"คลังนิยายอ่านก่อนซื้อ-ทดลองอ่าน..."เมื่อการเดินทางของจินตนาการและตัวอักษรมาบรรจบกัน จึงกลายเป็นนิยายแต่ละเล่มของ...แหวนอักษรา และนามปากกาที่เกี่ยวข้อง"

 


Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2558
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
24 กรกฏาคม 2558
 
All Blogs
 
เงารักใต้มนตรา (บทที่ 7-8) (อ่านก่อนซื้อ)







Irish Coffee Cocktail



เงารักใต้มนตรา เป็นนิยายที่เคยได้รับการตีพิมพ์กับ สพน.บลูบัตเตอร์ฟลาย เมื่อปี 2551 ต่อมาเมื่อหนังสือหมดสัญญาแล้ว ผู้เขียนจึงได้นำปรับปรุง และรีพริ้นท์ วางจำหน่ายบน ebook

คลิ๊กดูรายละเอียดเล่ม
https://www.mebmarket.com/ebook-1873-เงารักใต้มนตรา



ตอนที่ 7 ผู้มาเยือน (3)

หนุ่มไทยผู้มีนามว่าเขื่อน แก้วลันธ์ ได้เดินทางมาถึงบ้านพักในตอนเย็นวันนั้น ทันเวลาร่วมประทานอาหารค่ำกับทุกคนพอดี ชายหนุ่มผู้นี้มีวัยเดียวกับชายแดนและชาร์ซาร์คือยี่สิบเก้า รูปร่างสูงล่ำสัน ผิวสองสี ผมหยักศกสวยเป็นสีดำสนิท ตาสีน้ำตาลเข้มจัดอย่างคนไทยทั่วไป บุคลิกท่าทางเอางานเอาการดูเป็นผู้ใหญ่เกินกว่าอายุจริง เขื่อนเป็นคนเคร่งขรึมพูดน้อย แต่สายตาเฉียบคมของเขาสามารถเก็บรายละเอียดของแต่ละคนไว้ได้ภายในไม่ กี่วินาที
หลังจากทานอาหารเสร็จเรียบร้อย..ทั้งหมดพากันย้ายจากห้องอาหารไปนั่งสนทนาที่ห้องนั่งเล่นหรือห้องโถงด้านหน้าแทน ตอนแรกตกลงกันว่าจะอยู่โยงอยู่ตรงนั้นทั้งคืน เผื่อมี “อะไร” อยากจะออกมา “แสดง” การต้อนรับให้พวกเขาตื่นเต้นกันเล่น
“มารอดูดีกว่าว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในคืนนี้บ้าง” ชายแดนเป็นคนเริ่มต้น
“ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน รับรองมันไม่หนีไปไหนหรอกน่ะ”
“นั่นซิคุณแดน” อินดี้พยักหน้าเห็นด้วยกับกล้าหาญทันที
“แน่ใจหรือว่าคนที่เชิญพวกเรามาต้องการให้เราทำอย่างนี้ รอฟังเสียงเขาก่อนเถอะค่ะ หรืออย่างน้อยให้เจ้าของบ้านมาถึงก่อนดีกว่า”
“พรุ่งนี้น่ะ?” ชายแดนส่ายหน้า
“ผมเห็นจะรอไม่ไหวหรอกครับ”
“เสียเวลาเปล่า เชื่อผมซิ”
กล้าหาญยืนยันด้วยสีหน้าเคร่งขรึมตามแบบของเขา
“มานั่งเฝ้าแบบนี้อาจต้องผิดหวัง คุณเห็นกับตาแล้วนี่ว่าตั้งแต่มามีอะไรผิดปกติบ้างล่ะ” เขาผายมือออก
“เปล่าเลย ทุกอย่างราบรื่นมาก”
“ราบรื่นเกินไปน่ะซิ เรามาพนันกันสักตั้งเอาไหม?”
นักปรจิตหนุ่มสายตาเจ้าชู้ท้า ซึ่งกล้าหาญได้สวนไปทันควันเหมือนกันว่า
“ผมไม่ชอบพนัน”
ชายแดนจึงหันไปมองคนอื่นๆ เป็นเชิงขอความเห็น ดูเหมือนทุกคนจะพร้อมใจกันคล้อยตามความคิดของกล้าหาญกันทั้งหมด
ดังนั้นหลังจากปรึกษาหารือกันอยู่พักหนึ่งจึงสรุปได้ว่าฝ่ายชายหนุ่มทั้งสี่คือ กล้าหาญ ชายแดน ปางผา และชาร์ซาร์ จะอยู่โยงคอยเฝ้าสังเกตการณ์ผลัดละสองคน ก่อนเที่ยงคืนเป็นของชายแดนกับปางผารับผิดชอบ ชาร์ซาร์กับกล้าหาญจะมาผลัดเวรให้หลังจากตีหนึ่งไป ส่วนเขื่อนที่เพิ่งมาถึง รวมถึงฝ่ายสาวๆ ให้พักผ่อนไปก่อน

ความมืดแห่งราตรีโรยตัวเข้าครอบคลุมทุกหนแห่งเมื่อแสงอาทิตย์ลับจากฟ้า จันทร์เกือบเต็มดวงขึ้นมาแทนที่บนม่านฟ้าโปร่งใสแต่งแต้มด้วยจุดระยับจางๆ จากดาวนับร้อยนับพันดวง ต่างไปจากสภาพอากาศปั่นป่วนของลมพายุเมื่อตอนบ่ายโดยสิ้นเชิง
รถแวนสีน้ำเงินใสสะท้อนเงาม่วงจางคันหนึ่ง กำลังวิ่งมุ่งหน้าไปตามเส้นทางเปลี่ยวและคดเคี้ยว บรรยากาศโดยรอบเยือกเย็นวังเวงอย่างน่าประหลาด ราวกับเป็นเส้นทางที่นำไปสู่ดินแดนสนธยามากกว่าจะเป็นเส้นทางมุ่งไปสู่บ้านชายทะเลในความเป็นจริง เสียงเพลงสากลเพราะๆ ที่คนขับเปิดไว้เป็นเพื่อนแก้เหงาคลายเครียดระหว่างการเดินทาง ไม่อาจกลบเสียงแหลมสูงซึ่งดังขึ้นเป็นระยะๆ จากแนวไม้ที่ทอดตัวเป็นแนวตลอดสองข้างทางได้เลย
ถึงแม้จะรู้สึกเหนื่อยล้าและเพลียอยู่บ้างเพราะทำงานเต็มที่มาตลอดทั้งวัน เสร็จจากงานก็ขับรถข้ามจังหวัดรวดเดียวสามชั่วโมงโดยไม่ได้แวะจอดพักที่ไหนเลย หากคนขับยังคงพยายามตั้งสมาธิให้แน่วแน่ขับต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้ถึงจุดหมายปลายทางโดยเร็วที่สุด แต่ยิ่งขับหนทางยิ่งดูเหมือนจะไกลออกไปทุกที
รถยังคงมุ่งหน้าต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงตรงทางแยกหนึ่งเข้า สีหน้าของคนขับแสดงความยุ่งยากใจขึ้นทันที คิ้วเข้มยาวพาดตรงขมวดมุ่น เขาลดความเร็วของรถลง พารถเคลื่อนไปช้าๆ จนเกือบเป็นคลานแล้วจอดสนิทตรงข้างทางในที่สุด พลางเพ่งสายตามองฝ่าแสงไฟหน้ารถไปเบื้องหน้า ปากพึมพำอยู่คนเดียวว่า
“เอาล่ะ..นี่มันชักจะเกินไปแล้ว!”
ตามเส้นทางในแผนที่ที่เพื่อนสาวเขียนไว้ให้นั้นไม่เห็นบอกว่ามีทางแยกตรงไหนนี่หว่า ชายหนุ่มยกข้อมือขึ้นดูเวลาอย่างกังวลใจ นาฬิกาบอกว่าเป็นเวลาเกือบสี่ทุ่มแต่เขายังอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ ไม่ได้คิดว่าตนเองจะหลงทางเพียงแต่ไม่แน่ใจว่าควรจะไปทางซ้ายหรือขวาดี พอดีนึกขึ้นมาได้ว่าโทรศัพท์ไปถามทางเสียก็สิ้นเรื่อง คิดได้ดังนั้นจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเบอร์ของเพื่อนสาวทันที
เงียบกริบ..ไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆ!
“บ้าฉิบ!”
ชายหนุ่มสบถ หงุดหงิดจนบอกไม่ถูก หลังจากพยายามกดเรียกเบอร์ติดต่ออยู่อีกหลายครั้งแต่ยังติดต่อไม่ได้เหมือนเดิม เขาโยนโทรศัพท์ผลุงลงบนเบาะข้างตัวอย่างหัวเสีย
“ยายแจ๊ดบ้า!”
กัดฟันบ่นพึมอยู่คนเดียว ทำไมนะเขาถึงไม่เคยเอาชนะยายแจ๊ดได้เลยสักครั้ง นึกโมโหไปถึงตัวต้นเหตุที่พยายามทั้งเคี่ยวเข็ญทั้งข่มขู่เขาสารพัดจนทำให้เขาต้องยอมแพ้ขับรถมาไกลถึงเพียงนี้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยากมาจนนิดเดียว
ชายหนุ่มนั่งนิ่งสองมือกุมพวงมาลัย หรี่ตามองระหว่างเส้นทางสองสาย กำลังลังเลอยู่ว่าจะไปตามเส้นทางไหนดี เขาพยายามนึกปลอบใจตัวเองว่าอาจจะมีป้ายบอกทางอยู่ตรงไหนสักแห่งก็ได้ แต่คงเพราะเป็นเวลากลางคืนและไม่มีไฟถนนจึงทำให้มองไม่เห็น ในที่สุดชายหนุ่มจึงตัดสินใจลงจากรถเพื่อสำรวจดูบริเวณรอบๆ ไอเย็นยะเยือกต่างไปจากความเย็นของเครื่องปรับอากาศวูบเข้าปะทะผิวหน้าในทันทีที่ก้าวลงจากรถ ชายหนุ่มรู้สึกสะท้านเยือก เขาบอกกับตัวเองว่าไม่ชอบบรรยากาศแปลกๆ รอบตัวนี่เลยจริงๆ มันอึดอัดน่าขนลุกยังไงบอกไม่ถูก
ร่างสูงใหญ่ยืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางเส้นทางสายวังเวง ชายหนุ่มหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบพลางกวาดสายตามองสำรวจไปทั่วบริเวณด้วยความระวังระไว เท่าที่แสงไฟจากหน้ารถจะส่องเป็นลำไปถึงได้ แสงจากดวงจันทร์ล้อสายตาทำให้เห็นเหมือนกับว่าต้นไม้แต่ละต้นนั้นดูคดโค้งงอผิดปกติ กิ่งก้านที่ไหวโอนเอนนั้นเล่ามองดูวิปริตประหลาดจนดูราวกับภูตที่ผุดขึ้นจากนรก คอยจับจ้องทุกอิริยาบถของผู้มาเยือน เสียงครางฮือๆ จากนกกลางคืนที่เกาะบนกิ่งไม้สูง สลับกับเสียงหอนแหลมสูงที่รับกันเป็นทอดๆ

