ถ้าเป็นไปได้กรุณาเขียนข้อความเล็กน้อยทิ้งไว้ จะทำให้เจ้าของบล๊อกดีใจมากๆ เลยครับ
ศาสนา: อหิงสาในสายตาของศาสนาเชน



“หลักการอหิงสาในศาสนาเชนเป็นหลักการที่นำมาใช้เพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์และคุณภาพของสังคม ไม่ใช่หลักการที่นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมือง หรือเป็นไปเพื่อใช้ต่อรองกดดันฝ่ายตรงข้าม ดังนั้นการใช้หลักการอหิงสาในฐานะที่เป็นเสมือนกับอาวุธชิ้นหนึ่งที่ใช้ในการต่อสู้กันย่อมไม่ประสบผลสำเร็จ”


บทนำ

ไม่นานมานี้มีโอกาสที่จะต้องไปทำงานเกี่ยวกับศาสนาเชน (Jain) ครับ (1) เลยมีโอกาสได้ค้นคว้าศึกษาเกี่ยวกับหลักการหนึ่งที่สำคัญมากในศาสนาเชน นั่นคือ หลักการอหิงสา (Ahimsa) หรือ หลักการการไม่ใช้ความรุนแรง (Non-Violence) ซึ่งเป็นหลักการที่ถูกอ้างถึงบ่อยมากในสังคมไทยปัจจุบัน และเกือบทุกครั้งที่กล่าวถึงหลักการอหิงสาก็มักจะกล่าวถึงในความหมายของรูปแบบการประท้วงและการต่อสู้กันทางการเมืองเท่านั้น ดังที่ปรากฏในกระบวนการการต่อสู้ทางการเมืองของ ท่านมหาตมะ คานธี (Mohandas Karamchand Gandhi) ซึ่งหลักการอหิงสาตามความหมายดังกล่าวเป็นเพียงการประยุกต์ใช้ในรูปแบบหนึ่งเท่านั้นครับ

โดยข้อเท็จจริงแล้ว หลักการอหิงสาเป็นหลักการที่มีความหมายลึกซึ้งมากกว่าการเป็นเพียงรูปแบบการประท้วงและการต่อสู้กันโดยไม่ใช้ความรุนแรง หรือมากกว่าคำว่า “การไม่ใช้ความรุนแรง” ครับ รวมถึงในบางสถานการณ์ หลักการอหิงสาถูกใช้อย่างผิดๆ เสมือนกับเป็นอาวุธอีกชิ้นหนึ่งที่ใช้เพื่อการต่อสู้กันทางการเมืองเพื่อให้ตนเองบรรลุถึงเป้าหมายเท่านั้น ในที่นี้ผู้เขียนจึงจะขอนำเสนอความหมายอย่างย่อๆ และความน่าสนใจของหลักการอหิงสาตามทัศนะของศาสนาเชน ซึ่งเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ทีสนใจในหลักการข้อนี้ครับ


ศาสนาเชนกับหลักการอหิงสา


หลักการอหิงสาถือได้ว่าเป็นหลักการหนึ่งที่สำคัญมากที่สุดในศาสนาเชน จะสังเกตได้ว่าสัญลักษณ์ของศาสนาเชนรูปแบบหนึ่ง ที่มีลักษณะเป็นฝ่ามือ บริเวณกลางฝ่ามือจะมีข้อความภาษาฮินดีที่แปลว่า “Ahimsa” อยู่ซึ่งแสดงถึงว่าหลักการดังกล่าวเป็นหลักการที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในศาสนาเชน กระทั่งมีคำกล่าวว่า ศาสนาเชนเป็นศาสนาแห่งการไม่ใช้ความรุนแรง (Jain is the religion of Non-violence)

