ถ้าเป็นไปได้กรุณาเขียนข้อความเล็กน้อยทิ้งไว้ จะทำให้เจ้าของบล๊อกดีใจมากๆ เลยครับ
FW: สิ่งที่เราเรียนรู้เมื่อประสบภัยพิบัติจากคนญี่ปุ่น (อ่านแล้วจะได้สติขึ้น)



คุณภาพประชากร: บทเรียนจากชาวญี่ปุ่น โดย ปราโมทย์ ประสาทกุล
ปีที่ 31 ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2554 เดือน มิถุนายน - กรกฎาคม 2554

เมื่อกลางเดือนมีนาคม 2554 ทั่วโลกต้องตกตะลึงและเศร้าสลดกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับเหตุการณ์วิกฤติ ทั้งแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 8 ริคเตอร์ คลื่นสึนามิที่สูงกว่า 10 เมตร รวมทั้งการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสีจากโรงงานปฏิกรณ์ปรมาณู พิบัติภัยครั้งนี้คร่าชีวิตชาวญี่ปุ่นไปหลายหมื่นคน ความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินเกินกว่าที่จะประมาณได้

ผมได้ติดตามข่าวพิบัติภัยในญี่ปุ่นมาตั้งแต่วันแรก คือ เมื่อเวลาบ่ายของวันศุกร์ที่ 11 มีนาคม 2554 มีโอกาสได้เห็นภาพข่าวชาวญี่ปุ่นเผชิญชะตากรรมที่โหดร้ายครั้งนี้ แต่ท่ามกลางความทุกข์เข็ญของชาวญี่ปุ่น พวกเราก็ได้รับรู้ข่าวที่ผู้คนทั่วโลกชื่นชมชาวญี่ปุ่น ทั้งที่ผ่านสื่อมวลชนแขนงต่างๆ การแสดงความคิดเห็นและข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และในวงสนทนาของผู้คนกลุ่มต่างๆ ผมเคยเขียนข้อความอีเมล์ถึงเพื่อนคนหนึ่ง จบด้วยประโยคว่า “คนญี่ปุ่นกำลังให้บทเรียนที่ดีแก่คนทั้งโลก”

วันนี้ ผมขอนำเรื่องราวของชาวญี่ปุ่น ที่ส่งผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตต่อๆ กัน มาถอดความเป็นภาษาไทย เป็นจดหมายจากตำรวจที่ทำงานในพื้นที่ประสบภัยฉบับหนึ่ง และสรุปบทเรียนจากญี่ปุ่นอีกเรื่องหนึ่ง

"เรื่องเกี่ยวกับเด็กญี่ปุ่นตัวน้อยๆ ที่ให้บทเรียนแก่ผู้ใหญ่อย่างฉันว่ามนุษยชาติควรประพฤติปฏิบัติต่อกันอย่างไร"

จดหมายต่อไปนี้ เขียนโดย ฮา มิน ทัน ชาวเวียดนามที่ทำงานเป็นตำรวจในเมืองฟูกุชิมา เขาเขียนเป็นภาษาเวียดนามถึงเพื่อนที่อยู่ในประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2554 บรรณาธิการ New American Media ได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ หนังสือพิมพ์เซี่ยงไฮ้เดลี ได้นำความในจดหมายนั้นมาเผยแพร่ดังนี้

เพื่อนรัก

ฉันหวังว่าเพื่อนและครอบครัวคงสบายดี สองสามวันที่ผ่านมานี้ ช่างเป็นเวลาที่สับสนวุ่นวายเสียเหลือเกิน เมื่อฉันหลับตา ฉันเห็นแต่ศพคนตาย เมื่อฉันลืมตา ฉันก็เห็นแต่ศพคนตายอยู่อีกนั่นแหละ

