"คลังนิยายอ่านก่อนซื้อ-ทดลองอ่าน..."เมื่อการเดินทางของจินตนาการและตัวอักษรมาบรรจบกัน จึงกลายเป็นนิยายแต่ละเล่มของ...แหวนอักษรา และนามปากกาที่เกี่ยวข้อง"

 


Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2558
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
24 กรกฏาคม 2558
 
All Blogs
 
เงารักใต้มนตรา (บทที่ 1-4) (อ่านก่อนซื้อ)







Animated Pink Bow Baby Blue Christmas Bell



เงารักใต้มนตรา เป็นนิยายที่เคยได้รับการตีพิมพ์กับ สพน.บลูบัตเตอร์ฟลาย เมื่อปี 2551 ต่อมาเมื่อหนังสือหมดสัญญาแล้ว ผู้เขียนจึงได้นำปรับปรุง และรีพริ้นท์ วางจำหน่ายบน ebook

คลิ๊กดูรายละเอียดเล่ม
https://www.mebmarket.com/ebook-1873-เงารักใต้มนตรา



ตอนที่ 1 กระพรวนแก้ว

สิบเก้าปีก่อน
พอผ่านพ้นช่วงที่เป็นทะเลหมอกหนาทึบไปได้ ขบวนม้าที่เหยาะย่างตัดผ่านลำธารลัดเลาะไปตามแนวหินด้วยความระมัดระวังก็เปลี่ยนเป็นควบด้วยความเร็วเต็มฝีเท้า มุ่งตรงไปยังทิศทางสู่หมู่บ้านบนหุบเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนข้างหน้า เสียงสะเทือนจากผีเท้าของม้านับสิบที่ดังใกล้เข้ามาทุกที ทำให้เด็กหญิงผมยาวอายุราวห้าขวบคนหนึ่ง พรวดพราดจากอาการนอนพังพาบเอียงหน้าแนบหูลงกับผืนดินเพื่อฟังเสียง ลุกขึ้นวิ่งล้มลุกคลุกคลานออกมาจากแนวป่าในทันที
"ฟาจี..ฟาจี!"
ปากหวีดร้องตะโกนเสียงแหลมมาตลอดทางจนถึงตัวหมู่บ้าน
"แม่จ๋า..ฟาจี"
ยังไม่ทันที่ชาวบ้านจะเตรียมตัวเพื่อรับมือกับความเดือดร้อนที่กำลังจะมาถึงด้วยซ้ำ ชายกลุ่มแรกซึ่งควบม้ามาถึงก่อนพากันกระโดดลงจากหลังม้า แล้วบุกเข้าไปค้นบ้านของชาวบ้านแต่ละหลังอย่างเอาเป็นเอาตาย พวกเขาทำงานอย่างเร่งรีบ ท่ามกลางสายตาจ้องเขม็งมาอย่างเกลียดชังของคนในหมู่บ้าน ไม่มีเสียงหวีดร้องตระหนกตกใจจากเด็ก ผู้หญิง และคนแก่ ไม่มีการลุกฮือต่อต้านแม้แต่น้อย แต่กลุ่มชายผู้บุกรุกทั้งสี่กลับรู้สึกเสียวสันหลังในความเงียบอันกดดันนั้นเต็มที่ พวกเขาพยายามไม่สนใจ ใช้ปืนจี้บังคับให้ผู้ใหญ่ไปรวมกันไว้ด้านหนึ่ง เด็กๆ ถูกเกณฑ์แยกไว้อีกด้านหนึ่ง
"คุมดีๆ นะโว้ย!"
คนเป็นหัวหน้าตวาดเสียงดุดันทันทีที่ขบวนม้าตามมาถึง บุรุษวัยกลางคนกระตุ้นม้าเข้ามาสั่งการกับลูกน้องอีกสามคนซึ่งถือปืนคุมเชิงอยู่ ดวงตาคมกระด้างมองสำรวจไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง
นับว่าเขาคาดการณ์ได้ถูกต้อง พวกชายหนุ่มแข็งแรงออกไปล่าสัตว์กันหมด สัตว์ใหญ่จะถูกนำมาเป็นเครื่องเช่นสังเวย ขณะที่เลือดและพิษของสัตว์พิษห้าชนิดจะนำมาใช้ประกอบในพิธีกรรมสำคัญที่จะมีขึ้นในคืนวันพรุ่งนี้ นั่นคือ "พิธีปลุกเงาสุริยะ" ดังนั้นวันนี้หมู่บ้านจึงเหลือแต่เด็กกับผู้หญิงและคนแก่เท่านั้น นับเป็นโอกาสดีที่เขาจะชิงลงก่อนที่พวกมันจะทันรู้ตัว
คนบนหลังม้าชักม้าเดินวนสลับไปมาระหว่างกลุ่มเด็กและผู้ใหญ่อยู่หลายรอบ!
"ทั้งหมดมีแค่นี้เรอะ?" คนเป็นหัวหน้ากระชากเสียงถามลูกสมุน คนหนึ่ง
"ครับ เจ้านาย"
"บัดซบ!"
ว่าแล้วก็ใช้เท้ายันโครมไปที่กลางอกของคนตอบ อีกฝ่ายเซถลาล้มลงไปไม่เป็นท่า
"เฮ้ย..จา..ไปดูอีกทีสิวะ ค้นให้ทั่วทุกซอกทุกมุม!"
หันไปสั่งการกับเด็กหนุ่มหน้าเข้มผิวขาวผู้ยืนคุมอยู่อีกด้านหนึ่ง
"ครับ พ่อ”
จารับคำสั่ง แล้วรีบพาสมุนอีกสองสามคนแยกย้ายกันไปค้นหาตัวคนที่บิดาต้องการ ยังไม่ทันคล้อยหลังดี บุรุษผู้เป็นนายใหญ่ก็หันไปพยักหน้าให้คนที่นั่งอยู่บนหลังม้าข้างตัวเขา ก่อนกระซิบเสียงต่ำพอได้ยินกันเพียงสองคนกับผู้ทำหน้าที่อารักขาเขาอย่างเข้มแข็ง ทั้งที่วัยเพิ่งผ่านพ้นยี่สิบไปเพียงไม่กี่เดือน ทั้งยังมีรูปร่างหน้าตาแทบไม่ผิดเพี้ยนไปจากเด็กหนุ่มผู้มีนามว่า “จา” อีกด้วย
"ตามไปช่วยอีกแรง ยังไงต้องหาให้เจอ เอาตัวไปให้ได้ในวันนี้ล่ะ จามันใจเสาะขี้สงสารประเดี๋ยวทำเสียเรื่องหมด!"
"ครับ"
เด็กหนุ่มรับคำสั้นๆ ก่อนจะกระโดดจากหลังม้าตามน้องชายแฝดไป หายไปพักหนึ่งจาและลูกน้องจึงกลับมาพร้อมกับฉุดกระชากผู้หญิงคนหนึ่งมาด้วย หล่อนผู้นี้ถูกปิดปากด้วยผ้าและถูกมัดมือไว้อย่างแน่นหนา ผมของหล่อนยาวมากเป็นสีแดงจัดราวกับสีของเปลวไฟ..ใบหน้าสวยคมบัดนี้ซีดขาวแววตาเปล่งประกายอาฆาตอย่างน่ากลัว
"พบแล้ว พ่อ"
พอเห็นผู้หญิงคนนี้เข้า แววตาของคนบนหลังม้าก็ลุกโพลงวาวโรจน์ขึ้นทันที
"ทำดีมาก ไปเจออีนี่ที่ไหนวะ?"
"กำลังจะหนีขึ้นไปที่ผา"
"เคนล่ะไปไหน มันตามแกไป ไม่เจอกันรึไงวะ"
เสียงห้าวทรงอำนาจถามหาอารักขาคู่กายลูกชายคนโปรด
"ตามเด็กไปครับ เดี๋ยวคงได้ตัวมา"
"ดี!"
ร่างสูงใหญ่กระโดดลงจากหลังม้า ก้าวยาวๆ เข้าไปหยุดตรงหน้าร่างโปร่ง มันหรี่ตามองพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน
"ว่าไงอีคนสวย มึงกลัวเป็นด้วยเรอะ? ไหนว่าเก่งนักไงเล่า!"
หญิงสาวจ้องอีกฝ่ายเขม็ง
"อ๊ะ..อีนี่ มึงไม่ต้องมองกูด้วยสายตายังงั้นหรอกวะ กูไม่กลัวมึงหรอก ถูกมัดปากมัดมือก็หมดฤทธิ์ล่ะ"
แล้วมันก็ตบฉาดลงบนใบหน้าหล่อน ร่างโปร่งเซถลาไปตามแรงมือแก้มแดงช้ำเห็นทันตา
ถึงตอนนี้ลูกน้องบางคนทำหน้าตาตื่นๆ ก้าวถอยหลังฉะไปหลายก้าวอย่างหวาดๆ เพราะทันทีที่แม่สาวผมแดงสะบัดหน้ากลับ หล่อนเชิดหน้าขึ้นจ้องพวกมันทีละคน แล้วมาหยุดอยู่ที่เจ้านายของพวกมัน แววตาหล่อนลุกเรืองอาฆาตน่ากลัว ออกเสียงอึกอักอยู่ในลำคอเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่ไม่สามารถพูดได้ถนัดเพราะผ้าที่ปิดปากอยู่
"ไม่ต้องมาจ้องกู..สักวันกูจะจับมึงเผาทั้งเป็น อีแม่มด!"
ในตอนนี้เองเด็กหนุ่มผู้มีนามว่าเคนจึงกลับมา พร้อมกับแบกเด็กวัยไม่เกินสิบขวบคนหนึ่งขึ้นบ่ามาด้วย
"ผมพบเด็กนี่ซ่อนอยู่ในโพรงใต้ต้นไม้ใหญ่ตรงโน้น"
คนพูดทำท่าชี้มือไปทางเนินขึ้นสู่หุบผาท้ายหมู่บ้านประกอบ ทันทีที่แลเห็นเด็กน้อยแม่สาวผมแดงก็ส่งเสียงกรีดร้องในลำคอ หล่อนกระโจนขึ้นทั้งตัวด้วยความโกรธแต่ไม่อาจเข้าถึงและปกป้องลูกน้อยได้ เพราะพวกมันกรูกันเข้ามาฉุดกระชากรั้งหล่อนไว้ได้ทันเสียก่อน
"จะให้ทำไงต่อครับ"
เคนวางเด็กลงพร้อมกับผลักจนหัวซุนเข้าไปหาผู้เป็นบิดา ทันทีที่เห็นเด็กน้อยตกอยู่ในกำมือของศัตรูความวุ่นวายโกลาหลพลันบังเกิดขึ้นในฉับพลัน กลุ่มชาวบ้านที่ถูกต้อนมารวมกันต่างพากันลุกฮือขัดขืนต่อต้าน ลูกน้องคนหนึ่งเห็นท่าไม่ดีจึงยิงปืนขึ้นฟ้าขู่นัดหนึ่ง
"เฮ้ย! อยู่ในความสงบโว้ย ไม่งั้นยิงตับแตก!"
ฟาจีหรี่ตาลงก่อนจะลดตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้าเด็ก หากทันใดนั้นเองเด็กน้อยได้อาศัยความไวกระโดดแผล็ว กำปั้นน้อยๆ ชกเข้าที่ใบหน้าของคนตรงหน้าเต็มแรงเกิด แตกตรงช่วงขากรรไกรอย่างทันตาเห็น!
"ไอ้เด็กเวร! หนอย..มึงกล้าดียังไงวะ!"
เขาลุกพรวดตวาดเสียงก้องก่อนเงื้อมือทำท่าจะตบฉาดลงบนใบหน้าน้อยๆ ที่กำลังสู้สายตาจ้องเขาเขม็ง หนุ่มใหญ่ขบกรามแน่นจนขึ้นเป็นสันพยายามสะกดโทสะไว้อย่างเต็มที่ ในที่สุดเขาก็ลดมือลงแล้วกระชากแขนเด็กน้อยเข้ามาใกล้ตัว พลางดึงสนับมือออกจากกำปั้นเด็ก
"ไอ้ห่-เสือกเล่นสนับเรอะ! กูเป็นลุงของมึงนะโว้ย! เฮ้ย..ไอ้ปืนจับมันมัดมือมัดเท้าปิดปากไว้ด้วย!"
สั่งลูกน้องเสร็จก็หันไปหัวเราะเย้ยหยันหญิงผมแดงผู้เป็นแม่
"มึงระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ วันนี้ไม่มีเวลาแต่สักวันกูจะกลับมาจัดการกับมึง อีแม่มด!..เคน.."
ประโยคท้ายหันไปเรียกเด็กหนุ่มคนสนิท
"ครับผม?"
"ฉันยกหน้าที่ให้แกกับจาดูแลเด็กไว้อย่าให้หนีไปได้เด็ดขาด ไอ้ปืน..เผาที่นี่ให้ราบ" สั่งการจบก็กระโดดขึ้นหลังม้า
"กลับโว้ย!"
ฝ่ายพวกลูกสมุนชายฉกรรจ์รับคำสั่งแล้วแยกออกเป็นสองสาย พวกหนึ่งทำหน้าที่ “เผาให้ราบ” ตามคำสั่งของเจ้านายด้วยการกระจายกำลังกันไปตามจุดต่างๆ ของหมู่บ้าน ก่อนจุดคบไฟโยนเข้าไปในตัวบ้าน บ้างก็เหวี่ยงขึ้นไปบนหลังคาพร้อมกับส่งเสียงระเบิดหัวเราะเหี้ยมเกรียมอย่างฮึกเหิมประสานกับเสียงหวีดร้องไห้ระงม
“ฮ่า..ฮ่า..เผาเลย..เผามันสิ้นซากอย่าให้เหลือแม้แต่หลังเดียว!”
ความสับสนอลหม่านเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ชาวบ้านแตกตื่นวิ่งกันจ้าละหวั่นกลับไปยังบ้านของพวกตน พยายามหาน้ำมาช่วยกันดับไฟลามเลียลุกโชนมากขึ้นทุกขณะ
ทางด้านเคนกับจาและลูกสมุนอีกจำนวนหนึ่งขึ้นม้าควบตามเจ้านายไปอย่างเร่งรีบ เจ้าหนุ่มที่ชื่อเคนฉุดกระชากลากถูเด็กน้อยให้ขึ้นม้า เด็กชายทำท่าฮึดฮัดใช้เท้าถีบโก่งตัวขัดขืนสุดฤทธิ์ทั้งที่ยังคงถูกมัดมือปิดปาก แต่สุดท้ายก็ถูกเคนจับโยนให้ขึ้นไปนั่งบนหลังม้าอย่างไม่ปรานีปราศรัย ก่อนเหวี่ยงตัวตามขึ้นนั่งซ้อนประกบอยู่ด้านหลัง แล้วกระตุ้นสีข้างม้าพาพรรคพวกควบตามกันออกจากบริเวณหมู่บ้านทันที
เด็กชายชะโงกตัวเหลียวชะเง้อมองกลับไปเบื้องหลังแลเห็นภาพทะเลเพลิงกับความโกลาหลเต็มสายตา นัยน์ตาคมร้อนผ่าวแดงก่ำหากสีหน้าซีดรันทดเคียดแค้นปนเปไปกับความสิ้นหวัง เจ้าตัวพยายามฝืนเต็มที่ไม่ให้น้ำตาลูกผู้ชายต้องหลั่งริน ได้แต่สะอื้นลึกอยู่ในอกรู้สึกเจ็บปวดใจอัดแน่นไปหมด
เสียงห้าวดุตวาดมาจากทางด้านหลังว่า
“เฮ้ย นั่งดีๆ ซิวะไอ้เด็กเวร เดี๋ยวได้ตกม้าตายพอดี!”
เสียงสร้อยกระพรวนแก้วกรุ๋งกริ๋งที่แขวนตรงลำคอเด็กน้อยดังระรัวตามจังหวะกระแทกของฝีเท้าม้า ดุจเสียงสะท้อนของหัวใจไหวระริกของผู้เป็นมารดา
“ซีน..ซีนลูกแม่!”
ซาการ์..แม่หมอสาวผมแดงไม่สนใจกับแสงไฟที่กำลังลุกโชติช่วงแดงฉาดฉานไปทั่วทั้งหมู่บ้าน พอหลุดจากพันธนาการไปได้ หล่อนก็ลนลานถลาวิ่งตามเสียงกระพรวนไปจนสุดฝีเท้าจนหมดแรงไม่อาจวิ่งต่อไปได้อีก แววตาของหล่อนสะท้อนถึงความปวดร้าวขีดสุด น้ำตาไหลพรั่งพรูหัวใจแทบระเบิดด้วยความแค้นที่ถูกพรากลูกรักไปต่อหน้าต่อตา เจ็บใจที่ทั้งๆ ที่รู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าอาจมีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นก็ระวังกันมาตลอด แต่ครั้นเกิดเหตุร้ายขึ้นจริงๆ ตนเองกลับไม่อาจช่วยเหลือลูกไว้ได้เลย
"พวกมึงต้องชดใช้ ไอ้พวกแมงเม่า..มึงไม่รู้หรอกว่ากำลังเล่นอยู่กับอะไร ชะตากรรมของพวกมึงทุกคนตกอยู่ในมือลูกกูแล้ว โดยเฉพาะมึง..ไอ้ฟาจี ไอ้คนทรยศ กูขอสาปแช่งมึง มึงต้องตายอย่างทรมานด้วยน้ำมือของลูกกู..วิญญาณมึงจะต้องทุกข์ทรมานอยู่ใต้ความมืดมิดไม่มีวันจบสิ้น!"
เสียงกรีดแหลมตะโกนสาปแช่งไล่หลังเสียงฝีเท้าม้า ไม่อาจกลบเสียงสั่งลาจากกระพรวนที่ดูราวกับจะดังสะท้อนก้องอยู่ทั่วบริเวณหุบเขาได้เลย!