แค่เสียงนกร้อง กับหมาหอนเท่านั้นแหละน่า..จุดแห่งความคิดปลอบใจตนเองยังไม่ทันสิ้นสุดดี จู่ๆ พลันมีเสียงหนึ่งสะท้อนแว่วซ้อนเสียงหอนโหยหวนของสุนัขลอยลมเข้ามากระทบโสตประสาทชายหนุ่มอย่างกะทันหัน เป็นเสียงหัวเราะกังวานอันแสดงถึงความลิงโลดเร่งเร้าอยู่ในที
ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัว ลมวูบหนึ่งพัดกระโชกเข้าปะทะตัว ความหนาวสะท้านเข้าครอบคลุมจิตใจเขาจนบอกไม่ถูก ชายหนุ่มก้าวถอยฉะไปข้างหลังโดยอัตโนมัติ ประสาททุกส่วนตื่นตัวระวังภัยอย่างเต็มที่ หากยังไม่ทันคิดจะทำอะไรต่อไป พลันสัญชาติญาณอย่างหนึ่งได้เตือนให้รับรู้ว่ามีใครหรืออะไรบางอย่างกำลังซุ่มอยู่ตรงแนวต้นไม้ที่อยู่ห่างออกไป มันกำลังจ้องมาที่เขาเขม็ง ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ พยายามข่มความหวาดหวั่นไว้อย่างเต็มที่ ตั้งสติเรียกความมั่นใจให้กลับคืนมา เขาดีดบุหรี่ผลุงลงกับพื้นใช้เท้าขยี้ดับ แล้วค่อยๆ ก้าวถอยหลังไปช้าๆ โดยไม่คิดที่จะเหลียวกลับไปมองจุดส้มเรืองจากนัยน์ตาสะท้อนแสงวาววับตรงแนวไม้ด้านโน้นซ้ำอีก พอก้าวไปถึงรถได้ก็แทบจะกระโจนขึ้นไปนั่งพร้อมกับปิดประตูดังโครมเข้าเกียร์เหยียบคันเร่งเต็มที่ เสี่ยงขับห้อตะบึงไปโดยไม่สนใจกับทิศทางว่าจะเป็นเส้นทางที่พาไปถึงจุดหมายปลายทางหรือไม่..ไม่สนใจแม้กระทั่งว่ามีอะไรคอยอยู่ข้างหน้า ด้วยซ้ำ!
บ้านทั้งหลังเงียบเชียบ โคมไฟดวงใหญ่ถูกปิดลงเหลือเพียงแสงรางๆ จากไฟดวงเล็กที่เปิดตามไว้แต่ละจุดของตัวบ้าน รวมทั้งภายในห้องรับแขกนั้นด้วย ยิ่งดึกอากาศยิ่งเย็นลงทุกทีแต่ชายหนุ่มทั้งสี่ยังไม่มีใครยอมแพ้ ยังคงปักหลักนั่งสนทนากันเบาๆ อยู่ที่เดิม โดยคนที่ชวนคุยมักจะเป็นชายแดนเสียมากกว่า เขาพูดถึงเรื่องแบล็คเมจิกต่างๆ ไปจนถึงเรื่องสัพเพเหระอื่นๆ ในขณะที่อีกสามคนเพียงแต่ฟังและเสริมบ้างเป็นบางครั้ง
เป็นเวลาราวสี่ทุ่มเศษเมื่อชายแดนเริ่มรู้สึกง่วง เขาปิดปากหาว กำลังคิดว่าจะลุกไปเดินสังเกตการณ์รอบๆ สักหน่อยก่อน หากาแฟดื่มสักแก้วให้หายง่วง ขณะที่กล้าหาญและชาร์ซาร์ตกลงว่าจะกลับขึ้นห้องไปพักผ่อนคนละงีบก่อนที่จะลงมาเปลี่ยนเวรต่อไป
หากยังไม่มีใครทันได้ขยับตัว ฉับพลันนั้นเองเสียงเคาะประตูหนักๆ ก็ดังก้องขึ้นที่หน้าประตูห้องรับแขก ชายแดนถึงกับสะดุ้งโหยงตาสว่างขึ้นทันใด เขากระโดดผลุงผลุดลุกพรวดพราดจากท่าที่นั่งเอนสบายๆ ทันที หันไปกระซิบแบบไม่มีเสียงกับปางผาว่า
“มาแล้วละมัง! ได้เวลาตื่นเต้นซะที!”
ปางผากับชาร์ซาร์ลุกขึ้นเกือบพร้อมกัน ในขณะที่กล้าหาญกลับดูใจเย็นกว่าเพื่อน เพียงแต่ลุกขึ้นยืนช้าๆ พร้อมกลับกล่าวเป็นเชิงบ่นทำนองว่าชาวบ้านที่ไหนกันมาเที่ยวมาเคาะประตูเรียกดึกๆ ดื่นๆ อย่างนี้ ไม่รู้จักเกรงอกเกรงใจเจ้าของบ้านซะบ้างเลย
เสียงเคาะประตูดังมาอีก คราวนี้ปางผาขยับตัวทำท่าจะเดินไปเปิดประตู
“เฮ้ย! ระวังนะโว้ย ไม่ใช่คนล่ะจะยุ่ง”
“จะแปลกอะไรเล่า พวกเรากำลังรอเวลานี้อยู่ไม่ใช่เรอะ?”
“เออ! จริงแฮะ..งั้นฉันจะไปเป็นเพื่อน”
ชายแดนทำท่าพยักหน้าหงึกหงักประกอบคำพูด แล้วกลับเปลี่ยนเป็นบอกว่า
“เอาเป็นว่าไปด้วยกันทั้งหมดดีกว่า เพื่อความไม่ประมาทผิดท่ายังไงจะได้ช่วยกัน แต่นายเป็นทัพหน้านะโว้ยฉันจะเป็นหน่วย ’หนับ ’หนุนเอง”
“อะไรวะ นายนั่นแหละเปิด เห็นทำท่ากระเหี้ยนกระหือรืออยากเจอนักนี่”
กล้าหาญถอนหายใจ ปรายตาตำหนิปนรำคาญไปที่ชายหนุ่มทั้งสอง
“พวกคุณนี่เกี่ยงกันเป็นเด็กอยู่ได้ ผมเปิดเอง”
พูดจบร่างสูงบึกบึนก็เดินลิ่วไปเปิดประตู แล้วพบกับบุรุษแปลกหน้าร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งยืนตระหง่านเป็นเงาทะมึนอยู่ท่ามกลางความสลัวรางตรงหน้าประตู
“มาหาใครหรือคุณ?”
“แจ๊ด เอ๊ย แจ๊สมาถึงแล้วใช่ไหมครับ ผมมาหาแจ๊ส”
“ใครนะ?” กล้าหาญย้ำถามประหลาดใจ คิดว่าตนฟังผิดไป
“แจ๊ส..แจ๊ส..น่ะครับ”
“มาผิดบ้านแล้วคุณ ที่นี่ไม่มีคนชื่อที่ว่าหรอก”
“ที่นี่บ้านสยบสุริยะใช่หรือเปล่า?” สียงห้าวย้อนถามกลับมา
“ใช่น่ะใช่ครับ แต่ไม่มีใครชื่อแจ๊สจริงๆ”
ปางผาเข้ามาช่วยยืนยันอีกแรง ไม่ทันได้นึกเฉลียวใจไปถึงผู้หญิงที่มาด้วยกัน
“แจ๊สน่ะหรือ..มีซิ..พวกคุณไม่รู้เองต่างหาก”
เสียงหวานใสที่ดังขึ้นจากทางเบื้องหลังทำให้ทุกคนเหลียวไปมองเป็นตาเดียว แล้วต้องชะงักแทบจะตาค้างไปตามกัน เพราะในเวลานี้หญิงสาวดูแปลกไปจากอินดี้คนเดิม หล่อนเหมือนสาวน้อยวัยรุ่นมากกว่าจะเป็นหญิงสาวปราดเปรียวเปรี้ยวอย่างเมื่อตอนกลางวัน หญิงสาวอยู่ในชุดนอนผ้าเนื้อนิ่มมีสีสันลวดลายเข้าชุดกันทั้งเสื้อและกางเกง ใบหน้าทาแค่แป้งฝุ่นกลิ่นหอมละมุนเท่านั้น ผมปล่อยยาวหยักเป็นเกรียวสยายเต็มหลัง
ชายแดนถึงกับเป่าปาก
“โอ้ว์..นางฟ้าจำแลง”
อินดี้ไม่สนใจใครทั้งสิ้น เดินเร็วๆ ผ่านหน้าคนทั้งสี่ตรงเข้าไปหาชายหนุ่มผู้ที่เพิ่งปรากฏตัว พอเห็นหญิงสาวชายหนุ่มผู้มาเยือนก็ยิ้มออกมาได้ เขาก้มศีรษะลงเป็นเชิงล้อเลียน โค้งตัวลงเล็กน้อยมือหนึ่งแตะตรงหน้าผากแล้วลดลงมาที่ริมฝีปากและหน้าอกอย่างรวดเร็วอย่างการทักทายแบบชาวอาหรับ พลางทักทายเสียงห้าวว่า
“สายัณห์สวัสดิ์ตะเข้สาว”
“เสี่ยมาแล้วดีใจจัง มา..เข้ามาก่อนซิ!”
อินดี้ยิ้มแป้นเข้าไปเกาะแขนชายหนุ่มอย่างสนิทสนม ก่อนจะรั้งเขาเข้ามาในบ้านพาไปนั่งตรงเก้าอี้ตัวที่ปางผานั่งอยู่เมื่อครู่

