Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2550
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
29 พฤศจิกายน 2550
 
All Blogs
 
ยูโทเปีย เล่มที่ 2 ศาสนาของชาวยูโทเปีย (3)

(ต่อ)


แต่มีชาวยูโทเปียอยู่ไม่น้อยเหมือนกันที่ยึดมั่นในศาสนา และอุทิศเวลาทั้งหมดประกอบกรรมดีเพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจกับการศึกษาเล่าเรียนหรือการใช้เวลาว่างอย่างอื่นใด เขาเหล่านั้นเชื่อว่าเมื่อทำดีต่อผู้อื่นตายไปก็จะได้รับความสุขในอนาคตมากขึ้น คนพวกนี้บางคนไปเยี่ยมเยียนคนป่วย บ้างก็ซ่อมแซมถนน ทำความสะอาดคูคลอง ซ่อมแซมสะพาน ขุดสนามหญ้า กรวดและหิน โค่นต้นไม้และตัดต้นไม้ทำฟืน ข้าว และสิ่งอื่นๆเข้ามาในนครโดยเกวียน พวกเขาทำงานให้เอกชนเช่นเดียวกันกับทำให้สาธารณชนและทำงานหนักยิ่งกว่าพวกทาสเสียอีก งานใดก็ตามที่ลำบากและสกปรก หรืองานที่คนส่วนมากหลบหลีกเพราะหนัก น่ารังเกียจและน่าท้อถอยพวกเขาก็ทำอย่างเต็มใจและอย่างร่าเริง โดยวิธีนี้เองคนอื่นๆจึงมีเวลาว่างในขณะที่ตัวเองทำงานอยู่ตลอดเวลา พวกเขาไม่รับค่าจ้างและไม่ตำหนิวิถีชีวิตของผู้อื่น ไม่อวดอ้างชีวิตตนเอง และยิ่งรับใช้ผู้อื่นมากยิ่งขึ้นเพียงไรพวกเขาก็ยิ่งมีเกียรติในหมู่คนทั้งปวงมากยิ่งขึ้นเพียงนั้น

คนพวกนี้มีอยู่สองชนิด พวกแรกถือพรหมจรรย์ ละเว้นจากเนื้อสัตว์ และสตรีบางคนไม่กินเนื้อทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นอะไร พวกเขาถือว่าความสนุกสนานเพลิดเพลินในชีวิตนี้เป็นอันตราย หากแต่มุ่งหวังในความสุขของชีวิตหน้าอย่างจดจ่อและจริงจังโดยหวังว่าคงจะได้ความสุขดังกล่าวโดยการเฝ้าคอยและโดยการทำงานหนัก อีกพวกหนึ่งตั้งใจทำงานไม่แพ้กันแต่พวกนี้แต่งงานได้ พวกเขาไม่หัวเราะเยาะความสุขของชีวิตสมรสและรู้สึกว่าตนเป็นหนี้ต้องทำงานให้แก่ธรรมชาติ (เพื่อทำให้ธรรมชาติมีผลผลิต) และต้องมีบุตรให้แก่บ้านเกิดเมืองนอน พวกนี้ไม่ละเว้นจากความสนุกสนานเพลิดเพลินตราบเท่าที่ไม่ทำให้เสียงาน พวกเขาชอบกินเนื้อสัตว์เพราะคิดว่าเนื้อสัตว์ทำให้ตนมีแรงทำงานมากขึ้น ชาวยูโทเปียถือว่าพวกนี้เป็นพวกที่ฉลาดกว่า แต่พวกแรกบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์กว่า ถ้าใครอ้างว่าโดยเหตุผลแล้วตนชอบการถือพรหมจรรย์มากกว่าการสมรส และชอบชีวิตที่ยากลำบากมากกว่าชีวิตที่สุขสบาย ชาวยูโทเปียก็จะหัวเราะเยาะผู้นั้น แต่เนื่องจากผู้บำเพ็ญทุกข์อ้างศาสนาเป็นเครื่องชักจูง ชาวยูโทเปียจึงยกย่องและนับถือเขาเหล่านั้น พวกเขาจะกล่าวถึงสิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับศาสนาให้ถูกต้องและระมัดระวัง ดังนั้นจึงเรียกผู้บำเพ็ญทุกขกิริยาเหล่านี้เป็นภาษาของพวกเขาว่า บูเทรสดาส ซึ่งอาจแปลได้ว่า “ผู้อยู่ในนิกายศาสนา”