ตอนที่ 2 สาปสักกาฬ

ปัจจุบัน..ณ บ้านหลังหนึ่ง
“เจ้าแห่งพลังอำนาจทั้งสี่..ดิน..น้ำ..ลม..ไฟ..สูงสุดมิติฟ้า..ลึกสุดใจกลางพิภพน้ำ..จงมอบพลังให้กับศรโลหิตเล่มนี้ จงมอบพลังให้กับเราผู้สักการะ”
เสียงพึมพำอ่านคาถาศักดิ์สิทธิ์ ดังมาจากบุรุษผู้ที่นั่งขัดสมาธิอยู่ในเขตวงกลมล้อม ภายในเส้นวงกลมลงสัญลักษณ์และอักขระทางไสยศาสตร์โบราณกำหนดไว้ทั้งสี่ทิศ โดยมีสามเหลี่ยมสองรูปซ้อนสลับหัวกันอยู่ตรง กลางวง
ห่างออกไปจากเขตเล็กน้อยมีโต๊ะตัวเตี้ยใช้สำหรับวางเครื่องพิธี และเทียนบูชาที่กำหนดไว้ให้เป็นรูปสามเหลี่ยมปิรามิด ส่วนบนมีเทียนสีดำสามเล่มตั้งอยู่บนเชิงเทียนเดียวกัน แต่ด้านซ้ายและขวาของฐานเทียนกลับเป็นสีเลือด
ถัดเข้ามาชั้นในตรงมุมขวามีจอกเงินตั้งอยู่ ภายในบรรจุของเหลวข้นคลั่กสีแดงเข้มของเลือดผสมพิษของงูสามชนิด มุมด้านซ้ายมีกฤชและเขี้ยวสุนัขป่าขนาดใหญ่ราวกับเขี้ยวพยัคฆ์วางไว้คู่กัน ขณะที่ตรงส่วนยอดสุดคือศรแก้วสีเลือดอันทรงอานุภาพ ใจกลางปิรามิดปรากฏวัตถุรูปทรงสี่เหลี่ยมตั้งอยู่บนฐานรองอีกทีหนึ่ง วัตถุนั้นมีลักษณะใสสามารถมองเข้าไปเห็นสิ่งที่อยู่ภายในได้อย่างชัดเจน
สิ่งที่ปรากฏอยู่ในกล่องแก้วใบนั้นคือ ตุ๊กตาแก้วซึ่งสร้างขึ้นจากผลึกหินแก้วลงอาถรรพ์ตัวเล็กๆ จำนวนสิบสามตัว เป็นร่างของนักรบกึ่งเทพกึ่งมนุษย์และกึ่งมาร ตามตำนานชนพื้นเมืองเดิมที่อาศัยอยู่โดยรอบภูเขาแก้ว ถือสิ่งนี้ว่าเป็นสัญลักษณ์หรือกุญแจที่จะนำไปสู่ “คัมภีร์แห่งจิต” ในลับแลต้องห้ามบนยอดเขาแก้ว
“มิติแห่งขุมพลังอาถรรพ์ และเวทย์มนต์อันทรงฤทธานุภาพ จงนำทางเราไปสู่ประตูแห่งมิติ จงนำทางข้าไปสู่..ผู้อารักขา!..”
ถึงตรงนี้เสียงหวีดแหลมโหยหวนดังแทรกความเงียบขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำให้เสียงที่กำลังอ่านมนต์หยุดชะงักลงในฉับพลัน บุรุษวัยกลางคนลืมตาขึ้นพร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณอยู่ครู่หนึ่ง ครั้นเมื่อไม่เห็นมีสิ่งผิดปกติอื่นใดจึงสรุปว่าโสตประสาทของตนคงจะแว่วเสียงไปเอง แต่ถึงแม้จะคิดเช่นนั้นหากใจชักเริ่มกังวลขึ้นมาบ้าง เพราะจะว่าไปนี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาต้องทำพิธี “เรียกจิต” แต่เพียงลำพัง ซึ่งถ้าทุกอย่างถูกต้องตามพิธีกรรมมันจะสามารถควบคุมจิตที่สิบสามไว้ได้ แต่ถ้าเกิดผิดพลาดใดๆ นั่นหมายถึงชีวิตของเขาทีเดียว!
“สัญลักษณ์” เป็นอะไรที่คาดเดาได้ยากและน่ากลัว เพราะมันเป็นสิ่งต้องสาป โดยเฉพาะตัวที่สิบสาม ตัวสุดท้องแต่เจ้าเล่ห์ร้ายกาจน่ากลัวมากที่สุด!
วิญญาณผู้อารักขารอเวลาที่จะตื่นขึ้นจากการหลับใหลชั่วคราว จิตที่เป็นพลังมืดถูกตรึงไว้กับสัญลักษณ์ เพื่อการพิทักษ์และทำลายล้างโดยเฉพาะ หากไม่ว่าอย่างไรก็ตามเขาจะปล่อยให้ความกริ่งเกรงมีอำนาจเหนือจิตใจไม่ได้เป็นอันขาด จะแยกจิตออกมาจากตุ๊กตาสัญลักษณ์ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับพลังจิตของผู้ทำพิธีเท่านั้น ไม่ว่ายังไงเขาได้ตัดสินใจแล้วว่าจะต้องดึงจิตออกมาควบคุมมันไว้ให้ได้ แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม เพราะมันอาจเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่วิธีหยุดยั้งคำสาปของไลกอลล์ เข้าทำนองหนามยอกเอาหนามบ่งนั่นแหละ!
บัดนี้ตุ๊กตาศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิบสามอยู่ในกำมือเขาแล้ว แต่เวลาเหลือน้อยลงทุกที จึงไม่อยากรั้งรออะไรอีก ในเมื่อคำสาปเกิดจากไลกอลล์ จึงต้องใช้วิธีลบล้างจากไลกอลล์ด้วยกันเท่านั้น!
เรื่องมันเริ่มต้นจากการที่กลุ่มนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านปรจิตศาสตร์ และนักจิตวิทยากลุ่มหนึ่ง ได้รวมตัวกันขึ้นเพื่อต่อต้านลัทธินอกรีตบางลัทธิ โดยมีแกนนำสำคัญสี่คนคือ ผู้เฒ่าสักกาฬเป็นหัวหน้ากลุ่ม ธารย์..บิดาของเขา วาเลนติน นักจิตวิทยาชาวรัสเซีย พร้อมทั้งศาสตราจารย์ฟินด์..นักปรัชญาแห่งจิตเชื้อสายโปรตุเกส
คนทั้งสี่ได้ดั้นด้นไปจนพบคูหาศักดิ์สิทธิ์ของชาวไลกอลล์ซึ่งซ่อนตัวอยู่ใต้หุบผาลับแล หลังจากอดทนสืบเสาะหาร่องรอยมานับสิบปี ผู้เฒ่าเล่าให้ฟังว่าภายในคูหาน้ำแข็งนั้นซับซ้อนมาก บรรยากาศเยือกเย็นวังเวงน่ากลัวจนบอกไม่ถูก ยิ่งลึกเข้าไปอากาศยิ่งน้อยลง ต่างจากความเหน็บหนาวกลับทวีขึ้นจนจับขั้วหัวใจทีเดียว เอาชีวิตรอดกลับมาได้นับว่าบุญโขแล้ว น่าเสียดายที่ไม่พบร่องรอยของคัมภีร์แห่งจิตอย่างที่คาดหวังไว้ แต่ยังนับว่าโชคดีที่ค้นหาจนพบที่ซ่อนของตุ๊กตาศักดิ์สิทธิ์ได้ในที่สุด
หลังจากการเดินทางครั้งแรก แกนนำกลุ่มสักกาฬทั้งสี่ได้ย้อนกลับไปที่เทือกเขาหิมาลัยอีกครั้งหนึ่ง หากคราวนี้กลับไม่พบคูหาศักดิ์สิทธิ์ ไม่พบแม้แต่ที่ตั้งของภูเขาแก้วด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่ได้เดินทางตามเครื่องหมายที่ได้ทำสัญลักษณ์เอาไว้ในแผนที่ในเส้นทางเดิมทุกอย่าง พวกเขาวนเวียนหาทุกซอกทุกมุมในแถบนั้นอยู่เกือบเดือนแต่ไม่พบอะไรเลย
ภูเขาหายไปอย่างไร้ร่องรอย! ตรงจุดที่ควรจะเป็นภูเขาแก้วกลับเป็นพื้นที่โล่ง มีแต่หินน้ำแข็งระเกะระกะปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนเต็มไปหมด!
พอกลับมาจากการเดินทางครั้งที่สองไม่ทันข้ามเดือน พลันปีแห่งเสือก็ได้ก้าวเข้ามาเยือน ทั้งที่กำลังอยู่ในช่วงฤดูหนาวแท้ๆ แต่วันนั้นกลับเป็นวันที่อากาศร้อนจัดอบอ้าวจนผิดปกติ ดูเหมือนว่าจะร้อนยิ่งกว่าวันที่ร้อนที่สุดในหน้าร้อนด้วยซ้ำ ใครจะหงุดหงิดต่อความร้อนแบบวิปริตหรือบ่นต่อสภาพอากาศอันแปรปรวนสักเท่าใดก็ตาม หากสักกาฬกลับรู้สึกตรงกันข้ามกับผู้อื่นโดยสิ้นเชิง เพราะมันเป็นวันที่เขารอคอยเตรียมตัวรับกับวันนี้มานาน

