"คลังนิยายอ่านก่อนซื้อ-ทดลองอ่าน..."เมื่อการเดินทางของจินตนาการและตัวอักษรมาบรรจบกัน จึงกลายเป็นนิยายแต่ละเล่มของ...แหวนอักษรา และนามปากกาที่เกี่ยวข้อง"

 


Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2558
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
24 กรกฏาคม 2558
 
All Blogs
 
ใต้ปีกมนตรา (บทที่ 1-2)







Oxygen Blue - Working



ใต้ปีกมนตรา ได้รับการตีพิมพ์กับ สนพ.อักษรศาสตร์ เมื่อหมดสัญญาลง ผู้เขียนจึงได้นำมาปรับปรุง และวางจำหน่ายเป็น ebook

คลิกอ่านรายละเอียดเล่มได้ที่
https://www.mebmarket.com/ebook-3604-ใต้ปีกมนตรา

บทที่ 1 เกือบไป

แรงกระชากของลมทำให้กิ่งไม้ใหญ่น้อยต่างพากันสะบัดใบไหวเอน ยวบยาบด้วยลีลาราวกับภูตเริงระบำ ฝนปรอยลงมาไม่ขาดสายและมีท่าว่าจะลงหนาเม็ดขึ้นทุกขณะ สายฟ้าแลบแปลบปลาบตามมาด้วยเสียงลั่นครืน..ผู้ที่ยืนหลบฝนอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่รีบยกมือขึ้นตะครุบหมวกปีกกว้างที่ทำท่าจะหลุดปลิวไปจากศีรษะ ความเปียกชื้นของชุดที่สวมใส่ผนวกกับกระแสลมแรง พัดพาเอาละอองน้ำฝนวูบเข้าปะทะตามใบหน้าและร่างกายทำให้รู้สึกหนาวจนเกือบสั่น หากเจ้าตัวไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจที่จะติดตามสถานการณ์ตรงหน้าให้ถึงที่สุด อันที่จริงลุงสันต์บอกให้รออยู่ในรถก่อน แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นทำให้ต้องลงมาดูให้เห็นกับตาตนเอง
ดวงตาคมโตเพ่งมองผ่านลำแสงไฟฉายสาดส่องเป็นลำสู้กับสายฝนโปรยปรายและความมืดของยามรัตติกาล ใจจดจ่ออยู่แต่ภาพตรงหน้า ทั้งตื่นเต้นทั้งวิตกในขณะเดียวกัน

ชายวัยกลางคนสองคนกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ตรงหลุมลึกที่ถูกขุดขึ้นอย่างหยาบๆ อันแสดงให้เห็นถึงความรีบร้อนของคนขุด
“เร็วหน่อยลุง..ฝนชักตกหนักขึ้นทุกทีแล้ว”
ส่งเสียงตะโกนเร่งแข่งกับเสียงฟ้าลั่นครืนๆ เพราะฝนที่เทลงมาเกือบทุกวี่วันในระยะนี้ทำให้พื้นดินชุ่มเปียกเป็นโคลนลื่น ดังนั้นกว่าลุงสันต์ ใจเที่ยง หัวหน้าคนสวนวัยห้าสิบต้น และนายทัด ดอกไม้ขาว ผู้เป็นลูกชายคนเดียวของศักดิ์สนคนขับรถประจำบ้าน จะช่วยกันยกร่างซึ่งนอนเหยียดยาวอยู่ในหลุมลึกขึ้นมาได้ก็เล่นเอาเปรอะเปื้อนดินเลนกันไปทั้งคู่
ร่างที่ถูกหามขึ้นมาวางไว้บนพื้นใกล้ปากหลุมนั้น ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าหนาเนื้อหยาบสีมอซอขะมุกขะมอมจนมองแทบไม่เห็นสีเดิม เชือกเส้นใหญ่มัดพันลำตัวไว้เป็นสามเปราะราวกับมัดตราสังศพ!
“เอาไงต่อดีครับ”
นายทัดคนสวนหนุ่ม ซึ่งนั่งยองๆ พร้อมกับยกมือขึ้นปาดเม็ดฝนบนใบหน้า พลางหันไปส่งเสียงถามผู้เป็นนาย
“เปิดเลย”
เสียงสั่งเร่งเร้าอย่างใจร้อน คิ้วยาวเรียวขมวดมุ่น สีหน้ากึ่งหวาดกึ่งกังวล
ถึงแม้ว่าจะคาดการณ์ไว้แล้วก็ตาม แต่พอตัดเชือกและดึงผ้าที่ห่อไว้ออกจากกัน ภาพที่เห็นตรงหน้านั้นก็ทำให้คนทั้งสามถึงกับเงียบงันกันไปครู่หนึ่ง
ร่างที่เห็นใต้ผืนผ้าเป็นร่างของบุรุษเพศ ถูกมัดมือมัดเท้าปิดปากไว้ด้วยเทปกาว หน้าตาเป็นอย่างไรไม่เห็นชัดเจนเพราะดูมอมแมมทั้งคราบเลือดและดินผสมกัน
“อย่างที่คิด ถูกฆาตกรรมแน่ครับ เป็นใครจากไหนไม่รู้น่าจะถูกฆ่าที่อื่น แล้วเอามาฝังไว้ในที่ของเรา”
ลุงสันต์ใช้ไฟฉายส่องกราดไปตามลำตัว ก่อนทำใจกล้าเอื้อมมือไปแตะเบาๆ ตรงใบหน้าที่เอียงพับอยู่
“ตัวยังอุ่น คงเพิ่งตายไม่นาน”
พูดแล้วก็คลำจุดชีพจรอีกครั้งให้แน่ใจ พลันต้องถึงกับสะดุ้งโหยง อุทานเสียงดังว่า
“โอ๊ะโหย๋! นาย..ยังไม่ตายนี่..ชีพจรยังเต้นอยู่เลย”
“ยังไม่ตาย? แน่ใจเหรอลุง?”
สีหน้าคนถามค่อยคลายความหวาดวิตกลงบ้าง รู้โล่งใจขึ้น แต่ยังกล้าๆ กลัวๆ อยู่ไม่น้อย คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ถ้ามีคนมาตายในเขตบ้านของตัวเอง โดยเฉพาะถ้าคนที่ตายนั้นถูกฆาตกรรม!
“แน่ใจครับ ยังมีชีพจรอยู่แต่เบามาก”
ลุงสันต์ผู้มีร่างกายบึกบึนกำยำแม้อายุจะเข้าเลขห้าต้นๆ แล้ว ยืนยัน หนักแน่น
“แสดงว่าไอ้พวกเมื่อกี้มันกะจะฝังเขาทั้งเป็น มิน่า..ทำลับๆ ล่อๆ ชอบกล พอเห็นผมกับทัดโวยวายว่ามาขุดหลุมทำอะไร มันก็รีบเผ่นแน่บ”
“บอกตำรวจดีกว่าครับ..อ้อ น่าจะเอาไปโรงพยาบาลก่อน”
ทัดออกความเห็นบ้าง
“มันบุกรุกเข้ามาในที่คนอื่นไม่พอ ยังเอาใครไม่รู้ตัวเป็นๆ มาฝัง อย่างนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กแล้ว”
คนเป็นนายชะโงกหน้าเข้าไปดูร่างซึ่งนอนหมดสติราวกับคนตายใกล้ๆ ลังเลไปเหมือนกัน แต่พายุฝนเทกระหน่ำมากขึ้นทุกทีทำให้ไม่มีเวลาคิดนานนัก จึงตัดสินใจสั่งการแข่งกับเสียงฝนว่า
“พาไปที่บ้านก่อนเถอะ แล้วค่อยว่ากันว่าจะเอายังไงต่อ”
ในช่วงที่คนทางท้ายไร่กำลังช่วยกันเคลื่อนย้ายร่างซึ่งเกือบจะกลายเป็น “ศพ” ไป ร่างหนึ่ง..ยืนสงบนิ่งเดียวดายอยู่ตรงเชิงบันไดทอดเวียนขึ้นสู่ชั้นบนของภายใต้หลังคาบ้านในบริเวณบ้านหลังเดียวกันนั้น ได้เบือนหน้าเล็กน้อยราวกับจะเล็งเห็นถึงเหตุการณ์อันฉุกละหุกที่กำลังดำเนินอยู่ สีหน้านั้นสงบนิ่งเยือกเย็นเป็นนิจ ทว่า..ดวงตาใสกระด้างเพ่งมองไปยังทิศทางสู่ร่มไม้ใหญ่ครึ้มบนเนินสุดอาณาเขตพื้นที่ไร่ กลับจุดประกายวาวเรืองรองอย่างสนใจและสมใจ!

