DrewLover
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
<<
มีนาคม 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
19 มีนาคม 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add DrewLover's blog to your web]
Links
 

 

สัมภาษณ์แอนดริว กับบางคำถามที่ไม่เคยตอบ




Don't worry if art makes you laugh

ข่าวสารตามหน้าสื่อสิ่งพิมพ์ทั้งหลายของประเทศไทย(ทั้งที่ย่อยสลาย
ได้หรือย่อยสลายไม่ได้) มักขู่ให้เรารู้สึกหวาดกลัวในเรื่องราวต่างๆ
ได้เยี่ยมยอด ในขณะที่มีเนื้อหาหรือข้อมูลดิบไว้ให้เราใช้วิเคราะห์เพียง
น้อยนิด ตั้งแต่ปัญหาภาวะโลกร้อน ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ไล่ไปจนถึงปัญหาอาชญากรรมหรือเศรษฐกิจ

จึงไม่แปลกใจเลยที่ในครั้งนี้ การได้มาสัมภาษณ์พระเอก/ผู้จัดหนุ่มที่สื่อ
มักขู่ไว้น่ากลัวว่าทำงานด้วยลำบาก เรื่องมาก และติสต์แตก ช่วยขู่ให้เรา
รู้สึกหวั่นกลัวได้อย่างไม่น่าเชื่อ เราจะเริ่มต้นทักทายเขาอย่างไร
ประเด็นคำถามที่เลือกมาจะทำให้เขายุติบทสนทนาแบบฉับพลันเมื่อไร
ภาพของการพูดคุยที่น่ากลัวราวกับการทำข่าวของนักข่าวสงครามใน
ประเทศตะวันออกกลางเริ่มลอยไปลอยมาเหนือจินตนาการของเรา
จนเมื่อผ่านการพูดคุย ท่ามกลางบรรยากาศมึนตึงและระวังตัวไปไม่นาน
จู่ๆผมก็เผลอยิ้มและเลื่อมใสในความคิดของผู้ชายน่ารักที่ชื่อ "แอนดริว
ชาร์ลี เกร็กสัน" โดยลืมคำขู่ของนักข่าวสายบันเทิงผู้มองโลกด้านเดียว
พวกนั้นไปเสียได้

หายจากงานเบื้องหน้าไปนานเลย ไปไหนมา?
- ก็ไม่ได้ไปไหนนะครับ ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะระยะเวลาในการรับงาน
ของผมส่วนใหญ่จะทิ้งช่วงนานอยู่แล้ว บางครั้งเกือบ 2 ปีก็มี แต่ครั้งนี้
อาจจะนานกว่าครั้งอื่นๆ เท่านั้นเอง จริงๆ แล้วระหว่างที่พักนี่ ก็มีงาน
ติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ นะ แต่ว่าหลายอย่างมันยังไม่ลงตัวก็เลยไม่มีโอกาสได้ทำ
เป็นไปได้ว่างานครั้งล่าสุดผมมีโอกาสได้ทำละครด้วยตัวเอง มันก็เลย
เหนื่อยมากขึ้น การหยุดพักครั้งนี้ก็เลยนานหน่อย

งานเบื้องหน้าของคุณเหมือนจะหยุดลงในปี 2549 กับละครเรื่อง
สุดท้าย คือสะดุดรัก? แล้วเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น?
- ก็หาเวลาให้ตัวเองมากขึ้น ปกติเครียดๆกับงาน ถึงไม่ได้ถ่ายทุกวัน
แต่วันที่ไม่ได้ถ่าย ผมก็รู้สึกว่ายังต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา แต่หลังจาก
ที่หยุดไป ผมก็ได้ไปใช้ชีวิต ได้พักผ่อน ได้ไปเที่ยว ได้ไปเจอครอบครัว
ที่ไม่ค่อยได้เจอกัน ก็รู้สึกดีนะ แต่ก็ยังมีคิดเรื่องงานอยู่ในสมองเยอะแยะ
มาก จนได้มีโอกาสมาทำอีกเรื่องในตอนนี้นี่แหละ