“ค่อยยังชั่ว” ชายแดนถอนหายใจโล่งอก
“ได้เห็นหน้าเห็นตากันถนัดหน่อย ยืนเป็นเงาทะมึนอยู่ข้างนอกแบบเมื่อกี้ทำเอาหัวใจแทบวายนึกว่ายมทูตจะมาทวงชีวิตซะอีก”
“แหม..ปากเรอะนั่น”
อินดี้แขวะ ตวัดสายตาเกือบเป็นค้อนไปยังคนพูดซึ่งกำลังชะโงกหน้าออกไปมองภายนอกประตู เหลียวซ้ายแลขวาล่อกแล่กคล้ายมองหาอะไรสักอย่าง
“คุณพาใครมาด้วยหรือ?”
คำถามของชายแดนทำให้ฝ่ายผู้มาเยือนคนล่าสุดถึงกับสะดุ้งวับ
“เปล่า..มาคนเดียว ทำไมหรือครับ?”
“นึกว่ามี..คนอื่นมาด้วย”
ชายแดนขมวดคิ้ว เขม้นมองออกไปยังความมืดสลัวของยามรัตติกาลทางด้านนอกอีกครั้งให้แน่ใจ ในที่สุดก็ยักไหล่ก่อนจะปิดประตูกดล็อคลงกลอนอย่างแน่นหนาแล้วจึงเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม
“ไหนว่าจะมาพรุ่งนี้ไงล่ะ ยังไม่เจอเจ้าของบ้านเลยเจอแต่หลานสาว”
“อ้อ..ครับ” ชายหนุ่มลากเสียงรับรู้คำบอกเล่าของเพื่อน
“จะมาตอนไหนก็ไม่โทร.บอกก่อนจะได้ออกไปรับ เป็นไง..หายากหรือเปล่า?”
“ผมมาตามแผนที่”
หางเสียงคนพูดสะดุดไปนิดหนึ่ง เขาทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างออกมาแล้วกลับเปลี่ยนเป็นประโยคอื่นแทนว่า
“โทร. มาแล้วแต่ไม่มีสัญญาณ”
“อ้าว เหรอ?”
“นี่มันเรื่องอะไรกัน ผู้ชายคนนี้เป็นใคร?”
ปางผาถามขณะเดินตามเข้ามาหยุดยืนมองหนุ่มสาวทั้งสองสลับ ไปมา
“คุณผาขา นี่เพื่อนของอินดี้เองค่ะ”
พอหัวหน้าทีมถาม หญิงสาวก็หันไปรายงานเสียงใส
ปางผา..ชายหนุ่มผู้มาใหม่หรี่ตาลงเล็กน้อย..ทวนชื่อนั้นอยู่ในใจ ผู้ชายคนนี้เองซินะ
“ไม่เห็นบอกว่าจะมีเพื่อนมาด้วย คุณอินทรรู้หรือเปล่าครับ?”
กล้าหาญถาม รู้สึกกังวลเล็กน้อย อินทรศรต้องไม่ชอบใจแน่ในเมื่อทุกอย่างควรเป็นความลับไม่ควรมีคนนอกเข้ามาล่วงรู้ถึงภารกิจแปลกๆ ที่นี่
“กะจะบอกอยู่เหมือนกันค่ะแต่ลืม”
“มากไปคนสวย..ลืมผมได้ยังไง!”
นัยน์ตาคนพูดบอกแววล้อมากกว่าจะจริงจัง ดูเหมือนภาษาไทยของเขาจะไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่นัก เขาพูดไทยได้ชัดมากก็จริงแต่ยังติดสำเนียงแปร่งนิดๆ อย่างคนต่างชาติอยู่บ้างในบางคำ
“คุณชื่ออะไร”
ชายแดนซัก พอรู้ว่าผู้ที่มาเคาะประตูเรียกกลางดึกเป็นแค่คนธรรมดา ไม่ใช่ “อะไร” ที่เขาตั้งตารอมาตั้งแต่หัวค่ำ ปฏิกิริยาของนักปรจิตใจเจ้าชู้ก็ลดระดับความกระตือรือร้นลงไปทีเดียว อย่างไรก็ตามชายแดนออกจะรู้สึกประหลาดใจในตัวบุรุษยามวิกาลผู้นี้ไม่น้อยอยู่เหมือนกัน
“เซียร์”
คนตอบแนะนำตัวเพียงสั้นๆ ทิ้งหางเสียงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ฟังดูห้วนกระด้างเกินไป
“เซียร์? เซียร์เฉยๆ” กล้าหาญเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม
“ครับ” คนพูดยังคงตอบได้สั้นเหมือนเดิม
“อินดี้บอกหรือเปล่าว่าสถานการณ์ที่นี่เพี้ยนๆ ไม่ค่อยปกติเท่าไหร่”
ปางผาถามขณะนัยน์ตาคมมองคนตรงหน้าอย่างสำรวจตรวจตา
“ผมทราบ”
“คุณเป็นนักปรจิตหรือมีเซ้นท์พิเศษอะไรบ้างหรือเปล่า?”
“ผมเป็นสัตวแพทย์ธรรมดาเท่านั้นครับ”
คำตอบทำให้ปางผาชะงักไป สีหน้าแสดงความหนักใจขึ้นมาทันที ส่วนชายแดนไม่ได้ทักท้วงอะไรเพียงแต่จับตามองอย่างอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น เช่นเดียวกับชาร์ซาร์ที่เพียงแต่ยืนกอดอกมองผู้มาเยือนคนใหม่อย่างพินิจพิจารณาอยู่เงียบๆ ด้วยสีหน้าไม่ได้บอกความรู้สึกอะไร มีเพียงแววตาเท่านั้นที่ดูวูบไหวลังเลแปลกๆ
“ไม่ใช่ว่าจะรังเกียจหรืออะไรหรอกนะครับ..ไม่ทราบว่าอินดี้บอกคุณหรือเปล่า?”
“เรื่องอะไรล่ะครับ?”
“ความจริงเราทุกคนที่มาได้ถูกกำหนดตัวไว้ มีบางคนเรียกตัวเรามาเป็นกรณีพิเศษเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง ไม่ใช่มาเที่ยวพักผ่อนที่ใครนึกอยากจะมาก็มาได้ เพราะ..”
หัวหน้าทีมนักปรจิตกล่าวขึ้นช้าๆ พยายามเรียบเรียงถ้อยคำให้ฟังดูสุภาพมากที่สุด
“ถ้าคุณไม่มีอำนาจพิเศษในตัวเองบ้างเลย ผมหมายถึงอำนาจในการต่อต้านกับอำนาจเร้นลับร้ายๆ ที่จะเกิดขึ้นในบ้านหลังนี้ คุณอาจจะเป็นอันตรายได้ซึ่งผมคงรับผิดชอบไม่ไหว”
“หลานสาวของคุณอินทร..รวมทั้งณิชาก็ไม่มีอำนาจสัมผัสหรือ “สัญญาณ” อะไรเหมือนกัน”
อินดี้แย้ง หล่อนเข้าข้างเพื่อนชายเต็มที่ ชาร์ซาร์ขยับตัวเล็กน้อยอย่างอึดอัดเมื่อมีชื่อพาดพิงไปถึงผู้ช่วยของเขา
“ถึงเสี่ยจะไม่เคยฝึกหรือศึกษาด้านจิตศาสตร์มาก่อนก็จริง แต่เขาเป็นลูกผู้ชายเข้มแข็งพอที่จะเผชิญหน้ากับอะไรๆ หรอกน่ะ จริงไหมเสี่ย?”
“เสี่ย” ของอินดี้หน้าเจื่อนลง เขากำลังนึกไปถึงเหตุการณ์แปลกๆ ที่เจอหลังจากขับรถลอดผ่านซุ้มประตูเข้ามาในเขตบ้านสยบสุริยะ ใจหายใจคว่ำอยู่นึกว่าจะเอาชีวิตมาทิ้งเสียแล้ว โชคดีเท่าไหร่แล้วที่สุ่มห้อตะบึงมาได้ถูกทาง แต่เขาไม่อยากพูดถึงหรือเล่าให้ใครฟังเพราะตนเองยังไม่แน่ใจนักว่าอุปทานไปเองหรือเปล่า ดังนั้นเซียร์จึงตอบไปแค่ว่า
“งั้นมั้ง”ตอบพิลึก..ชาร์ซาร์คิด
“เอาล่ะ อย่าเถียงกันดีกว่า ไหนๆ เขามาถึงแล้วจะให้กลับตอนนี้ดูจะใจดำไปหน่อยนะ เอาเป็นว่าคืนนี้พักที่นี่ไปก่อน พรุ่งนี้เมื่อเจ้าของบ้านมาค่อยปรึกษากันอีกทีว่าจะให้เขาอยู่หรือให้กลับไปก่อนดี”
กล้าหาญซึ่งนิ่งฟังอยู่นานตัดบทขึ้น ที่จริงเขาเห็นด้วยกับคำพูดของปางผาทีเดียว แต่ด้วยเหตุผลอื่นที่ต่างไปจากการเป็นห่วงในสวัสดิภาพของสัตวแพทย์หนุ่ม เพราะนอกจากทีมของปางผาแล้วเขาไม่ต้องการให้มีคนที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามายุ่มย่ามวุ่นวายที่นี่เพราะอาจจะเป็นปัญหาภายหลังได้ อินทรศรก็คงคิดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ถ้าเขาแสดงออกนอกหน้าจนเกินไปนักคนอื่นจะสงสัยได้ ดังนั้นกล้าหาญจึงทำเป็นสนับสนุนชายหนุ่มแปลกหน้าไปซะ
ปางผาทำท่าเหมือนจะค้านในตอนแรก แล้วกลับพยักหน้าขรึมๆ
“ตามใจเถอะ เอาอย่างนั้นก็ได้”
“จะให้พักห้องไหนดีล่ะคุณกล้า ห้องผมก็สองเข้าไปแล้ว ส่วนคุณชาร์ซาร์อยู่กับคุณเขื่อน ส่วนห้องใหญ่ไม่ต้องพูดถึงเพราะเป็นของเจ้าของบ้าน”
ชายแดนกึ่งปรารภกึ่งถาม
“พักห้องผมก่อนก็ได้” กล้าหาญบอก
“ถ้าไม่รังเกียจว่าต้องนอนบนเตียงคนหนึ่งหน้าเตียงคนหนึ่ง เพราะเป็นเตียงแบบนอนได้คนเดียว”
ยังไม่ทันที่เซียร์จะตอบหรือพูดอะไร อินดี้ก็หันมาเล่าเสียงแจ๋วๆ ให้ฟังว่า
“อันที่จริงยังมีห้องว่างเหลืออยู่อีกห้องหนึ่ง เสียดายที่เปิดไม่ได้”
“ห้องใต้หลังคาน่ะ? ไม่ไหวละมัง” ปางผาเลิกคิ้ว
“ที่นี่มีห้องใต้หลังคาด้วยหรือครับ?”
เซียร์ทำท่าประหลาดใจ เพราะบ้านในเมืองไทยส่วนใหญ่มักจะเน้นความโปร่งโล่งสบายมากกว่าเนื่องจากเป็นเมืองร้อน ไม่เหมือนในต่างประเทศที่มีทั้งห้องใต้หลังคาและห้องใต้ดิน
“ใช่ค่ะ แต่อย่างที่บอก ประตูมันฝืดมากเปิดไม่ออก”
“ลองดูอีกทีก็ได้” กล้าหาญพยักหน้า
“อากาศเย็นเนื้อไม้หดตัวลงอาจทำให้เปิดง่ายขึ้น”
เมื่อลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ได้แล้ว ทั้งหมดพากันขึ้นบันไดไปที่ห้องใต้หลังคาอีกครั้ง