กรุงเทพฯ ในเวลาอันใกล้เคียงกัน
บุคคลผู้หนึ่ง..กำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอ่านหนังสือเพลินอยู่ในบ้านของตน ทว่าในทันใดนั้นเอง จู่ๆ ได้บังเกิดแรงสังหรณ์บางอย่างขึ้นฉับพลัน..กระแสจากจิตหนึ่งส่งผ่านมาสู่จิตของเขาค่อนข้างรุนแรงจนเขาสามารถรับสัมผัสได้..หากเพียงแค่เสี้ยววินาทีกระแสพลันดับวูบหายไป
สัมผัสต่อมาที่ชายหนุ่มรู้สึกคือความหวั่นไหววูบลึกประหลาด ผสมปนเปไปด้วยความร้อนรนกระวนกระวายไม่เป็นสุขอย่างไรชอบกล แรงสังหรณ์ที่พุ่งเข้ามารบกวนจิตชายหนุ่มค่อนข้างรุนแรงและชัดเจนจนเขาไม่อาจทนนิ่งเฉยอยู่ได้
เกิดอะไรขึ้น! ทำไมเขาจึงรู้สึกสังหรณ์แปลกอย่างนี้ กำลังจะมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นกับเขาอย่างนั้นหรือ..ถ้าไม่ใช่ตัวเขาก็อาจเป็นคนใกล้ชิด
ถ้าจะพูดถึงเรื่องจิตสัมผัส ชายหนุ่มไม่ได้นึกยินดีแม้แต่นิดเดียวที่ตนเองเกิดมาพร้อมกับมีคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่ง คือเขาสามารถรับสัมผัสสังหรณ์หรือ ซิกเซ้นส์ได้ค่อนข้างแม่นยำ แย่ตรงที่เท่าที่ผ่านมาการรับสังหรณ์ของเขาถึงจะแม่นยำก็จริงแต่มักเป็นเรื่องร้ายมากกว่าเรื่องดี
นับตั้งแต่แนวไทผู้เป็นบิดาเสียชีวิตลงเมื่อสองปีก่อนด้วยโรคเบาหวานและโรคแทรกซ้อนอื่นอีกหลายโรค เขาไม่เคยได้นั่งสมาธิกำหนดจิตขั้นสูงตามที่บิดาสอนไว้อีกเลย เขาละเว้นการทำสมาธิจิตไปนานทีเดียว เมื่อครั้งที่บิดายังมีชีวิตอยู่ท่านมักจะทำสมาธิเพื่อลดความเครียดจากการทำงาน และความวิตกกังวลในโรคร้ายที่ รุมเร้า เขาจึงนั่งสมาธิฝึกจิตไปพร้อมกับท่านด้วย
ท่านบอกเขาว่าการเพ่งสมาธิถ้าจะให้ได้ผลควรปฏิบัติเป็นกิจวัตรทุกวัน โดยกำหนดให้สมาธิเคลื่อนไปตามจุดต่างๆ ของร่างกาย ดวงตา กระดูกสันหลัง ไหล่ ด้านหลังของลำคอปาก และลิ้น ถึงแม้ว่าเขาจะฝึกฝนอย่างถูกต้องตามหลักที่บิดาชี้แนะทุกประการ แต่เขาก็ยังไม่มีความชำนาญเก่งกล้าถึงขั้นมีนิมิตหรือถอดจิตได้อะไรทำนองนั้น
ในเวลานี้..ความอยากรู้ถึงสาเหตุสังหรณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแรงและฉับพลัน ทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจในที่สุดหลังจากลังเลอยู่หลายนาที
ชายหนุ่มวางหนังสือลงกับโต๊ะ ขยับเปลี่ยนอิริยาบถจากท่าที่นั่งเอนสบายอยู่บนโซฟาเป็นท่านั่งตัวตรงมือประสานกันไว้บนตัก..พลางหลับตาลง..ก่อนสูดลมหายใจยาวเข้าออกสม่ำเสมอ จนถึงระดับที่จิตลึกลงจนถึงจุดของความว่างและสงบ รู้สึกตนเองเบาหวิวเหมือนเป็นขนนก เมื่อพร้อมเขาจึงเปิดจิตก้าวเข้าสู่อีกมิติหนึ่งอย่างเต็มที่เพื่อรับ “สื่อ”
ชายหนุ่มรู้ดีว่าภายในภวังค์สมาธิของเขานั้นจะไม่มีภาพใดๆ ปรากฏให้เห็นเป็นเรื่องราวอย่างแน่นอน..เปรียบเสมือนกับคนตาบอดที่มองไม่เห็น กลับสามารถรับรู้ถึงสภาวะหรือเหตุการณ์โดยรอบได้อย่างน่าทึ่ง
เขาใช้ความพยายามอย่างเต็มที่จึงสามารถสัมผัสได้ถึงความมืดทึบทะมึนโรยตัวลงครอบคลุมอยู่ทั่วอาณาบริเวณ ลมพัดกระชากแรงจนกิ่งไม้เสียดสียวบยาบ ความเย็นเยือกหนาวสะท้านค่อยๆ คืบคลานแผ่ซ่านอยู่ในภวังค์จิตจนต้องกำมือแน่นเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว

แต่กระนั้นถึงแม้เขาจะรู้สึกว่าอากาศโดยรอบเย็นจัด..หากเหงื่อกาฬกลับไหลท่วมตัว..ความรู้สึกตื่นตระหนกระคนกลัวลอยเข้ามาในห้วงมโนสำนึก..ความเจ็บปวดแผ่ซ่านร้าวระบบไปทั่วสรรพางค์กาย โดดเดี่ยวอยู่ภายใต้ความมืดมนของความเย็นยะเยือก..สภาพอับชื้นแปลกอันกดดันอยู่รอบกายเร่งเร้าหัวใจให้เต้นแรงขึ้นและกำลังระรัวผิดจังหวะจนหายใจแทบไม่ทัน จนเขาต้องหอบหายใจแรงๆ

ชั่วขณะหนึ่ง..เหมือนมีเสียงใครบางคนกระซิบแว่วอยู่ในโสตประสาท
ดีจริงๆ!..คราวนี้ล่ะ..ควรจะมีบางคนต้องเสียสละ..เพื่อให้บางสิ่งได้อยู่!
ชายหนุ่มสะดุ้งวับ สัมผัสในจิตเตือนให้เขารับรู้ถึงความผิดปกติในกระแสสำเนียงที่ได้ยินเกือบจะทันที ทั้งน่าประหลาดและน่ากลัวในขณะเดียวกัน..เพราะเสียงที่เขาได้ยินแว่วๆ อยู่ข้างหูนั่นมันไม่ใช่เป็นการเปล่งเสียงออกมาเป็นประโยคคำพูดอย่างมนุษย์..หากแต่ดังขึ้นคล้ายกับเสียงของคลื่นความถี่สูงบางอย่าง แล้วแปรออกมาเป็นคำพูดให้เขาเข้าใจถึงความหมายของมันได้อย่างน่าอัศจรรย์!
ชายหนุ่มขนลุกซู่ ความเครียดที่ก่อตัวขึ้นกะทันหันทำให้สมาธิในจิตของชายหนุ่มไม่คงที่สม่ำเสมอเช่นตอนแรก เขารีบหยุดการรับสัมผัสไว้เพียงแค่นั้นทันที เพราะเกรงอันตรายที่อาจเกิดกับตัวเขาในขณะที่กระแสจิตอ่อนลง

ชายหนุ่มปลุกตนเองให้ตื่นขึ้นจากภวังค์ เขายกมือข้างหนึ่งขึ้นกดลงตรงกลางอกตรึงนิ่งอยู่เกือบนาที จนกระทั่งอาการอึดอัดแปลกๆ ค่อยทุเลาและคลายความรู้สึกลงจึงขยับกายเพื่อผ่อนคลายอิริยาบถ สมองยังคงเครียดสับสนปนอยู่ระหว่างความไม่มั่นใจและหวั่นระแวง
ความจริงเขาค่อนข้างจะผิดหวังกับหนทางตามรอยที่ดูเหมือนจะคลุมเครือไม่กระจ่างชัด..ความรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงจนเหมือนจะขาดใจที่สัมผัสได้ในภวังค์จิต เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของร่องรอยที่เขาสัมผัสได้ในขณะนี้เท่านั้นเอง..ความสังหรณ์ใจยังไม่จางหายไปจากความรู้สึกจนเขาต้องถอนหายใจหนักๆ ออกมา ขออย่าให้เป็นอย่างที่กำลังนึกหวั่นอยู่เลย..ไม่เช่นนั้นคงยุ่งแน่!