แล้วทำไมถึงเป็นช่วงนี้?
- อืม ที่จริงตอนแรกผมก็กะว่าจะต้องรอเวลา เพราะละครเรื่องนี้มันมี
รูปแบบเหมือนรายการทีวี ผมเลยต้องขายโฆษณาเองด้วย แล้วมันก็
ไม่ใช่ว่าขอปุ๊บจะได้ปั๊บ เวลาในการออกอากาศมันมีเท่าเดิม แต่คนทำละคร
มีเยอะมาก ผู้สนับสนุนเขาก็ต้องดูว่าเรื่องไหนที่เหมาะกับเขา เราก็รอเวลา
ไปเรื่อยๆ จนมันได้ในช่วงนี้พอดี แล้วที่กลับมาก็กะว่ากลับมาแล้ว จะเริ่ม
ทำงานเลย พอดีกับที่บัวชมพู ฟอร์ด แต่งงานพอดี กลายเป็นว่าตอนนั้นที่เรา
ไปร่วมในงานแต่งงานของบัวกลายเป็นการเปิดตัวเราอย่างเป็นทางการ
ครั้งแรก จริงๆ ก็ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นช่วงนี้หรอกครับ
แต่ปฏิเสธเขาไม่ได้(หัวเราะ)

ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้จัดและนักแสดง ชอบอะไรมากกว่ากัน?
- ผมรู้สึกว่าแต่ละงานมันเกี่ยวเนื่องกันนะ มันสัมพันธ์กันไม่ว่าจะเป็น
งานเขียนบท งานกำกับการแสดง หรืออะไรก็แล้วแต่ ถ้าเราให้เวลา
กับมันและได้ลงไปในเนื้องานลึกมากพอ เราก็จะได้เกี่ยวข้องกับ
ส่วนอื่นโดยหลีกเลี่ยวงไม่ได้ แต่ด้วยความรับผิดชอบแล้ว นักแสดง
ก็จะไม่ต้องปวดหัวมาก ไม่ต้องอะไรกับใคร คุณทำหน้าที่ในบทบาท
ของคุณให้สมบูรณ์แบบเท่านั้นเอง แต่พอมาทำงานเป็นผู้จัด
ต้องทำงานกับคนเยอะๆ ยังไงก็ปวดหัวเป็นเรื่องปกติ แล้วเมื่อก่อน
ผมเป็นคนไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยอะไรกับใคร พอมาทำงานนี่ก็ต้องพูด
ต้องคุยกับคนอื่นๆมากขึ้น ก็ชอบทั้งคู่นะ แต่งานผู้จัดก็เป็นประสบการณ์
ใหม่ ผมรู้สึกว่าอะไรที่ไม่คยทำ เราก็อยากจะลองทำ แล้วงานหนึ่งๆ
ก็ใช่ว่าจะเป็นงานสำหรับใครคนหนึ่งเสมอไป ผมว่าทุกคนทำงาน
ทุกอย่างได้เพียงแต่ว่าพยายามพอหรือเปล่า

เหมือนเป็นคนมีความสนใจเยอะ อย่างนี้นอกเหนือจากงานใน
วงการบันเทิงแล้ว มีอะไรที่อยากทำอีกบ้างไหม?
- ไม่มีนะครับ ผมโตขึ้นมาก็เริ่มทำงานในวงการบันเทิงแล้ว
ก็ไม่เคยคิดว่าจะไปทำอย่างอื่น ไม่รู้จะไปทำอะไรเหมือนกัน
ก็มีบ้างที่ผมเคยไปทำออฟฟิศ ไปแต่งบ้านอะไรแบบเนี่ย
แต่ก็ไม่ได้เก่ง หรือว่าสุดยอดอะไร มันก็แค่สนุกที่ได้ทำเท่านั้นเอง
และก็มีบ้างเหมือนกันนะที่เห็นเวลาคนอื่นเขาทำอะไร เราเองก็
อยากทำแบบนั้นได้บ้าง เห็นเขาถ่ายรูปกันสวยๆ เราก็อยากถ่ายสวย
แบบเขาบ้าง มีเพื่อนเปิดร้านอาหารเราก็อยากทำ แต่เอ..แล้วจะทำ
ได้ไหม? สงสัยคงปวดหัวไม่เอาดีกว่า มันก็แค่อารมณ์สนุกชั่ววูบ
เท่านั้นเอง