ตอนที่ 8 ผู้มาเยือน (4)

“เอาไงดี”
ชายแดนแบมือพลางยักไหล่ หลังจากที่ชาร์ซาร์กับกล้าหาญช่วยกันผลักและกระแทกประตูแรงๆ อยู่หลายครั้ง ปรากฏว่าผลยังคงเหมือนเดิม คือบานประตูเพียงแต่เผยอออกเพียงนิดเดียวเท่านั้น
“พักห้องผมก็แล้วกัน ผมจะลงมานอนหน้าเตียงเอง”
กล้าหาญบอกง่ายๆ
“ไหนๆ หลังครึ่งคืนผมกับซาร์ก็ต้องเฝ้ายามอยู่โยงกันจนถึงเช้าอยู่แล้ว คุณไปนอนที่ห้องผมนั่นแหละ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่”
“อย่าลำบากกันเลยครับผมนอนที่ไหนก็ได้ ห้องรับแขกก็ได้”

“เฮ่อ..หนาวตายไม่ว่าล่ะซิ”
อินดี้หรือชื่อที่เพื่อนชายเรียกว่าแจ๊สหรือเจสสีท้วง
“ผมคนเมืองหนาวไม่กลัวหนาวหรอก”
ปากพูดกับเพื่อนสาว หากสายตากำลังจับจ้องอยู่ที่บานประตูไม้สักอย่างสนอกสนใจ ชายหนุ่มหันไปถามปางผาว่า
“นี่เป็นสัญลักษณ์ของลัทธิหนึ่งใช่หรือเปล่า?”
หัวหน้าทีมชะงัก รู้สึกแปลกใจกับคำถามของอีกฝ่ายไม่น้อย
“ทำไมถึงคิดว่ามันจะต้องเป็นสัญลักษณ์ของอะไรด้วยล่ะครับ?”
“ผมเห็นมีรูปแบบนี้ตรงหน้าประตูบ้านด้วย เคยรู้มาว่าถ้าเป็นดาวสองดวงกลับหัวซ้อนกันอยู่ในวงกลมมักเป็นเครื่องหมายของลัทธิบูชาซาตานหรืออะไรประมาณนั้น..แต่อันนี้ดูแปลก..งูสองตัวในปิรามิด”
“แสดงว่าคุณพอมีภูมิความรู้ในเรื่องลัทธินอกรีตอยู่บ้างเหมือนกัน ล่ะซิ”
ปางผาพูดขรึมๆ
“ถึงผมจะไม่ได้เรียนจิตศาสตร์หรือปรจิตมา แต่ก็เคยได้ยินได้ฟังเรื่องทำนองนี้มาไม่น้อยหรอกฮะ”
น้ำเสียงของเซียร์ฟังสุภาพ หากแววตากลับแฝงแววท้าทายแปลกๆ ปนอยู่ในนั้นด้วย ปางผาอดรู้สึกสะดุดอยู่ในใจไม่ได้ เขาเพ่งมองอีกทีเพื่อจะจับสังเกตให้ถนัดแต่ฝ่ายนั้นก็หันกลับไปแล้ว เซียร์กำลังชะโงกหน้าเข้าไปพิจารณาดูรูปสลักใกล้ๆ พลางใช้มือแตะที่บานประตู ออกแรงผลักเพียงนิดเดียวเท่านั้นแต่กลับมีผลเกินคาด เพราะบานประตูเปิดออกอย่างง่ายดายเกินความคาดคิด!
ทุกสีหน้าในที่นั้นดูเหมือนจะพากันประหลาดใจเต็มที่
“บ๊ะ! อะไรจะบังเอิญขนาดนั้นวะ!”
ชายแดนถึงกับอุทานเสียงดังอย่างฉงน
“ว๊าว เสี่ยเก่งจริงๆ เลย ทำได้ไงเนี่ย” อินดี้กรี๊ดกร๊าดทึ่งจัด
“ผมเปล่าทำ มันเปิดออกเอง”
“ท่าทางห้องนี้มันจะชอบคุณเป็นพิเศษแฮะ พวกเราช่วยกันแทบตายไม่มีใครเปิดได้สักคน คุณมาแป๊บเดียวแค่แตะปุ๊บก็เปิดปั๊บ”
ชายแดนสัพยอกหัวเราะร่วน
“พูดเป็นเล่นไป ทำยังกับห้องมีชีวิตเลือกคนชอบคนชังคนได้อย่างนั้นล่ะ”
เซียร์ตีหน้าเจื่อน เขาคิดว่าคำพูดของกล้าหาญฟังน่ากลัวกว่าผู้ชายที่ชื่อชายแดนเสียอีก
พอห้องเปิด ทั้งหมดจึงเดินตามกันเข้าไปสำรวจภายในทันที แสงไฟสว่างขึ้นเมื่อชาร์ซาร์กดสวิทช์เปิด พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องนี้สบายน่าอยู่อย่างที่จีนีสบอกไว้ไม่มีผิด
“อือม์ บรรยากาศดีจริง คุณนี่โชคดีชะมัดมาทีหลังแต่ได้ห้องที่ดีที่สุดไป ผมชักชอบแล้วซิ เรามาแลกห้องกันดีกว่า” ชายแดนพูดติดตลก
“อยู่คนเดียวได้นะจ๊ะเสี่ย”
อินดี้ฉวยโอกาสถามชายหนุ่มขณะที่คนอื่นมัวแต่ดูโน่นนี่สำรวจไปรอบๆ ห้อง
“ถ้าห่วงนักก็มาอยู่ด้วยกันซิ เตียงออกกว้างนอนคนเดียวมันเหงามากนะรู้ไหม?”
เซียร์ตอบเบาๆ ชนิดพอได้ยินกันสองคน ฝืนยิ้มกลบเกลื่อนเพื่อลบรอยหม่น ที่ครอบงำอยู่ในใจ โดยที่เจ้าตัวไม่อาจให้เหตุผลหรืออธิบายได้ว่าทำไมจึงรู้สึกเช่นนั้น
“บ้า! คนอะไร พูดด้วยทีไรเข้าเนื้อทุกที” อินดี้สะบัดหน้า
“ไม่อยากสนใจแล้ว”
“ไม่สนเราแล้วสนใคร? หรือชอบไอ้ประเภทเตี้ยล่ำดำหื่น? จะได้รีบไปจัดหามาให้”
คำพูดแบบกึ่งพาลแกมประชดเจ็บๆ ของเซียร์ทำเอาอินดี้แทบกรี๊ด
“ต๊าย คนผีทะเลพูดจาน่าเกลียด ไม่คุยด้วยแล้ว..ไปหาคุณผาดีกว่า”
“ไม่ต้องยกเอาเขามาข่มหรอก เราไม่กลัว ไม่ชอบหน้าเขาด้วย”
อินดี้ชะงักอาการที่กำลังจะหมุนตัวเดินห่างออกไป..พร้อมกับปรายตามองเพื่อนชาย รู้สึกทั้งเคืองทั้งฉงนในเวลาเดียวกัน ด้วยไม่เข้าใจกับอารมณ์ผันผวนของเขาที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ ลองเซียร์ใช้คำแทนตัวว่า “เรา” ขึ้นมาเมื่อไหร่ แสดงว่าเขาอารมณ์เสีย ซึ่งนับว่าแปลกอยู่ไม่น้อยเพราะโดยพื้นฐานนิสัยปกติของชายหนุ่มนั้นเป็นคนที่ชอบหยอกชอบยั่ว ใจเย็นอารมณ์ดีอยู่เสมอสมกับเป็นสัตวแพทย์ ไม่ใช่คนโกรธอะไรง่ายนักแต่เวลาโกรธขึ้นมาก็น่ากลัวไม่เบา มาวันนี้หล่อนรู้สึกว่าเซียร์แปลกไป ดูค่อนข้างจะหงุดหงิดพาล ผิดวิสัย
อินดี้ไม่อยากทะเลาะกับเขาในตอนนี้เพราะก่อนเดินทางได้ทะเลาะกันมาตั้งหนึ่งแล้ว เซียร์ไม่อยากมาแต่หล่อนก็เอาแต่ใจดื้อรั้นบังคับขู่เข็ญเขาต่างๆ บีบจะให้เขามาให้ได้
“เป็นอะไรไป ดูหงุดหงิดนะ” เจสสีหรืออินดี้ถามเสียงอ่อนลง
“เปล่า..ผม..คงเหนื่อยเท่านั้น”
เซียร์ปฏิเสธ ยิ้มฝืนๆ ก่อนยกมือขึ้นเสยผมลวกๆ เมินไปทางอื่นไม่ยอมสบตาเพื่อนสาว อินดี้มองเขานิ่งอยู่สักเดี๋ยวก็พยักหน้าบอกว่า
“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ถ้างั้นก็พักซะเถอะ มีอะไรเรียกแล้วกัน”
หล่อนบอกเขา..ก่อนหันไปชวนคนอื่นแยกย้ายกันกลับห้องพัก คงเหลือเพียงปางผากับชายแดนเท่านั้นที่รับอาสาอยู่โยงในห้องรับแขกด้านล่างต่อไป