บทที่ 2 บ้านริมหาด

สี่เดือนต่อมา
ณ. บ้านพักตากอากาศ สามร้อยยอด
“บ้านแบบนี้น่าอยู่ดีนะครับ ผมอยากมีกับเขาบ้างสักหลัง ตะวันออกมีทะเล ตะวันตกมีภูเขา มีที่เที่ยวดูนกตกปลาเที่ยวถ้ำเที่ยวเกาะมีความสุขอยู่กับธรรมชาติ”
ชายหนุ่มคนพูดหมายถึงบ้านริมหาดส่วนตัวของผู้เป็นเจ้าของรีสอร์ท “อัญญ์ วิลล่า” ซึ่งตั้งเรียงรายอยู่บนเนินสูงริมทะเลที่อยู่ห่างออกไปทางด้านหนึ่ง ตัวบ้านหลังนี้มีลักษณะเป็นบ้านสองชั้นขนาดสี่ห้องนอน ตกแต่งแบบโมเดิร์นผสม คอนเท็มโพเรอรี่ระหว่างความเก่าและใหม่อย่างมีสไตล์ที่ลงตัว ห่างออกไปไม่ไกลเป็นส่วนของเรือนเดี่ยวชั้นเดียว ภายในเล่นระดับและตกแต่งในรูปแบบเซน เจ้าของบ้านได้จัดไว้เป็นเรือนสำหรับรับรองต้อนรับแขกโดยเฉพาะ แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ ร่มรื่นจากเงาไม้และสนามหญ้าติดหาด ทำให้สามารถมองเห็นทะเลสีครามได้ตลอดเวลา
“ตัวบ้านไม่ต้องหรูหราอะไรมาก ตกแต่งสบายๆ แต่มีเสน่ห์น่าอยู่”
ไนย์ชนเริ่มต้นชวนคุยโดยไม่เจาะจงว่าพูดกับใครเป็นพิเศษ แต่ลินินเห็นเขากำลังมองหล่อนด้วยสายตาแสดงความสนใจอย่างเปิดเผย พร้อมกับส่งยิ้มเก๋มาให้ หล่อนจึงยิ้มตอบไปตามมารยาท
ความจริงลินินไม่ค่อยชอบไนย์ชน จงซิทธิ์ คนนี้เท่าไหร่นัก ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนชวนหล่อนมาก็ตาม แต่คนที่ทำให้ลินินตัดสินใจมาเที่ยวด้วยกันในครั้งนี้ไม่ใช่เขากลับเป็นชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง
ลินินรู้สึกว่าไนย์ชนเจ้าชู้และชอบถามอะไรซอกแซก พูดมากสอดรู้สอดเห็นอยู่เรื่อย ต่างจากปราบภัยซึ่งถ้าไม่คุ้นเคยกันเขามักจะเป็นฝ่ายฟังมากกว่าพูด ไม่เชิงว่าเป็นคนเคร่งขรึมอะไรหรอก เพียงแต่เขามักจะสงวนท่าทีอยู่บ้างเหมือนอย่างที่เขาแสดงออกต่อหล่อนในขณะนี้
หากจะว่าไปการพูดมากของไนย์ชนนับว่ามีประโยชน์ต่อหล่อนในบางเรื่อง เพราะทำให้หล่อนได้รู้แบล็คกราวด์เกี่ยวกับปราบภัยมากขึ้น ไนย์ชนเล่าให้ฟังตอนนั่งมาในรถว่าเขาเป็นเพื่อนกับปราบภัยมาตั้งแต่เด็ก นัยว่าเคยเรียนโรงเรียนเดียวกันมาก่อน ไม่ถึงกับสนิทกันมากนักเพราะอยู่กันคนละกลุ่ม พอจบชั้นประถมหกได้แยกย้ายกันไปสอบเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนอื่น จากนั้นไม่ได้เจอกันอีกจนกระทั่งบังเอิญได้พบกันในห้องอาหารของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งเมื่อไม่กี่เดือนมานี่เอง ปราบภัยมากับเพื่อนอีกคนที่ชื่อประนัย

‘ตอนแรกจำปราบภัยไม่ได้ แต่จำประนัยได้ทันทีเพราะอ่านข่าวเกี่ยวกับหมอนี่บ่อยๆ ประนัยเป็นนักกีฬาของโรงเรียนมาตั้งแต่เด็กครับ ปัจจุบันเป็นโค้ชให้นักกีฬาทีมชาติไปแล้ว’
ชายหนุ่มเล่าต่อว่าหลังจากนั้นเขากับปราบภัยกลับมาคบหาสนิทสนมกันเรื่อยมาจนถึงเดี๋ยวนี้
ลินินเหลือบมองไปยังผู้หญิงอีกสองคนซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดียวกัน ตรงกันข้ามกับตัวที่ปราบภัยนั่งอยู่ ได้ยินว่าผู้หญิงสองคนนี้ทำงานที่เดียวกันกับ ปราบภัย คนหนึ่งชื่อเอเซีย ต่างวัยจากปราบภัยถึงสิบปี นับว่าห่างกันมากอยู่เพราะ ชายหนุ่มอายุสามสิบสามขณะที่เอเซียอยู่ในราวยี่สิบสามหรือยี่สิบสี่เป็นอย่างมาก หล่อนไม่แน่ใจว่านอกเหนือจากความเป็นเพื่อนร่วมงานกันแล้ว สองคนนี้ยังมีความสัมพันธ์ด้านอื่นด้วยหรือไม่ เท่าที่เห็นก็รู้สึกว่าจะสนิทสนมกันไม่น้อยทีเดียว
ส่วนผู้หญิงอีกคนที่นั่งถัดมาจากเอเซียชื่อพิดา เป็นอีกคนที่ลินินเห็นแล้วไม่ค่อยถูกชะตาเท่าไหร่นัก เห็นจากแววตาของฝ่ายนั้นมองมายังหล่อนก็ดูเหมือนว่าต่างฝ่ายต่างไม่ชอบหน้าซึ่งกันและกันทันที คนเรานี่บางครั้งก็แปลก บางทีไม่เคยพบเห็นกันมาก่อนแต่พอมองหน้าสบตาแล้วกลับรู้สึกได้ว่าเราไม่ชอบคนๆ นี้ ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้มาทำอะไรให้เราเดือดร้อนด้วยซ้ำ แค่เห็นหน้าตาและรู้สึกขึ้นมาเฉยๆ ว่าไม่อยากคบ แปลกดีเหมือนกัน

