฝึกฝน มาขยายเพื่อเกิดประโยชน์ในการใช้ภาษา หากท่านสมาชิกที่เยี่ยมชม Blog นี้มีข้อคิดเห็นก็ช่วยๆกันแนะนำส่งเสริมได้ครับ

Smiley






Free TextEditor
มกราคม 2552

 
 
 
 
1
2
6
7
8
9
10
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31