หลักการอหิงสาปรากฏอยู่ในหลักการทางจริยธรรมขั้นพื้นฐาน (5 vows หรือ Anuvastra) ในศาสนาเชน หลักการดังกล่าวเป็นจริยธรรมขั้นพื้นฐานของมนุษย์ในสังคม หากเทียบกับศาสนาพุทธก็อาจเทียบได้กับศีล 5 นะครับ หลักการทั้ง 5 ข้อนี้ประกอบด้วย

1) การไม่ใช้ความรุนแรง (Ahimsa)
2) การยึดมั่นในสัจจะ (Satya)
3) ไม่ลักทรัพย์ (Asteya)
4) ไม่ประพฤติผิดทางเพศ (Brahmacarya)
5) ไม่ครอบครอง (Aparigraha)


หลักการพื้นฐานทางจริยธรรมทั้ง 5 ข้อ ผู้ที่นับถือศาสนาเชนจะมีแนวทางการปฏิบัติที่แตกต่างกันไปตามสถานะของบุคคล โดยมีคำอธิบายว่า ข้อแรกเป็นหลักการที่มีความสำคัญสูงสุด เนื่องจากเป็นหลักการที่จะนำไปสู่การชำระจิตวิญญาณให้บริสุทธิ์ และเป็นหนทางไปสู่การหลุดพ้นจากกิเลส ไม่ต้องติดอยู่กับกรรมและเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ซึ่งกรรมต่างๆ นั้นล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากความรุนแรงที่ได้กระทำต่อสรรพชีวิต ดังที่มีข้อความที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างหลักการอหิงสากับการหลุดพ้นว่า

“ความผิดบาปทุกชนิด การลักขโมย การยึดมั่นถือมั่น และการผิดศีลธรรมเป็นรูปแบบของความรุนแรงซึ่งทำลายความบริสุทธิ์ของจิตวิญญาณ…” (2)


หลักการอหิงสาในศาสนาเชนครอบคลุมมิติของการไม่ใช้ความรุนแรงในหลายๆ ด้าน ซึ่งแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ

1) การไม่กระทำสิ่งต่างๆ ด้วยความรุนแรง (Violence by Actions )
2) การไม่กล่าววาจาต่างๆ ด้วยความรุนแรง (Violence by Speech)
3) การไม่คิดด้วยความรุนแรง (Violence by Thought )


จะสังเกตได้นะครับว่า ความหมายของหลักการอหิงสาไม่ได้มีความหมายแคบๆ เพียงแค่การไม่ทำร้ายชีวิตหรือทำร้ายร่างกายผู้อื่น ซึ่งเป็นความหมายของความรุนแรงในเชิงกายภาพเท่านั้น แต่ความหมายของการไม่ใช้ความรุนแรงในศาสนาเชนครอบคลุมไปถึงความรุนแรงทางวาจาและความคิดด้วย

นอกจากนี้ ในหนังสือชื่อ “The Jain Way of Life” (3) ได้กล่าวถึงหลักการอหิงสาในความหมายเชิงพลวัต (Dynamic meaning) ด้วย นั่นคือ นอกจากการไม่ใช้ความรุนแรงในความหมายเชิงข้อห้าม (Prohibitive Meaning) หลักการอหิงสายังมีความหมายเชิงปฏิบัติ (Practical Meaning ) ด้วย นั่นคือหลักการอหิงสาไม่ได้มีความหมายเพียงการไม่ใช้ความรุนแรง แต่ยังมีความหมายในเชิงก้าวหน้าไปสู่การกระทำที่เป็นสิ่งตรงกันข้ามกับความรุนแรงด้วย ดังที่มักจะมีคำสอนเรื่อง ความเมตตา (Compassion) ควบคู่ไปกับคำสอนในเรื่องอหิงสาด้วย ตัวอย่างเช่น

1) จากการไม่กระทำสิ่งต่างๆ ด้วยความรุนแรง เป็น การมีความเมตตาในการกระทำ (Compassionate by Actions)
2) จากการไม่กล่าววาจาต่างๆ ด้วยความรุนแรง เป็น การมีความเมตตาในการกล่าววาจา (Compassionate by Speech)
3) จากการไม่คิดด้วยความรุนแรง เป็น การมีความเมตตาในการคิด (Compassionate by thought)