พวกเราแต่ละคนต้องทำงานกันวันละ 20 ชั่วโมง แม้กระนั้น ฉันก็ยังอยากให้วันๆ หนึ่งมีสัก 48 ชั่วโมง เพื่อที่พวกเราจะได้มีเวลาช่วยชีวิตผู้คนได้มากขึ้น พวกเราอยู่กันที่นี่โดยไม่มีน้ำและไฟฟ้า ส่วนแบ่งอาหารที่ได้รับก็น้อยเต็มที เราจัดการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยไปไว้ยังที่หนึ่ง ก่อนที่จะมีคำสั่งใหม่ให้เคลื่อนย้ายพวกเขาไปอยู่ที่อื่นต่อไปอีก

ตอนนี้ฉันอยู่ที่ฟูกุชิมา ห่างจากโรงงานปรมาณูราว 25 กิโลเมตร ฉันมีเรื่องมากมายที่อยากจะเล่าให้เพื่อนฟัง ถ้าฉันสามารถเขียนบรรยายเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ได้ ก็รับรองได้ว่า มันจะเป็นหนังสือตำราเรื่องความสัมพันธ์และพฤติกรรมของมนุษย์ในช่วงภาวะวิกฤติที่มีคุณค่ามากทีเดียว

ไม่น่าเชื่อว่าในวิกฤติการณ์เช่นนี้ ผู้คนที่นี่ยังสงบนิ่ง พวกเขาแสดงศักดิ์ศรีของความเป็นอารยชน พวกเขามีพฤติกรรมที่ดีงาม ดังนั้น เหตุการณ์จึงไม่เลวร้ายไปอย่างที่น่าจะเกิดขึ้น


ฉันไม่แน่ใจว่า ถ้าทอดเวลาให้นานออกไปอีกสักอาทิตย์หนึ่ง อะไรจะเกิดขึ้น เพราะถึงอย่างไร พวกเขาก็ยังเป็นมนุษย์มีความหิว กระหาย และต้องการรอดชีวิต ขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังเร่งส่งสิ่งของที่จำเป็นไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งอาหารและยารักษาโรค แต่มันก็เหมือนกับเอาเกลือไปโรยลงในมหาสมุทร

เพื่อนรัก ฉันมีเรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่งที่จะเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กญี่ปุ่นตัวน้อยๆ ที่ให้บทเรียนแก่ผู้ใหญ่อย่างฉันว่ามนุษยชาติควรประพฤติปฏิบัติต่อกันอย่างไร

เมื่อคืนวานนี้ ฉันถูกส่งให้ไปที่โรงเรียนประถมศึกษาเล็กๆ แห่งหนึ่ง เพื่อช่วยองค์กรการกุศลแจกอาหารแก่ผู้ประสบภัย คนเข้าแถวต่อคิวกันยาวเหยียด แถวนั้นวกไปวกมาอย่างกับงูเลื้อย ฉันเห็นเด็กผู้ชายอายุราว 9 ขวบคนหนึ่งยืนต่อคิวอยู่ท้ายสุด เขาใส่เสื้อยืดตัวเดียว และนุ่งกางเกงขาสั้น

ตอนนั้นอากาศหนาวเย็นมาก ฉันเห็นเข้าก็รู้สึกเป็นห่วงว่า กว่าจะถึงคิวของเด็กคนนี้ อาหารที่เอามาแจกก็คงไม่มีเหลืออีกแล้ว ฉันจึงเข้าไปคุยกับเขา เด็กน้อยเล่าว่า เขาอยู่ที่โรงเรียนเมื่อตอนที่เกิดแผ่นดินไหว พ่อทำงานอยู่ไม่ไกล พอเกิดแผ่นดินไหว พ่อก็รีบขับรถมาที่โรงเรียน เขายืนรอพ่ออยู่บนระเบียงชั้น 3 ได้เห็นกับตาว่า คลื่นยักษ์สึนามิกวาดเอารถของพ่อเขาไป

ฉันถามถึงแม่ของเขา เด็กน้อยบอกว่าบ้านของเขาอยู่ใกล้ชายหาด แม่และน้องสาวของเขาคงหนีไม่รอด เด็กน้อยเบือนหน้าหนี แล้วเช็ดน้ำตาที่หลั่งไหล

