Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2548
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
31 กรกฏาคม 2548
 
All Blogs
 
อาหารและธุรกิจต้องห้ามในอิสลาม



เรื่องอาหารการกินเป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับมนุษย์ เพราะการกินเป็นจุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจ ถ้ามนุษย์ต้องการกินสิ่งใด มนุษย์ก็จะผลิตสิ่งนั้นขึ้นมาตอบสนอง

ถ้ามนุษย์รู้จักกินของดีและมีประโยชน์ มนุษย์ก็จะผลิตแต่ของดีและมีประโยชน์ต่อมนุษย์เอง แต่ในทางตรงข้ามถ้ามนุษย์กินของที่เป็นโทษ มนุษย์ก็จะผลิตสิ่งที่เป็นโทษออกมาตอบสนองซึ่งจะเป็นโทษต่อมนุษย์เองหรือถ้าไม่รู้จักกินมนุษย์ก็จะกินทุกอย่างแม้กระทั่งเนื้อหมาและกินเลือดกินเนื้อของมนุษย์ด้วยกันเอง ดังนั้นคำสอนของทุกศาสนาจึงวางกรอบการกินไว้สำหรับมนุษย์มานานนับตั้งแต่โลกนี้ยังไม่มีกฎหมายและความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้มิใช่เพื่ออะไรนอกไปจากเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์นั่นเอง แม้แต่สัตว์ก็ยังมีกรอบการกินของมันเอง เช่น ปศุสัตว์ทั้งหลายจะกินแต่หญ้าและพืช ไม่กินเนื้อในขณะที่สัตว์มีเขี้ยวเช่นเสือ จระเข้ก็จะกินแต่เนื้อ ไม่กินพืช

คงปฏิเสธกันไม่ได้ว่าแม้แต่คำสอนของพุทธศาสนาเองก็ยังห้ามดื่มสุราเหมือนกับคำสอนของศาสดาคนอื่นๆ
คัมภีร์ไบเบิลเองก็มีข้อจำกัดเรื่องอาหารมากกว่าคำสอนของพุทธศาสนาเพราะนอกจากจะห้ามสิ่งมึนเมาแล้ว คัมภีร์ไบเบิลยังห้ามกินเนื้อหมูและเนื้อสัตว์อื่นๆอีกบางชนิดด้วย ดังนั้นถ้าคนคริสเตียนเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสอนของคัมภีร์ไบเบิลจริงๆก็จะต้องไม่กินเนื้อหมูด้วยเช่นกัน แต่ที่แน่ๆก็คือชาวยิวที่ยึดถือคัมภีร์โตราห์(หรือพันธสัญญาเดิม)จะไม่กินเนื้อหมูและอาหารบางประเภทที่กำหนดไว้ในคัมภีร์ของตนด้วยเช่นกัน ชาวยิวมีกฎหมายกำหนดว่าอะไรที่กินได้และอะไรที่ศาสนาไม่อนุมัติให้กินเป็นของตนเองโดยเฉพาะ สิ่งที่ศาสนาของชาวยิวอนุมัติให้กินนั้นเรียกว่า “โคเชอร์” ส่วนอาหารที่ศาสนาของชาวยิวไม่อนุมัติให้กินนั้นเรียกว่า “เทรฟาห์” (สิ่งต้องห้าม) เช่น เลือด เนื้อหมู กระต่าย สัตว์น้ำจำพวกมีเปลือก นกป่า เป็ดป่า และนกล่าเนื้อ เป็นต้น (ดูพันธสัญญาเก่า ฉบับอพยพ 22:31)

ที่กล่าวมานั้นเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์มีกรอบในการกินมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว และเรื่องการกินก็เป็นสิ่งบ่งชี้อย่างหนึ่งว่าคนผู้นั้นเป็นอย่างไรดังคำพังเพยที่ว่า “ยูอาร์ว็อทยูอีท” (You are what you eat) หรือ “คุณเป็นอย่างที่คุณกิน” ถ้ามนุษย์กินทุกอย่างที่ขวางหน้า มนุษย์ก็ไม่ต่างอะไรไปจากหมู ชาวยิวรักษาความเป็นยิวไว้ได้ก็เพราะชาวยิวมีอาหารการกินเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ดังนั้น ถ้าใครจะถามชาวยิวว่าทำไมจึงไม่กินนั่นไม่กินนี่ คำตอบที่จะได้ก็คือมันเป็นคำสั่งทางศาสนาที่พวกเขาจะต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตาม

สำหรับมุสลิมก็เช่นกัน การกินไม่เพียงแต่มีความสำคัญต่อร่างกายเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญต่อความสะอาด ความเข้มแข็งและการเจริญเติบโตทางด้านจิตวิญญาณที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์ด้วย เพราะอาหารที่สกปรกในทัศนะของพระเจ้าไม่เพียงแต่จะมีผลเสียต่อสุขภาพร่างกายเท่านั้น แต่มันยังจะทำให้วิญญาณพลอยสกปรกไปด้วยและที่สำคัญก็คือการกินอาหารต้องห้ามเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พระเจ้าไม่รับคำวิงวอน(ดุอาอ์)ของคนผู้นั้น
ดังนั้น มุสลิมจึงมีกฎเกี่ยวกับอาหารเช่นเดียวกับชาวคัมภีร์รุ่นก่อนๆ สิ่งที่ศาสนาอิสลามอนุมัติให้มุสลิมกินได้นั้นเรียกว่า “ฮะลาล” ส่วนสิ่งต้องห้ามนั้นเรียกว่า “ฮะรอม” แต่กฎหมายอิสลามเกี่ยวกับเรื่อง “ฮะลาล” และ “ฮะรอม” นั้นจะละเอียดและกว้างขวางครอบคลุมพฤติกรรมอื่นๆของมนุษย์ในทุกๆด้านนอกเหนือไปจากเรื่องอาหารการกินด้วย อาจกล่าวได้ว่าความเป็นมุสลิมนั้นขึ้นอยู่กับการกินและการทำสิ่งที่ “ฮะลาล” และละเว้นจากสิ่งที่ “ฮะรอม” นั่นเอง

หากใครถามว่าใครเป็นผู้กำหนดว่าอะไรเป็นสิ่ง “ฮะลาล” และอะไรเป็นสิ่ง “ฮะรอม” ? คำตอบก็คือพระเจ้า และหลักการอิสลามก็ห้ามมนุษย์ไปเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของพระเจ้า ใครถืออำนาจบาทใหญ่ไปเปลี่ยนแปลงก็หมายความว่าคนนั้นกำลังตั้งตัวเป็นพระเจ้าแข่งกับพระองค์ นรกกินกบาลตราบกาลนานครับ ตัวอย่างชัดๆที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ก็คือพระเจ้าสั่งห้ามกินดอกเบี้ย ห้ามเสพสิ่งมึนเมา แต่มนุษย์ฝ่าฝืน ความวิบัติฉิบหายจึงเกิดขึ้นให้เราเห็นดังทุกวันนี้

