ยูโทเปีย เล่มที่ 2 ภูมิประเทศและเกษตรกรรม
ยูโทเปีย เล่มที่ 2 ภูมิประเทศและเกษตรกรรม เกาะยูโทเปียนั้นตรงกลางกว้างที่สุด คือประมาณสองร้อยไมล์ และก็ไม่มีส่วนใดแคบกว่านั้นมากนักยกเว้นปลายเกาะทั้งสองข้างซึ่งโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เมื่อประกบกันเป็นวงกลมจะมีเส้นรอบวงประมาณห้าร้อยไมล์ ระหว่างเส้นโค้งทั้งสองข้างซึ่งห่างกันประมาณสิบเอ็ดไมล์นั้นมีทะเลยื่นเข้ามาแผ่เป็นอ่าวใหญ่ เนื่องจากลมพายุถูกกั้นไว้หมดอ่าวนี้จึงปราศจากคลื่นที่แรงกล้า หากแต่เงียบสงบเหมือนทะเลสาบจึงทำให้ชายฝั่งภายในทั้งหมดเป็นท่าเรือที่เหมาะแก่การค้าขายเป็นอย่างยิ่ง แต่ทางเข้าอ่าวนั้นสิน่ากลัวอันตรายมาก ด้วยมีโขดหินอยู่ด้านหนึ่ง และที่ตื้นเขินอีกด้านหนึ่ง เกือบกลางปากอ่าวมีโขดหินโขดหนึ่งโผล่เหนือน้ำจึงไม่เป็นอันตรายเพราะบนโขดหินนี้มีหอคอยซึ่งมีกองทหารประจำอยู่ แต่โขดหินอื่นๆอยู่ใต้น้ำจึงเป็นอันตรายมาก สำหรับร่องน้ำนั้นเล่าก็เป็นที่รู้จักกันเฉพาะแต่ชาวยูโทเปียเท่านั้น ดังนั้นถ้าคนแปลกถิ่นพยายามเข้ามาในอ่าวโดยไม่มีชาวยูโทเปียเป็นคนนำร่องแล้ว เขาก็เสี่ยงอันตรายจากเรือล่มมากทีเดียว เพราะแม้แต่ชาวยูโทเปียเองก็หาได้ปลอดภัยทุกคนไม่ หากไม่มีที่หมายปักอยู่บนฝั่งคอยบอกทางให้ ถ้าหลักเหล่านี้เคลื่อนไปแม้แต่น้อย ทัพเรือใดๆที่ยกมาโจมตีไม่ว่าจะเกรียงไกรสักเพียงใดก็ย่อมมีอันต้องพังพินาศไปอย่างสิ้นเชิง บนอีกด้านหนึ่งของเกาะก็มีท่าเรืออยู่มากมายเช่นกันและชายฝั่งก็มีทั้งปราการธรรมชาติและที่คนสร้างขึ้นจนคนจำนวนน้อยก็อาจหยุดยั้งการโจมตีของกองทัพใหญ่ๆได้ พวกเขากล่าวกันว่า (และลักษณะของสถานที่ก็รับรอง) เกาะของเขานี้ครั้งหนึ่งไม่ใช่เกาะ แต่กษัตริย์ยูโทปัสซึ่งมาปราบปรามและให้นามพระองค์เป็นชื่อเกาะ (แต่ก่อนนั้นเกาะนี้ชื่อว่า อะแบรกซา) ได้ทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่เดิมซึ่งป่าเถื่อนและไม่เจริญมีความเจริญด้านวัฒนธรรมและความเป็นมนุษย์สูงถึงระดับที่ทำให้พวกเขาเลิศกว่าชนอื่นๆในเขตนั้นทั้งหมด เมื่อพระองค์ปราบปรามพวกนี้ได้ พระองค์ให้ตัดส่วนที่ดินแดนนี้เชื่อมกับทวีปซึ่งกว้างสิบห้าไมล์ออกไป ทำให้มีทะเลล้อมรอบเกาะนี้ พระองค์ไม่เพียงแต่บังคับให้คนพื้นเมืองต้องทำการนั้น หากแต่บังคับทหารของพระองค์เองด้วย เพื่อว่าชาวพื้นเมืองจะได้ไม่คิดว่าพวกเขาถูกใช้เยี่ยงทาส ด้วยเหตุที่คนจำนวนมากช่วยกันทำงาน