เนื่องจากตามตำราโบราณได้กำหนดไว้ว่า วันทำพิธีกรรมกำราบจิตเพื่อควบคุมวิญญาณผู้อารักขา ต้องเป็นวันอาทิตย์แรกของปีขาลและเดือนดับ เพราะอยู่ภายใต้อิทธิพลดาวสุริยะเท่านั้นจึงจะสัมฤทธิ์ผลที่สุด
กลางดึกคืนนั้น..ผู้เฒ่าเริ่มพิธีกำราบจิต โดยไม่หวั่นเกรงต่อคำสาปแช่งที่ได้สลักไว้รอบคูหาและบนกล่องแก้ว อันเป็นที่สถิตของกึ่งมนุษย์กึ่งเทพและมารผู้อารักขาทั้งสิบสาม อักขระแบบไลกอลล์โบราณอันแปลความได้ว่า
“ผู้ใดบังอาจรุกล้ำเข้าแดนต้องห้าม รบกวนไลกอลล์ศักดิ์สิทธิ์ คำสาปจะเริ่มต้น ณ. บัดดล หิมะหล่น..ฝนหยาด..ใบไม้ผลิ..ผลัดร่วง..ฤดูกาลหมุนเวียนผ่าน..มันผู้นั้นจงดับสูญ..วิญญาณจะเจ็บปวดและมืดมิด..ชั่วนิรันดร์..พลันพินาศจนหมดสิ้น..ถึงสุดท้าย!”
และแล้วเมื่อพิธีเริ่มขึ้น แรงอาถรรพ์อุบัติการแห่งคำสาปแช่งพลันเริ่มต้น!
ผู้เฒ่าสักกาฬตายขณะทำพิธีเรียกผู้อารักขา หลังจากนั้นไม่นานเพื่อนที่ร่วมเดินทางไปภูเขาแก้วด้วยกันต่างมีอันต้องพบกับจุดจบสยดสยองในลักษณะต่างกันไป บิดาเขาเป็นคนสุดท้ายที่ต้องสูญชีวิตเพื่อสังเวยคำสาป!
เมื่อขาดแกนนำ..และในเมื่อสมาชิกที่เหลือไม่อาจหาญพอที่จะต่อกรกับพลังมืด..กลุ่มสักกาฬจึงจำต้องสลายตัวไปโดยปริยาย มาถึงตอนนี้เขาจึงเป็นผู้เดียวที่ต้องสืบทอดเจตนารมณ์ของบิดาให้ลุล่วงสมความตั้งใจต่อไป ให้ได้!

ทำไมเขาจะไม่เกรงต่ออาถรรพ์คำสาปของไลกอลล์เล่า คิดจะทำลายล้างคำสาปเป็นเรื่องยากยิ่ง แต่ไม่ใช่ว่าจะอับจนหนทางเสียเลยทีเดียว แต่วิธีการของเขานั้นจะได้ผลหรือเปล่าเขาเองก็ยังไม่แน่ใจเท่าไหร่..อุปสรรคที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือ ถ้าคิดจะควบคุมสิบสองอารักขาไว้ให้อยู่ในกำมือจะต้องกำราบสัญลักษณ์ตัวสุดท้องให้ได้เสียก่อน เมื่อควบคุมอารักขาทั้งสิบสามได้แล้วเขาจะยิ่งกว่าเสือติดปีกซะอีก นอกจากจะใช้เป็นเครื่องมือต่อต้านกับคำสาปแล้ว มันยังเป็นกุญแจนำไปสู่คัมภีร์แห่งจิตอีกด้วย ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว!
ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องเสี่ยง เดิมพันนั้นสูงเท่ากับชีวิตทีเดียว!
บิดาเคยเตือนเขาถึงความฤทธิ์มากของสัญลักษณ์ตัวสุดท้าย ก่อนที่บิดาจะมีอันเป็นไปเกือบสามารถเรียกรูปจิตที่สิบสามออกมาได้สำเร็จ ทว่า “จิต” พยายามต่อต้านและต่อสู้สุดฤทธิ์ด้วยพลังเหนือธรรมชาติของมันจนกระทั่งธารย์เสียสมาธิเพลี่ยงพล้ำจนถึงกับความตายในที่สุด
เหตุการณ์ฉุกละหุกที่เกิดขึ้นนั้นเร็วมาก เขาไม่สามารถช่วยบิดาไว้ได้ทัน มิหนำซ้ำรูปจิตยังหลบเร้นหนีไปได้อีก ดังนั้นเมื่อพร้อมเขาจึงต้องมาเริ่มต้นทำพิธีใหม่อีกครั้ง หากคราวนี้เขามีวิธีการของเขาเอง แทนที่จะทำตามขั้นตอนของพิธีกรรมแบบดั้งเดิมไปทุกอย่าง เขาก็พลิกแพลงเสียให้แตกต่างออกไปซึ่งอาจจะได้ผลมากกว่าก็เป็นได้ พลังเย็นจากแสงจันทร์จะช่วยกำราบ ผู้อารักขาได้หรือไม่ ต้องดูกันต่อไป!

บุรุษผู้มีอาคมกวาดตามองสำรวจจนทั่วอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติจึงหลับตาลง ตั้งสมาธิจิตให้สงบก่อนเริ่มอ่านร่ายมนต์คาถาบทต่อไป ด้วยสำเนียงรัวอย่างเร่งเร้าข่มขวัญมากขึ้นทุกทีๆ..!
การโอมอ่านนั้นดำเนินไปยังไม่ทันครบนาที แต่เสียงบางอย่างแว่วรบกวนโสตประสาทขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาคมกริบลืมขึ้นเกือบจะทันที พลางจ้องฝ่าความสลัวรางของแสงเทียนและสีทองจากแสงจันทร์ลอดผ่านเข้ามา สายตาพุ่งตรงไปทางทิศตะวันตกของห้องอันเป็นทิศที่ตั้งของหน้าต่างอีกบานหนึ่งด้วยความสนเท่ห์
ฤทธิ์ของความอยากรู้อยากเห็นผนวกกับความเชื่อมั่นในตนเองอย่างสูงสุด ทำให้เขาลืมตัวขยับกายลุกขึ้นออกจากเขตวงกลม สาวเท้าตรงไปยังทิศที่ตั้งของหน้าต่างกระจกแบบบานเกล็ด ซึ่งบัดนี้มีแต่ละอองหมอกขาวกำลังลอยวนช้าๆ ด้วยลีลาท้าทาย!
เขายืนหมุนคว้างอยู่กลางสายหมอก..ขนลุกซู่ เย็นไปทั้งตัวเมื่อประจักษ์ชัดว่าตรงที่เคยเป็นบานหน้าต่างนั้น บัดนี้..มันกลับว่างเปล่า มีแต่ไอเย็นชื้นจากหมอกขาวแผ่กระจายตัวเข้าโอบคลุมไปจนทั่วบริเวณอย่างรวดเร็ว!
นี่กระมังประตูมิติ..เส้นทางสู่ผาลับแลที่บิดาเคยพูดถึง!
หนุ่มใหญ่อุทานอยู่ในใจ ถึงกับยืนตะลึงอึ้งไปด้วยความตื่นเต้นเต็มที่ เขาไม่เคยประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน..ช่องหน้าต่างหายไปอย่างน่าอัศจรรย์..สิ่งที่เห็นผ่านกลุ่มหมอกเบื้องหน้าคือเส้นทางคดเคี้ยวทอดตัวเลี้ยวลับหายเข้าไปในความมืดมิด..!