หลักการอหิงสากับการพัฒนาชีวิตและสังคม


ตามความเห็นของผู้เขียน นอกจากศาสนาทุกศาสนาจะอธิบายถึงแนวทางปฏิบัติเพื่อไปสู่จุดหมายสูงสุด เช่น การบรรลุนิพพาน การกลับไปเป็นหนึ่งกับสิ่งสูงสุด หรือการไปอยู่ในอาณาจักรแห่งพระเจ้า (ในกรณีของศาสนาเชนคือการหลุดพ้นจากกิเลส) แต่ทุกศาสนาต่างก็จะมีหลักการคำสอนที่เป็นไปเพื่อขัดเกลาบ่มเพาะให้มนุษย์สามารถดำเนินชีวิตได้ดีในทางสังคมด้วย และหลักการอหิงสาก็เป็นหลักการที่ศาสนาเชนเลือกที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาชีวิตมนุษย์ทั้งในส่วนของตัวบุคคลและกับการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม ดังที่คำกล่าวว่า

“การทำร้ายชีวิตอื่นคือการทำร้ายตัวเอง การแสดงออกถึงความเมตตาต่อชีวิตอื่นเป็นการแสดงออกถึงความเมตตาต่อตนเอง ผู้ปรารถนาประโยชน์แห่งตนพึงหลีกเลี่ยงเหตุแห่งการละเมิดชีวิต” (4)


หลักการอหิงสาจึงเป็นหลักการพื้นฐานที่มีศักยภาพที่จะนำไปสู่ความเคารพในมนุษย์ สรรพสัตว์ และสิ่งแวดล้อม เพราะในทางศาสนาเชนเองแล้วก็จะถือว่าทุกสรรพมีคุณค่าซึ่งเราต้องให้ความเคารพด้วยกันทั้งสิ้น เช่นหลักการอหิงสานี้จะพัฒนาไปสู่จริยธรรมสังคมที่สำคัญๆ อื่น เช่น แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษย์ชน แนวคิดเรื่องสิทธิสัตว์ และแนวคิดด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น ดังที่ อัลเบิรต์ เชว็ตเซอร์ (Albert Schweitzer) นักปรัชญาชาวตะวันตกที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ได้นำเอาหลักการอหิงสาในศาสนาเชน และหลักการเกี่ยวกับการให้การเคารพในชีวิตไปกล่าวไว้ในเรื่อง "The Ethics of Reverence for Life" (5) ซึ่งอธิบายถึงหลักการทางจริยธรรมที่เป็นพื้นฐานทางสังคม ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชีวิต โดยการนำหลักการเรื่องอหิงสาไปใช้เป็นพื้นฐาน

จากจุดเริ่มต้นที่หลักการอหิงสาจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพจิตใจของบุคคล เมื่อบุคคลคนหนึ่งได้รับการพัฒนาแล้ว การไม่ใช้ความรุนแรงจะถูกขยายต่อไปยังคนในครอบครัวซึ่งเป็นสังคมหน่วยย่อยหน่วยแรก ขยายไปสู่กลุ่มเพื่อนฝูง คนรู้จัก หรือแม้กระทั่งศัตรู รวมถึงจะขยายไปสู่สิ่งอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ด้วย เช่น สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ การนำหลักการอหิงสาทั้งในความหมายแบบข้อห้าม และความหมายเชิงปฏิบัติ ไปใช้ในแวดวงต่างๆ ทางสังคม ก็จะช่วยส่งเสริมให้เกิดสังคมที่เป็นธรรมและมีความสุขด้วย อาทิเช่น การเกิดระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อโลกธรรมชาติ การเกิดสังคมที่มนุษย์ในสังคมนั้นอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพและเอื้ออาทรแก่กันและกัน รวมถึงระบบการเมืองที่ปราศจากความรุนแรง หรือเป็นการเมืองที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีงามต่อเพื่อนมนุษย์และโลกอย่างแท้จริง