เด็กน้อยหนาวสั่นสะท้าน ฉันจึงถอดเสื้อแจ็คเก็ตตำรวจ เพื่อให้เขาใส่คลุมทับเสื้อยืด ตอนนั้น ถุงใส่อาหารที่ฉันได้รับปันส่วนมา ก็หล่นออกมาจากเสื้อแจ็คเก็ต ฉันเก็บถุงอาหารแล้วส่งให้เขา “กว่าจะถึงคิวของหนู อาหารก็อาจจะหมดแล้ว หนูเอาส่วนของฉันไปเถอะ ฉันกินแล้ว”

เด็กน้อยรับถุงอาหารจากฉัน แล้วโค้งขอบคุณอย่างสุภาพ ฉันคิดว่าเขาคงจะกินเสียเดี๋ยวนั้น แต่ไม่เป็นอย่างที่ฉันคิด เขาถือถุงอาหารแล้วเดินไปที่ต้นคิว วางถุงนั้นรวมไว้กับถุงอาหารทั้งหมดที่รอแจก

ฉันช็อค ถามเขาว่า ทำไมไม่กินอาหารที่ฉันให้ ทำไมเอาถุงอาหารที่ฉันให้ไปรวมกับกองอาหารที่จะแจกทั้งหมด เด็กน้อยตอบฉันว่า “เพราะผมเห็นผู้คนอีกมากมายหิวมากกว่าผม ถ้าผมเอาไปรวมไว้ที่นั้น พวกเราก็จะมีโอกาสได้รับแจกอาหารเท่าๆ กัน”

ฉันได้ฟังแล้วก็ต้องเบือนหน้าหนี ไม่ให้ใครเห็นฉันร้องไห้

สังคมที่สามารถผลิตเด็ก 9 ขวบที่เข้าใจความหมายของคำว่าเสียสละ ต้องเป็นสังคมที่ยิ่งใหญ่จริงๆ

สุดท้ายนี้ ฉันขอส่งความปรารถนาดีมายังเพื่อนและครอบครัว ตอนนี้ถึงเวลาที่เวรทำงานของฉันกำลังจะเริ่มต้นอีกแล้ว



สุดท้ายนี้ ผมขอนำ “สิ่งที่เราเรียนรู้จากญี่ปุ่น 10 อย่าง” ที่ส่งต่อๆ กันผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แบ่งปันให้พวกเราได้อ่านกัน

“สิ่งที่เราเรียนรู้จากญี่ปุ่น 10 อย่าง” ที่ส่งต่อๆ กันผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แบ่งปันให้พวกเราได้อ่านกัน

1. ความมีจิตใจสงบนิ่ง ในภาวะทุกข์ยากและน่าตื่นตระหนกเช่นนั้น เราไม่เห็นภาพคนญี่ปุ่นร้องไห้ฟูมฟาย ตีอกชกตัว ทั้งๆ ที่เรารู้ว่า พวกเขาต้องโศกเศร้าอย่างยิ่ง

2. ความมีศักดิ์ศรี เราได้เห็นภาพการเข้าแถวต่อคิวอย่างเป็นระเบียบ รอรับอาหาร น้ำ และสิ่งของช่วยเหลือ เราไม่ได้ยินคำผรุสวาท เสียงโวยวาย และไม่เห็นกริยาก้าวร้าวหยาบคาย

3. ความสามารถ เราได้ประจักษ์ในความสามารถของชาวญี่ปุ่น ตัวอย่างเช่น วิศวกรและสถาปนิกที่ออกแบบสร้างอาคารให้แกว่งยืดหยุ่นได้ ไม่พังทลายง่ายๆ

4. ความมีจิตใจงาม ผู้คนซื้อสิ่งของเท่าที่จำเป็น เพื่อคนอื่นๆ จะได้มีโอกาสซื้อของเหล่านั้นด้วย