โครงการนี้จึงเสร็จอย่างรวดเร็วและประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงซึ่งทีแรกหัวเราะเยาะในความโง่เขลาของพระองค์ก็ต้องหันมาชมเชยและกลัวเกรงในความสำเร็จของพระองค์ บนเกาะนี้มีนครอยู่ห้าสิบสี่นคร ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นนครขนาดใหญ่และสร้างไว้อย่างดี มีภาษา ขนบประเพณีและกฎหมายอย่างเดียวกัน นครทั้งหมดนี้สร้างตามผังเดียวกันเท่าที่สถานที่จะอำนวยให้ นครที่อยู่ใกล้กันที่สุดก็อยู่ห่างกันยี่สิบสี่ไมล์เป็นอย่างน้อย และที่ห่างกันที่สุดก็ไม่ไกลเกินกว่าที่คนจะเดินทางด้วยเท้าจากแห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งได้ในวันรุ่งขึ้น แต่ละนครส่งผู้อาวุโสที่ฉลาดที่สุดของตนสามสี่คนไปยังอะมอโรต์1 เพื่อปรึกษาปัญหาร่วมกันปีละครั้ง อะมอโรต์คือนครเอกของเกาะและตั้งอยู่ใกล้ๆใจกลางเพื่อว่ามันจะได้เป็นสถานที่สะดวกที่สุดในการประชุมผู้อาวุโส ทุกๆนครมีที่ดินที่กำหนดให้อย่างเพียงพอเพื่อว่าอย่างน้อยที่สุดตนจะได้มีที่ดินสำหรับเพาะปลูกยาวสิบไมล์ในทุกๆด้าน ที่ใดก็ตามที่นครอยู่ห่างกันออกไปมากเขาก็มีที่ดินเพิ่มขึ้น ไม่มีนครใดปรารถนาจะขยายขอบเขตของตนเพราะผู้พำนักถือว่าตนเป็นพวกเลี้ยงสัตว์มากกว่าเจ้าของที่ดิน พวกเขาสร้างบ้านไว้ทั่วเขตชนบทและมีเครื่องมือในการเพาะปลูกไว้พร้อม บ้านเหล่านี้เป็นที่พักพิงของพลเมืองที่ถึงคราวต้องมาอยู่ในชนบท ไม่มีบ้านในชนบทหลังใดที่มีบุรุษและสตรีน้อยกว่าสี่สิบคนไม่นับทาสอีกสองคน แต่ละครัวเรือนมีนายผู้ชายและนายผู้หญิง ซึ่งเป็นผู้ใหญ่และเอาการเอางานเป็นผู้ดูแลและมีเจ้าหน้าที่ปกครองประจำอยู่ทุกๆสามสิบครัวเรือน ทุกๆปีคนยี่สิบคนจากแต่ละครัวเรือนจะกลับไปอยู่ในนครหลังจากที่ได้ใช้เวลาอยู่ในชนบทครบสองปีแล้ว และคนอีกยี่สิบคนก็จะถูกส่งจากนครมาแทนที่พวกเขาเพื่อฝึกฝนการเพาะปลูกจากผู้ที่ได้อยู่ในชนบทมาปีหนึ่งแล้วและมีความชำนิชำนาญพอสมควร และพวกเขาก็ต้องคอยสอนผู้ที่มาใหม่ในปีต่อๆไป เพราะถ้าพวกเขาทั้งหมดต่างก็ไม่รู้อะไรเลยพอๆกันเกี่ยวกับการทำไร่ไถนาและต่างก็มาใหม่แล้ว พวกเขาก็อาจจะก่อผลเสียให้กับพืชผลเพราะความไม่รู้ได้ ประเพณีการสับเปลี่ยนกันในเรื่องการทำไร่ไถนานี้ถูกกำหนดขึ้นก็เพื่อว่าจะได้ไม่มีใครต้องถูกบังคับให้ทำงานหนักนี้เกินกว่าสองปี แต่หลายคนได้ขออยู่ต่อเพราะเขามีความยินดีโดยธรรมชาติต่อชีวิตทำไร่ทำนานี้ ผู้ที่ทำการเพาะปลูกก็ขุดดิน เลี้ยงปศุสัตว์ ผ่าฟืนแล้วนำไปนครโดยทางบกหรือทางน้ำแล้วแต่อย่างไหนจะสะดวกที่สุด เขาเลี้ยงไก่เป็นจำนวนมากโดยวิธีที่วิเศษ คือ ใช้คนไม่ใช้แม่ไก่สำหรับฟักไข่โดยเอาไข่ใส่ไว้ในที่ที่อบอุ่นและมีอุณหภูมิสม่ำเสมอ ทันทีที่ลูกไก่ออกมาจากเปลือกไข่ก็รู้และตามคนไม่ใช่แม่ไก่ พวกเขาเลี้ยงม้าไว้ไม่มากนักแต่ม้าเหล่านี้มีน้ำใจกล้าหาญและใช้เฉพาะฝึกฝนเด็กหนุ่มให้รอบรู้ในศิลปของการควบคุมม้าเท่านั้น ในการไถและฉุดลากเขาใช้แต่วัว เขาคิดว่าม้าแข็งแรงกว่าวัว แต่พบว่าวัวมีความอดทนกว่าและไม่ค่อยเป็นโรค ดังนั้นจึงสามารถเลี้ยงรักษาไว้โดยใช้ทุนและความพยายามที่น้อยกว่า ยิ่งกว่านั้นเมื่อมันแก่จนทำงานไม่ไหวก็อาจใช้เป็นเนื้อบริโภคได้ พวกเขาปลูกข้าวไว้ทำขนมปังอย่างเดียว พวกเขาดื่มไวน์ เหล้าแอปเปิ้ล หรือเหล้าแพร์ หรือน้ำ บางครั้งก็น้ำเปล่าๆ แต่มักจะผสมน้ำผึ้งหรือสุราที่ดื่มเพื่อเจริญอาหารซึ่งเขามีอยู่เหลือเฟือ ถึงแม้เขารู้ว่าแต่ละนครแต่ละเขตจะบริโภคข้าวมากน้อยแค่ไหน เขาก็ปลูกข้าวและเลี้ยงปศุสัตว์เกินกว่าพวกเขาต้องการสำหรับใช้เองและแบ่งปันที่เหลือกับเพื่อนบ้าน เมื่อเขาต้องการสิ่งของในไร่นาซึ่งเขาไม่ได้ทำที่นั่นเขาก็จะเอามาจากเจ้าหน้าที่ผู้ปกครองดูแลนครโดยไม่ต้องแลกเปลี่ยนด้วยแต่อย่างใด นี่ไม่ได้ก่อให้เกิดความไม่สะดวกเพราะพวกเขาส่วนมากเข้าเมืองเดือนละครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันหยุด เมื่อฤดูการเก็บเกี่ยวมาถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปกครองในชนบทก็จะแจ้งให้เมืองทราบว่าจะต้องมีคนช่วยสักเท่าใด พวกเก็บเกี่ยวก็จะมาถึงในเวลาอันควร และโดยปกติแล้วก็เก็บเกี่ยวพืชผลเสร็จทั้งหมดในวันเดียว * * * * * * * * *1 Amaurot มาจากภาษากรีก amauros ซึ่งแปลว่ามัว, ไม่แน่นอน, เป็นเงาๆ
Create Date : 25 ตุลาคม 2550
1 comments
Last Update : 25 ตุลาคม 2550 1:59:24 น.
Counter : 2448 Pageviews.
โดย: ??? IP: 192.168.101.180, 183.89.91.112 14 กุมภาพันธ์ 2555 23:20:32 น.
Location :
สงขลา Thailand
[ดู Profile ทั้งหมด]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [? ]
I do my thing and you do your thing. I am not in this world to live up to your expectations, And you are not in this world to live up to mine. You are you, and I am I, And if by chance we find each other, it's beautiful. If not, it can't be helped. (Fritz Perls, 1969)