กันยายน 2559

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
27
28
29
30
 
 
26 กันยายน 2559
All Blog
ฉัน..ตายไปแล้ว..






ท่านทั้งหลาย 

เราต่างเป็น นักเดินทาง ที่แสนโดดเดี่ยว

ต่างได้เดินทาง ร่อนเร่รอนแรมไปตาม ภพน้อยภพใหญ่ 

ตามอำนาจแห่งกรรมกำหนด 

เส้นทางที่เต็มไปด้วย หลุมพรางและกับดัก ทั้งหยาบและประณีต

ที่พร้อมจะฉุดรั้ง เหล่าสัตว์ทั้งหลาย ให้เดินหลงวนเวียน 

อย่างไร้ที่หมาย ไร้ปลายทาง ไร้ทางออก ไร้ที่พึ่งที่แน่นอน




ต้องทนเดินทางเหมือนคนตาบอด ที่ไม่รู้ว่า มันจะจบเมื่อไหร่ จบที่ไหน

เหมือนมีโซ่ตรวน มีบ่วงร้อยรัดเอาไว้ ฉุดลากเราไป อย่างไร้ทางขัดขืน..



เป็นอย่างนี้มานานแสนนาน..

และจะต้องเป็นอย่างนี้ต่อไป และ ต่อไป..



นี่ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา หรือ ฟ้าลิขิต

ที่จะมาบันดาลให้ชีวิตของใครคนใดต้องเป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้

หากแต่เป็นเพราะ ผลงาน ของเราเองที่เคยทำไว้

และจะต้องกลับมารับผิดชอบ ผลการกระทำของตนเอง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และจะไปโยนให้ใครมาร่วมรับผิดชอบด้วยนั้นคงเป็นไปไม่ได้..



กฏแห่งกรรม นั้นเที่ยงตรง และ ยุติธรรมยิ่งนัก

ไม่เคยอ่อนข้อและลำเอียงให้ใครคนใดทั้งนั้น

ไม่ว่าเขาจะเคยเป็นราชา เป็นนักบวซผู้ทรงศีล เป็นคนดี เป็นคนร้าย

ก็หาได้ว่าจะมี อภิสิทธิ์ เหนือผู้ที่มีศักดินา มีชาติตระกูลที่ต่ำชั้นกว่า

โดนปฏิบัติกันอย่างเท่าเทียม ทั่วถึง ถ้วนหน้า 

ต่อรองกับเขาไม่ได้เลย..



คนที่คิดว่า ความตาย คือความสิ้นสุด

คือจุดจบของทุกสิ่งทุกอย่าง 

เกิดมาแล้ว สุดท้ายก็ต้องตายจากกันไป..

จะดีหรือชั่ว ก็สิ้นสุดกันแค่นี้ จบเกมส์กันไป

แน่ใจหรือว่า คิดถูก เข้าใจถูกตรงแล้ว



หากความตายของชีวิตหนึ่งคือจุดจบของทุกอย่างจริง

กฏแห่งกรรม ย่อมไม่มีผลต่อการกระทำใดๆของคนๆนั้น

โจรชั่วย่อมไม่ต้องเกรงกลัวกรรมชั่ว

เพราะไม่ต้องมารับผลของการกระทำที่ตนได้ก่อเอาไว้

ก็แค่ หนึ่งชีวิต ที่ต้องดับสูญไป ไม่มีอะไรไปมากกว่านี้..



หากเราทั้งหลายเข้าใจชีวิตอย่างนี้

โลกนี้ก็คงไม่จำเป็นต้องมี ศาสดา ของศาสนาใดมาก่อกำเนิดขึ้น

ก็คงไม่จำเป็นต้องมีใครมามาอบรม ศีลธรรม มาปลูกฝังความมีคุณค่าของชีวิต

เพราะเราต่างคิดว่า เราเกิดมาครั้งเดียว ตายครั้งเดียว 

สุดท้ายเราก็ไม่เคยคิดสร้างประโยชน์อันใดแก่โลก

ก็คงจะมีแต่ การทำเพื่อตนเอง กอดเก็บสิ่งต่างๆเอาไว้เพื่อตนเอง



ไม่มีใครเคยมาบอกเราตรงๆหรอกว่า 

จริงๆแล้ว เราไม่เคยตายจริงๆสักที

เพราะหากเราได้ตายจริงๆไปแล้ว  เราคงไม่ต้องมานั่งมองหน้ากันอยู่ตรงนี้

นั่นเป็นเพระาว่า เราไม่เคยตายจริงๆกันเลย

มีแต่การ เปลี่ยนที่อยู่ เปลี่ยนสถานะ เปลี่ยนภพภูมิ เคลื่อนที่ไปมา

จากคนไปเป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง เปลี่ยนไปเป็นเทวดาบ้าง สัตว์นรกบ้าง

เคลื่อนที่ไปมาอยู่อย่างนี้ ไม่เคยออกจากวงเวียนทุกข์แห่งนี้จริงๆเสียที



พระศาสดาของศาสนาพุทธ ท่านทรงชี้ทางออกแห่งทางที่มืดทึบทะมึน 

เหล่าสัตว์เอ๋ย ที่ต้องเดินทางเข้าออก ภพนั้นภพนี้ ไม่สิ้นสุด

เพราะยังมี อวิชชา ความไม่รู้โลก ยังหลงโลก

มีแต่เพียง พระนิพพาน เท่านั้น ที่เป็นเหมือนที่พักสุดท้าย 

เป็นจุดสิ้นสุดของการเดินทางไกล

ไม่ต้องรอนแรมเร่ร่อนไปที่ใดอีก หยุดพักอย่างถาวร

ปลอดภัยจากภัยอันตรายน้อยใหญ่ ไม่มีการเกิดและตายอีกต่อไป

เอาชนะ แรงบีบคั้นจากเวรภัยได้อย่างเด็ดขาดเสียที..



คนเป็น ย่อมไม่คุ้นชินกับชีวิตหลังความตาย และไม่อยากเจอด้วย

ส่วนคนที่ตายแล้ว ก็ไม่ได้กลับมาบอกเล่า สาระอันใดให้แก่คนที่ยังอยู่

หากเราเลือกที่จะเชื่อใครคนใดคนหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องความตาย

พระพุทธเจ้า เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของเราชาวพุทธเสมอ

มาทำภาระกิจก่อนตายให้หายสงสัย

เพื่อที่จะได้นอนตายตาหลับ

จะได้บอกกับใครๆได้ว่า ฉันได้ตายไปแล้ว จริงๆ

และเป็นการตายครั้งสุดท้าย ไม่ขอกลับมานั่งมองหน้ากันอีกต่อไป..




ขอขอบคุณเจ้าของภาพสวยๆทุกภาพครับ



Create Date : 26 กันยายน 2559
Last Update : 26 กันยายน 2559 23:50:49 น.
Counter : 851 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

นายสมมุติ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 21 คน [?]