เขาพยายามควบคุมสติที่กำลังแตกเพริดนั้นอย่างเต็มที่ แต่ดูเหมือนว่าอิทธิพลของความอยากพิสูจน์จะมีอำนาจเร่งเร้าเหนือกว่า ดังนั้นแทนที่จะกลับเข้าเขตกำหนดและตั้งสมาธิทำพิธีต่อไป แต่กลับเลือกที่จะก้าวเท้าช้าๆ มุ่งไปตามเส้นทางวังเวงทึบทะมึนเบื้องหน้า
หากเดินไปยังไม่ทันได้กี่ก้าว พลังหนึ่งผลักปะทะเข้าเต็มที่ที่ร่างบึกบึนอย่างไม่ให้โอกาสได้ตั้งตัวแม้แต่น้อย เขาถึงกับกระตุกวูบเซผงะถอยไปหลายก้าว แล้วยืนโงนเงนสั่นเยือก รู้สึกถึงอาการเจ็บปลาบจี้ที่หัวใจเหมือนถูกไฟช็อตเข้าเต็มที่ เขากำมือเกร็งกัดฟันแน่นเพื่อสะกดกลั้นอาการปวดที่พุ่งขึ้นมาเป็นริ้วๆ พอค่อยตั้งหลักได้ก็โซซัดโซเซพยายามจะกลับไปยังเขตกำหนด พร้อมกับนึกเสียใจที่ตนเองลืมตัวจนถึงกับละเมิดข้อห้ามที่อาจารย์เฒ่าและบิดาย้ำนักย้ำหนาว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอย่าได้ออกนอกเขตที่กำหนดไว้เป็นอันขาด!
เขตสี่ทิศอยู่ห่างออกไปอีกไม่กี่ก้าว หากร่างหนึ่งพลันปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันและเงียบกริบ!
บุรุษผู้เล่นกับมนตราผงะวูบ นัยน์ตาพร่าพรายเบิกขึ้นเต็มที่พยายามเพ่งมองร่างที่ยืนตระหง่านขวางหน้าไว้ให้ถนัดสายตา
"รูปจิต" ที่ไม่ดับสูญในโลงแก้ว บัดนี้มันได้มาปรากฏกายให้เห็นอยู่ตรงหน้าแล้ว และมันกำลังพยายามต่อต้านป้องกันตัวเองเต็มที่ เพื่อที่จะไม่ให้ถูกควบคุมได้ สัญชาติญาณของการต่อสู้จึงเริ่มต้นขึ้น!
ดวงตาที่เคยทรงอำนาจเบิกกว้างอย่างตระหนกสุดขีด รู้ถึงชะตาของตนเองในทันใดว่าคงไม่ต่างจากบิดาเสียแล้ว
หิมะหล่น ฝนหยาด ใบไม้ผลิ ผลัดร่วง ฤดูกาลหมุนเวียนผ่าน มันผู้นั้นจงดับสูญ วิญญาณจะเจ็บปวดและมืดมิด..ชั่วนิรันดร์..พลันพินาศจนหมดสิ้น...ถึงสุดท้าย!
ธงเสียวสันหลังปลาบสั่นเทาไปทั้งตัว เมื่อตระหนักชัดถึงความจริงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เขาประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไป ประมาทและสำคัญตนผิด ถือว่าตนเองมีเคล็ดวิชาอาคมจากจิตเหนือกำหนดแล้วจะกำราบรูปจิต ไว้ได้ คิดว่าตนแน่พอที่จะควบคุมสัญลักษณ์ได้สำเร็จ!
ทีนี้จะทำอย่างไรดีเล่า..ถ้าเขาควบคุมสัญลักษณ์ไว้ไม่ได้..คำสาปของไลกอลล์ก็จะไม่มีวันจบสิ้น..จนกระทั่งทายาทของบุคคลทั้งสี่ผู้เป็นแกนนำที่บังอาจเหยียบย่างเข้าไปในดินแดนต้องห้าม..จะหมดสิ้นลง!
ด้วยอานุภาพแห่งแรงคำสาป จะทำให้ลูกหลานที่เป็นทายาทสายตรงของธารย์ผู้เป็นบิดา ซึ่งคือตัวเขาเองรวมไปถึงทายาทของเขา ของอาจารย์ผู้เฒ่าสักกาฬ วาเลนติน และฟินด์จะต้องตายกันหมดทุกคน เรียกว่าเชื้อสายสิ้นสูญหมดทั้งตระกูลกันเลยทีเดียว!
ยอมไม่ได้.!
ธงกัดฟันแน่น ตัดสินใจสั่นกระพรวนที่สวมไว้ตรงข้อมือโดยแรง เพื่อเรียกศิษย์เอกที่คอยอยู่ด้านนอกให้เข้ามาช่วยโดยเร็ว ร่างหนึ่งถลันพรวดเข้ามาเกือบจะทันทีเหมือนกัน
“หยุดมันเร็วเข้า!”
เสียงสั่งนั้นปนหอบเต็มที ตาเบิกโพลงจับจ้องอยู่ที่เงาทะมึนซึ่งกำลังเคลื่อนไหวใกล้เข้ามา น่าประหลาดตรงที่ยิ่งใกล้เข้ามาร่างที่เห็นว่าทึบทะมึนนั้นกลับยิ่งจางลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเกือบจะกลายเป็นเพียงร่างโปร่งแสง เลือนรางจนสามารถมองทะลุผ่านไปเห็นพื้นผนังข้างหลังได้
“มันกำลังพยายามปรับตัว ช่วงนี้แหละใช้ศรเลือดกำราบมัน เร็วเข้า เวลาเหลือน้อยแล้ว!”
ร่างสูงในชุดรัดกุมสีกลืนกับความสลัวรางที่ยืนตะลึงละล้าละลังอยู่ตรงกลางห้อง รีบก้าวเข้าไปนั่งขัด สมาธิในเขตที่กำหนดไว้ทันที สองมือชื้นเหงื่อกำศรสีเลือดลงอาคมซึ่งหยิบมาจากโต๊ะพิธีไว้แน่น เขาพยายามระงับอาการสั่นจากความกลัวอย่างเต็มที่ ลังเลเล็กน้อยก่อนจะชูศรขึ้นสูงจน ถึงตรงระดับหน้าผากด้วยท่าทางของคนที่ขาดความมั่นใจและความชำนาญในพิธีกรรมทางไสยเวทย์อย่างเห็นได้ชัด
ถึงแม้ว่าศรเลือดจะศักดิ์สิทธิ์และทรงฤทธิ์มากเพียงใด แต่นั่นหมายถึงว่าต้องมีการโอมอ่านร่ายมนต์คาถา “ปราบ” กำกับด้วย ทว่าในเวลาคับขันเช่นนี้ผู้ช่วยซึ่งฝีมือยังอยู่ในระดับอ่อนหัดขาดประสบการณ์ ขาดความจัดเจนในการใช้อำนาจทางไสยเวทย์เข้าต่อกรกับพลังเร้นลับโดยสิ้นเชิง ดังนั้นศรเลือดที่ไร้มนต์กำกับจึงไม่สามารถยุติการคุกคามของรูปจิตโปร่งแสงได้แม้แต่น้อย เพราะเงาลางเลือนที่เหมือนจะสลายได้ทุกวินาทีกลับก่อให้เห็นเป็นรูปร่างชัดเจนขึ้นอีกครั้ง!
“อ๊ะ!..เร็วซิโว้ย..มัวทำอะไรอยู่!”
บุรุษผู้น่าสงสารถึงกับตาเหลือก ตวาดเสียงแหบแห้งอย่างผิดหวังและขุ่นเคือง เพราะเพิ่งตระหนักชัดว่าผู้ช่วยของตนขลาดกลัวเกินกว่าจะช่วยเหลือตนได้ซะแล้ว!
ดวงตาจัดจ้าลุกโชนเรืองรองสะท้อนแสงเพ่งมองร่างที่ทรุดอยู่ตรงหน้าอย่างเคืองแค้น พร้อมกับหยิบยื่นความเจ็บปวดสาหัส แล้วพาดำดิ่งลงสู่ความมืดมิด!
ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้ที่อยู่ในชุดสีทึบ
มันคือจุดจบของธง ภาณุมาษ ผู้ถูกต้องสาปอีกคนหนึ่ง!
“กะ..แก..ไป..ให้พ้น”
รูปจิตหันขวับไปยังต้นเสียง ทำท่าเหมือนจะเข้ามาคุกคามทันที เล่นเอาฝ่ายนั้นถึงกับผงะไปอย่างตระหนก ถึงแม้จะเตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้วก็ตาม เขารู้ดีว่าการควบคุมรูปจิตไม่ใช่เรื่องง่าย แต่คิดว่าฝีมือระดับเกจิอาจารย์อย่างด็อกเตอร์ธงนั้นสามารถรับไหวอยู่แล้ว เหมือนกับหมอผีที่เลี้ยงกุมารทองนั่นแหละ หากรู้จักใช้เวทย์มนต์คาถาเข้ากำกับให้ถูกต้องตามวิธีก็จะสามารถควบคุมมันไว้ได้ในที่สุด หากสิ่งที่เขาคิดกลับผิดหมดสิ้น
มาถึงตอนนี้เขาประจักษ์แล้วว่า สิ่งที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ทำพิธีทั้งสามเพลี่ยงพล้ำคือการขาดสมาธิ และประมาทเกินไป จนถึงกับล่วงละเมิดข้อห้ามสำคัญที่สุดที่ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นห้ามออกนอกเขตศักดิ์สิทธิ์ เป็นอันขาด กว่าผู้ทำพิธีจะสำนึกได้มันก็สายเกินไปแล้ว ผลจึงเป็นอย่างที่เห็นอยู่ตรงหน้าเมื่อครู่
จะทำอย่างไรดี เขาพลาดไม่ได้เสียด้วย บทเรียนมีให้เห็นอยู่เต็มสองตาเมื่อกี้แล้ว..มันเป็นการเสี่ยงระหว่างความเป็นกับความตายทีเดียว!
ถึงขนาดนี้แล้วคงเหลืออยู่ทางเดียวกระมัง คือตั้งหลักสู้ แต่ก่อนอื่นเขาจะต้องเอาชนะความกลัวให้ได้เสีย ก่อน ตั้งสมาธิให้มั่นคงไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต้องไม่ทำลายกฎข้อห้ามทุกประการ
เจ้าตัวพยายามเตือนสติตนเองเป็นพัลวัน เพราะรู้ตัวว่าระดับพลังทางจิตที่ตนเองฝึกฝนมานั้นยังอ่อนหัดและห่างไกลจากคำว่า “ผู้เรืองวิทยาคม” มากนัก สิ่งที่รู้มาเป็นเพียงแค่หางอึ่ง ขนาดผู้ทำพิธีระดับเกจิอาจารย์ทั้งสามยังพลาดพลั้ง..แล้วตนเองเล่า..จะเหลืออะไร?!
ความกลัวมีมากมายนัก แต่ความรักตัวกลัวตายมีมากกว่า เจ้าตัวรีบหลับตาลง มือชื้นเหงื่อกำศรโลหิตลงอาคมไว้แน่น ตั้งสมาธิพยายามทบทวนมนต์ปราบที่ผุดขึ้นมาในความทรงจำอย่างกระท่อนกระแท่น มนต์ปราบบทรุนแรงที่สุดบทหนึ่งที่อาจารย์ธงสอนไว้ แต่พอถึงเวลาคับขันเข้าจริงๆ เขากลับตกใจกลัวจนลืมคาถาปราบบทนั้นไปจนหมดสิ้น ทำให้ไม่สามารถช่วยชีวิตอาจารย์ไว้ได้ทัน!
“ซาโตร..อัลตรา..ซามี..ลา..ปาโตร!”
เทียนทุกเล่มดับวูบลง ขณะที่สีรุ้งของแก้วคริสตัลซึ่งชายหนุ่มสวมไว้กับสายสร้อยตรงกับลำคอ ในยามนี้กลับดูเหมือนจะเปล่งรัศมีเจิดจ้าขึ้นกว่ายามปกติโดยที่เจ้าตัวไม่ได้รู้ตัวแม้แต่น้อย
เสียงโครมเหมือนอะไรบางอย่างตกสู่พื้นดังสนั่น ร่างที่ขัดสมาธิสะดุ้งวูบใจหายวับ!
“ระยำจริง!”
ศิษย์เอกด็อกเตอร์ธงถึงกับสบถเสียงดัง ไอ้รูปจิตเจ้าเล่ห์อาศัยจังหวะที่เขาตกใจจนขาดสมาธิ รีบฉวยโอกาสหลบเร้นทันที เห็นมันสลายตนเองให้เลือนรางลงอย่างรวดเร็ว เสียงหัวเราะเย้ยหยันในความไม่เอาไหนของเขาสะท้อนแว่วมา ก่อนที่มันจะกลืนหายไปกับสีทองของแสงจันทร์ยามราตรี แสดงให้เห็นว่ามันไม่ได้กริ่งเกรงเขาเลยแม้แต่น้อย!
พอเห็นว่าทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติปลอดภัยดีแล้ว ชายหนุ่มจึงลุกขึ้นก้าวเท้าออกจากเขตวงกลม เพราะไม่จำเป็นต้องพรั่นพรึงอะไรอีก รูปจิตหนีไปแล้ว เขาก็คงต้องรีบไปเหมือนกันถึงแม้ใจจริงอยากจะอยู่เพื่อดำเนินการเรื่องศพของ ด็อกเตอร์เสียก่อน แต่เนื่องจากการมาของเขาถือเป็นความลับสุดยอด ไม่มีใครรู้ว่าอาจารย์ธงดึงเขาเข้ามาเป็นผู้ช่วยทำพิธีกรรมเร้นลับในกลางดึกคืนนี้ แต่แล้วเขากลับทำให้อาจารย์ต้องเสียชีวิตลงเพราะความขลาดเขลาของเขาเองแท้ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาขลาดเกินไปกลัวจนแทบรั้งสติไว้ไม่อยู่..ถ้าเพียงแต่อาจารย์ธงกลับเข้ามาในเขตทันเท่านั้น..อาจารย์คงไม่ตาย
นี่กลับเป็นว่าเขาเป็นสาเหตุทางอ้อมที่ทำให้อาจารย์ต้องมาจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถ..สุดท้ายไม่อาจหนีคำสาปได้พ้นเช่นเดียวกับแกนนำกลุ่มสักกาฬทั้งสี่คนที่ล่วงลับไป ผู้เฒ่าสักกาฬ วาเลนติน ฟินด์ ธารย์ และท้ายสุดตัวด็อกเตอร์ธงเอง
เหยื่อรุ่นต่อไปที่จะต้องตกอยู่ใต้อิทธิพลของแรงอาถรรพ์คำสาป คือลูกหลานของสี่ผู้นำสักกาฬ!
ชายหนุ่มคิดว่าตนเองโชคดีเหลือเกินที่เขาไม่ได้เป็นแกนนำหรืออยู่ในกลุ่มสักกาฬอย่างเต็มตัว ไม่เช่นนั้นคงโดนคำสาปไลกอลล์เข้าครอบงำอย่างจังเหมือนกัน
ชายหนุ่มถอนใจหนักๆ ก่อนเดินไหล่ห่อคอตกมาคุกเข่าลงตรงหน้าศพ ก้มศีรษะลงเล็กน้อยนิ่งอยู่ชั่วครู่เพื่อเป็นการไว้อาลัยให้กับผู้ที่เขานับถือมาโดยตลอดเป็นครั้งสุดท้าย แล้วรีบหลบออกจากห้องโดยไม่มีโอกาสรู้แม้แต่นิดเดียวว่าหลังจากที่เขาไปแล้ว ใครคนหนึ่งได้แฝงกายเข้ามาในห้องอย่าง เงียบกริบ!
คนผู้นี้เดินมาหยุดยืนมองร่างที่นอนงอก่องอขิงตาเหลือกค้างของธงผู้บังอาจท้าทายกับอำนาจของไลกอลล์นิ่งอยู่ชั่วครู่ด้วยสีหน้าอันเฉยเมยเย็นชา ก่อนสาวเท้าเนิบๆ ออกไปจากห้องนั้น โดยไม่ลืมที่จะนำศรสีเลือดและตุ๊กตาศักดิ์สิทธิ์ติดมือไปกลับออกไปด้วย ด้วยแววตาที่แสดงให้เห็นถึงความ สาสมใจยิ่งนัก!..