มีคนบอกว่าคุณมีโลกส่วนตัวสูง ชอบหรือไม่ชอบตัวเองตรงจุดนี้?
- ผมไม่ได้รู้สึกชอบหรือไม่ชอบนะ ผมเพียงแต่รู้สึกว่า ถ้าเป็นงาน
แสดงผมก็ต้องใช้สมาธิกับบทเยอะ มันมีความจำเป็นที่จะต้องอยู่กับบท
อยู่กับตัวเอง สำหรับบางคนมันอาจเป็นเรื่องง่าย เหมือนแค่การ
เดินก้าวเดียวข้ามเส้นบางๆ แต่สำหรับบางคนเดินยังไงมันก็ไม่ข้ามสักที
มันอยู่ที่ตัวเองพร้อมหรือไม่พร้อมด้วย ถ้าเราพร้อมเมื่อไรเราก็ทำได้
ในมุมมองของผม ผมก็แค่อยากทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด แต่ใน
มุมมองของคนอื่น บางครั้งเวลาผมเจอคนที่ชอบ ผมก็คาดหวังนะว่า
จะได้รับความเป็นกันเองจากเขา ผมก็เข้าใจนะ แต่ว่าสำหรับผม
ถ้าอยู่ในเวลางาน ผมก็ต้องทุ่มสมาธิให้เรื่องงานก่อน แค่นั้นเองครับ
แต่นอกเวลางาน ผมก็ปกติ ไม่ได้มีอะไร

โลกกำลังเกิดวิกฤติหลายเรื่อง วงการบันเทิงหรือศิลปะการแสดง
จะช่วยโลกใบนี้ได้บ้างไหม?
- ถ้าสังเกตบางครั้ง ประเทศที่เขาเจริญทางวัตถุแล้ว ทางวัฒนธรรม
เขาก็จะเจริญไปด้วย แต่บางครั้งถ้าเรามองศิลปะว่าต้องเป็นแค่เพียง
ศิลปะ แค่รูปเขียน รูปปั้นอะไรแบบนี้ เราก็จะจำกัดอยู่แค่นั้น ผมว่าศิลปะ
มันไม่ใช่อะไรแค่นั้น บางครั้งคนเราก็ใช้ชีวิตแบบมีศิลปะ ผมว่าศิลปะ
อยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง บางทีมันก็เป็นการสะท้อนจิตใจคนออกมา
เป็นงานทั่วๆไปอย่างภาพยนตร์ ละคร หรือดนตรี สำหรับผม ผมคิดว่า
ช่วยได้นะ ช่วยให้โลกดีขึ้นได้แน่นอน แต่จะดีขึ้นในแง่ไหนล่ะ ในแง่
จริยธรรม บางประเทศที่เขาเจริญทางด้านวัตถุ ส่วนใหญ่ก็จะมาพร้อม
กับความเสื่อม จริยธรรมก็มักจะตกต่ำลง ผมไม่ได้ว่าใครนะ แต่ผมว่าใน
บางประเทศที่เจริญมากๆ หรือเริ่มจะเจริญขึ้นมา คนที่เรียนสูงๆ
ส่วนใหญ่กลับเหยียดคนที่เรียนต่ำกว่า ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ถูกต้อง
ผมไม่ได้เรียนสูง บางครั้งผมก็ถูกเหยียด แต่ผมรู้สึกว่าคนที่ยิ่งฉลาด
ยิ่งเรียนสูง ควรจะต้องเข้าใจคนที่ไม่ได้เรียนเท่ากับตัวเอง
แล้วควรจะปรับทุกอย่างให้ไปด้วยกันได้ เดี๋ยวนี้เราทุกคนถูกสอนให้มี
ทัศนคติแค่ว่า โตขึ้นมาจะเรียนอะไรดีเพื่อให้ได้เงินเยอะสุด
เห็นตัวอย่างในบ้านเมืองเราใครทำเรื่องดีๆ แต่ไม่ได้เงิน เขาคนนั้น
ก็จะถูกมองว่าเป็นคนโง่ ผมว่ามันถูกปลูกฝังมาผิดวิธี สุดท้ายเดี๋ยวมัน
ก็ลงเหวกันหมดแหละ (หัวเราะ)