หลักการอหิงสากับการแก้ปัญหาสังคม


การนำหลักการอหิงสามาใช้แก้ปัญหาสังคมมักจะถูกนำมาใช้ในความหมายที่บกพร่องอยู่เสมอครับ นั่นคือการเห็นว่าหลักการอหิงสาเป็นยุทธวิธีหนึ่งในการต่อสู้เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องกับฝ่ายผู้ที่มีอำนาจมากกว่า ผลที่ตามมาจากแนวคิดเช่นนี้คือ การใช้หลักการการอหิงสาเพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์ที่ไม่ถูกต้อง หรือใช้เป็นยุทธวิธีหนึ่งที่นำมาอ้างเพื่อความสำเร็จตามข้อเรียกร้องของฝ่่ายตน และหากวิธีการนี้ไม่สำเร็จเมื่อไหร่ ก็อาจพร้อมที่จะใช้วิธีการที่รุนแรงได้ทันที

ท่านคานธีมักจะกล่าวถึงหลักการอหิงสาควบคู่กับหลักการเรื่องการยึดมั่นใน “สัตยะ” (Saytya) หรือความจริงอยู่เสมอ ท่านกล่าวว่า หลักการอหิงสาไม่สามารถนำไปใช้เพื่อสนับสนุนความเท็จ หรือจุดมุ่งหมายอันไม่ชอบธรรมได้ หลักการอหิงสาจึงไม่ได้เป็นเพียงวิธีการเพื่อนำไปสู่เป้าหมายอะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นวิธีการที่ใช้เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่ชอบธรรมเท่านั้น หรืออาจกล่าวได้ว่า การไม่ใช้รุนแรงนั้นเป็นทั้งวิธีการและเป้าหมายในตัวเอง ท่านคานธีได้กล่าวว่า

“การไม่ใช้ความรุนแรง (อหิงสา) ไม่ได้มีความหมายง่ายๆ เพียงแค่การไม่ฆ่า …อหิงสาหมายถึงการไม่ทำร้ายชีวิต ไม่ว่าจะโดยการคิด การพูด และการกระทำ หลักการอหิงสาที่แท้จริงควรหมายถึงเสรีภาพโดยสมบูรณ์จากเจตจำนงอันป่่วยไข้ ความโกรธแค้น และความเกลียดชัง แต่เป็นการแบ่งปันความรักไปสู่ทุกสรรพสิ่ง อหิงสาเป็นคุณสมบัติของจิตวิญญาณ และเป็นวิถีแห่งการปฏิบัติต่อทุกสรรพสิ่งในทุกๆ บริบทของชีวิต” (6)


ในความเห็นของผู้เขียน สิ่งที่น่าจะทำให้ท่านคานธีประสบความสำเร็จในการเรียกร้องเอกราชของประเทศอินเดีย คือท่านได้เลือกใช้หลักการอหิงสาในความหมายของการเป็นเครื่องมือกล่อมเกลาพัฒนาจิตใจของมนุษย์มากกว่าครับ ซึ่งผู้ที่ได้รับการพัฒนาตามหลักการนี้ย่อมจะไม่กระทำสิ่งอันไม่ชอบธรรมแก่ผู้อื่น และเลือกที่จะกระทำกับผู้อื่นอย่างเป็นธรรมด้วย หลักการอหิงสาสำหรับท่านคานธีจึงเป็นหลักการที่ใช้เพื่อพัฒนาคนในขบวนการของท่านให้มีจิตใจที่สูงส่งขึ้น ไม่มีความคิดที่จะใช้ความรุนแรงในทุกๆ มิติ (กาย วาจา และใจ) และเลือกที่จะกระทำกับคนอังกฤษด้วยความเคารพมากกว่าความเกลียดชัง