ตอนที่ 3 ภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

หนึ่งปีต่อมา
ข้อความที่ถูกส่งผ่านเข้ามาทางอีเมลนั้น ได้สร้างความกดดันให้กับคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นอย่างมาก เขากำลังนั่งทำงานตอนได้รับสัญญาณจากจดหมายอิเลคทรอนิคส์ คิดว่าคงเกี่ยวกับเรื่องงานหรือไม่ก็เป็นเพื่อนคนใดคนหนึ่งส่งมา แต่พอเปิดเข้าไปอ่าน ชาร์ซาร์ถึงกับต้องอึ้งไปเกือบชั่วอึดใจ รู้สึกปวดขมับตามขึ้นมาทันที เขาเพ่งอ่านมันซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่รู้กี่รอบเพื่อให้แน่ใจว่าตนเองไม่ได้เข้าใจผิดไปเอง
ใครกัน? ใครเป็นคนส่งข้อความแบบนี้มา!

เขาพยายามตรวจสอบหาข้อมูลคนส่งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ลองส่งข้อความถามกลับไปแต่ถูกตีกลับระบบแจ้งว่าการส่งล้มเหลว ไม่มีชื่อและที่อยู่นั้นปรากฏอยู่ในปลายทาง ประหลาดจริง..ไม่มีแหล่งที่มาที่ไปใดๆ บอกให้รู้ได้เลยว่ามาจากไหน เหมือนกับว่าอยู่ๆ ก็ผุดขึ้นมาลอยๆ บนหน้าจออย่างนั้นข้อความบนจออ่านเผินๆ เหมือนไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่าการโฆษณาเชิญชวนหรือโปรโมทสินค้าอะไรบางอย่าง หากแท้จริงแล้วมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะเข้าใจได้ดีถึงความหมายแท้จริงของมัน ดังนั้นสีหน้าสบายๆ ในตอนแรกของคนอ่านจึงกลายเป็นครุ่นคิดระคนไม่สบายใจปรากฏขึ้นมาแทน
“พลังแห่งจิตเร่งเร้า..จงค้นหาตัวตน..เขตสุริยะกำลังรอ!”
ข้อความเดียวกันกำลังถูกส่งไปต่างสถานที่และต่างผู้รับ แต่บุคคลแต่ละคนที่ได้รับจดหมายประหลาด กลับสามารถเข้าใจถึงความหมายของประโยคนั้นได้ตรงกัน แต่ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันไป!

บ่ายวันเดียวกัน
ณ. ห้องแสดงภาพในงานนิทรรศการภาพถ่ายแห่งหนึ่ง
“ถ้าจะถามถึงความเห็นของผมหรือถามว่าผมเห็นอะไรในภาพบ้าง..บอกได้เลยว่าบ้านหลังนี้มีประวัติสยดสยองมาก ที่เห็นในภาพคือห้องที่ใช้ประกอบพิธีสังเวยเลือด ซึ่งเป็นพิธีกรรมมนต์ดำแบบโบราณของบางลัทธิ สีแดงคือเลือดทุกหยดของเหยื่อที่ถูกนำมาบูชายัญ”
น้ำเสียงเอื่อยๆ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ดังมาจากชายหนุ่มร่างสูงใหญ่หน้าตาคมเข้มอายุประมาณสามสิบ ผู้กำลังยืนกอดอกเพ่งพินิจพิจารณาภาพถ่ายขนาดขยายใหญ่ซึ่งติดอยู่บนบอร์ดของห้องแสดงภาพแห่งหนึ่งไม่มีคำเขียนบรรยายอะไรไว้เลยที่ใต้ภาพ แต่ชายหนุ่มก็สามารถสัมผัสได้ถึงความหมายในความโหดเหี้ยมที่แฝงอยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ นั้นได้ทันที
ห้องทั้งห้องที่เห็นภายในภาพว่างเปล่า ไม่มีตัวบุคคล ไม่มีเฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งอื่นใดปรากฏอยู่เลย มีแต่กำแพงสี่ด้านที่ถูกฉาบทาไว้ด้วยสีแดงฉานของโลหิต!
“พอจะรู้หรือเปล่าครับว่าใครเป็นคนถ่ายภาพนี้ไว้?”
ปางผาหันไปถามเรียบๆ กับชายหนุ่มผู้เป็นคนเชิญให้เขามาเพื่อวิจารณ์ภาพตรงหน้า
“นักชัตเตอร์มืออาชีพผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม..และที่คุณพูดมานั้นถูกต้องทุกอย่าง”
กล้าหาญชายหนุ่มวัยสามสิบสาม หน้าตาแกร่งกร้าวเคร่งขรึมรูปร่างสูงใหญ่บึกบึนราวกับนักรบไวกิ้งตอบคำถามแล้วพูดต่อกันไปเลยว่า
“เพราะห้องนี้เคยใช้เป็นที่ประกอบพิธีทางมนต์ดำในรูปแบบหนึ่งอย่างว่าจริงๆ พวกมันนำเลือดของเหยื่อที่ถูกบูชายัญแล้วมาทาบนผนังห้องอย่างที่เห็น ไม่มีใครรู้ชัดเจนว่าคนกลุ่มนี้มาจากไหนกันแน่ ประวัติของเจ้าของบ้านเขตสุริยะลึกลับคลุมครือมาก แต่ที่แน่ๆ คือต้องมีคนที่เกลียดชังคนพวกนี้อย่างรุนแรงทีเดียว เพราะพวกเขาถูกฆาตกรรมย่างสดตายหมู่พร้อมกัน สิบสามชีวิต!”
“อือม์..คนพวกนี้ถือลัทธิป่าเถื่อนโหดเหี้ยมก็น่าอยู่หรอกที่ศัตรูจะโกรธแค้น”
ปางผาพูดเป็นเชิงปรารภก่อนจะเล่าว่า
“ผมพอจะจำได้..นานมากแล้วนี่..ตอนนั้นผมยังเด็กอยู่เลย เกือบยี่สิบปีก่อนเห็นจะได้ละมัง แม่เคยเล่าให้ฟังถึงเรื่องที่คนในบ้านเขตสุริยะถูกฆาตกรรมหมู่แบบแปลกๆ ตอนนั้นข่าวออกครึกโครมสะเทือนขวัญมาก คนในบ้านตายกันหมดแล้วนั่นแหละถึงได้รู้กันว่ามีห้องพิธีกรรมลับอยู่ในบ้านด้วย แม่ว่าคนพวกนี้เล่นไสยศาสตร์เวลาตายก็เลยไม่ธรรมดา ถูกไฟเสกทางไสยศาสตร์เล่นงานเอาเหมือนกัน ตายกันหมดไม่มีใครรอด”
“ผิดแล้ว..มีคนรอดชีวิตไปได้ แต่..”
คนพูดพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นแล้วเงียบไป ชายหนุ่มคู่สนทนาจึงทวนคำถามกระตุ้น
“แต่อะไรหรือคุณ?”
“น่าเสียดายที่เราไม่สามารถแน่ใจได้ว่าคนที่รอดชีวิตไปได้นั้นเป็นใคร หรือมีความเกี่ยวพันอะไรกับคนในบ้าน”
“อ้อ..หรือครับ..ฟังจากที่พูด เหมือนคุณจะรู้ทุกอย่างดีอยู่แล้วนี่ ถ้างั้นอะไรกันที่คุณต้องการจากผม?”
“เซ้นส์และพลังจิตเป็นสิ่งที่มีค่ามาก”
ชายหนุ่มผู้มีนามว่ากล้าหาญตอบเสียงหนักแน่น ประโยคที่ได้ยินทำให้ปางผาต้องหันไปมองหน้าคนพูดอย่างเต็มตา กระแสกระด้างเย็นจากรอยยิ้มนั้นทำให้ชายหนุ่มต้องระวังตัวมากขึ้น เขาตั้งคำถามต่อไปอีกว่า
“บอกผมหน่อยซิคุณกล้าหาญ..มีคนบอกว่าคุณเที่ยวถามเรื่องผมไปทั่ว..เพื่ออะไร?”
“จะว่าไป คุณทำให้ผมประหลาดใจมากทีเดียว”
ตาคมกร้าวยังคงจ้องมาที่ชายหนุ่มเขม็ง คงไม่ต้องคิดให้เสียเวลาอีกที่ปางผารู้สึกมาแต่แรกว่าผู้ชายคนนี้ไม่ชอบเขา ในเมื่อสายตาที่พุ่งมาเป็นสิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดี
“ความจริงมีนักปรจิต ที่มีพลังเก่งกล้ารอให้เลือกอีกหลายคน แต่ละคนผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน แต่ “เธอ” กลับเลือกคุณ คุณปางผา คุณมีดีอะไร?”
“ใครคือเธอที่คุณกำลังพูดถึงล่ะ?”
คนถูกถามไม่ได้ตอบคำถามในทันที แต่กลับเป็นฝ่ายย้อนถาม ชายหนุ่มว่า
“คุณจำด็อกเตอร์ธง หนึ่งในสี่ผู้นำกลุ่มสักกาฬที่เสียชีวิตไปเมื่อปีก่อนได้มั้ยครับ?”
ปางผาชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าขรึมลง
“แน่นอน..ตอนเรียนมหาวิทยาลัยผมยังเคยเรียนในบางวิชากับท่านด้วยซ้ำไป นานมากแล้วสิบกว่าปีก่อนเห็นจะได้ ท่านเป็นคนตรงพูดจาโผงผางและจริงจังกับเรื่องงานมาก”
“โดยเฉพาะเรื่องที่ด็อกเตอร์กำลังติดตามก่อนเสียชีวิต”
กล้าหาญเสริม ตาจับอยู่ที่ใบหน้าคมของนักวิชาการหนุ่มเขม็ง
“ทราบข่าวว่าท่านหัวใจวาย”
ปางผากึ่งปรารภกึ่งถาม เลี่ยงการปะทะสายตาด้วยการก้าวเท้าเดินย้อนกลับไปตามทางมุ่งสู่ประตูทางออกด้านหน้าของห้องแสดงภาพ โดยไม่คิดจะหยุดแวะชมภาพอื่นๆ ในงานอีก ร่างสูงใหญ่บึกบึนออกเดินตามมาด้วยกัน กล้าหาญนัดหมายเขามาเพื่อขอความเห็นบางอย่างเกี่ยวกับภาพห้องประกอบพิธีของพวกลัทธิมนต์ดำ แต่ชายหนุ่มคิดว่าความจริงหมอนี่ไม่ได้ต้องการความคิดเห็นจากเขาหรอก คงต้องการทดสอบจิตสัมผัสของเขามากกว่า อย่างอื่น
“ครับ..ข่าวแพร่ออกไปแบบนั้น แต่สาเหตุแท้จริงที่ทำให้เสียชีวิตแม้แต่แพทย์ยังไม่รู้เลย ตามผลการชันสูตรปรากฏว่าด็อกเตอร์มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงมาก โรคภัยไข้เจ็บร้ายแรงที่อาจทำให้เสียชีวิตอย่างกะทันหันนั้นไม่มี สุดท้ายจึงต้องลงบันทึกไปว่าหัวใจล้มเหลว นี่คุณไม่รู้จริงๆ หรือ?”
“ไม่รู้อะไรครับ?”
“สาเหตุที่ทำให้ด็อกเตอร์ตายน่ะซิครับ”
“ทำไมถึงคิดว่าผมต้องรู้ด้วยเล่า?”
นักวิชาการหนุ่มชะงักฝีเท้าหลังจากออกเดินไม่ทันกี่ก้าว ก่อนหมุนตัวมาประจันหน้ากับคนที่เดินตามมาติดๆ พลางย้อนถามเสียงเข้ม สีหน้าเริ่มเครียดขึ้นมาหน่อยๆ กล้าหาญยักไหล่แล้วว่า
“ในบรรดาลูกศิษย์ทุกรุ่น คุณเป็นศิษย์เอกเพียงคนเดียวของด็อกเตอร์ตลอดมาไม่ใช่หรือครับ ถึงจะเรียนจบนานแล้วแต่ยังคงเป็นศิษย์โปรดติดต่อกันอยู่เสมอ ท่านไว้ใจคุณมาก ผมพูดถูกหรือเปล่า คุณผา?”
“ผมไม่เข้าใจ คุณเป็นใครกันแน่..ฮึ..กล้าหาญ เป็นนักสืบ? หรือตำรวจ?”
กล้าหาญเลิกคิ้วขึ้น ยิ้มที่มุมปากนิดๆ เมื่อรู้สึกถึงน้ำเสียงกึ่งโกรธกึ่งระแวงนั้นได้เกือบจะทันที
“คุณเป็นใคร?” ปางผาย้ำถาม หรี่ตาลง
“ผมเป็นใครไม่สำคัญ เอาเป็นว่ามีสองคนใจตรงกันส่งผมมาเป็นตัวแทนเจรจากับคุณ แต่ทั้งคุณจีนีสและมิสเตอร์ทิวาภพก็อาจมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันไป”
“ทิวาภพรึ?..เอ๊ะ..ผมคิดว่าเคยได้ยินนามสกุลนี้นะ”
“ไม่แปลกหรอกครับ เขาเคยทำงานที่เดียวกับด็อกเตอร์ธงมาก่อน ก่อนที่จะมาทำธุรกิจส่วนตัวทางด้านจิวเวอร์รี่ แต่ที่คนส่วนใหญ่รู้จักเพราะเขาเป็นนักสะสมคริสตัลซันที่เลื่องชื่อ ไม่ใช่เพราะเป็นนักธุรกิจ”
“อือม์..คิดว่าพอนึกออกล่ะ..ผมจำไม่ได้ว่าอาจารย์เคยพูดถึงเขาหรือเปล่า..แต่ได้ยินคนอื่นพูดกันมากว่าคนๆ นี้แทนที่จะนิยมสะสมอัญมณีประเภทเพชรพลอยทองเพราะเป็นธุรกิจที่เขาทำอยู่ แต่กลับไปหลงใหลในความงามของคริสตัลซันแทน”
“นั่นแหละเขา”
ชายหนุ่มร่างใหญ่ตอบรับขรึมๆ ตามแบบฉบับของตน พร้อมกับอธิบายยาวเหยียดต่อไปอีกว่า