มุมมองแบบนี้ถูกสอดแทรกลงในละครเรื่องใหม่ด้วย?
- ก็ไม่ใช่ซะทีเดียวนะ ผมไม่ได้เขียนบท แต่ก็ได้คุยกับคนเขียนบท
อยู่ตลอด เพราะทั้งหมดมันเริ่มจากตัวผม เรื่องนี้มันเป็นละครที่
สะท้อนออกมาในรูปแบบของรายการเกมโชว์ มีพิธีกรชายเป็นตัวแทน
ของผู้ชาย พิธีกรหญิงเป็นตัวแทนของผู้หญิง แขกรับเชิญที่มาก็จะมี
ความสัมพันธ์กันในรูปแบบต่างๆ เช่น เป็นคนรัก เป็นเพื่อน เป็นพ่อลูก
ที่พออยู่ด้วยกันทุกวัน มันก็เริ่มจะมองข้ามสิ่งดีๆ ของฝ่ายตรงข้ามไป
กลายเป็นไม่พูดกัน โกรธกันด้วยเรื่องงี่เง่าเล็กๆน้อยๆ ในเรื่องผม
อยากให้คนดูได้เห็นมุมมองเรื่องของอีโก้ หรือเรื่องของเส้นผมบัง
ภูเขา บางทีแค่เรายอมนั่งคุยกัน ตัดอีโก้ทุกอย่างทิ้งไปแล้วขอโทษกันดีๆ
ก็จบแล้วอ่ะ แต่ว่าพูดกันไม่ได้ มันเสียฟอร์ม แก่นของเรื่องมันก็มีอยู่
เท่านี้เอง

ดูคล้ายๆกับเหตุการณ์บ้านเมืองของเรา ตั้งใจสะท้อนไปถึงการเมือง
เลยหรือเปล่า?
- ไม่ได้ตั้งใจให้มันสะท้อนขนาดนั้นนะ มันเป็นเรื่องของความสัมพันธ์
ระหว่างคนรักกันมากกว่า มันยังคงเป็นละครที่ใช้ความรักนำเรื่อง แต่ถ้า
จะให้โยง ผมก็ว่ามันโยงได้นะ ผมคิดว่าบางปัญหาใหญ่ๆ มันก็เป็น
เรื่องของอีโก้นี่แหละ

คนไทยหัวสมัยใหม่มักมองว่าวงการบันเทิง เช่น ละคร ภาพยนตร์
หรือดนตรีของบ้านเราตามหลังประเทศพัฒนาแล้วกว่า 100 ปี
คุณคิดเห็นอย่างไรกับคำกล่าวนี้?
- ถ้าจะให้เขาเป็นต้นแบบ เขาก็คงเป็นต้นแบบแน่นอนอยู่แล้ว แต่ว่า
วัฒนธรรมของแต่ละประเทศมันไม่เหมือนกันนะ ถ้าจะให้ไปเทียบ
กันโดยใช้วัฒนธรรมของเราเป็นหลัก เขาอาจจะตามหลังเราอยู่เกือบ
1,000 ปีก็ได้ (หัวเราะ) ใช่ป่ะ ให้เขามารำลิเก มาร้องลำตัดแบบ
ของเราได้หรือเปล่า เขาก็คงทำไม่ได้ แต่ถ้าให้เขาเป็นหลัก เราก็ต้องตาม
เขาอ่ะ ผมว่าหลายๆ ประเทศทันกันหมดแล้วนะ ทุกวันนี้ Hollywood
ก็พยายามจะเข้ามาเอามุมมองของคนเอเชียไปทำหนัง เพราะเรื่อง
ของเขาก็เริ่มตันแล้ว ผมคิดว่าทุกวันนี้ มันไม่ได้มีใครเหนือกว่าใครแล้ว
มันเหนือกว่าที่เงินและรสนิยมบางอย่างเท่านั้นเอง แล้วผมก็คิดว่าคนไทย
เราเก่งด้วยนะ เพราะทั้งๆ ที่งบประมาณเราไม่มากเท่าเขา แต่เรา
ก็ยังทำกันได้ขนาดทุกวันนี้

