Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2550
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
1 พฤษภาคม 2550
 
All Blogs
 
A day off

วันหยุด

หกโมงยามเช้าในห้องครัวช่างสดใสน่ารื่นรมย์นัก แต่เซลไม่อยู่ในอารมณ์นั้น เธอล้างจานอาหารเช้าแล้วก็จัดโต๊ะไว้ให้อับดู สายตาของเธอจับจ้องไปที่ผ้าม่านที่ซักสะอาดเอี่ยม ทุกสิ่งทุกอย่างส่อให้เห็นว่าเธอเป็นแม่บ้านที่ดี

อับดูไม่สนใจใยดีกับสิ่งเหล่านี้หรอก เขาชอบความสะดวกสบาย ให้เขาได้หยิบจับสิ่งของที่เขาต้องการในที่ในทางของมันด้วยความเคยชิน แล้วก็ออกไปทำงานที่ร้านขายวัสดุไม้ กลับถึงบ้านในเวลาค่ำด้วยความเมื่อยล้า แต่เขาก็ยังคงแช่มชื่น เขาจะนั่งที่เก้าอี้ตัวใหญ่ มีโคมไฟอ่านหนังสือ คีบไปป์ แบบฉบับของชาวแทนซาเนีย (ในสมัยนั้นยังเรียกว่า Tanganyika) แล้วกินอาหารเย็นที่เซลยกมาตั้งให้ด้วยท่าทีที่สงบเงียบไม่เคยเปลี่ยน

เซลเหลียวมองทั่วห้องเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินเขย่งปลายเท้าไปที่ห้องเก็บของ ที่เธอวางชุดใหม่ไว้ตั้งแต่เมื่อคืน เซลแต่งตัวอย่างรวดเร็ว สวมหมวกปีกกว้างที่ประดับด้วยดอกกุหลาบสีชมพู แล้วหยิบกระเป๋าถือทำด้วยพลาสติก

เซลหยุดเพ่งมองไปที่ประตูห้องนอนขณะยืนอยู่ที่ประตูห้องเก็บของ เห็นอับดูนอนพาดเตียง มือที่มีผิวสีคล้ำก่ายอยู่บนหัว ใบหน้าของเขาดูอ่อนเยาว์ สุกปลั่ง ไม่มีพิษสง ริมฝีปากเผยอ
เมื่อตอนแต่งงานใหม่ ๆ เซลไม่อาจห้ามใจได้ ต้องก้มลงจูบเขาให้ตื่นในช่วงเวลาอย่างนี้ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่อย่างนั้น เธอคิดเพียงแต่ว่าเขาควรจะโกนหนวดเสียที

กลับเข้าไปในครัว เซลไล่นิ้วมือไปบนหน้าหนังสือ .”ดรัม” ฉีกหน้าที่ต้องการยัดใส่กระเป๋า แล้วเขียนข้อความถึงอับดู “ฉันตัดสินที่จะหยุดสักหนึ่งวัน. มีข้าวและอาหารอยู่ในตู้ถ้าฉันกลับมาไม่ทันอาหารเย็น รัก, เซล”

ที่ขายตั๋วยังไม่เปิดตอนที่เซลไปถึงสถานี เธอจึงมีเวลาสูดลมหายใจยาว แล้วรัดหมวกที่ไหลเลื่อนไปข้างหลังให้แน่นขึ้น ขมวดผมแล้วปักด้วยปิ่น สำรวจให้มั่นใจด้วยการส่องกระจกที่เก็บไว้ในกระเป๋าถือ

เธอกระวีกระวาดเดินไปที่ขายตั๋วที่กำลังเปิด เอ่ยว่า. “ดา ขอตั๋วชั้นสองนะ” ยื่นจ่ายเงินไปที่เคาน์เตอร์ เจ้าหน้าที่ขายตั๋วชื่อ ซอดาริ เขายิ้มให้ เมื่อก่อนนี้ซอดาริเคยตามจีบเซลแต่ไม่เป็นผล เซลไม่เคยสนใจใครอื่นจนมาเจอกับอับดู