ตีหนึ่งครึ่ง..เป็นเวลาดึกสงัด ชาร์ซาร์กับกล้าหาญเพิ่งมาผลัดเวรเมื่อสักครู่นี่เอง พอถึงห้องล้มตัวลงนอนชายแดนก็แทบจะหลับสนิทไปในทันที ปางผายังคงตื่นตานั่งสูบบุหรี่อยู่ตรงหน้าต่างห้อง สายตามองผ่านแสงสีเงินกระจ่างของจันทร์เกือบเต็มดวงหลังหมดพายุฝนฟ้าออกไปไกล ตาของเขาไม่ได้มองเห็นภาพเบื้องหน้านั้นเลยแม้แต่น้อย เพราะสมองของนักปรจิตหนุ่มกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในวันนี้อยู่อย่างหมกมุ่น
เริ่มตั้งแต่เรื่องบุคคลลึกลับที่แจกอีเมลเรียกพวกเขามารวมกัน ยังไม่แน่ว่าคนๆ นี้จะเป็นอินทรศรหรือเปล่า แต่ถ้าไม่ใช่แล้วจะเป็นใครกันเล่า?
กล้าหาญบอกว่าปฏิบัติการ “ล่าปีศาจ” ที่ยังคงกบดานตัวเงียบอยู่เป็นแค่ภารกิจรอง ภารกิจหลักนั้นดูซ่อนเร้นท้าทายยิ่งกว่า
ในขณะที่ภารกิจรองยังไม่ชัดแจ้งดี แต่อินทรศรกับกล้าหาญกลับมีเป้าหมายมีที่ชัดเจนและต่างออกไป นั่นคือการสืบหาตัวบุคคลที่เป็นทายาทไลกอล์ลให้ได้เพื่อ “ลงดาบ” ซะ!
โดยมีเขากับเพื่อนร่วมทีมเป็นแนวหน้า กล้าหาญกับอินทรศรเป็นแบ็คหนุนหลัง ส่วนชาร์ซาร์เป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ตัวทายาทคนนั้น!
แต่จนถึงป่านนี้เขายังหาโอกาสพาตัวเข้าไปตีสนิทกับชาร์ซาร์ไม่ได้เลยเท่าที่สังเกตดูฝ่ายนั้นไม่ได้มีอะไรให้ชวนสงสัยได้แม้แต่น้อย..นอกจากการแสดงตนเป็นคนใบ้ที่ไม่ยอมปริปากพูดแล้วทุกอย่างก็ดูเป็นปกติมาก ท่าทางชาร์ซาร์ไม่ได้บ่งบอกถึงความคุ้นเคยในสถานที่นี้แต่อย่างใด เหมือนกับไม่เคยเหยียบย่างมาที่สยบสุริยะมาก่อนจริงๆ
ถ้าเป็นการสร้างบทบาทเล่นละครเพื่อตบตาก็นับว่าเนียนมาก
หรือว่าอินทรศรจะเข้าใจผิดไปเอง?
เป็นไปได้หรือไม่ว่าชาร์ซาร์จะบริสุทธิ์ ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับพวกลัทธิมนต์ดำไลกอลล์อย่างที่สงสัย ทุกอย่างเป็นเรื่องเข้าใจผิด เป็นความผิดพลาดของข้อมูลล้วนๆ
ถ้าเช่นนั้นชาร์ซาร์คือใครกันแน่เล่า? ในเมื่อประวัติความเป็นมาของคนผู้นี้ลึบลับซับซ้อนนัก อีกสิ่งหนึ่งที่เขายังนึกสงสัยคือจีนีสรู้เรื่องนี้ด้วยหรือไม่ รู้ถึงแผนการล่าทายาทไลกอลล์นี้ด้วยหรือเปล่า?
ภาพหญิงสาวผู้เป็นหลานสาวเจ้าของบ้านปรากฏขึ้นในห้วงคำนึง ปางผาระบายยิ้มอ่อนๆ ในสีหน้าโดยไม่รู้ตัว อุปทานเหมือนจะได้กลิ่นหอมรวยรินเหมือนยามที่หล่อนเยื้องกายเข้ามาใกล้เสียด้วยซ้ำ พอคิดมาถึงตรงนี้เขากลับรู้สึกละอายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
นับเป็นครั้งแรกที่อุบัติเหตุหัวใจแบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเขา ไม่ใช่ปกติวิสัยของเขาด้วยซ้ำที่จะตกหลุมเสน่ห์ผู้หญิงเอาง่ายๆ เพียงแค่ได้สบตาก็ห้ามใจตัวเองไม่ทันจริงๆ เหมือนกับสายฝนที่พรมพร่างท่ามกลางแดดเปรี้ยงในทะเลทราย
‘เอ๊ะ..นั่น..คุณ..ซาร์กับคุณผา..ทำไมสวมสร้อยเหมือนกันเปี๊ยบเลย..เพิ่งรู้ว่าคุณสองคนนิยมคริสตัลซันด้วย’
ชายหนุ่มจำได้ว่าจีนีสเอ่ยถามขึ้นอย่างฉงนในตอนหนึ่งที่โต๊ะอาหารเมื่อเย็นนี้ เมื่อบังเอิญเห็นทั้งเขาและชาร์ซาร์ต่างสวมสร้อยคอทองคำขาวเส้นหนา แขวนหินแก้วที่เจียระไนเป็นลักษณะคล้ายลูกกระพรวน แต่ก็ไม่ได้เหมือนกระพรวนเสียทีเดียวเพราะแก้วนั้นผสานเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ได้เปิดช่องเล็กๆ ไว้อย่างลูกกระพรวนทั่วไป ที่น่าสนใจคือมันกลับมีเสียงกรุ๋งกริ๋งส่งออกมาเบาๆ ตามกริยาที่เคลื่อนไหวด้วย ทั้งๆ ที่เนื้อแก้วปิดทึบทั้งหมดอย่างนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าจะมีเสียงใดๆ หลุดรอดออกมาให้ได้ยินได้
‘คนที่ให้ผมเขาบอกว่าเป็นเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ป้องกันภูตผีปีศาจรวมทั้งสัตว์จำพวกอสรพิษต่างๆ ได้ดี ผมก็สวมติดตัวเรื่อยมาน่ะครับ’