กฎการกินของอิสลาม
1) อาหารและสิ่งที่จะนำมาใช้ต้องเป็นที่อนุมัติและสะอาด (ฮะลาลันและฏ็อยยิบัน)
2) เป็นอาหารที่ดีและมีประโยชน์
3) กินอย่างพอประมาณ ไม่ฟุ่มเฟือยหรือสุรุ่ยสุร่าย เพราะคนที่สุรุ่ยสุร่ายนั้นเป็นพวกพ้องของมาร
อะไรบ้างที่เป็นสิ่งต้องห้ามในอิสลาม ?
1) เนื้อหมูและผลิตภัณฑ์ทุกอย่างที่ทำมาจากตัวหมู เช่น เยลละตินหากทำมาจากหมู มุสลิมก็ถือว่าเป็นที่ฮะรอม (ต้องห้าม) แต่ยิวจะถือว่าเป็นโคเชอร์(กินได้)
2) เลือด ไม่ว่าจะนำไปต้มหรือไปทำพาสเจอร์ไรส์หรือไปทำเป็นผลิตภัณฑ์อะไรก็แล้วแต่ถือเป็นที่ต้องห้ามตามหลักการอิสลาม
3) เนื้อของสัตว์ที่ตายเองโดยธรรมชาติหรือตายโดยไม่รู้สาเหตุ เพราะเนื้อของสัตว์เหล่านี้อาจเป็นอันตรายจากโรคที่ทำให้สัตว์นั้นตาย
4) เนื้อของสัตว์ที่ตกจากที่สูงตาย ถูกทุบ และถูกรัดคอ ทั้งนี้เนื่องจากการฆ่าเป็นวิธีการที่ทารุณและการฆ่าโดยวิธีนี้ไม่ทำให้เลือดของสัตว์ไหลออกมา
5) เนื้อของสัตว์ที่เชือดโดยไม่กล่าวนามของพระเจ้า เหตุผลก็เพราะสัตว์มีชีวิต และชีวิตของสัตว์ก็เป็นของพระเจ้า ถ้าจะกินเนื้อของมันก็ต้องขออนุญาตจากพระเจ้าเพื่อเอาชีวิตของมันเสียก่อน หากไม่กล่าวนามพระเจ้าก็แสดงว่าไม่เคารพผู้เป็นเจ้าของชีวิตสัตว์และขโมยทรัพย์สินของพระองค์ นอกจากนั้นแล้ว คนที่จะกล่าวนามพระเจ้าในตอนเชือดสัตว์นั้นก็ต้องเป็นมุสลิมผู้ศรัทธาในพระองค์ด้วย มิเช่นนั้นแล้ว เนื้อของสัตว์นั้นก็เป็นที่ต้องห้าม ชาวยิวสมัยก่อนก็เชือดสัตว์โดยกล่าวนามพระเจ้าด้วยเช่นกัน แต่ในปัจจุบันนี้ ชาวยิวไม่เคร่งครัดในเรื่องนี้แล้ว เนื้อของสัตว์ที่ชาวยิวเชือดซึ่งมุสลิมเคยได้รับการอนุมัติให้กินได้ในสมัยอิสลามยุคต้นจึงไม่เป็นที่ปลอดภัยสำหรับมุสลิมในปัจจุบัน แต่ชาวยิวจะสามารถกินเนื้อที่มุสลิมเชือดได้อย่างปลอดภัย
6) อาหารใดๆก็ตามที่นำไปเซ่นสรวงผีสางเทวดาหรือนำไปถวายเจ้าอื่นๆ ทั้งนี้เนื่องจากคนมุสลิมศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว อาหารใดก็ตามที่นำไปถวายเจ้าอื่นแล้วถือว่าเป็นอาหารเหลือเดนที่อิสลามห้ามมุสลิมนำมากินหรือนำมาใช้
7) สัตว์ที่ใช้กรงเล็บและเขี้ยวจับหรือฉีกเหยื่อกินเป็นอาหาร เช่น นกอินทรี งู เสือ หมี และอื่นๆ เนื้อของสัตว์เหล่านี้ไม่มีประโยชน์ต่อมนุษย์ และการล่าสัตว์เหล่านี้มาเป็นอาหารก็เป็นการทำลายดุลย์ทางนิเวศวิทยาด้วย ในพระไตรปิฎก เนื้อของเสือ หมา หมี ราชสีห์ งู ก็เป็นที่ต้องห้ามด้วยเช่นกัน
8) สิ่งมึนเมาทุกประเภท โดยเฉพาะสุรานั้น อิสลามถือว่าเป็น “แม่ของความชั่ว” ที่จะออกลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ส่วนยิวถือว่าเหล้าองุ่นทุกอย่างเป็น “โคเชอร์”
เราจะเห็นได้ว่าอาหารต้องห้ามดังกล่าวมาทุกอย่างนั้นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใดกับมนุษย์เลย ไม่กินสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ตาย และถ้ากินเข้าไปก็มีแต่จะเกิดโทษกับตัวเอง

นอกจากสิ่งต้องห้ามดังกล่าวข้างต้นแล้วยังมีอีกสิ่งหนึ่งซึ่งทั้งอิสลามและศาสนาคริสต์ห้ามและถือเป็นบาปอย่างร้ายแรงก็คือ “ดอกเบี้ย”
ท่านนบีมุฮัมมัดได้กล่าวถึงพิษภัยของดอกเบี้ยว่า : “เมื่อดอกเบี้ยและการผิดประเวณีปรากฏขึ้นในสังคม คนในสังคมนั้นได้นำตัวของพวกเขาไปสู่การลงโทษของอัลลอฮแล้ว”