5. ความมีระเบียบวินัย ไม่มีการปล้นสะดมร้านค้า ไม่บีบแตรรถไล่กัน ไม่ขับรถแซงปาดหน้ากัน แม้ในขณะหนีภัย

6. ความเสียสละ คนงาน 50 คน ยอมเสี่ยงภัยอยู่ทำงานที่โรงงานปฏิกรณ์ปรมาณู เพื่อสูบน้ำหล่อเลี้ยงโรงงาน โดยไม่รู้ว่า ชะตากรรมของตนจะเป็นอย่างไร

7.การไม่ฉวยโอกาส ร้านอาหารลดราคา ตู้เอทีเอ็ม ตั้งอยู่ได้อย่างปลอดภัย โดยไม่มีใครเฝ้า

8. ประสิทธิภาพของการอบรมสั่งสอน เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ ทั้งคนแก่และเด็ก ทุกๆ คนรู้ชัดเจนว่า จะต้องทำอะไรบ้างตามที่ได้รับการฝึกฝนอบรมสั่งสอนมา และพวกเขาก็ทำไปตามนั้น

9. ความรับผิดชอบของสื่อ สื่อมวลชนรายงานข่าวอย่างสงบ ไม่มีการรายงานข่าวอย่างไร้สาระ

10. ความมีหิริโอตัปปะ เมื่อไฟดับในร้านค้า ผู้คนเอาของไปเก็บที่เดิม แล้วเดินออกจากร้านไปเงียบๆ

ผมขอโค้งคารวะ ขอแสดงความนับถือจิตใจของชาวญี่ปุ่นด้วยใจจริงครับ


จาก //www.popterms.mahidol.ac.th/newsletter/showarticle.php?articleid=238

บ้านผมอยู่ย่านบางกรวยครับ อยู่ในเขตเสี่ยงภัยน้ำท่วมเหมือนกัน ตอนนี้ในหมู่บ้านยังไม่ท่วม (แต่ก็ไม่แน่ว่าจะไม่ท่วม) เพื่อนบ้านกลัวว่าจะเป็นเหมือนกับหมู่บ้านแถวบางบัวทอง ก็อพยพไปกันหลายคนแล้ว ตกดึกทั้งซอยก็มีกันอยู่ไม่กี่บ้านเอง

ส่วนตัวผมก็มีเตรียมตัวไว้บ้างครับ แต่ก็พอประมาณ ถ้าท่วมไม่เยอะก็เสียหายไม่มาก แต่ถ้าท่วมเยอะก็คงอพยพเหมือนกัน จะพยายามเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันครับ ตอนเด็กๆ บ้านเก่าผมอยู่แถวตลิ่งชัน จำได้ว่าดีใจทุกครั้งที่น้ำท่วม หรือผู้ใหญ่ใช้ให้เดินลุยน้ำไปซื้อของ มีการละเล่นอะไรสนุกๆ เยอะแยะที่เราสามารถเล่นได้เมื่อน้ำท่วม จะพยายามเอาอารมณ์แบบนั้นกลับมาให้ได้ครับ



Create Date : 22 ตุลาคม 2554
Last Update : 31 ธันวาคม 2554 16:13:06 น. 1 comments
Counter : 593 Pageviews.

 
ขอให้เตรียมตัวให้พร้อมและปลอดภัยค่ะ


โดย: jinjung วันที่: 23 ตุลาคม 2554 เวลา:7:34:58 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

dreamingbutterfly
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]




"Zhuang Zhou dream that he was a butterfly. Suddenly he awoke, and was himself again. He did not know whether he dreaming that he was a butterfly, or a butterfly dreaming that it was him."

บันทึกบอกเล่าความคิด ความรู้สึก และมุมมอง ต่อเรื่องราวต่างๆ ในทัศนะของผมครับ

!!!Update Every Week!!!


Woratep Wongsuppakan | Create Your Badge

: Users Online

free counters

Google

New Comments
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2554
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
22 ตุลาคม 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add dreamingbutterfly's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.