อีก 50 ปีข้างหน้า วงการบันเทิงในประเทศไทยน่าจะเป็นอย่างไร?
- ไม่รู้นะ ในอนาคนเราอาจจะไม่มีทีวีดูกันแล้วก็ได้ เราอาจจะต้องตามหา
พลังงานใหม่ๆ ใช้ชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง สื่อมวลชนก็อาจจะเปลี่ยนไป
ในอีกรูปแบบหนึ่ง แต่สำหรับเมืองไทยผมคิดว่า ถ้ายังมีละคร มีภาพยนตร์
ยังไงก็หนีไม่พ้นเรื่องราวรักๆใคร่ๆ หรอก เพราะในวัฒนธรรมของเรา
เรามีข้อจำกัดอะไรอยู่หลายอย่าง เช่นการพูดถึงบางอค์กร บางสถาบัน
ไม่ได้มากนัก บางทีแค่แต่งเครื่องแบบเหมือนเขา เจ้าของอาชีพก็อาจจะ
เฮ้ย! คุณมาทำให้คนอาชีพผมดูงี่เง่าดูตลกไม่ได้ อย่างเมืองนอกเขาพูดถึง
ตำรวจได้ เขาพูดถึงประธานาธิบดีได้ พูดถึงอะไรก็ได้เยอะแยะไปหมด
ซึ่งก็ไม่ได้ทั้งหมดนะ เพราะเขาก็มีข้อจำกัดของเขาอยู่ในระดับหนึ่ง
แต่ของเรานี่สิ มันมีข้อจำกัดเยอะกว่า ทางเลือกมันน้อยมาก เหมือนผมเอง
บางครั้งก็คิดว่าสิ่งที่เราจะนำเสนอมันใหม่ดี มันมีอะไรหลายๆอย่าง
ที่อยากจะพูดถึง แต่พอเอาเข้าจริงๆ มันก็ทำไม่ได้ บางอย่างมัน
แตะต้องไม่ได้

แล้วมีทางออกไหม?
- โห ไม่รู้พูดไปจะเข้าตัวเองหรือเปล่า? (หัวเราะ) ขอออกตัวก่อนเลย
นะว่าสำหรับใจผมแล้ว ผมรักสถาบันกษัตริย์มาก ผมยกให้เป็นอันดับหนึ่ง
และไม่เคยคิดจะไปแตะต้องอยู่แล้ว แต่สำหรับระบบอื่นๆ ที่มันเป็นเรื่องจริง
ในชีวิตเนี่ย ผมว่ามันควรจะพูดถึงได้บ้าง เราไม่ได้เอาใครมาว่า แต่บางอย่าง
เราก็เห็นอยู่แล้วตามข่าว ตามท้องถนน ตามชีวิตประจำวัน เราก็รู้ๆกันอยู่
ว่าอะไรใครทำ อะไรเป็นยังไง บางอย่างเราอยากเป็นกระจกสะท้อนสิ่งที่
เราเห็นผ่านละคร หรือภาพยนตร์ แต่เราก็ทำไม่ได้ ผมว่าสิ่งนี้แหละที่เรา
ตามหลังประเทศพัฒนาแล้ว มันก็คงต้องใช้เวลา เมื่อก่อนมันยิ่งกว่านี้อีกนะ
ทุกวันนี้คนเราก็เริ่มเปิดรับมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วล่ะ ก็คงต้องให้เวลาต่อไป
อีกเรื่อยๆ