พระของพวกเขาเป็นผู้ที่มีศรัทธาแก่กล้า และเพราะฉะนั้นจึงมีจำนวนน้อย ที่จริงแล้วแต่ละนครมีพระได้ไม่เกินสิบสามองค์ องค์หนึ่งก็ประจำวิหารหลังหนึ่ง ถ้าเกิดสงครามพระเจ็ดองค์ก็จะออกสนามรบกับกองทัพ และจะบวชอีกเจ็ดองค์เข้าปฏิบัติหน้าที่แทนเป็นการชั่วคราว ครั้นเสร็จสงครามแล้วพระแต่ละองค์ก็กลับมารับตำแหน่งเดิม และผู้ที่เข้าทำหน้าที่เป็นพระแทนก็จะยังคงอยู่เป็นผู้ช่วยของหัวหน้าพระต่อไปจนกว่าพระองค์เดิมถึงแก่มรณภาพจึงจะได้เข้าดำรงตำแหน่งแทนเพราะมีหัวหน้าพระอยู่หนึ่งองค์ในสิบสามองค์ การเลือกพระก็เช่นเดียวกับการเลือกเจ้าหน้าที่ปกครองอื่นๆ คือให้ปวงชนลงคะแนนเสียงลับเพื่อหลีกเลี่ยงการแตกแยก หลังจากเลือกตั้งแล้วพระเหล่านี้จะได้รับการแต่งตั้งโดยคณะพระ พระเหล่านี้มีหน้าที่ดูแลกิจการศาสนา ควบคุมพิธีการเคารพบูชาและเป็นผู้สอดส่องความประพฤติของประชาชน การที่ถูกพระเรียกตัวหรือถูกตำหนิว่าดำรงชีวิตอย่างไม่ถูกต้องนั้นถือกันว่าเป็นเรื่องน่าอับอายยิ่ง แต่หน้าที่ของพระก็มีเพียงให้คำปรึกษาและแนะนำเท่านั้น ผู้เป็นประมุขและเจ้าหน้าที่ปกครองอื่นๆเป็นผู้แก้ไขและลงโทษผู้กระทำผิดถึงแม้ว่าพระอาจจะขับไล่ผู้ที่เลวจริงๆออกจากศาสนาได้ ไม่มีการลงโทษทัณฑ์อย่างใดเป็นที่หวาดกลัวยิ่งไปกว่านี้ เพราะทำให้ผู้กระทำผิดหมดชื่อเสียง และต้องทุกข์ทรมานเพราะความกลัวทางศาสนา แม้แต่สวัสดิภาพทางร่างกายของเขาก็จะมีอยู่ไม่นาน เพราะถ้าเขาไม่ทำให้พระเชื่อว่าได้สำนึกในความผิดแล้วเขาก็จะถูกเจ้าหน้าที่ปกครองจับกุมและถูกสภาสูงลงโทษฐานกระทำการอันขัดต่อศาสนา

พระเป็นครูของเด็กและคนหนุ่มๆ การอบรมมารยาทที่ดีและคุณธรรมนั้นถือกันว่าสำคัญเท่าๆกับการสั่งสอนให้มีวิชา พระใช้ความพยายามอย่างมากที่สุดที่จะปลูกฝังความเชื่อและความเข้าใจที่ถูกต้องให้เกิดขึ้นในจิตของเด็กๆที่ยังอยู่ในวัยดัดได้ ทั้งนี้ก็เพื่อคงรักษารัฐไว้ เพราะเมื่อความคิดเช่นนั้นได้รับการปลูกฝังเป็นอย่างดีแล้วก็จะอยู่กับบุคคลนั้นไปตลอดชีวิตและทำให้เขามีค่ามากที่สุดในการรักษาความเป็นอยู่ที่ดีของรัฐ ซึ่งจะเสื่อมลงก็ด้วยความชั่วที่เกิดจากทัศนคติทางศีลธรรมที่เลวเท่านั้น

สตรีมิได้ถูกกีดกันจากการเป็นพระ แต่ได้รับเลือกเข้ามาน้อยครั้งกว่าบุรุษ และเฉพาะผู้ที่เป็นสตรีม่ายสูงอายุเท่านั้น ภรรยาของพระเป็นหัวหน้าของสตรีทั้งประเทศยกเว้นพระที่เป็นสตรี

ชาวยูโทเปียให้เกียรติแก่พระสูงกว่าเจ้าหน้าที่ปกครองใดๆ แม้แต่เมื่อพระกระทำผิดเขาก็จะไม่ถูกรัฐลงโทษ หากแต่ปล่อยให้เป็นวินิจฉัยของพระเจ้าและมโนธรรมของตนเอง พวกเขาไม่คิดว่าเป็นการถูกต้องที่จะลงโทษพระ ไม่ว่าจะเลวร้ายสักเพียงใดเพราะพระนั้นได้อุทิศตนให้แก่พระเจ้าโดยเฉพาะเหมือนกับเป็นเครื่องบูชาที่ศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาปฏิบัติตามประเพณีนี้ได้อย่างง่ายดาย เพราะพระมีจำนวนน้อยและได้รับการคัดเลือกมาอย่างดีแล้ว ผู้ที่ได้รับเลือกว่าเป็นคนดีเยี่ยมและได้รับเกียรติอันสูงส่งเพราะอุปนิสัยอันดีนั้น ย่อมจะมีน้อยนักที่จะกลับเสื่อมเสียและชั่วช้าและถ้าเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์นั้นเปลี่ยนแปลงได้ ก็มิจำต้องกลัวว่าการปลอดจากโทษทัณฑ์นี้จะก่อให้เกิดภัยอย่างใหญ่หลวงแก่รัฐ เพราะพระมีจำนวนน้อยและไม่มีอำนาจอะไรนอกจากความนับถือที่ได้รับ ชาวยูโทเปียอยากให้มีพระน้อยๆองค์ เพราะเกรงว่าศักดิ์ศรีของพระที่พวกเขายกย่องกันมากจะเสื่อมลงถ้ามีพระมากๆองค์ และเพราะเขาคิดว่าคนที่ดีกว่าผู้ซึ่งมีคุณธรรมอย่างธรรมดาๆและเป็นผู้ซึ่งเหมาะสมกับความเคารพเช่นนั้นหาได้ยาก


Create Date : 29 พฤศจิกายน 2550
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2550 2:05:52 น. 0 comments
Counter : 383 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ende
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




I do my thing and you do your thing.
I am not in this world to live up to your expectations,
And you are not in this world to live up to mine.
You are you, and I am I,
And if by chance we find each other, it's beautiful.
If not, it can't be helped.

(Fritz Perls, 1969)
ส่งหลังไมค์ที่นี่
Friends' blogs
[Add ende's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.