“ดิรฮัมหนึ่งของดอกเบี้ยที่ใครกินเข้าไปนั้นเลวกว่าการผิดประเวณี 36 ครั้ง”

“ดอกเบี้ยมี 70 ประเภทด้วยกัน ความรุนแรงอย่างน้อยที่สุดของมันเหมือนกับการผิดประเวณีกับแม่ของตัวเอง”

ธุรกิจและอาชีพต้องห้าม
นอกจากอาหารที่จะนำมากินต้องฮะลาลแล้ว การได้ประกอบอาชีพซึ่งเป็นหนทางที่ได้มาซึ่งอาหารจะต้องไม่เป็นที่ต้องหามด้วย เพราะเงินที่ได้มาโดยวิธีการที่ต้องห้าม(ฮะรอม)นั้นจะพลอยทำให้อาหารและสิ่งที่เราใช้พลอยไม่สะอาดไปด้วย ดังนั้น ในการประกอบอาชีพหรือแสวงหารายได้ อิสลามจึงห้ามมุสลิมไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่อไปนี้ :-

1. ดอกเบี้ย ไม่ว่าจะรับ ให้ ทำบัญชีหรือเป็นพยาน
2. ซื้อ ขาย โฆษณาสิ่งต้องห้าม เช่น สิ่งมึนเมา เลือด ของโจร โสเภณี
3. กักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร
4. โกงมาตราชั่ง ตวง วัด
5. แจ้งเท็จคุณภาพสินค้า หรือการสาบานเท็จ ปลอมปนสินค้า
6. การพนัน การเสี่ยงทาย ล็อตเตอรี่
7. หมอดู เครื่องราง ของขลัง
8. การซื้อขายโดยไม่เห็นหรือไม่รู้จักสินค้า

สรุปเหตุผลของการห้ามกินและทำสิ่งต้องห้าม

1) เพื่อรักษาความสะอาดของจิตวิญญาณ
2) เพื่อป้องกันโทษภัยต่อร่างกายและสังคม
3) เพื่อเป็นการทดสอบและรักษาความศรัทธาไว้

ข้อคิดปิดท้าย

เมื่อเวลาเราไปซื้อรถยนต์สักคันหนึ่ง ห้างขายรถยนต์จะให้คู่มือใช้รถแก่เรามาด้วย ในคู่มือใช้รถจะระบุไว้ว่ารถยนต์คันนั้นถูกออกแบบมาให้ใช้น้ำมันเบนซิน เราก็ต้องใช้น้ำมันเบนซินตามนั้นถ้าเราไปเอาน้ำมันเครื่องบินหรือน้ำมันขี้โล้มาใช้แทน ไม่ช้าเครื่องยนต์ก็พังเพราะเราไปใช้น้ำมันผิดแบบที่วิศวกรผู้สร้างรถยนต์กำหนดไว้ ชีวิตของของมนุษย์ทั้งทางด้านร่างกายและจิตวิญญาณก็เช่นกัน มนุษย์ไม่ได้สร้างชีวิตของเขาขึ้นมาเอง พระเจ้าต่างหากที่ออกแบบและสร้างมนุษย์มา พระองค์จึงย่อมรู้ดีว่าอะไรที่เหมาะสมสำหรับตัวมนุษย์และพระองค์ก็บอกไว้ในคัมภีร์กุรอานซึ่งเป็นคู่มือการใช้ชีวิตสำหรับมนุษย์ ใครที่เชื่อในพระเจ้าก็ใช้ชีวิตไปตามคู่มือนั้น อาจมีบางคนกินสิ่งต้องห้ามเข้าไปแล้วไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตทันตาเห็น แต่สิ่งที่แน่ๆก็คือ เมื่อมนุษย์ฝ่าฝืนเรื่องการกิน มนุษย์ก็สามารถฝ่าฝืนพระเจ้าในเรื่องอื่นๆได้ และเมื่อมนุษย์ต่างคนต่างฝ่าฝืนกฎหมายของพระเจ้าผลที่ตามมาก็ย่อมจะไม่แตกต่าง
-----------------------------------------------------------
โดย อ.บรรจง บินกาซัน โครงการอบรมมุอัลลัฟ มัสญิดต้นสน คัดลอกจาก Thaimuslimshop.com



Create Date : 31 กรกฎาคม 2548
Last Update : 1 สิงหาคม 2548 5:10:52 น. 12 comments
Counter : 885 Pageviews.