“ขึ้นรถไฟหรือ แม่สาวน้อย” เขาถามเบา ๆ “สวมหมวกสวยซะด้วย น่าจะมีใครไปเป่าหูอับดูสักหน่อยนะ”
“คุณยังไม่ได้ทอนเงินให้ฉัน” เซลพูดเสียงแข็ง ก่อนที่จะหันไปทางเสียงรถไฟที่กำลังแล่นมา

ครั้นเมื่อได้นั่งที่ เซลดึงหน้าหนังสือ”ดรัม” ที่ฉีกไว้ออกมาอ่านพาดหัวข่าว “ผู้หญิงบางคนตกร่อง คุณเป็นหนึ่งในนั้นหรือเปล่า” เธออ่านบทความเป็นครั้งที่สี่ ผู้หญิงจำพวกที่ถูกพูดถึงล้วนแล้วแต่กล่าวโทษตัวเอง บรรดาสามีไม่ได้นึกถึงว่าพวกเธอได้ทำอะไรให้บ้าง และนั่นก็คือเหตุผลที่ว่าภรรยาควรจะได้มีวันหยุดสักวันเพื่อทำอะไรให้ตัวเองตามที่เธออยากจะทำ ได้พบเห็นสิ่งที่พวกเธออยากจะเห็น ประสบการณ์นี้จะก่อให้เกิดผลดีกับตัวของพวกเธอเองและครอบครัวด้วย

เซลหย่อนกระดาษลงกระเป๋าแล้วถอนหายใจ สิ่งที่ยุ่งยากก็คือเธอไม่รู้ว่าต้องการอะไรอยากเห็นอะไร แต่อย่างน้อยที่สุดเธอก็ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะทำอะไรสักอย่าง เพราะว่าเธอได้ใช้เวลาอยู่แต่ภายในบ้าน ใส่ใจแต่เรื่องในบ้านเพียงอย่างเดียวมาสามปีแล้ว เธออยู่แต่ในร่อง......อือม์ หมายถึงว่าเธอทำอะไรจำเจ ซ้ำๆ ซากๆ ทุกวันไม่เคยเปลี่ยน และอับดูก็เคยชินกับสิ่งที่เธอทำให้อย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร เหมือนกับที่บทความเขียนนั่นแหละ

รถไฟมาหยุดที่จุดหมายปลายทางเวลาสิบโมง เซลรู้สึกสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น เธอคิดว่าเธอน่าจะวางแผนให้ดีก่อนหน้านี้ แสงแดดแผดจ้า แต่ก็ยังมีลมฝนพัดเป็นซู่ ๆ มาจากทางฝั่งมหาสมุทรอินเดีย เซลกระชับกระเป๋าถือในมือข้างหนึ่ง อีกข้างก็กดหมวกไว้กับผมดกหนาของเธอ

จากสถานี เซลข้ามถนนอคาเซียไปคาเรียคูกับฝูงชน คาเรียคูเป็นตลาดใหญ่รายล้อมไปด้วยร้านขายของชาวอินเดีย เด็กหนุ่มสาวใน อิด เอล ฟิท แต่งกายด้วยเครื่องประดับหรูหรา ถ่ายรูปกัน บรรยกาศเต็มไปด้วยเสียงร่าเริง จากใจกลางของตลาด สามารถได้ยินเสียงน้ำเทลงไปบนปลาสดที่ขังไว้ กลิ่นน้ำหอมของชาวตะวันออกช่างน่าเวียนหัว