เคยได้ยินไหมว่าโลกของเราจะล่มสลายในปี 2012 อีกแค่ 3 ปีเองนะ
ถ้าเป็นจริงขึ้นมา คุณมีแผนอะไรในชีวิตไหม?
- ผมไม่ได้กังวลอะไรนะ อาจจะรู้สึกแค่ว่าทำไมคนเราต้องมาทำดี มาช่วย
เหลือโลกกันตอนนี้ ทำชั่วมาทั้งชีวิตแล้ว (หัวเราะ) จริงๆแล้ววิธีแก้ไขมัน
ไม่ยากหรอก แต่วิธีการมันไปกระทบกับอะไรหลายๆอย่าง เอาง่ายๆ
อย่าขับรถสิ เปลี่ยนระบบขนส่งสิ พลังงานแสงอาทิตย์มีเยอะแยะ แต่อาจ
เป็นของฟรี ไม่มีใครได้ส่วนแบ่งก็เลยไม่นำมาใช้จริงจังหรือเปล่า ไม่รู้นะ
ผมคิดว่าเราทำได้แต่ไม่ยอมทำกัน เพราะมันกระเทือนกับรายได้ของบาง
ภาคส่วน ก็มันเรื่องเงินนี่นะ เก็บกันไว้เยอะๆ สุดท้ายก็เอาไปไม่ได้สักคน

คุณกลัวอะไรเกี่ยวกับอนาคตบ้าง?
- ผมเป็นคริสเตียน เลยไม่ค่อยกังวลใจอะไรกับชีวิตมากนัก เพราะรู้สึกว่า
ยังไงพระเจ้าก็จะคอยนำทางเรา ผมไม่ค่อยกลัวอด ยังไม่มีอะไรต้องห่วง
เพราะผมยังไม่มีครอบครัว ผมไม่มีภาระ มีแค่หมา แมว และปลาที่เลี้ยงไว้
เท่านั้นเอง จริงอยู่ที่ผมมีลูกน้องที่บริษัท แต่ถ้าพอถึงเวลาแล้วผมอยู่ไม่ได้
เขาก็อยู่กับผมไม่ได้ เขาก็ต้องเข้าใจนะ สิ่งที่เราทำได้ก็คือทำหน้าที่ของเรา
ให้เต็มที่ ถ้าเราทำได้ดีที่สุดแล้วมันยังดีไม่พอ เราก็ต้องยอมรับสภาพไป
แค่ให้สบายใจ ทำในสิ่งที่ควรทำให้เต็มที่ที่สุด เท่าที่เราจะทำได้





ที่มา:Crush ฉบับเดือน มี.ค. 52




 

Create Date : 19 มีนาคม 2552
2 comments
Last Update : 19 มีนาคม 2552 23:31:42 น.
Counter : 415 Pageviews.

 

หากข้อความนี้จะส่งผ่านไปถึงแอนดริว ก็อยากบอกว่า ขอบคุณพระเจ้าสำหรับชีวิตที่มีจุดหมาย และมีสาระของคุณค่ะ ขอบคุณพระเจ้าสำหรับพี่น้องคริสเตียนเช่นคุณแอนดริว และขอพระเจ้าทรงเสริมกำลัง ประทานสติปัญญาในการทำงาน ในการดำเนินชีวิต ให้กับคุณ ขอพระองค์ทรงสถิตอยู่กับคุณตลอดไป อาเมน

 

โดย: ขอบคุณพระเจ้า IP: 58.8.173.254 23 มีนาคม 2552 9:21:55 น.  

 

งั้นหนูขอขอบคุณพระพุทธเจ้าด้วยล่ะกัน

อิอิ

 

โดย: Tiw (ampan-amber ) 16 พฤษภาคม 2552 15:04:37 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.