 
สวัสดีคะ....

ดีจัง...จะได้เข้าใจคนอิสลามมากขึ้น...

เวลาทำอาหราหรอไปทานอาหารด้วยกัน....

เราจะได้เข้าใจว่าเขาทานอะไรได้บ้าง...

มีอาหารแบบไหนบ้างที่เป็นข้อห้าม....

ขอบคุณคะ.....





โดย: คนว่างเปล่า วันที่: 31 กรกฎาคม 2548 เวลา:21:55:40 น.  

 

สวัสดีตอนบ่ายสามครึ่งของ เนเธอร์แลนด์จ้า

ฝนตกทางนี้จะหนาวถึงคนนั้นนู้นบางอะเป่าน๊า
คนทางนี้นั่งมองนอกหน้าต่างตั้งกะเช้ายันบ่าย
มองดูสายฝนที่ตกลงโปรยปรายเป็นระยะระยะ
เหมือนจายจอมแก่น ที่แสนจะห่วงใย กลัวจาเป็นหวัดกัน
งัยก็ดูแลสุขภาพกันด้วยนะจ้า...ว่าแต่ว่าวันนี้มีครายบอก
ว่า...คิดถึงทุกลมหายจายยยยเลยอะจ้า...หรือยังจ้า
ถ้ายังม่ายมี...จอมแก่น...ขอบอกนะจ้า...ว่า...

***คิดถึง ตามด้วยห่วงใย เสมอ นะจ้า**

ขอบคุณมากนะจ้าที่นำสิ่งดีๆๆมาให้อ่านอะจ้า


โดย: จอมแก่นแสนซน วันที่: 31 กรกฎาคม 2548 เวลา:22:17:48 น.  

 
ได้ความรู้มากขึ้นค่ะ ขอบคุณจริงๆค่ะ


โดย: พี่เจี้ยวค่ะ IP: 24.238.43.207 วันที่: 31 กรกฎาคม 2548 เวลา:22:31:37 น.  

 
น้องที่ทำงานก็เคยเล่าเรื่องการกินอาหารให้ฟังเหมือนกันค่ะ ^^







...


โดย: ขอบคุณที่รักกัน (blueberry_cpie ) วันที่: 31 กรกฎาคม 2548 เวลา:22:35:24 น.  

 
ไม่เคยรู้มาก่อนค่ะ พี่จู

คือรู้แบบไม่ถ่องแท้

ขอบคุณพี่จูค่ะ

หลับฝันดีนะคะ


โดย: yadegari วันที่: 31 กรกฎาคม 2548 เวลา:23:07:49 น.  

 
ทำไมถึงห้ามรับประทานสัตว์น้ำจำพวกมีเปลือก ล่ะครับ


โดย: หมาร่าหมาหรอด วันที่: 31 กรกฎาคม 2548 เวลา:23:40:49 น.  

 
ความแตกต่างระหว่าง “โคเชอร์” กับ “หะลาล”
ด้วยความเข้าใจว่าชาวยิวหรือชาวอิสรออีลเป็นชาวคัมภีร์ (อะฮลุลกิตาบ) ชาวมุสลิมจึงมักจะคิดเอาเองว่า “โคเชอร์” (อาหารตามกฎหมายของชาวอิสรออีล) ก็เหมือนกับ “ฮะลาล” (อาหารที่ได้รับการอนุมัติตามกฎหมายอิสลาม)

ถึงแม้ว่าวิธีการฆ่าสัตว์ของชาวยิวจะเหมือนกับวิธีการของมุสลิมทางด้านภายนอก แต่ถึงกระนั้นก็ตาม “โคเชอร์” และ “ฮะลาล” ก็เป็นสิ่งที่แตกต่างกันทั้งในด้านความหมายและเจตนารมณ์ ดังนั้น มุสลิมจึงควรจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง“โคเชอร์” เพื่อที่จะสามารถแยกแยะได้ว่าอาหาร “ฮะลาล”ของมุสลิมแตกต่างไปจาก“โคเชอร์”ของชาวยิวอย่างไร