ขณะที่เซลกำลังยืนด้วยความมึนงง ลมกระโชกมาพัดหมวกของเธอไปตกตรงหน้าร้านห้องแถว เธอวิ่งตามไป พร้อมกับพะวักพะวนกับปิ่นปักผมที่หลุดเลื่อนทำให้มวยผมหลุดลุ่ย ผู้คนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองดูเซลด้วยความตื่นตะลึงในความสวย และ ขบขันที่เห็นเธอวิ่งไล่ตามหมวก ทันใดนั้นเอง ชายสูงอายุ รูปร่างสูงก้าวออกมาจากข้างทาง เก็บหมวกแล้วยื่นให้เธอพร้อมด้วยรอยยิ้ม
“ขอบคุณ” เซลพึมพำขณะที่กำลังพยายามเสียบปิ่นปักผม ชายคนนั้นเช็ดดอกกุหลาบสีชมพูด้วยผ้าเช็ดหน้าผืนสะอาด
“ โอ้ ได้โปรดอย่า” เซลเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกสับสน
“คุณกำลังตื่นเต้นใช่ไหม”
“โรงเรียนหยุดหรือ” ชายคนนั้นกล่าว เขาช่วยใส่หมวกให้เธอและพาไปนั่งที่เก้าอี้ ขณะที่เขานั่งลงข้างๆ เซลสังเกตเห็นว่าจริง ๆ แล้วเขาไม่ใช่คนแก่ แต่เป็นเพราะผมสีเทานั่นทำให้เขาดูแก่