ขบวนการของท่านคานธี ค่อยๆ ทำให้คนอังกฤษได้เรียนรู้ว่า การใช้ความรุนแรงไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆ ได้ ในขณะเดียวกันคนอังกฤษก็เริ่มที่จะฟังเนื้อหาจากผู้ที่ไม่ใช้ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และนำไปสู่การแก้ไขการกระทำของตัวเองให้ถูกต้องตามมา ดังนั้นผู้เขียนจึงเห็นว่า ท่าทีของการไม่ใช้ความรุนแรงของขบวนการของท่านคานธีจึงเป็นท่าทีของการพัฒนากล่อมเกลาฝ่ายที่อยู่ตรงข้าม มากกว่าท่าทีของการใช้หลักการอหิงสาในการต่อสู้กดดันฝ่ายตรงข้าม

ในอีกกรณีหนึ่งที่เป็นความขัดแย้งกันระหว่างอินเดียกับปากีสถาน ความขัดแย้งดังกล่าวได้ลุกลามไปสู่การเกิดสงครามกลางเมือง จลาจล และฆ่าฟันกันระหว่างคนต่างศาสนา แสตนลี่ย์ วอลเพิร์ต (Stanley Wolpert) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอินเดียศึกษาได้เล่าถึงความพยายามของท่านคานธีในช่วงเหตุการณ์เดือนนั้นว่า

“ในเดือนแห่งความสับสนอลหม่านและการก่อการร้ายนั้น ท่านคานธีได้ใช้เวลาอยู่ในพื้นที่มีความรุนแรงมากที่สุด ใช้เวลาในแต่ละคืนสอนสันติภาพ ความรัก และการสวดภาวนา ” “ท่านคานธีเดินเท้าจากหมู่บ้านหนึ่งสู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง ตัดผ่านกลางหัวใจแห่งความรุนแรง…นั่นคือการสอนเรื่องอหิงสา” (7)


ผู้เขียนมีความเห็นว่าสิ่งสำคัญที่สุดเกี่ยวกับการนำหลักการอหิงสาไปประยุกต์ใช้กับการแก้ปัญหาสังคม คือการมีความเข้าใจที่ถูกต้องต่อหลักการนี้ก่อนหลักการอหิงสาในศาสนาเชนเป็นหลักการที่นำมาใช้เพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์และคุณภาพของสังคม ไม่ใช่หลักการที่นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมือง หรือเป็นไปเพื่อใช้ต่อรองกดดันฝ่ายตรงข้าม ดังนั้นการใช้หลักการอหิงสาในฐานะที่เป็นเสมือนกับอาวุธชิ้นหนึ่งที่ใช้ในการต่อสู้กันย่อมไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะใช้หลักการอหิงสาเพื่อการต่อสู้นั้นย่อมเป็นสิ่งที่เป็นข้อขัดแย้งในตัวของมันเอง ดังนั้นหากเราต้องการแก้ปัญหาของสังคม หลักการอหิงสาควรมีฐานะเป็นเครื่องมือทางการศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์และคุณภาพของสังคมมากกว่าฐานะใดทั้งหมด

สรุป

หลักการอหิงสาในศาสนาเชนที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงในที่นี้ อาจจะสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพของมนุษย์และสังคมได้ในระยะยาวและในรูปแบบที่ยั่งยืนนะครับ รวมถึงหากจะนำเอาหลักการอหิงสาตามความหมายดังกล่าวมาพิจารณาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน เราคงต้องมองการไม่ใช้ความรุนแรงในความหมายที่เป็นหัวข้อหนึ่ง ที่เราจะต้องนำมาใช้เพื่อให้การศึกษาพัฒนาคุณภาพของคนไทยและสังคมไทย ไม่ใช่การใช้หลักการอหิงสาเสมือนกับเป็นอาวุธอีกชิ้นหนึ่งเพื่อต่อสู้ห้ำหั่นกัน ซึ่งถ้าหากเป็นไปได้จริง เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในช่วง 4-5 ปีนี้ ก็อาจจะยุติลงอย่างยั่งยืนและเป็นจริงในระยะยาวได้