“ในสายตาคุณอินทร เขาเห็นว่าคริสตัลซันมีค่ามหาศาล เพราะนอกจากจะหายากมากแล้วยังมีความเชื่อกันแต่โบราณว่าเป็นหินศักดิ์สิทธิ์เป็นหินแก้วมนตรา เมื่อผ่านการทำพิธีปลุกเสกที่ถูกต้องแล้วจะทำให้ผู้ที่ครอบครองมีพลังจิตแข็งแกร่ง เป็นเครื่องรางให้รอดพ้นจากศัตรูและภัยพิบัติต่างๆ ขับไล่ภูตผีปีศาจวิญญาณร้าย ยิ่งสวมใส่ไว้นานเท่าไหร่พลังก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น..แต่ปัจจุบันเห็นจะไม่มีใครพบเห็นหินชนิดนี้อีกแล้วละมังครับ..ยกเว้นเสียแต่พวกที่เก็บสะสมไว้ตั้งแต่รุ่น บรรพบุรุษ ถ้าคุณได้พบกับคุณอินทรศรจะรู้ว่าเขาเป็นคนที่น่าทึ่งมากทีเดียว”
คนพูดสรุปท้ายในที่สุด ขณะที่คนฟังไม่ได้ออกความเห็นใดๆ เกี่ยวกับหินแก้วมนตรา แต่กลับไปถามถึงเรื่องที่ยังคาใจอยู่แต่แรกว่า
“พวกเขาต้องการอะไรจากผม?”
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมาลูกหลานในสี่ตระกูลกลุ่มสักกาฬต้องเผชิญเคราะห์กรรมในรูปแบบต่างๆ กัน และจบชีวิตลงอย่างทุกข์ทรมาน ต้องสังเวยทุกชีวิตในสักกาฬให้กับคำสาปแช่งของพวกไลกอลล์”
“ข้อนี้ผมรู้ดี แต่เหลือรุ่นลูกที่อยู่ในบัญชีดำไลกอลล์อีกกี่คนกัน?”
“เท่าที่รู้..ไม่น่าจะเกินสิบ” กล้าหาญหัวเราะเครียดๆ
“แต่ส่วนใหญ่ไม่มีใครเชื่อเรื่องคำสาปแช่งอีกแล้ว เขาบอกว่าเป็นอุบติเหตุ เป็นเรื่องบังเอิญเสียมากกว่า บางครั้งผมนึกเกลียดสี่สักกาฬเหมือนกัน เพราะพวกเขาแท้ๆ ลูกหลานรุ่นหลังถึงต้องเจอกับชะตากรรมอันเลวร้าย คนที่ยังเหลือก็ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง”

“แต่ว่าเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับอินทรศร หรือว่าเขาอยู่ในบัญชีดำด้วย?”
“ชื่อจีนีสต่างหากที่อยู่ในบัญชีนั่น เพราะอย่างนี้เธอถึงต้องการความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ จากคนที่มีคุณสมบัติพิเศษอย่างคุณไงล่ะ”
“จีนีส..คุณพูดถึงชื่อนี้สองสามครั้งแล้ว เธอเป็นใครหรือครับ?”
“ลูกสาวคนเล็กของมิสเตอร์ฟินด์ ถึงจะเป็นลูกนอกสมรสแต่ก็เป็นลูก เป็นสายเลือดคนสุดท้ายที่ยังคงมีชีวิตอยู่ของตระกูลนี้” กล้าหาญตอบ
ฟินด์..นักวิชาการหนุ่มทวนชื่อนั้นอยู่ในใจ เขาไม่รู้จักฟินด์ ไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัวเช่นเดียวกับที่ไม่รู้จักคนอื่นๆ ในสี่สักกาฬ เพียงแต่เคยได้ยินชื่อเท่านั้นไม่เคยเห็นตัวจริง จะยกเว้นก็แต่อาจารย์ธงคนเดียวที่สนิทสนมกันมานาน
“อินทรศรเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า?” ปางผาซักอีก
“ไม่เชิง..แต่เขาติดต่ออยู่กับจีนีสมาแต่แรก..คุณรู้อะไรมั้ย..เพราะงานนี้คุณอินทรถึงขนาดยอมลงทุนซื้อบ้านสยองขวัญหลังนั้นเอาไว้”
“ใจถึงจริง” ปางผาอุทาน
“ลงทุนขนาดซื้อบ้านที่มีประวัติน่าเกลียดอย่างนั้นได้เชียวรึ?”
“ส่วนหนึ่งเอาไว้เป็นกรณีศึกษาไงล่ะครับ..ผมไปดูมาแล้วไม่น่ากลัวอย่างที่คิดเลย เหมือนบ้านพักตากอากาศธรรมดาๆ นี่เอง คุณอินทรเปลี่ยนชื่อบ้านเสียใหม่จากที่เจ้าของเดิมตั้งไว้แต่แรกคือเขตสุริยะ ก็กลายเป็นบ้านสยบสุริยะแทน..คงถือตามแบบโบราณที่ตั้งชื่อเพื่อข่มอะไรบางอย่างไว้ก่อนละมัง แต่ถ้าจะมี “อะไร” แฝงอยู่ในบ้านจริงๆ ก็เป็นหน้าที่ที่พวกคุณจะต้อง “เคลียร์” จากนั้นยังมีราย ละเอียดที่ซับซ้อนลงไปอีก ถ้าคุณชอบความตื่นเต้นเชื่อว่าคุณต้องสนุกแน่”
“ว่ามาให้ตรงประเด็นไปเลยดีกว่าคุณกล้า อ้อมไปอ้อมมาแบบนี้ผมไม่ชอบ?”
น้ำเสียงปางผากระด้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่แน่ใจว่าคิดไปเองหรือเปล่าที่รู้สึกว่ารอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของอีกฝ่ายนั้นแฝงแววเย้ยหยันมีเลศนัยอย่างไรชอบกล
“โอ.เค. ถ้างั้นฟังให้ดีนะครับ มาถึงตอนนี้ผมเชื่อว่าเราต่างรู้ดีถึงสาเหตุการตายของด็อกเตอร์ธงอย่างแน่นอน ผมรู้ทุกอย่างที่คุณรู้ พูดง่ายๆ คือผมกำความลับของคุณไว้”
สีหน้าหนุ่มนักวิชาการอาจดูเรียบเฉย แต่ในใจนั้นสะดุ้งอยู่ลึกๆ หมอนี่รู้อะไรมา ทำไมถึงกล้าพูดอย่างนี้กับเขา
“ความลับของผมงั้นรึ? เอาอะไรมาพูด”
“อย่าให้ผมต้องแจกแจงเรื่องอาจารย์ธงดีกว่าในเมื่อคุณก็รู้อยู่แก่ใจดีอยู่แล้ว ผมแค่ต้องการความร่วมมือจากคุณนิดหน่อยเท่านั้น ถ้าร่วมมือกับผมอะไรที่เป็นความลับของคุณก็จะเป็นความลับตลอดไป”
“ฟังเหมือนแบล็คเมล์ไม่มีผิด”
นักปรจิตหนุ่มยิ้มแทบจะเป็นแยกเขี้ยว
“จะคิดยังไงก็ได้ แต่ผมพูดจริงแล้วทำจริงด้วย ต้องมีใครสักคนลุกขึ้นสู้เพื่อให้คนที่ยังเหลืออยู่หลุดพ้นจากคำสาปนั่นให้ได้”
“ไม่ว่าจะต้องเหยียบหัวใครสักกี่คนก็ช่างว่างั้นเถอะ”
“มันจำเป็นนี่คุณ ไม่ใช่เรื่องที่จะอธิบายได้ง่ายนักแต่ทุกอย่างควรจะมีจุดจบไม่ใช่หรือ มีคนบอกว่าคุณเป็นคนพิเศษ พิจารณาดูแล้วมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะมีส่วนร่วมในการคลี่คลายและหาคำตอบในทุกสิ่ง”
“พูดซะหรูเชียวนะ อย่าให้ความสำคัญกับผมถึงขนาดนั้นดีกว่า ข้อมูลของคุณอาจผิดพลาดก็ได้..คุณกล้า ผมเป็นแค่คนธรรมดา ไม่ได้มีพลังเหนือโลกหรือมีอิทธิฤทธิ์อะไรพอที่จะหาญไปต่อกรกับเรื่องอย่างว่าหรอก”
“แต่คุณไม่อาจปฏิเสธได้ว่าคุณเป็นศิษย์เอกที่ด็อกเตอร์ธงปั้นมากับมือ มีซิกเซ้นต์และได้รับการฝึกมาอย่างถูกต้องจนมีพลังจิตที่กล้าแข็ง รวมทั้งคอยเกาะติดเรื่องราวเกี่ยวกับแบล็คเมจิคอย่างเหนียวแน่นมาตลอด ที่ยิ่งไปกว่านั้น..คุณมีหินแก้วเครื่องรางเสริมพลังจิตและคุ้มภัยอยู่กับตัวด้วย..แต่ผมจะไม่ถามหรอกนะว่าคุณได้มาจากไหนยังไง”
ชายหนุ่มยกมือขึ้นแตะหินแก้วเจียระไนที่แขวนอยู่ภายใต้เสื้อที่สวมใส่เบาๆ อย่างไม่ตั้งใจ เขาไม่ปริปากพูดหรือเท้าความใดๆ ถึงเรื่องหินมนตราที่จิรารัตน์ผู้เป็นมารดามอบให้กับเขา แต่กลับโต้แย้งไปว่า
“นั่นเป็นเพราะงานของผมต้องทำวิจัยเกี่ยวข้องกับเรื่องทางพลังทางจิตต่างหาก คิดว่าผมกำลังเล่นอะไร เป็นหมอผีจับผีอยู่งั้นเรอะ?”
“คุณจะพูดยังไงก็ได้ แต่จงสำนึกในความจริงไว้ว่าคุณปฏิเสธไม่ได้ ผมไม่ได้มาขอร้อง เพราะคุณ “ต้อง” ร่วมมือกับเรา” ผู้พูดเน้นคำว่าต้องหนักๆ
“มิฉะนั้นคงรู้ถึงผลที่จะตามมานะครับ”
ปางผาเลิกคิ้ว หน้าเข้มขึ้น
“ผมต้องรับฟังคำสั่งของพวกคุณตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
“ตั้งแต่ก้าวแรกที่คุณแอบเข้าร่วมขบวนการของสี่สักกาฬอย่างลับๆ แต่แล้วกลับปล่อยให้ด็อกเตอร์ต้องเผชิญชะตากรรมแต่เพียงลำพังน่ะซิครับ!”
กล้าหาญสวนคำทันควัน มองประสานสายตาเย็นชาของนักปรจิตหนุ่มอย่างเฉยเมย ปางผากำลังพยายามข่มอารมณ์ที่กรุ่นๆ อยู่ในอกเต็มที่ เขาแทบจะกัดฟันถาม
“จะต้องทำยังไง บอกมา”
“ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ”
กล้าหาญก้มศีรษะลงน้อยๆ ประกายตาวาวด้วยความสมใจ
“ผมมีทางเลือกเรอะ?”
“คงไม่มีหรอก แต่ยังมีอีกเรื่องที่คุณควรรับรู้ไว้”
“อะไรอีกล่ะ”
“พลังมืดจากมนต์ดำน่ากลัวมาก ลำพังอำนาจจิตของคุณเพียงคนเดียวอาจจะต้านไม่ไหว”
ปางผาเดาเรื่องต่อได้เกือบจะทันที เขาซักว่า
“มีใครอีกบ้างล่ะที่ได้รับเกียรติให้เล่นบทนักสืบพลังจิต?”
สีหน้าขรึมของกล้าหาญคลายลง เขาหัวเราะเสียงค่อนข้างดังอย่างถูกใจจนคนที่เดินเตร่อยู่แถวนั้นหันมามองเป็นตาเดียวกัน