น่าแปลกที่ว่าตอนนี้เซลไม่ได้นึกถึงสิ่งที่เม่เคยสอนไว้ว่า ผู้หญิงไม่ควรพูดคุยกับผู้ชายที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
“เปล่า ไม่ได้มาจากโรงเรียน” เซลหัวเราะ “ฉันแต่งงานแล้ว แต่ไม่เคยมาที่นี่เลยสักครั้ง แล้ว....เออ...มีอะไรให้ดูมากมายเหลือเกินในระยะเวลาอันสั้น ฉันต้องกลับบ้านด้วยรถไฟเที่ยวสามโมงสี่สิบห้า”
เขายิ้มแล้วถามว่า “แล้วคุณจะดูอะไรก่อนล่ะ”
“ฉันวางแผนไว้แล้วละ” เซลตอบอย่างหนักแน่นแล้วก็หยุด
“ฉัน... ฉันคิดว่าจะไปเรื่อยๆ น่ะ” ตอนนี้ เธอเริ่มคิดถึงว่ากำลังถูกเขาต้อน
“มีพิพิธภัณฑ์สถานของพระเจ้าจอร์จที่ 5 แต่ว่าวันนี้อากาศดีเกินกว่าที่จะเข้าไปข้างใน
ไปชมจัตุรัสมิชชั่น แล้วก็โบสถ์ดีไหม” เขาพูด
เซลเบิกตากว้าง “โบสถ์! “ เธอลืมความกระดากอาย ตั้งใจฟังเขาอธิบายเรื่องพิพิธภัณฑ์ เซลทำท่ารีรอครู่หนึ่ง แล้วก็เดินไปกับเขา
ทั้งคู่กำลังออกจากโบสถ์ เซลถอนหายใจด้วยความปิติ “ไม่เคยคิดเลยว่าฉันจะได้มา”
“สิ่งที่วิเศษสุดก็คือสิ่งที่ไม่เคยคาดหวัง ผมค้นพบมานานแล้ว ทำให้ผมยอมรับอะไรได้ง่ายๆ” ชายคนนั้นตอบ ดวงตาเป็นประกาย “บางครั้งผมชอบเผชิญโชค คุยกับคนแปลกหน้า ซื้อตั๋วไปในที่ที่ผมไม่รู้จัก แล้วทำในสิ่งผมอยากจะทำแต่ไม่เคยได้ทำ”
เซลพยักหน้า ตอนนี้เธอเริ่มคิดออกเป็นครั้งแรกว่าอยากจะทำอะไร “ฉันอยากตัดผม เพียงแต่ยังไม่เคยกล้าพอ”
ชายคนนั้นพูดว่า “เดี๋ยวผมก็ยาว ไม่เหมือนกับตัดนิ้วหรือหูสักหน่อย”
“อับดูอาจจะไม่ชอบก็ได้” เซลพึมพำ
“สามีคุณหรือ” เซลพยักหน้า
“คุณจะไม่มีวันรู้ว่าเขาคิดอย่างไร จนกว่าคุณจะได้เผชิญหน้ากับเขา” เขาพูดต่อ
เซลนึกถึงเรื่องที่อ่านเมื่อเช้าแล้วก็ประหลาดใจว่าสิ่งที่เขาพูดมันช่างคล้ายกับความคิดเห็นในหนังสือนั้น
“ผมก็เคยคิดว่าจะไม่ชอบให้เคทไว้ผมยาว แต่ผมก็กลับชอบมัน”
“เคท..ภรรยาคุณหรือ”
“ใช่ครับ”
ขณะนี้ ทั้งสองกำลังรับประทานของว่างกับกาแฟที่โรงแรมเรนโบว์ เซลเล่าเรื่องที่เป็นแรงบันดาลใจให้เธอมีวันหยุด ซึ่งนำมาสู่เหตุการณ์ต่างๆ วันนี้ กว่าจะรู้สึกตัว เธอก็เล่าให้เขาฟังจนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับแม่ และชีวิตแต่งงานของเธอ เป็นอย่างดี
เซลเล่าว่า เป็นเพราะการตายของแม่ของเธอเมื่อ 5 ปีที่แล้วที่ทำให้เธอต้องแต่งงาน เธออยู่บ้านเดียวกันกับอับดู หลังจากแม่ตาย เธอได้พยายามที่จะรักษาบ้านให้อยู่ในสภาพที่ดีโดยที่อับดูได้แต่เฝ้ามองไม่ได้ช่วยเหลืออะไร แล้วคืนที่ย่ำแย่ก็มาถึงเมื่อเธอทำอาหารเย็นไหม้หมด เธอกล่าวด้วยเสียงสะอื้น “ฉันทนไม่ไหวแล้ว ฉันจะขายบ้านหลังนี้”
แต่อับดูค้านว่า “นี้เป็นบ้านของคุณนะ คุณต้องอยู่ที่นี่”
หลังจากใคร่ครวญถึงเรื่องนี้สักพัก เขาก็ขอเธอแต่งงาน เขาดูแลร้านขายเครื่องไม้ได้ดี แล้วเขยิบขึ้นเป็นผู้ช่วยหัวหน้าในปีถัดไป

ความทุกข็ของเซลบรรเทาเบาบางไปจนหมด รู้สึกเป็นสุขอยู่ในวงแขนของอับดู
“การแต่งงานระยะแรก ช่างมีแต่ความสุข ดูแลบ้าน เย็บผ้าม่าน หัดทำกับข้าว อับดูก็พอใจที่เป็นอย่างนี้ แต่....ดูเหมือนว่าเขาจะพอใจมาก มากจนเกินไป” เซลสรุป แล้วก็หยุดพูด นึกถึงบทความจาก “ดรัม” อีก