พิดาและเอเซียมีความสูงในระดับที่ใกล้เคียงกัน จะต่างกันไม่เกินสองเซ็นต์ พิดาดูผอมบางกว่า ผิวขาวเหลือง ไม่ใช่คนสวยโดดเด่นอย่างเอเซียซึ่งมีหน้าตาน่ารัก หุ่นดีราวกับนางงาม ผิวเนียนขาวอย่างที่เรียกว่าขาวนมสด ผมสีโค้กยาวถึงระดับ กลางหลัง เอเซียแต่งกายด้วยชุดกางเกงสแล็คสวมเสื้อลายเส้นสีเขียวน้ำทะเลสลับแดงและขาว พันผ้าพันคอตลบทิ้งชายยาวเพื่อไม่ให้ดูโล่งเกินไปจากคอเสื้อที่เป็นแบบสายเดี่ยวคอวี ประดับด้วยเครื่องประดับ ตุ้มหู สร้อยคอ สร้อยข้อเท้าเส้นบางสีเงินเก๋ๆ ดูสวยเตะตาอยู่หรอกแต่ลินินมองแล้วรู้สึกว่าเป็นทางการมากเกินไป กลัวจะไม่เด่นพอหรือไงแม่คนนี้ มาเที่ยวนะไม่ใช่อยู่บนแคชวอล์ค ควรใส่ลำลองสบายๆ อย่างพิดาหรือตัวหล่อนเองคือเสื้อยืดสวยๆ กับกางเกงยีนเท่ห์ๆ ก็นับว่าเหมาะแล้ว
“ผมอยากมีบ้านพักตากอากาศแบบนี้สักหลังจริงๆ น่าเสียดายยังไม่รวยพอ แค่มีเงินซื้อคอนโด.อยู่ใจกลางเมืองก็นับว่าบุญแล้ว”
เสียงไนย์ชนกล่าวแกมหัวเราะมาอีก เขาชวนสนทนาไปเรื่อยๆ เป็นการฆ่าเวลารอเจ้าของบ้าน สายตาฉายแววเจ้าชู้ทีเล่นทีจริงที่ส่งไปให้ลินินทำให้พิดาต้องแอบสะกิดเพื่อนรุ่นน้องยิกๆ พยักพเยิดพร้อมกับเหยียดมุมปากเล็กน้อยด้วยความหมั่นไส้ เอเซียเห็นแล้วแต่ไม่ได้ใส่ใจอะไร เพียงแต่นึกขำนิดๆ เพราะตอนพบกันครั้งแรกไนย์ชนก็ส่งสายตาพราวให้หล่อนแบบนี้อยู่หลายครั้งเหมือนกัน แต่พอปราบภัยกระแอมเป็นเชิงปราม ชายหนุ่มเลยเจื่อนไป
“แต่นายเป็นญาติกับเจ้าของบ้านไม่ใช่หรือ”
ปราบภัยถามขึ้นหลังจากฟังเงียบๆ อยู่พักหนึ่ง ถึงตอนนี้แม่บ้านร่างท้วมใหญ่วัยใกล้ห้าสิบผู้มีนามว่าแก้ว ได้นำเครื่องดื่มพร้อมของว่างและผลไม้มาจัดวางเสิร์ฟไว้ให้ที่โต๊ะรับแขก เสร็จแล้วกลับออกไป ขณะที่ไนย์ชนกล่าวอธิบายว่า
“ไม่เชิงว่าเป็นญาติกันแท้ๆ หรอก เหมือนเป็นญาติเพราะว่าปู่ใหญ่ พ่อของลุงอรัญน่ะ กับปู่แท้ๆ ของฉันสนิทสนมหัวหกก้นขวิดกันมาตั้งแต่เด็ก พอมาถึงรุ่นลูกคือลุงอรัญกับพ่อฉันก็สนิทกันอีก เลยกลายเป็นเหมือนญาติพี่น้องกันไปโดยปริยาย”
ไนย์ชนยังคงเล่าต่อไปอีก หลังจากหยิบแก้วน้ำเย็นขึ้นมาดื่มแก้กระหายจนเกือบหมดแก้ว ตบท้ายด้วยการหยิบองุ่นพันธุ์ไร้เมล็ดลูกโตขึ้นมาโยนใส่ปาก
“ตอนที่ลุงอรัญเสีย ป้าสะใภ้ต้องลาออกจากงานทางโน้น เพื่อมาดูแลธุรกิจที่รีสอร์ทอย่างเต็มตัว ความจริงฉันไม่ค่อยได้พบคุณอัญบ่อยนัก จะว่าไปก็ไม่ค่อยสนิทกัน”
“คุณอัญ?” ลินินเลิกคิ้วเรียวขึ้นเป็นเชิงถาม
“หมายถึงป้าสะใภ้น่ะครับ ผมไม่ได้เรียกป้า เรียกคุณอัญมาตั้งแต่แรก”
“อ้าว ทำไมล่ะคะ” พิดาซัก
“ถึงมีศักดิ์เป็นป้าแต่นับอายุอานามไม่ห่างกันเลยครับ เหมือนเป็นพี่สาวมากกว่า”
พอไนย์ชนอธิบายจบ บุคคลผู้กำลังถูกกล่าวพาดพิงถึงได้เดินออกมาจากทางด้านในตรงเข้ามาสมทบกับพวกเขาที่นั่งรออยู่ในห้องรับรองแขก เจ้าของบ้านเป็นสาวใหญ่อายุราวสามสิบสี่แต่มองดูอ่อนกว่าวัยเหมือนแค่ยี่สิบปลาย หล่อนแต่งตัว
สวย แต่งหน้าไม่ถึงกับเข้ม ผมซอยเข้ารูปปัดสวยเป็นทรงสมัยนิยมไฮไลท์สีเปรี้ยวแซมดูแล้วรับกันดีกับใบหน้า เรือนร่างอวบอัดเซ็กซี่เสียจนฝ่ายแขกทั้งสี่ของไนย์ชนพากันมองตาค้างไปเลยทีเดียว