ปางผาบังเอิญเหลือบไปเห็นอินดี้ทำสีหน้าอย่างหนึ่งเหมือนข้องใจในคำพูดเขา เหมือนมีคำถามมากมายรออยู่ที่ริมฝีปาก แต่หล่อนก็ไม่ได้ปริปากซักถามหรือพูดอะไรออกมา มีเพียงแววตาเท่านั้นที่บ่งบอกความสับสนบางประการที่ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสะกิดใจ เขาจำได้แม่นว่าเมื่อพบกันครั้งแรกเขาเห็นอินดี้วนเวียนจ้องมองลูกแก้วกระพรวนที่เขาสวมติดตัวอยู่ด้วยสายตาแปลกที่เขาไม่เข้าใจ แต่หลังจากวันนั้นหล่อนก็ไม่ได้แสดงความสนใจใดๆ ในคริสตัลซันของเขาอีก
‘จริงหรือที่ว่าป้องกันภูตผีได้?’
เสียงจีนีสดึงความคิดเขากลับมาในตอนนั้น หล่อนถามในคำถามเดียวกับที่อินดี้เคยถามมาแล้ว
‘สนใจหรือครับ..เอ..ข้อนี้ยังไงไม่รู้..ตั้งแต่ได้มาผมก็สวมติดตัวไว้ตลอดไม่เคยถอด อันที่จริงไม่เชิงเชื่อถือหรอก แต่เพื่อระลึกถึงคนให้มากกว่าอย่างอื่น’
‘แสดงว่าคนให้ต้องสำคัญกับคุณมากใช่ไหมครับ’
เขื่อนกึ่งเปรยกึ่งถามขึ้นมาบ้าง ส่วนใหญ่เขาจะเป็นฝ่ายนั่งฟังเงียบๆ นานๆ จึงจะพูดขึ้นมาสักประโยค
‘คนให้คือแม่ผมเองครับ’
‘อ้อ’ หลายเสียงรับรู้
‘คุณแม่ของคุณบอกหรือเปล่าว่าได้คริสตัลซันมาจากที่ไหน ได้มายังไง?’
ชาร์ซาร์ถามผ่านทางณิชาอีกครั้ง สีหน้าเขาไม่บอกความรู้สึกใดๆ นอกจากเป็นการชวนสนทนาตามปกติ
‘ข้อนี้ไม่ทราบครับ แม่แค่บอกว่ารักษาสร้อยไว้ให้ดีให้สวมติดตัวไว้ ผมก็รับปากและทำตามเพราะมันเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายที่ผมรับจากมือแม่ ก่อนที่แม่จะเสียชีวิตลง’
จีนีสอึ้งไปนิดหนึ่งก่อนเริ่มต้นถามใหม่ว่า
‘การที่คุณสองคนมีเซ้นท์พิเศษที่แม่นยำมากรวมทั้งพลังที่แข็งกล้าทางจิต จะเป็นเพราะกระพรวนแก้วมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือเปล่าคะ?’
ชาร์ซาร์ชะงักไปเล็กน้อย ประหลาดใจกับชื่อที่หล่อนเรียกมากกว่าอย่างอื่น
‘กระพรวนแก้ว..เข้าใจเรียก’ ณิชาแปลตามคำพูดของชาร์ซาร์
‘ฉันเรียกตามลักษณะของมันค่ะ คุณยังไม่ได้ตอบคำถามฉันเลยชาร์ซาร์’
‘คงไม่เกี่ยวกันหรอกครับ ผมมีสัญญาณมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ไม่คิดว่าจะเป็นเพราะกระพรวนแก้ว’
‘คุณผาล่ะคะ’
‘ข้อนี้เห็นด้วยกับชาร์ซาร์ครับ ผมเองก็เหมือนกับเขาที่มีจิตรับสัมผัสได้มาแต่เล็ก แต่เพิ่งมาศึกษาฝึกฝนศาสตร์ด้านพลังจิตจริงๆ จังๆ เอาในระยะหลัง’
‘หรือคะ..งั้นหรือคะ? ทำไม?’
จีนีสพึมพำ เป็นอีกครั้งที่แววตาหล่อนดูเหมือนจะแปรเป็นความพิศวงหรือสับสนในอะไรบางอย่างอย่างเต็มที่ หล่อนสลัดศีรษะ รำพึงเบาๆ เหมือนพูดกับตนเองมากกว่าจะพูดกับเขาหรือคนอื่นในโต๊ะ
‘มีอะไรหรือเปล่าครับจีนีส’
เขื่อนถาม เขาเป็นคนที่มีความรู้สึกไวพอตัว
หญิงสาวทำท่าเหมือนรู้สึกตัว หล่อนยิ้มเจื่อน
‘เปล่าค่ะ แค่คิดอะไรขึ้นมาได้เท่านั้นเองว่าพวกคุณกำลังคิดเหมือนฉันหรือเปล่าน่ะค่ะ’
‘คิดว่ายังไงครับ?’ ชายแดนซัก
‘ฉันรู้สึกว่ากระพรวนแก้วน่าจะมีส่วนส่งเสริมเจ้าของที่สวมใส่มากอยู่ ไม่ทราบว่าพวกคุณเคยได้ยินกันบ้างหรือเปล่าในเรื่องที่ว่าเครื่องรางบางชนิดไม่ใช่แค่ส่งเสริมเจ้าของเท่านั้น ยังมีพลังในการต้านและทำลายทุกสิ่งที่แสดงตัวเป็นศัตรูกับเจ้าของของมันด้วยเหมือนกัน’
‘พูดอะไรสยองน่าขนลุก!’
อินดี้ขัดทันควัน ยังไงๆ ดูท่าเจ้าหล่อนทำใจให้เป็นมิตรกับจีนีสไม่ได้
ปางผาจำได้ว่าตนเงียบงันไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าคนอื่นจะสังเกตเห็นเหมือนกับเขาหรือไม่ เขารู้สึกว่าทั้งน้ำเสียงและแววตาของจีนีสแฝงความหมายเลศนัยบางประการที่ทำให้ออกจะสะดุดใจอยู่..เขาจะต้องหาโอกาสถามหล่อนให้ได้ว่าหล่อนหมายความว่าอย่างไร ที่ว่ากระพรวนแก้วส่งเสริมเขาและทำลายศัตรูในขณะเดียวกัน!