“ผู้ชายมักเป็นอย่างนั้นแหละ พอนาน ๆ ไปก็ ไม่ค่อยเห็นความสำคัญของภรรยา” ชายคนนั้นเสริม
“ว่าแต่ว่า คุณยังไม่ได้บอกผมเลยว่าชื่ออะไร ผมชื่อริชาร์ด หรือจะเรียกว่า ดิค ก็ได้”
“ฉันชื่อ เซล”
ริชาร์ดเริ่มเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเขาบ้าง
“ผมแต่งงานกับเคทตั้งแต่ยังเด็ก เราเป็นเพื่อนเล่นกันมาหลายปี เราชอบเต้นรำ ว่ายน้ำ เหมือนกัน และ.......” เขากล่าวอย่างรีๆ รอๆ ด้วยสุ้มเสียงที่ทำให้เซลพิศวง
เขาบอกว่า แล้วก็เกิดอุบัติเหตุรุนแรงระหว่างการเล่นซึ่งทำให้ชีวิตการแต่งงานของเขาเปลี่ยนไป
เคทกลายเป็นคนพิการ เดินไม่ได้ แน่นอนเขาไม่อาจดูแลเคทได้ดีเท่ากับหมอผู้เชี่ยวชาญ ตอนนั้นเขาทำงานเป็นแค่เสมียน ค่าจ้างไม่พอเพียงกับค่าใช้จ่ายในครอบครัว เขาจึงต้องหางานใหม่
“มันเป็นงานที่เกี่ยวกับดินขาว และ ผมก็ทำเงินได้ดี”
“แต่คุณก็ต้องอยู่ห่างกับเคท คุณทนได้อย่างไร” เซลกล่าวอย่างอัศจรรย์ใจกับเรื่องราว
“ผมคิดว่ามันเป็นเกมชีวิตนะ หาเรื่องสนุกเล็ก ๆ น้อย ไปโน่น ไปนี่ หาเงินเลี้ยงเธอ เหมือนกับวันนี้ไง” เขามองเซลด้วยสายตาซุกซน “ชมจัตุรัสมิชชั่นแล้วก็กินอาหารกลางวันกับสาวสวย”

ขณะที่กำลังออกจากโรงแรม นาฬิกาที่แขวนไว้ข้างบนตีบอกเวลา
“ฉันคิดว่า ฉันต้องไปแล้ว” เซลกล่าวอย่างรีบร้อน
“ลาก่อน คุณริชาร์ด ขอบคุณในความกรุณาของคุณ ฉันจะจดจำสิ่งที่ดี ๆของคุณไว้ มันช่างเป็นวันที่วิเศษสุดของฉัน เพียงแต่ว่า เวลานี้มันหมดลงแล้ว”
“ความงดงามแห่งกาลเวลา ไม่มีอะไรจะหยุดมันได้หรอก คุณรู้ไหมว่า มันแทรกตัวอยู่แม้ในอนูเล็กๆ” ริชาร์ดพูด
ทั้งคู่จับมือลาแล้วก็แยกกันไป

เมื่อเซลเดินจากมา ความคิดของเธอก็ย้อนไปสู่บทความนั้นอีก แล้วยังคำพูดของดิคที่กระตุ้นให้เธอคิดว่า “คุณไม่มีวันรู้หรอกว่าสามีคุณคิดอย่างไร จนกว่าคุณจะเผชิญหน้ากับเขา”
เซลตัดสินใจทำตามความต้องการ ตัดผม เธอต้องตัดผม
มีร้านตัดผมอยู่ร้านหนึ่งบริเวณนั้น เธอรีบวิ่งไป โชคดีที่ร้านว่าง ร้านชื่อ คิงซาลอน
เพียงแค่พริบตา มวยผมของเธอก็หล่นมากองที่พื้น ช่างเล็มผมและตกแต่งทรงอย่างชำนาญ ขยุ้ม ๆ ตบ ๆ ผมให้เข้าทรง เวลาบ่ายสามครึ่ง ช่างก็ยืนมองผลงานของเขาด้วยความภาคภูมิใจ เซลไม่มีเวลาพอที่จะฟังคำชม ได้แต่ยิ้มแล้วก็ยื่นเงินใส่มือเขา