_____________________________________________________


1. ศาสนาเชนเป็นศาสนาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานศาสนาหนึ่ง และมีข้อสันนิษฐานว่าเกิดก่อนศาสนาพุทธ มีศาสดา คือ ท่านมหาวีระ (Mahavir) เป็นศาสนาแบบอเทวนิยม (ศาสนาที่ไม่นับถือพระเจ้า) มีคำสอนเกี่ยวกับเรื่องกรรม และการหลุดพ้นจากกรรม (นิพพาน) ด้วยการละเว้นการทำกรรมทุกชนิดจนกระทั่งจิตวิญญาณเกิดความบริสุทธิ์โดยแท้จริง.
2. Puruṣārthasiddhyupāya 4.42.
3. เป็นที่น่าสังเกตว่าความหมายของความรุนแรงที่คนส่วนใหญ่เข้าใจจะเป็นเพียงความหมายของความรุนแรงในมิติเดียวเท่านั้น.
4.
5. สามัน สุตตัม, 151
6.
7. Wolpert, Stanley. India. Los Angeles: University of California Press, 1991, p.69.


(ไว้จะมาอ้างให้เรียบร้อยภายหลังนะครับ)


Create Date : 02 กรกฎาคม 2553
Last Update : 2 กรกฎาคม 2553 21:52:12 น. 6 comments
Counter : 4416 Pageviews.

 
สวัสดีค่ะ แวะมาทักทาย

สบายดีนะค่ะ ช่วงนี้หน้าฝนรักษาสุขภาพด้วยค่ะ

พึ่งรู้ว่าเป็นอาจารย์งานมันเยอะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มากกกกกกกกกกก

เฮ้ออออ


โดย: imaginewing IP: 58.9.175.164 วันที่: 8 กรกฎาคม 2553 เวลา:8:04:54 น.  

 
ขอ copy ไปได้ไหมคะ
จะไปปะไว้ใน FB page: yoga student
เพื่อเป็นความรู้ต่อไปค่ะ


โดย: Noo IP: 124.121.213.183 วันที่: 16 ตุลาคม 2555 เวลา:23:45:09 น.  

 
ขอบคุณครับ


โดย: โ IP: 125.24.52.47 วันที่: 24 ธันวาคม 2555 เวลา:10:31:09 น.  

 
ขอบคุณสำหรังข้อมูลดีๆมากนะคะ


โดย: BeenutButter IP: 117.136.16.137 วันที่: 5 กรกฎาคม 2556 เวลา:19:49:10 น.  

 
นำข้อมูลไปใช้โต้วาทีค่ะ ขอบคุณค่ะ


โดย: เด็กประวัติเกษตร IP: 58.11.120.164 วันที่: 19 กันยายน 2556 เวลา:3:03:38 น.  

 
ขอบคุณนะคะที่แบ่งปันสิ่งดีๆ ขอบคุณมากๆค่ะ


โดย: ราชินีแห่งความสุข IP: 111.84.179.173 วันที่: 12 มกราคม 2557 เวลา:21:54:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

dreamingbutterfly
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]




"Zhuang Zhou dream that he was a butterfly. Suddenly he awoke, and was himself again. He did not know whether he dreaming that he was a butterfly, or a butterfly dreaming that it was him."

บันทึกบอกเล่าความคิด ความรู้สึก และมุมมอง ต่อเรื่องราวต่างๆ ในทัศนะของผมครับ

!!!Update Every Week!!!


Woratep Wongsuppakan | Create Your Badge

: Users Online

free counters

Google

New Comments
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2553
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
2 กรกฏาคม 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add dreamingbutterfly's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.