“นักสืบพลังจิต? เข้าใจเรียก แต่ผมว่าไม่ใช่นะ เราควรจะเรียกว่า “นักล่าพลังจิต” ถึงจะถูก เราเป็นผู้ล่า มันเป็นผู้ถูกล่า”
“มัน?”
นักวิชาการหนุ่มเลิกคิ้ว ก่อนก้าวยาวๆ ไปตามทางที่มุ่งไปสู่ประตูทางออก หลังจากหยุดโต้ตอบคารมกับกล้าหาญจนเกือบเป็นจุดสนใจของผู้คนที่ผ่านไปมา


ตอนที่ 4 ภารกิจที่ได้รับมอบหมาย (2)

กล้าหาญกำลังเล่ารายละเอียดให้ชายหนุ่มฟังว่า นอกจากปางผาซึ่งจะต้องรับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมแล้ว ยังมีนักวิชาการทางปรจิตวิทยาอีกสองสามคนที่ได้รับคำเชิญให้มาร่วมเป็นทีมเดียวกัน..ทุกคนที่ถูกเชิญกำลังสนใจและติดตามเรื่องราวของลับแลแห่งหุบเขาแก้ว..หรือไม่ก็มีความเกี่ยวข้องทางใดทางหนึ่งกับกลุ่มสี่สักกาฬ อย่างเช่นปางผา โดยทั้งหมดจะไปรวมตัวกันที่บ้านสยบสุริยะในวันหยุดติดต่อที่จะถึงนี้ จากนั้นอินทรศรเจ้าของบ้านจะเป็นคนสั่งการเองว่าจะต้องทำอะไรต่อไป
“ถ้างั้นเมลที่ผมได้รับเมื่อเช้าก็น่าจะเป็นอินทรศรนี่ล่ะซิที่ส่งมา..ใช่ไหม?”

“ข้อนั้นผมไม่ทราบ ผมแค่รับหน้าที่มาเจรจากับคุณเท่านั้น”
คนพูดยืนกรานปฏิเสธ และปางผาก็เชื่อว่าชายหนุ่มหุ่นนักรบคงจะไม่รู้เรื่องอย่างปากว่าจริงๆ เมื่อไม่ได้รับคำตอบที่อยากรู้ เขาก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปถามถึงอีกเรื่องแทนว่า
“คนอื่นที่ว่ามีใครบ้าง?”
กล้าหาญตอบว่า
“ที่แน่ๆ มี ชายแดน พงศ์อรัญ เพื่อนคุณไงล่ะ ส่วนอีกคนนี่ถึงจะยังไม่มีชื่อเสียงในวงการนักปรจิตเท่าไหร่แต่เธอมีคุณสมบัติพิเศษที่น่าสนใจมาก เชื่อว่าคุณคงรู้จักอีกเหมือนกัน..อินดี้ ยุทธาฤทธิ์”
“อ้อ”
ปางผาพูดได้คำเดียว เป็นอีกครั้งที่เขาไม่อยากออกความเห็นใดๆ เขาเคยพบกับผู้หญิงคนนี้ประมาณสองสามครั้งแต่ไม่เคยพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว หล่อนมาทำธุระอะไรบางอย่างที่ศูนย์วิจัยทางด้านปรจิตที่เขาทำงานพิเศษอยู่ หล่อนเป็นหญิงสาวสะสวยปราดเปรียว ดูออกจะเปรี้ยวเกินกว่าจะเป็นนักปรจิต ท่าทางของอินดี้บอกชัดว่าชอบเขา แววตาเจ้าชู้ของหล่อนทำให้ปางผารู้สึกขยาดมากกว่าจะอยากใกล้ชิด
เสียงกล้าหาญสาธยายต่อว่า
“คนนี้คุณคงไม่รู้จัก เขาชื่อ..เขื่อน แก้วลันธ์ แล้วก็..”
คนพูดเว้นช่วงไปนิดหนึ่งคล้ายจะรอให้คู่สนทนาถาม แต่เมื่อปางผาไม่ได้ถามเขาจึงกล่าวต่อไปว่า
“ณิชา พิสุทธิ์ชัย ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เป็นนักปรจิตแต่เป็นนักสังเกตการณ์และเป็นล่ามภาษามือด้วย เธอเป็นผู้ช่วยของชาร์ซาร์ พันธามัย คนๆ นี้มีอะไรแปลกๆ อยู่ในตัวเยอะ ผมหมายถึงชาร์ซาร์น่ะครับ เขาเป็นคนที่มีจิตกำหนดสูงพอตัว น่าเสียดายที่ไม่พูด ไม่งั้นเราคงได้รู้อะไรมากกว่านี้”
“หมายถึงเขาเป็นใบ้หรือครับ?”
“หมายความตามที่พูด ว่ากันว่าเขาพูดได้แต่ไม่ยอมพูดใช้แต่ภาษามือแทนถ้อยคำ ผมถึงได้ว่าเขาแปลกไงล่ะครับ ที่ยิ่งไปกว่านั้น..”
กล้าหาญหันมามองไผ่ผาตรงๆ ก่อนพูดประโยคต่อไปช้าๆ แต่ชัดเจนทุกคำ
“บางคนเชื่อว่าเขาเป็นหนึ่งในสอง หรือสามที่รอดชีวิตจากการถูกฆาตกรรมหมู่ที่บ้านเขตสุริยะมาได้..แต่เรื่องนี้เราไม่ขอยืนยันนะครับ ข้อมูลที่ได้มาอาจผิดพลาดก็ได้”
ชาร์ซาร์..ปางผาทวนคำชื่อนั้นอยู่ในใจ เขาเกือบหัวเราะออกมาดังๆ คงสนุกพิลึกล่ะทีนี้!
“บ้าหรือเปล่าคุณกล้า ถ้าเขาเคยเป็นสมาชิกในบ้านสยองนั่นแสดงว่าไม่ใช่คนดีนักหรอก อย่างน้อยก็เคยคลุกคลีกับพวกลัทธินอกรีตที่ชอบบูชายัญด้วยเลือดมาก่อน อย่างนี้จะไม่เป็นการเสี่ยงไปหน่อยหรือที่จะดึงเอาเขามาร่วมด้วย”
“ถ้าเขาเป็นคนที่ใช่..ถามว่าเสี่ยงไหมก็คงต้องตอบกันตรงๆ ว่าเสี่ยงแน่แต่สำหรับคุณอินทร..เขาคิดว่าเป็นการเสี่ยงที่คุ้มค่า..ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว”
“หมายความว่ายังไง?”
ปางผารู้สึกคล้ายจะมึน ยอมรับว่าตามความคิดคนพวกนี้ไม่ทันเอาเลย
“อธิบายให้ชัดหน่อยเถอะ คุณกำลังพูดถึงอะไร?”
ชายหนุ่มจี้ให้ตรงจุดเพราะคร้านจะมานั่งทายยี่สิบปัญหากันให้สับสนเปล่าๆ สีหน้ากล้าหาญสงบเรียบขณะพูดประโยคต่อไปด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลงกว่าเดิม
“ฟังให้ดีนะครับ ผมกำลังจะบอกว่าคุณอินทรกำลังพยายามพิสูจน์ทฤษฎีที่ว่า..มีคนๆ หนึ่งสามารถลบล้างคำสาปแช่งที่มีต่อสี่ตระกูลกลุ่มสักกาฬได้”
“มีคนที่ว่าด้วยรึ? ใครกันคนที่เก่งกาจอาจหาญถึงขนาดสามารถแก้อาถรรพ์คำสาปของไลกอลล์ได้”
นักปรจิตหนุ่มขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเยาะๆ ซึ่งอีกฝ่ายก็สวนคำกลับมาทันทีเหมือนกันว่า
“จะเก่งจริงหรือไม่ข้อนี้ยังไม่รู้แน่..ส่วนที่ถามว่าเป็นใครก็ยังแน่ใจไม่ได้อีกเหมือนกัน”
คำพูดวกวนนั้นทำให้ปางผาอดชำเลืองมองตาขุ่นไม่ได้ เสียงกล้าหาญยังคงกล่าวต่อไปอีก
“คุณอินทรเคยพูดถึงปริศนาคำสาปแช่งตรงประโยคสุดท้ายที่ว่า..พลันพินาศจนหมดสิ้นถึงสุดท้ายนั้น น่าจะตีความหมายได้สองทาง เป็นความหมายที่แฝงอยู่ในความหมายอันแรก แต่ก่อนจะดำเนินการอะไรต่อไปต้องให้แน่ใจก่อนว่าเรามาถูกทางแล้ว”
ปางผานิ่งเงียบทวนความคิดทบทวนเรื่องราวอยู่ในใจครู่หนึ่ง..ความหมายแฝงในคำสาป...จำได้ว่าอาจารย์เคยพูดถึงเรื่องนี้กับเขาอยู่ครั้งหนึ่งแต่ไม่ได้พูดรายละเอียดไว้ชัดเจนนัก..แต่ใครกันล่ะที่จะมีอำนาจถึงขนาดทำลายล้างคำสาปแช่งที่สลักเอาไว้แต่โบราณกาลกันเล่า?
คราวนี้กล้าหาญเป็นฝ่ายชะงักฝีเท้าบ้าง เขามองประสานสายตาปางผาอย่างแน่วแน่ แล้วกล่าวประโยคต่อไปด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับลงกว่าปกติ
“ไม่มีใครรู้เรื่องราวของไลกอลล์ดีเท่ากับพวกของมันเอง ถ้าจะมีคนต้องตอบคำถาม ผู้ชายที่ชื่อชาร์ซาร์น่าจะเข้าข่ายมากกว่าใครอื่น ประวัติของเขาลึกลับซับซ้อนพอกับเจ้าของบ้านเขตสุริยะทีเดียว น่าสงสัยว่าทำไมเขาจึงรอดชีวิตมาได้ เพราะเขามีวิชาอาคมแก่กล้าป้องกันตัว หรือเพราะมีคนปกป้องเนื่องจากเขาเป็นคนสำคัญ?”
พูดถึงตรงนี้ เสียงห้าวลึกของหนุ่มร่างบึกบึนลดระดับลงไปอีกจนเกือบเป็นกระซิบแค่พอได้ยินกันสองคน
“หนามหยอกเอาหนามบ่ง..ทฤษฎีของคุณอินทร..คำสาปจะจบสิ้นต่อเมื่อไม่เหลือทายาทสายตรงของสี่ตระกูลกลุ่มสักกาฬอีกแล้ว ในทางกลับกันถ้าสามารถกำจัดทายาทคนสุดท้ายของไลกอลล์ได้ เมื่อเผ่าพันธุ์ไลกอลล์ที่ยังเหลืออยู่คนสุดท้ายตายอาถรรพ์ก็จะถูกลบล้างไปโดยปริยาย คำสาปจะไม่มีผลอีกต่อไป เข้าใจหรือยัง”
“เดี๋ยวก่อน..ผมฟังผิดไปหรือเปล่าที่บอกว่า..ไลกอลล์คนสุดท้ายน่ะ?” ปางผาเลิกคิ้วขึ้นสูง ถามแบบกระซิบกลับไป
“ไม่ผิดหรอกคุณ”
“ยังมีพวกไลกอลล์หลงเหลืออยู่ในปัจจุบันอีกหรือ? ผมนึกว่าสูญเผ่าพันธุ์ไปนานแล้วซะอีก หรือถ้าจะยังคงหลงเหลืออยู่ก็ไม่น่าจะเป็นไลกอลล์แท้หรอกน่ะ.. เป็นเชื้อสายลูกครึ่งที่ผสมผสานกับชนเชื้อชาติอื่นซะมากกว่า”
“เชื่อเถอะ ยังมีอยู่จริงๆ เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนประวัติเชื้อชาติเสียใหม่ ไม่เปิดเผยตัวตนที่แท้จริง”
“รู้ได้ยังไง?”
“ข้อนี้ต้องไปถามมิสเตอร์ทิวาภพเอาเอง”
กล้าหาญตอบหน้าตาเฉย ก่อนสรุปว่า
“ภารกิจอีกอย่างของคุณ..หมายถึงเฉพาะตัวคุณคนเดียวนะครับ..ทำอย่างไรก็ได้ให้ชาร์ซาร์ไว้ใจคุณให้มากที่สุด..มากพอที่จะยอมเปิดเผยตัวตน..เปิดเผยประวัติ..เบื้องหลังของตัวเองทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด เราอยากรู้ว่าเขาเกี่ยวข้องกับเจ้าของบ้านมากน้อยแค่ไหน..เขาน่าจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะพาเราไปสู่ตัวทายาทไลกอลล์ที่แท้จริงได้ เราต้องกำจัดมันเสียก่อนที่จะสายเกินไป”
ปางผากำลังคิดว่ากล้าหาญเป็นคนอย่างไรกันแน่ ถึงได้พูดถึงการกำจัดคนอื่นได้อย่างหน้าตาเฉย เพราะไอ้คำว่ากำจัดนั่นคงหมายถึง “ฆ่า” นั่นแหละ การจะฆ่าใครสักคนไม่ใช่เรื่องปกติวิสัยที่จะทำกันได้ง่ายๆ เลย