ตอนนี้เธอเดินตัวปลิว ถือหมวกไว้ในมือ รู้สึกอิ่มเอมใจ ด้วยความกลัวว่าจะพลาดรถไฟขบวนสามโมงสี่สิบห้า เธอมานั่งที่นั่งภายในชั่วเวลาหนึ่งนาทีเอนตัวลงนั่งหลับตา
เธอรู้สึกเหมือนกับตัวเองได้ไปอยู่ระหว่างโลกสองโลก สองจิตสองใจ ใจหนึ่งยังคงพองฟูอยู่กับความทรงจำเรื่องเธอกับดิค อีกใจก็รู้สึกตื่นเต้นกับการกลับไปพบกับอับดู

เมื่อเซลเข้ามาในบ้าน มันช่างเงียบเชียบจนรู้สึกหวั่นใจว่าจะตอบคำถามอย่างไรดี จะอธิบายให้เขาเข้าใจสิ่งที่เธอคิดอย่างไร แต่เมื่ออับดูปรากฏตัว เธอได้แต่พูดว่า
“คุณยังไม่ได้กินอาหารค่ำอีกหรือ ฉันเตรียมสิ่งที่คุณชอบไว้ให้แล้วนี่”
“ผมไม่หิว” เขาพึมพำเสียงอยู่ในลำคอ แต่ท่าทางของเขาตลก ๆ เงอะงะ เหมือนกับตัวการ์ตูนในหนังสือ เพราะว่าเขาถือมีดโกนไว้ในมือข้างหนึ่ง และ ใบหน้าซีกหนึ่งของเขาก็มีฟองสบู่ติดอยู่ตามขอบ
“ผมได้ยินเสียงรถไฟ ผมรู้เลยว่าคุณต้องกลับมาแล้ว”
“โอ้ ให้ตายเถอะ! เซล ใครจะอยากกินข้าวคนเดียว “
เซลยิ้มให้เขา รู้สึกเป็นต่อและฉลาดเฉลียวกว่าเขาขึ้นมาทันที ก็เพราะว่าเธอได้ทำอะไรที่อยากทำและ เป็นสิ่งไม่เคยกล้าทำมาก่อน แล้วตอนนี้อับดูก็มีท่าทีได้รับรู้ความจริงซึ่งสามีควรจะรู้
“เอาละ เรามากินข้าวด้วยกันเถอะ”
ขณะที่ทั้งสองนั่งลง อับดูก็กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า
“ผมดีใจที่คุณกลับมานะ คุณดูแปลกไป ผมคิดถึงคุณ อย่าไปโดยไม่บอกล่วงหน้าอย่างนี้อีกนะ
ผมเป็นห่วง กังวล มันเป็น....ความรู้สึก ที่ บอกไม่ถูก”
เซลหัวเราะในใจ “ได้ค่ะ อับดู ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำอีก” ก่อนที่เธอจะเมินไปซ่อนสายตาที่มีเลศนัยกับความรู้ใหม่ทางอื่น

Translated from “A day off” written by Antohny M.Hokororo
Anthony M.Hokororo was born in Tanzania, at that time called Tanganyika, and studied at Maketere Collegue in Uganda and later in Canada. He is a teacher and a writer.





Create Date : 01 พฤษภาคม 2550
Last Update : 1 พฤษภาคม 2550 11:41:29 น. 12 comments
Counter : 956 Pageviews.

 
เป็นเรื่องแนวที่ผมชอบเลยครับ
สั้นๆ กระชับ แต่เล่นกับความรู้สึก
เนื้อเรื่องอาจไม่ต้องตื่นเต้นโลดโผนอะไร
บางครั้งเป็นแค่ช่วงเวลานึงในชีวิตประจำวัน

แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันมีเสน่ห์นะครับ
กับการที่สามารถเขียนเรื่องธรรมดาทั่วไป
ให้น่าอ่านและน่าติดตาม ...
ซึ่งแน่นอนครับ ผมอยากทำ(เขียน)ได้อย่างนี้เช่นกัน

ไม่แน่ใจว่าจะเป็นคอมเม้นต์แรกหรือเปล่านะครับ


โดย: esprit_pawin วันที่: 1 พฤษภาคม 2550 เวลา:23:10:10 น.  