ถึงตรงนี้ภาพท่าทีกร้าวกระด้างสีหน้าเย็นชาของบุรุษผู้มีหุ่นล่ำบึกบึนราวกับนักรบก็ผุดขึ้นมาแทนที่ ปางผาคิดว่ากล้าหาญเห็นเขาเป็นศัตรูมากกว่ามิตรเสียอีก ถึงแม้ว่าฝ่ายนั้นจะเป็นคนมาเจรจาติดต่อให้เขาเป็นหัวหน้าทีมด้วยตนเอง แต่ก็คงเพราะเป็นคำสั่งจากอินทรศรเท่านั้น เขารู้แน่ว่ากล้าหาญไม่ชอบเขา แต่เพราะอะไรล่ะ หรือฝ่ายนั้นเห็นว่าจีนีสชื่นชมในตัวเขา ถ้าเป็นเช่นนั้นก็แสดงว่ากล้าหาญชอบจีนีสอยู่ก่อนน่ะซิ
ผู้ชายอีกคนก็เช่นกัน
คิ้วเข้มของปางผาขมวดมุ่นขึ้นไปอีก รอยยิ้มเยือกเย็น สายตาที่ไม่เป็นมิตร กึ่งลองดีกึ่งท้าทายแปลกๆ ของสัตวแพทย์หนุ่มทำให้เขารู้สึกข้องใจอย่างบอกไม่ถูก
เพื่อนชายของอินดี้คนนี้เป็นคนอย่างไรกันแน่ ปางผายอมรับว่ายังดูไม่ออก จะเป็นคนเฉยๆ เหมือนอย่างที่เห็นภายนอกหรือเป็นคนลึกเร้นยังไงก็ยังไม่รู้ได้เพราะเพิ่งได้พบปะพูดคุยกันแค่ไม่กี่คำ คงต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ไม่รู้ว่าตนคิดไปเองหรือเปล่า เขารู้สึกว่าหมอนั่นวางมาดท้าทายชอบกลเฉพาะกับเขาเท่านั้น ในขณะที่วางตัวสุภาพเรียบร้อยดีกับคนอื่น ดูเหมือนอินดี้จะคุ้นเคยสนิทสนมกับฝ่ายนั้นมากทีเดียว..มากเกินความพอดีแห่งขอบเขตของการเป็นเพื่อนด้วยซ้ำ!
ช่างเถอะ..มันเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งสองคนไม่ใช่หรือ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาอยู่แล้ว..ดีเสียอีก หล่อนจะได้ไม่มาวุ่นวายกับตัวเขาและจีนีส