สาวใหญ่สวยเปรี้ยวโฉบเฉี่ยวคนนี้น่ะเรอะป้าสะใภ้ของไนย์ชน!
ปราบภัยฉงนแกมทึ่งอยู่ในใจ เห็นกับตาแบบนี้เขารู้สึกเห็นใจที่ไนย์ชนเรียก “คุณ” แทนที่จะเรียก “ป้า” ตามศักดิ์
“แหมดีจริง มากันแล้ว..สวัสดีจ้ะทุกคน”
ฝ่ายเจ้าของบ้านเริ่มต้นทักทายก่อนด้วยท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใสและเจนสังคม
“กำลังนึกห่วงอยู่พอดี กลัวว่าจะมากันไม่ถูก แต่ไนย์มาด้วยอย่างนี้ก็ หมดห่วง”
ประโยคหลังหันไปพยักพเยิดกับชายหนุ่มผู้มีศักดิ์เป็นหลาน
“พร้อมหน้าพร้อมตาแล้วนะ เออ จริงซิ ผู้ช่วยฉันยังไม่มาอีกรึนี่”
ประโยคหลังพูดอย่างนึกขึ้นได้
“อ้าว จะมีใครมาอีกหรือครับ”
ไนย์ชนซักเสียงฉงน อัญมณีหันมาตอบว่า
“อ๋อ..ผู้ช่วยน่ะ..เด็กในคอนโทรลฉันเอง ใช้ให้ไปทำธุระที่กรุงเทพสองสามวัน วันนี้คงกลับมาล่ะ”
หล่อนตอบแล้วพูดต่อกันไปเลยอีกว่า
“หายหน้าไปนานนะไนย์ ไม่ได้เจอกันหลายเดือนทีเดียว ตอนโทร.มาบอกว่าจะพาเพื่อนมาพักที่นี่ ฉันยังแปลกใจ อ้อ..แล้วนี่ใครเป็นใครกันบ้าง”
เจ้าของบ้านละสายตาจากหลานชาย ก่อนจะแลเลยสบสายตากันอย่างเต็มที่กับปราบภัย ตาคมหวานทอแววเจ้าชู้ของหล่อนเพ่งพิศใบหน้าคมสันของชายหนุ่มนิ่งอยู่ราววินาทีเห็นจะได้ ขณะที่ไนย์ชนชายหนุ่มผู้มีร่างสูงเพรียว ผิวกลางๆ ค่อนไปทางขาวหน่อย หน้าตาเชื้อจีนแม้จะไม่ถึงกับหล่อเหลาอะไร จัดว่าพอใช้และมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับปราบภัยนั้น กำลังตอบคำถามแรกของป้าสะใภ้ว่า
“ผมคุยกับปราบว่านานแล้วที่ไม่ได้เปลี่ยนบรรยากาศไปพักผ่อนเที่ยวตามต่างจังหวัด อยู่แต่ในกรุงเทพทำแต่งานมาเรื่อย พูดไปพูดมาเกิดความคิดนึกสนุกกันขึ้นมาจริงๆ จึงตกลงใจจะเที่ยวทะเลกันครับ”
ไนย์ชนชี้แจงเพราะเขาเป็นตัวตั้งตัวตีในงานนี้ เป็นคนชักชวนปราบภัยและลินินมา ปราบภัยจึงไปชวนเอเซีย ซึ่งเอเซียได้พาพิดาติดตามมาเป็นเพื่อนกันด้วย อีกคน
“ตอนแรกปราบจะเข้าพักที่รีสอร์ท แต่ผมบอกว่าเรือนรับรองที่นี่ก็มี จะเดินเล่นหรือว่ายน้ำสบายมากบรรยากาศเป็นส่วนตัวกว่ากันเยอะ”
“คิดถูกแล้วล่ะ..ไม่ใช่นักท่องเที่ยวแปลกหน้าที่ไหนนี่ พักบ้านเราเองดีแล้ว ตกลงใครชื่ออะไรกันบ้าง”
“อ้อ..ขอโทษครับ ผมลืมแนะนำไป”
ไนย์ชนรีบออกตัว พร้อมกับแนะนำสมาชิกไล่เรียงตัวไปทีละคนทันที
“คนนี้คือปราบภัย รัตนสิทธิ์..เพื่อนผม นั่น คุณอิ้งค์..เอเซีย รงคพันธ์..คุณพิดา วรัณรัตนะ คนสุดท้าย คุณลินิน ศรีพันศร..นี่..ป้าสะใภ้ผมเอง คุณอัญมณี รัชชากุล”
“ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนจ้ะ..คุณ ชื่อแปลกจัง ปราบภัย..มีความหมายดีมาก”
อัญมณีรับไหว้จากทุกคนอีกครั้ง หลังจากที่รับไหว้มาแล้วครั้งหนึ่งในตอนแรก หล่อนเลือกที่จะเริ่มต้นสนทนากับชายหนุ่มผู้มีหน้าตาเข้มสะดุดตาก่อนคนอื่น
“ไนย์ว่าคุณเป็นนักจิตวิทยา”
“อย่าเรียกว่าเป็นนักจิตเลยครับ ผมเป็นอาจารย์ในภาควิชาจิตวิทยา สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย..”
คนพูดเอ่ยชื่อมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพ
ไนย์ชนขยายความต่อให้ว่า
“รายนี้เขาเก่ง ไม่ใช่สถาปนิกต๊อกต๋อยอย่างผม เขาจบโทจิตวิทยาจาก ฮาร์วาร์ดโน่นแน่ะ”
แววตาที่พุ่งจับอยู่แต่ใบหน้าคมสันของชายหนุ่มฉายประกายแปลกขึ้นมารำไร หล่อนกล่าวว่า
“เก่งจริง..ฉันมองดูก็รู้แล้วว่าคุณปราบภัยเป็นคนที่น่าสนใจมาก คุณเป็นคนกรุงเทพแท้ๆ หรือเป็นคนต่างจังหวัด ถ้าให้เดาฉันว่าคมเข้มเหมือนหนุ่มใต้นะ”
“ผิดครับ” ปราบภัยปฏิเสธยิ้มๆ
“ผมเป็นคนเมืองเก่า ทุกวันนี้พ่อแม่ผมก็ยังอยู่ที่อยุธยา”
“อ้อ แล้วคนเมืองเก่าหล่อเหลาอย่างนี้ทุกคนหรือเปล่า”
ปราบภัยไม่ได้ตอบเพราะไนย์ชนทำเสียงกระแอมกระไอขึ้นเสียก่อน อัญมณีจึงหันไปซักถามหญิงสาวที่เหลืออีกสามคนด้วยสีหน้าและน้ำเสียงแบบชวนคุยต้อนรับไปตามมารยาทเท่านั้น ไม่ใช่สนใจจริงจังอะไร ผิดจากความกระตือรือร้นที่ ทักถามปราบภัยเมื่อนาทีที่ผ่านมา
“สาวๆ ล่ะจ๊ะ ทำงานที่ไหนกันบ้าง”
“อิ้งค์กับพี่ดาทำงานที่เดียวกันกับพี่ปราบค่ะ..แต่ไม่ได้เป็นอาจารย์ อิ้งค์เป็นเจ้าหน้าที่ในฝ่ายวิชาการ พี่ดาอยู่ฝ่ายแนะแนว ส่วนคุณลินินเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ เขียนคอลัมน์เกี่ยวกับการท่องเที่ยวให้กับนิตยสารท่องเที่ยวภาษาอังกฤษ..เอ..ชื่ออะไรนะ..อิ้งค์ลืมไปซะได้”
“เวฟ เทรเวล แมกกาซีน ค่ะ” ลินินตอบ
หญิงสาวที่ชื่อลินินมีเรือนร่างสูงเพรียว ผมยาวเคลียไหล่หยักศกสลวยโดยธรรมชาติ ใบหน้าสวยหวานอย่างไทยแท้ หากแกมไว้ด้วยความหยิ่ง หล่อนฝืนยิ้มในสีหน้าเพื่อไม่ให้ดูว่าเย็นชาเกินไป หล่อนไม่ชอบเอเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้ไม่ชอบป้าสะใภ้ของไนย์ชนเพิ่มขึ้นมาอีกคน หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือหล่อนไม่ชอบผู้หญิงคนไหนเลยที่พาตัวเข้ามาใกล้ชิดกับปราบภัย!
“อ๋อ..เป็นนักเขียน เอกรู้เข้าคงชอบใจ”
“เอก? ใครครับ?”
ไนย์ชนตั้งคำถาม หลังจากผ่านพ้นงานศพของลุงอรัญไป เขาก็ไม่ได้มาที่นี่เสียนาน คงมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหลายอย่างเหมือนกัน
“เอกภพเป็นนักเขียนเหมือนกันจ้ะ เป็นคนที่มีความคิดแปลกทำอะไรแปลกดี ตอนแรกมาพักที่รีสอร์ทอย่างนักท่องเที่ยว พอรู้ว่าฉันกำลังต้องการคนขับรถเขาก็มาสมัครขอทำเป็นงานพิเศษชั่วคราวแบบพาร์ทไทม์ แค่ช่วงสองเดือนนี้เท่านั้น ฉันคิดว่าดีเหมือนกันจะได้ไม่ขาดคนในระหว่างหาคนใหม่เลยรับเอาไว้”
“แล้วลุงศักดิ์ไปไหนเสียล่ะครับ”
“นี่เธอคงยังไม่รู้ล่ะซิ..ลุงศักดิ์กับเจ้าทัด รวมทั้งป้าเพาด้วย ลาออกไปตั้งแต่เดือนก่อนโน้น”
“หรือครับ เอ๊ะ นึกยังไง ลาออกกันทั้งครอบครัว”
ไนย์ชนย้อนถาม ศักดิ์สนเป็นคนขับรถของอรัญ ส่วนทัดลูกชายวัยสามสิบเศษของศักดิ์สนจะดูแลงานสวนทั่วไป อย่างเช่นตัดหญ้า ปลูกและดูแลรักษาไม้ประดับรอบบริเวณบ้าน รวมไปถึงงานซ่อมแซมต่างๆ ด้วย สองพ่อลูกอยู่รับใช้คุณผู้หญิงและคุณผู้ชายของบ้านนี้มานานเกือบสิบปีทีเดียว เรียกว่ารู้งานรู้ใจเจ้านายดี จึงนับว่าน่าเสียดายไม่น้อย คนต้องการทำงานมีมากมายก็จริง แต่ที่จะไว้ใจได้ทำงานดีซื่อสัตย์อย่างลุงศักดิ์และทัดนั้นไม่ใช่หาได้ง่ายๆ