 
เห็นด้วยกับรีบนคับ
เจ๋งๆ


โดย: Kurt Narris วันที่: 1 พฤษภาคม 2550 เวลา:23:21:07 น.  

 
ขอบคุณสำหรับกำลังใจจาก คุณ esprit กับ คุณ Kurt ค่ะ
ไม่มีอะไรดีเท่ากับเขียนแล้วมีคนอ่าน มี comment
ทั้งคำชม คำติ ล้วนแล้วมีค่าสำหรับผู้เขียนเสมอ



โดย: endeavour (endeavour ) วันที่: 2 พฤษภาคม 2550 เวลา:8:46:42 น.  

 
เป็นเรื่องที่ให้แง่คิดหลายๆอย่างแล้วก็ รู้สึกอบอุ่นอมยิ้มเล็กๆกลับตอนจบ ที่เหมือนจะบอกว่าซึ่งที่ทำอยู่ทุกวันมันเหมือนจำเจ ซ้ำซากหรือเปล่า ?
เปล่าเลย ....มันคือความผูกพัน ต่างหาก ที่สามมีอยากจะบอกให้ภรรยารู้ เพียงแต่เค้าไม่เคยแสดงออก


โดย: Cheerfully วันที่: 2 พฤษภาคม 2550 เวลา:14:35:14 น.  

 
คุณ cheerfully เป็นคนมองโลกในแง่ดีจริง ๆ เลยค่ะ เชื่อไหมคะ ตอนที่แปลเรื่องนี้ดิฉันรู้สึกสะใจในตอนจบค่ะ


โดย: endeavour (endeavour ) วันที่: 2 พฤษภาคม 2550 เวลา:14:59:50 น.  

 
เป็นเรื่องที่อ่านแล้วได้แง่คิดดีๆทีเดียวจ้ะ
ทำให้แอบยิ้มหัวเราะเยาะคนข้างๆล่ะ


โดย: Lottelise วันที่: 2 พฤษภาคม 2550 เวลา:19:09:50 น.  

 
แวะมาอ่านเมื่อยคอเลย


โดย: หนุ่มปักษ์ใต้ วันที่: 3 พฤษภาคม 2550 เวลา:10:00:51 น.  

 
เจ๋งดีครับ


โดย: Devilray วันที่: 3 พฤษภาคม 2550 เวลา:10:46:58 น.  

 
แอบ มาอ่นย้อนเรื่องเก่าๆจ้ะ


โดย: Lottelise วันที่: 5 พฤษภาคม 2550 เวลา:3:18:30 น.  

 
ขอบคุณ คุณหนุ่มปักษ์ใต้ และ คุณ Devilray ที่แวะมาอ่านนะคะ
ส่วนคุณ Lottelise ขอบคุณยกกำลังสองค่ะ ตามอ่านของคุณอยู่นะคะ เมื่อวานเข้าไปยังไม่เห็นอัพบล็อก รออยู่นะคะ


โดย: endeavour (endeavour ) วันที่: 5 พฤษภาคม 2550 เวลา:21:40:13 น.  

 
หวัดดีตอนดึกๆที่กทมคับ


โดย: Kurt Narris วันที่: 6 พฤษภาคม 2550 เวลา:0:49:37 น.  

 
อัพแล้วจ้า
2 ทีเลย "หมอนวดอยากเขียน" กับ "ไดอารี่รายวัน"




จริงจ้ะ ถ้า บล๊อกเก็บกลิ่นได้ อิอิ งานนี้มีกลิ่น สะตอ แถม ด้วย


โดย: Lottelise วันที่: 6 พฤษภาคม 2550 เวลา:15:11:49 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

endeavour
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




An eagle would never soar,
If he didn't believe he could fly,
You'll never know what you can do,
If you never try.
New Comments
Friends' blogs
[Add endeavour's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.