“ขอถามสักคำ..ถ้าชาร์ซาร์เคยเป็นสมาชิกพวกเขตสุริยะมาก่อนจริงๆ เขาต้องจำได้ล่ะว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนในบ้านบ้าง..แล้วเขาจะกลับไปที่นั่นอีกทำไม”
“ผมรู้ ฟังดูมันออกจะขัดแย้งกันอยู่ แต่เขาต้องมาแน่..ถึงจะไม่อยากมาก็ต้องมาจนได้ เชื่อซิ!”
กล้าหาญตอบกลับมาด้วยระดับเสียงปกติอย่างมั่นใจเต็มร้อย ประกายตาวาววับทีเดียว
“รู้ได้ยังไง?”
ปางผาถามด้วยประโยคเดิม แต่ก็คิดว่าตนได้คำตอบแล้วเกือบจะทันทีเหมือนกัน
“อินทรศรล่ะซิ ใช่มั้ย? อ๊ะ คนๆ นี้ไม่ใช่เล่น อุตส่าห์ขุดคุ้ยประวัติเขาจนได้เรื่องมา..คนอื่นๆ ล่ะ รู้เรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า?”
“ทุกอย่างจะเป็นความลับ ความจริงทั้งหมดจะเปิดเผยเมื่อถึงเวลา”
“คุณจีนีสล่ะ?”
“เธอมีเหตุผลไปอีกอย่าง”
“อะไรคือเหตุผลอีกอย่างที่ว่าล่ะครับ?”
สีหน้ากร้าวแกร่งปรากฏรอยยิ้มแปลกๆ ที่ปางผาเห็นแล้วไม่ชอบ ใจนัก
“เธอจะบอกคุณเองเมื่อพบกัน”

นักวิชาการหนุ่มอึ้งไป ชั่วครู่ก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ว่า
“นี่เรากำลังเล่นอยู่กับอะไรฮึ คุณกล้า? ถ้าชาร์ซาร์เป็นพวกถือลัทธิมนต์ดำจริงและรู้ว่าเราต้องการอะไรจากเขา อย่างนี้มิเท่ากับว่าเอาชีวิตไปเสี่ยงหรือ ทั้งผมและคนอีกหลายคนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้เสียกับเรื่องนี้ ด้วยซ้ำ”
ปางผาลงเสียงหนักด้วยความไม่พอใจ
“คุณคงลืมไปว่าตัวคุณเองมีส่วนเกี่ยวด้วยอยู่เหมือนกัน”
“ผมน่ะ?”
“นี่จะบีบให้ผมต้องให้พูดใช่ไหมว่าในคืนที่ด็อกเตอร์ตายคุณอยู่ที่นั่นด้วย มีส่วนร่วมรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเต็มๆ จากที่ตายเพราะสาเหตุหัวใจล้มเหลวธรรมดา อาจพลิกกลายเป็นถูกฆาตกรรมไปได้ในพริบตา ตำรวจคงจะสนใจมากและรื้อคดีขึ้นมาติดตามกันใหม่ แต่ถ้าคุณไม่พูดผมไม่พูดใครเล่าจะรู้ จริงมั้ย..น่า..จะคิดมากไปทำไม กำจัดทายาทพวกมันได้คุณจะได้ชื่อได้ความดีความชอบในการกำจัดมารไงเล่า”
“ทายาทคนสุดท้ายของพวกมันตายก็แค่สิ้นสุดคำสาป แต่ลัทธิมนต์ดำยังคงแฝงตัวอยู่ทุกซอกทุกมุม แล้วผมก็จะถูกพวกมันตามล่าหัวซุกหัวซุนไปเสียน่ะซิ”
ปางผายิ้มหยันๆ ดวงตาเป็นประกายกล้าด้วยความไม่พอใจที่ ถูกข่มขู่
“อย่าห่วงเรื่องนั้น เรามีแผนรองรับไว้แล้วไม่ปล่อยให้คุณลุยคนเดียวหรอกน่ะ”
“หวังว่าแผนที่ว่าคงได้ผลล่ะ” ชายหนุ่มหัวเราะเครียดๆ
“อันนี้ต้องขึ้นอยู่กับคุณด้วยล่ะครับ ถ้าหากจะมีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้น คุณน่าจะเป็นคนที่พอจะต้านอำนาจอะไรๆ ไว้ได้มากกว่าคนอื่น”
“ยกย่องกันเกินไปแล้ว อย่าเพิ่งหวังอะไรจากผมมากนักดีกว่า”
“อย่าลืมว่าคุณไม่มีทางเลือกมากนัก ถึงเวลาที่เราควรต้องลุกขึ้นทำอะไรบางอย่างบ้างแล้ว เพราะมันเป็นชะตากรรมของคนอีกหลายคน”
ปางผานิ่ง..ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย แต่หากจะว่าไปเขาเคยเจอศึกหนักกว่านี้มาแล้วนี่นา ครั้งนี้จะต่างออกไป ไม่ว่าทายาทไลกอลล์คนนั้นจะเป็นใครก็ตามแต่ยังไงก็เป็นคนมิใช่หรือ..ไม่ใช่วิญญาณคนเป็นอย่างรูปจิตเจ้าเล่ห์แสนกลที่เขาเคยเกือบปะทะกับมันมาแล้ว..เสียงหัวเราะเยาะเย้ยสมเพชในความไม่เอาไหนของเขายังสะท้อนติดหูเขาอยู่จนทุกวันนี้ นึกขึ้นมาคราวไรอดขนลุกไม่ได้ทุกที
มันเป็นพลังงานประเภทไหนกันแน่ ไม่ใช่ผีแน่นอน แต่ก็ไม่ใช่มนุษย์อีกนั่นแหละ ผีหรือวิญญาณแท้ๆ ยังน่ากลัวน้อยกว่านี้ในความคิดของปางผา รูปรอยอาจไม่ใช่คน แต่ทายาทไลกอลล์คนนั้นเป็นคนแน่นอนที่สุด
เอาวะ เอาไงเอากัน!
ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ จึงกล่าวช้าๆ ว่า
“คิดอีกที..น่าสนุก..ท้าทายดี..เอาเถอะ..ในเมื่อผมไม่มีทางเลี่ยงอยู่แล้วใช่มั้ยเล่า..จะลองลงสนามเล่นดูสักตั้งก็แล้วกัน!”
“ดีมาก คุณได้คำตอบแล้วคุณปางผา ศรายุธ”





(cr flash ภาพ - yame)


Create Date : 24 กรกฎาคม 2558
Last Update : 24 กรกฎาคม 2558 21:49:33 น. 0 comments
Counter : 68 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
วงแหวนอักษรา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




คำเตือน
ขอสงวนลิขสิทธิ์ผลงานเขียนทุกชนิดใน
blogแห่งนี้ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ.2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือ
นำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีการใดๆ ทั้งสิ้น
รวมถึงการนำไปเผยแพร่ต่อที่อื่นโดยไม่
ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน



--------------------------
--------------------------
cr. ขอบคุณภาพ-ของแต่ง blog
จากเว็บแจกฟรีทุกแห่ง
cr. ขอบคุณแฟลชภาพจาก blog yame


books shelf (e-book)


คนล่าสาป
วงแหวนอักษรา
www.mebmarket.com
กงล้อแห่งชะตากรรมที่ต้องเผชิญชะตากรรมกำหนดให้เขาต้องเป็น...คนล่าสาปเพื่อชดใช้ในสิ่งที่ทำไว้ในอดีตชาติจนกว่าทุกอย่างจะสิ้นสุดลง


กรงใจไฟมายา
วงแหวนอักษรา
www.mebmarket.com
สำหรับผมเห็นว่าคุณเป็นเจ้าหญิงหิมะ...ที่จริงควรเป็นเจ้าหญิงน้ำแข็งถึงจะถูก เพราะว่าเวลาหิมะละลาย เราจะพบต้นอ่อนของดอกไม้เสมอ ตรงกันข้ามกับน้ำแข็งที่ละลายแล้วจะระเหยแห้งผากไปหมด เหมือนกับใจของคุณที่กำลังระเหยแห้งแล้งลงไปทุกทีนั่นแหละ...


มนตราทรายใต้ธารดาว
ณลีนิน
www.mebmarket.com
“ระหว่างเราสองคนอาจไม่ได้มีโอกาสใกล้ชิดกันมากนัก แต่นับจากคืนนี้ไป ผมสัญญาว่าผมจะเปิดใจกับคุณทั้งหมด จะไม่ให้มีอะไรเคลือบแคลงต่อกันอีก ที่สัญญาไว้ว่าจะยกชีวิตยกหัวใจให้คุณนั้นผมพูดจริง เรนียาห์คือภาพความหลังที่ผ่านมาแล้ว ในขณะที่คุณคือความจริงในปัจจุบัน”


รุ้งจางในม่านฝน
ณลีลาฯ
www.mebmarket.com
รุ้งงามมักจะเกิดขึ้นหลังฝนตกเสมอ แต่รุ้งที่พาดผ่านอยู่ในสายฝน จะเป็นเพียงรุ้งสีจาง หลบเร้นอยู่ใต้เงาของม่านฝนเท่านั้น
























---------------------------



...โปรเจคนิยายในคลัง...

สถานะ....บางเรื่องยังรีไร้ท์ บางเรื่องกำลังเขียน
และบางเรื่องจองชื่อ+ตั้งพล็อต ไว้ก่อนเพื่อรอ
คิวเขียน / บางเรื่องส่งต้นฉบับตีพิมพ์ บางเรื่อง
เป็น e-book และบางเรื่องอาจมีการเปลี่ยน
แปลงชื่อเรื่องในภายหลังเพื่อความเหมาะสม

1. ระบำรักกุหลาบแก้ว
2. ปีกรักในแดนฝัน
3. ลินินลายกุหลาบ
4. แก้วมนตรา มายาสยอง
5. เสกสรรปั้นรัก
6. พั้นช์รักครบสูตร
7. อาถรรพ์คำสาปอัทศิลา
8. มนต์ดำคำสาป
9. เลดี้โนเนม
10. ม่านมนต์ดำ ระบำมนตรา
11. พฤกษามนตราสาป
12. ระบำมุก
13. รัตติกาลอาถรรพ์
14. แก้วมายาหิมาลัย
15. มนตราโมเรศ
16. เกมกลคนซาตาน
17. เดือนฝันพันดาว
18. ศิลาอธิษฐาน
19. รักหวานม่านหิมาลัย
20. ภวังค์หวานม่านฝัน
21. หลง(รักษ์)
22. ใต้เเงาชลาลัย
23. ภูตพันธนาการ
24. มนตราธารา
25. มนต์รักประภาคารแสงจันทร์
26. มุกสลับสี
27. กังหันมนตรา (กังหันราตรี)
28. ปริศนารักนาฬิกาทราย
29. ตะวันอำพราง
30. ลางมนตรา
31. ภูผามายาไพร
32. อาถรรพ์หุ่นชักเลือด
33. พ่อมดบ้านไพร
ฯลฯ
--------------------



--------------------------

On every journey, there is a meaning.
..ทุกการเดินทางมีความหมาย..
(คติสอนใจจาก ชนเผ่าอเมริกันอินเดียน)
--------------------------
--------------------------




(เครดิต : http://www.youtube.com/watch?v=WYheX_vB4Wc)

--------------------------
--------------------------


Friends' blogs
[Add วงแหวนอักษรา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.