“คัชรูต” (ในภาษาฮิบรู) เป็นระบบของกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องอาหารของชาวยิว “โคเชอร์” (หรือในภาษาฮิบรูเรียกว่า “คะชูร”) หมายถึง “เหมาะสม หรือดีสำหรับใช้” ตามกฎหมายของยิว ตัวอย่างของอาหารโคเชอร์ได้แก่ : เนื้อส่วนหน้า *ของวัวที่เชือดตามวิธีทางศาสนา, ผลไม้ ผัก, ปลาทุกชนิดที่มีครีบ*, เหล้าองุ่นทุกชนิด*, ชีสทุกอย่าง*, เยลละติน*

สิ่งที่ตรงข้ามกับโคเชอร์ในเรื่องอาหารก็คือ “เทรอิฟ” (ในภาษายิดดิช) หรือ “เทรฟาห์” (ในภาษาฮิบรู) ซึ่งหมายความว่า “ไม่เหมาะสมสำหรับใช้” หรือ “สิ่งต้องห้าม” โดยภาษาแล้ว คำว่า “เทรฟาห์” หมายถึง “ถูกฉีกโดยสัตว์ป่า” (พันธสัญญาเก่า ฉบับ อพยพ 22:31) ตัวอย่างของอาหารเทรฟาห์ได้แก่ เลือด, เนื้อหมู, กระต่าย*, สัตว์น้ำจำพวกมีเปลือก*, นกป่าอย่างเช่นไก่ป่า*, เป็ดป่า* และนกล่าเหยื่อ

อาหารตรงที่มีเครื่องหมาย * นั้นแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง “โคเชอร์” กับ “ฮะลาล” เช่นเดียวกับ “เทรฟาห์” กับ “ฮะรอม”
ข้อควรระวังสำหรับผู้บริโภคมุสลิม

“ฮะลาล” เป็นศัพท์ทางวิชาการอิสลามที่มิได้มีความหมายครอบคลุมแค่เรื่องอาหารเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงเรื่องอื่นๆทุกเรื่องในชีวิตประจำวันอีกด้วย ในฐานะที่อิสลามเป็นศาสนาสุดท้ายและเป็นแนวทางแห่งการดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์สำหรับมนุษยชาติ ดังนั้น อิสลามได้เข้ามาแทนที่ทุกศาสนาที่พระเจ้าประทานมาก่อนหน้านี้ซึ่งรวมทั้งศาสนายูดายและศาสนาคริสต์ด้วย และอิสลามได้ทำให้พิธีกรรมทุกอย่างในทุกเรื่องเป็นที่สมบูรณ์ (ดูกุรอาน 5:3)

ตามหลักกฎหมายอิสลาม ไม่มีใครนอกไปจากอัลลอฮเท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต้องห้าม(ฮะรอม)ให้เป็นสิ่งที่อนุมัติ(ฮะลาล) และเปลี่ยนสิ่งที่อนุมัติให้เป็นที่ต้องห้ามได้ ไม่มีมนุษย์คนใดได้รับอนุญาตให้ทำเช่นนั้น

“ฮะลาล” เป็นแนวความคิดของอิสลามที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองและเนื้อของสัตว์ที่ถูกเชือดตามหลักการอิสลามก็เป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากเนื้อที่ศาสนิกอื่นใช้กิน เพราะอิสลามมีวิธีการเชือดตามหลักศาสนาเป็นของตนเองซึ่งท่านศาสดามุฮัมมัด(ขอความสันติจงมีแด่ท่าน)ได้แสดงแบบอย่างไว้ให้มุสลิมปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน การบริโภคอาหารเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมุสลิมเพราะอาหารที่มุสลิมกินเข้าไปนั้นจะมีผลต่อชีวิตของเขาทั้งในโลกนี้และในโลกหน้าด้วย การกินอาหารที่พระเจ้าไม่อนุมัติหรืออาหารต้องห้ามจะมีผลทำให้พระเจ้าไม่รับคำวิงวอนของคนผู้นั้น

ความแตกต่างที่เด่นชัดระหว่าง “โคเชอร์” กับ “ฮะลาล” มีดังนี้

อิสลามห้ามสิ่งมึนเมาทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นเหล้า เหล้าองุ่นและยาเสพติด ส่วนคัชรูตถือว่าเหล้าองุ่นทุกอย่างเป็น “โคเชอร์” ดังนั้น รายการอาหารและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และมีเครื่องหมาย “โคเชอร์” ติดอยู่จึง “ไม่ฮะลาล”