ระหว่างที่ปางผากำลังหมกมุ่นครุ่นคิดเช่นนั้นอยู่ ชายหนุ่มอีกคนดูเหมือนจะนอนไม่หลับเช่นเดียวกัน เขาพยายามข่มตาให้หลับแต่ไม่อาจหลับลงได้ง่ายๆ แม้จะรู้สึกเพลียและเครียดเต็มที
เซียร์พลิกกลับไปกลับมาอยู่หลายครั้ง รู้สึกจิตใจไม่สงบเอาเสียเลย มันอึดอัดร้อนรุ่มกระวนกระวายจนบอกไม่ถูก สุดท้ายจึงพลิกตัวขึ้นนอนหงายเอามือก่ายหน้าผาก พยายามระงับความรู้สึกรำคาญที่พลุ่งขึ้นมาเป็นริ้วๆ กับเสียงอะไรบางอย่างที่คอยรบกวนอยู่ตลอดเวลา
กริ๋ง..กริ๋ง..คล้ายกับเสียงกำไลหลายอันกระทบกันเบาๆ มันดังเป็นจังหวะ เดี๋ยวดังเดี๋ยวค่อยสลับกันอยู่อย่างนั้น
กรุ๋งกริ๋ง..กรุ๋งกริ๋ง..กรุ๋งกริ๋ง..ฟังไปฟังมาถึงจับได้ว่าเป็นเสียงของกระดิ่งหรือลูกกระพรวนดังเป็นจังหวะสะท้อนก้องอื้ออึงอยู่ในโสตประสาท ชายหนุ่มขยับตัวทำท่าจะกระชากหมอนขึ้นมาอุดหูดับความรำคาญแต่เสียงนั้นกลับเงียบไปเสียก่อน หากยังไม่ทันข้ามนาทีดีเสียงบางอย่างกลับดังรบกวนขึ้นมาอีก คราวนี้เป็นเสียงคล้ายนกกระพือปีกพึ่บพับตามด้วยเสียงทอดถอนใจ
อะไรกันวะ! เซียร์แทบจะตะโกนออกมาดังๆ!
สัตวแพทย์หนุ่มลืมตาโพลงขึ้นในทันที หากยังไม่ทันได้ผุดลุกขึ้นอย่างใจคิด ภาพที่ปรากฏให้เห็นข้างหน้านั้นทำให้ชายหนุ่มต้องตะลึงงัน เย็นวาบไปทั่วทั้งตัวทีเดียว!
เงาตะคุ่มๆ เงาหนึ่งกำลังยืนจังก้าอยู่ตรงขอบหน้าต่าง ขนาดตัวของมันใหญ่มาก ใบหน้าแหลมยาว หูตั้ง ขนยาวหนา หางเป็นพวง
หมาป่า!
เซียร์อุทานบอกตัวเองอยู่ในใจ เป็นไปไม่ได้!
หมาที่ไหนจะกระโจนขึ้นมาสูงขนาดนี้ได้ เป็นภาพหลอนจากจิตใต้สำนึกของเขาเอง..หรือว่าเขากำลังเจอดีเข้าจริงๆ อย่างที่พวกปางผาเป็นห่วงกันแน่!
ทุกอย่างวิปริตโดยแท้...มันเริ่มตั้งแต่ที่ขับรถผ่านเข้ามาในเขตสยบสุริยะแล้ว เขาไม่ควรมาเลยจริงๆ เซียร์นึกโมโหตัวเองเป็นที่สุด เจสสีให้เขามาเขาก็ตามใจหล่อนทั้งๆ ที่ไม่สบายใจเลย รู้สึกสับสน เศร้าปนสังหรณ์ใจยังไงชอบกล มีความรู้สึกราวกับว่าการเดินทางในครั้งนี้เป็นการเดินทางไปสู่สุดขอบนรก แล้วอาจเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายในชีวิตของเขาก็ได้!
ชายหนุ่มนอนนิ่งเกร็งตัวรับสถานการณ์ร้ายที่อาจเกิดในวินาทีใดวินาทีหนึ่งข้างหน้า..เซียร์เห็นตาสีเขียวเรืองดุดันของมันจ้องมาที่เขาเขม็ง เหมือนกับมันกำลังสำรวจตัวเขาหรือไม่อีกก็อาจเป็นการหยั่งเชิง
วินาทีต่อมา..เจ้าหมาป่าตัวใหญ่สีดำปลอดย่อตัวลง..แยกเขี้ยวใหญ่ขาววับคำรามเสียงกระหึ่มอยู่ในลำคอ ชายหนุ่มหายใจเข้าแรง เกร็งไปทั้งตัว
เอาซิวะ เจ้าหมา! ลองดูสักตั้งก็ได้ ดูซิว่า หมาอย่างแก กับ “หมอหมา” อย่างฉันใครจะแน่กว่ากัน!

จุดของความคิดยังไม่ทันสิ้นสุดดี มันกระโจนพุ่งตรงเข้ามาที่เขา ชายหนุ่มรวบรวมกำลังเต็มที่ยกแขนขึ้นบังหน้าโดยอัตโนมัติ พร้อมกับพลิกตัวหลบวูบจนแทบตกจากเตียง
เวลาผ่านไปแค่ชั่วเสี้ยววินาที..แต่ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์ ทุกอย่างยังคงเงียบสงบ เขากลั้นใจเหลียวกลับไปกวาดสายตามองไปรอบๆ แต่ไม่มีวี่แววของร่างกำยำที่พุ่งกระโจนเข้ามาแม้แต่น้อย..เห็นแต่ความว่างเปล่า นอกจากเขาแล้วไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดอยู่ในภายในห้องอีกเลย มีเพียงม่านหน้าต่างพลิ้วสะบัดไหวไปตามแรงลมเท่านั้น!



จบบท ทดลองอ่านก่อนซื้อ



Create Date : 24 กรกฎาคม 2558
Last Update : 24 กรกฎาคม 2558 22:04:28 น. 0 comments
Counter : 102 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

วงแหวนอักษรา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




คำเตือน
ขอสงวนลิขสิทธิ์ผลงานเขียนทุกชนิดใน
blogแห่งนี้ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ.2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือ
นำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีการใดๆ ทั้งสิ้น
รวมถึงการนำไปเผยแพร่ต่อที่อื่นโดยไม่
ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน



--------------------------
--------------------------
cr. ขอบคุณภาพ-ของแต่ง blog
จากเว็บแจกฟรีทุกแห่ง
cr. ขอบคุณแฟลชภาพจาก blog yame


books shelf (e-book)


คนล่าสาป
วงแหวนอักษรา
www.mebmarket.com
กงล้อแห่งชะตากรรมที่ต้องเผชิญชะตากรรมกำหนดให้เขาต้องเป็น...คนล่าสาปเพื่อชดใช้ในสิ่งที่ทำไว้ในอดีตชาติจนกว่าทุกอย่างจะสิ้นสุดลง


กรงใจไฟมายา
วงแหวนอักษรา
www.mebmarket.com
สำหรับผมเห็นว่าคุณเป็นเจ้าหญิงหิมะ...ที่จริงควรเป็นเจ้าหญิงน้ำแข็งถึงจะถูก เพราะว่าเวลาหิมะละลาย เราจะพบต้นอ่อนของดอกไม้เสมอ ตรงกันข้ามกับน้ำแข็งที่ละลายแล้วจะระเหยแห้งผากไปหมด เหมือนกับใจของคุณที่กำลังระเหยแห้งแล้งลงไปทุกทีนั่นแหละ...


มนตราทรายใต้ธารดาว
ณลีนิน
www.mebmarket.com
“ระหว่างเราสองคนอาจไม่ได้มีโอกาสใกล้ชิดกันมากนัก แต่นับจากคืนนี้ไป ผมสัญญาว่าผมจะเปิดใจกับคุณทั้งหมด จะไม่ให้มีอะไรเคลือบแคลงต่อกันอีก ที่สัญญาไว้ว่าจะยกชีวิตยกหัวใจให้คุณนั้นผมพูดจริง เรนียาห์คือภาพความหลังที่ผ่านมาแล้ว ในขณะที่คุณคือความจริงในปัจจุบัน”


รุ้งจางในม่านฝน
ณลีลาฯ
www.mebmarket.com
รุ้งงามมักจะเกิดขึ้นหลังฝนตกเสมอ แต่รุ้งที่พาดผ่านอยู่ในสายฝน จะเป็นเพียงรุ้งสีจาง หลบเร้นอยู่ใต้เงาของม่านฝนเท่านั้น
























---------------------------



...โปรเจคนิยายในคลัง...

สถานะ....บางเรื่องยังรีไร้ท์ บางเรื่องกำลังเขียน
และบางเรื่องจองชื่อ+ตั้งพล็อต ไว้ก่อนเพื่อรอ
คิวเขียน / บางเรื่องส่งต้นฉบับตีพิมพ์ บางเรื่อง
เป็น e-book และบางเรื่องอาจมีการเปลี่ยน
แปลงชื่อเรื่องในภายหลังเพื่อความเหมาะสม

1. ระบำรักกุหลาบแก้ว
2. ปีกรักในแดนฝัน
3. ลินินลายกุหลาบ
4. แก้วมนตรา มายาสยอง
5. เสกสรรปั้นรัก
6. พั้นช์รักครบสูตร
7. อาถรรพ์คำสาปอัทศิลา
8. มนต์ดำคำสาป
9. เลดี้โนเนม
10. ม่านมนต์ดำ ระบำมนตรา
11. พฤกษามนตราสาป
12. ระบำมุก
13. รัตติกาลอาถรรพ์
14. แก้วมายาหิมาลัย
15. มนตราโมเรศ
16. เกมกลคนซาตาน
17. เดือนฝันพันดาว
18. ศิลาอธิษฐาน
19. รักหวานม่านหิมาลัย
20. ภวังค์หวานม่านฝัน
21. หลง(รักษ์)
22. ใต้เเงาชลาลัย
23. ภูตพันธนาการ
24. มนตราธารา
25. มนต์รักประภาคารแสงจันทร์
26. มุกสลับสี
27. กังหันมนตรา (กังหันราตรี)
28. ปริศนารักนาฬิกาทราย
29. ตะวันอำพราง
30. ลางมนตรา
31. ภูผามายาไพร
32. อาถรรพ์หุ่นชักเลือด
33. พ่อมดบ้านไพร
ฯลฯ
--------------------



--------------------------

On every journey, there is a meaning.
..ทุกการเดินทางมีความหมาย..
(คติสอนใจจาก ชนเผ่าอเมริกันอินเดียน)
--------------------------
--------------------------




(เครดิต : https://www.youtube.com/watch?v=WYheX_vB4Wc)

--------------------------
--------------------------


Friends' blogs
[Add วงแหวนอักษรา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.