เยลละตินถูกถือว่าเป็น “โคเชอร์” โดยไม่คำนึงถึงว่าทำมาจากอะไร ถ้าหากเยลละตินทำมาจากหมู มุสลิมก็ถือว่าเป็นที่ “ฮะรอม” (ต้องห้าม) ดังนั้น อาหารที่มีส่วนผสมของเยลละตินที่ทำมาจากหมู เช่น ขนมหวานบางอย่าง โยเกิร์ตบางชนิดที่ติดตรา “โคเชอร์” จึงไม่เป็นที่อนุมัติให้กินตามหลักการอิสลาม

เอ็นไซม์ (ไม่คำนึงว่าจะมีที่มาจากเนื้อที่มิใช่โคเชอร์หรือไม่ก็ตาม) ที่ใช้ในการทำเนยชีสนั้น องค์การคัชรูตถือว่าเป็นแค่เพียงน้ำที่ไหลออกมาจากอวัยวะของสัตว์ ดังนั้น
ชีสทุกอย่างจึงถือว่าเป็นโคเชอร์ แต่มุสลิมจะดูถึงแหล่งที่มาของเอ็นไซม์ในการทำชีสด้วย ถ้าหากมันมาจากเนื้อหมู ก็ถือว่าเป็นที่ต้องห้าม (ฮะรอม) ดังนั้น เนยชีสที่มีเครื่องหมาย “โคเชอร์” จึงอาจจะ “ไม่ฮะลาล”

ชาวยิวมิได้กล่าวพระนามของพระเจ้าในการเชือดสัตว์เพราะชาวยิรู้สึกการกล่าวนามพระเจ้าเป็นเรื่องไม่มีประโยชน์ แต่ในทางตรงข้าม มุสลิมจะกล่าวพระนามของอัลลอฮในการเชือดสัตว์ทุกครั้ง

โดย M.M. Hussaini อ.บรรจง บินกาซัน แปล
คัดลอกจาก: Thaimuslimshop.com





โดย: Aisha วันที่: 1 สิงหาคม 2548 เวลา:5:34:21 น.  

 
ได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีกแล้ว ขอบคุณพี่จูค่ะ ยังไม่ได้ไปหาพี่จูเลย หมู่นี้วุ่นๆอยู่ค่ะ เดี๋ยวค่อยโทรนัดกันนะคะ มีข่าวร้ายค่ะพี่จู ไทรไข่มุก ลาไปซะแล้วไม่รู้ทำไมค่ะ ต้องไปสอยมาใหม่ให้ได้ค่ะ


โดย: อู้ค่ะ IP: 61.90.15.58 วันที่: 1 สิงหาคม 2548 เวลา:14:54:25 น.  

 
ค่ะน้องอู้ ตามสะดวกค่ะไทรไข่มุกของพี่ก็ด่วนจากไปเหมือนกัน


โดย: Aisha วันที่: 1 สิงหาคม 2548 เวลา:21:10:54 น.  

 
ไหนไทรไข่มุก


โดย: 0.0 IP: 124.121.162.169 วันที่: 23 พฤศจิกายน 2549 เวลา:22:01:09 น.  

 
ขอบคุณน่ค่ะ ได้ความรู้ที่ไม่เคยรู้มาก่อนค่ะ
+ เอาไปอธิบายเพื่อนๆได้


โดย: มุสลิมใหม่ ..แอบงง (สเนโก้ ) วันที่: 7 ตุลาคม 2550 เวลา:1:27:34 น.  

 
สนใจอิสลามกำลังศึกษาอยู่


โดย: จาว่า IP: 124.120.20.19 วันที่: 9 ตุลาคม 2550 เวลา:0:33:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Aisha
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับสู่
Aisha's blog ขอบคุณที่แวะมาค่ะ



Find your plant by searching PlantFiles:
-




: Users Online


Find your plant by searching PlantFiles:
-

Insert a number into one of the input fields:

degrees Celsius=
degrees Fahrenheit
Technorati Profile
Friends' blogs
[Add Aisha's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.