“เป็นโชคของพวกเขานั่นแหละ..เห็นว่าถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่ ได้เงินก้อนเอามาลงทุนเปิดร้านขายอาหารที่กรุงเทพ แม่เพามีฝีมือทางนี้อยู่แล้วเป็นแม่ครัวร้านคนอื่นมานาน ถึงเวลาเป็นเจ้าของร้านตัวเองเสียที”
แม่เพาที่อัญมณีพูดถึงคือภรรยาของศักดิ์สน แม่ของทัดซึ่งทำงานเป็นแม่ครัวอยู่ในร้านอาหารในรีสอร์ท
“อย่างนี้คุณอัญมิลำบากแย่หรือครับ ลูกจ้างออกพร้อมกันทีเดียวสามคน”
“ฉันเห็นว่าเป็นทางก้าวหน้าของพวกเขาจึงไม่อยากรั้งไว้ คงไม่มีใครอยากเป็นลูกจ้างเขาไปจนตายหรอกจริงไหม แต่กว่าจะหาคนใหม่ได้ถูกใจคงอีกนานละมัง”
“แล้วนายเอกภพอะไรนั่นจะไว้ใจได้หรือครับ ผมฟังดูมันแปลกอยู่นา มีที่ไหนกัน จู่ๆ มาขอทำงานเป็นคนขับรถ ทั้งที่ตัวเองก็มีงานมีการทำดีอยู่แล้ว เมื่อกี้คุณอัญว่าเขาเป็นนักเขียนไม่ใช่หรือ”
“ว่าไม่ได้นะคุณไนย์ เขาอาจมาหาวัตถุดิบหาประสบการณ์เอาไว้เขียนเรื่องเขียนนิยายอย่างละครทีวีบางเรื่องที่นางเอกปลอมตัวไปเป็นคนรับใช้ บางเรื่องก็เป็นแม่ครัวบ้านพระเอก”
คนสร้างจินตนาการคือพิดา เอเซียส่ายหน้าช้าๆ แกล้งขัดคอเพื่อนรุ่นพี่ว่า
“พี่ดาจินตนาการไปซะไกลเชียว เรื่องจริงไม่มีใครเขาทำกันอย่างนั้นหรอก นิยายหรือหนังละครกับชีวิตจริงมันคนละเรื่องกัน”
“ไม่แน่ นายเอกภพคนนี้อาจเป็นคนแรกก็ได้ใครจะรู้”
“ยังไงก็เถอะ คุณอัญอย่าเที่ยวไว้ใจใครสุ่มสี่สุ่มห้าเชียวนา เป็นพวกสิบแปดมงกุฎแอบแฝงเข้ามาหรือเปล่าไม่รู้”
ไนย์ชนอดเตือนไม่ได้ อัญมณีโบกมือ บอกว่า
“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก ฉันก็ระวังตัวอยู่แล้ว ดูท่าทางเขาใช้ได้ทีเดียว ยังหนุ่มอยู่มาก คงราวๆ เดียวกับคุณปราบหรือเธอนั่นล่ะไนย์ สำรวมรู้กาลเทศะดี สัมภาษณ์ดูแล้วเขาว่าเคยทำงานเป็นล่ามแปลภาษาในที่ประชุมให้กับผู้บริหารคนไทยและญี่ปุ่นมาก่อน”
“อือม์ งานดีทีเดียว” ปราบภัยปรารภ แล้วอดถามอย่างสนเท่ห์ไม่ได้ว่า
“เขาบอกหรือเปล่าครับว่าทำไมถึงลาออกเสีย”
“เห็นว่าเรียนต่อโทต้องทำวิจัยและมีงานเขียนพร้อมกันไปด้วย คิดดูแล้วเขาคงมีเหตุผลส่วนตัวมากกว่านี้แน่ เพียงแต่ไม่อยากบอกเราตามตรงเท่านั้น”
“คุณอัญเลยรับเขาไว้”
โดยส่วนตัวแล้วไนย์ชนคิดว่าอัญมณีไว้ใจรับคนเร็วเกินไป ฟังเหตุผลที่กล่าวอ้างมาไม่น่าเชื่อถือเท่าไหร่ ถ้าเป็นเขา เขาคงไม่รับง่ายๆ อย่างนี้แน่ อย่างน้อยต้องตรวจสอบประวัติให้รอบคอบถ้วนถี่มากกว่านี้ก่อน
“ฉันพิจารณาดูแล้วเห็นว่าเป็นคนมีความรู้มีดีกรี ไม่ใช่คนหลักลอยไม่มี หัวนอนปลายเท้ามาแต่ไหน ดูมีหลักมีฐานเป็นปึกแผ่นพอสมควรอยู่ เลยจ้างไว้ในฐานะพนักงานชั่วคราว ไม่ได้ให้เงินเดือนมากมายอะไรแต่มีที่พักมีอาหารให้พร้อม เจ้าตัวก็พอใจแค่นั้น ไม่ได้เรียกร้องอะไรมากไปกว่านี้”
“ยิ่งน่าสงสัยหนักเข้าไปอีก คนเราทำงานเพื่อเงินเป็นหลักทั้งนั้น”
ไนย์ชนอดแย้งไม่ได้
“ฮื้อ ไนย์..ทำตัวเป็นคนขี้ระแวงไปได้”
“ระแวงระวังไว้ ดีกว่าเปิดประตูรับภัยเข้ามาให้ตัวเราเองนะคุณอัญ”
ในช่วงที่ฟังอัญมณีสนทนาอยู่ ปราบภัยถือโอกาสใช้สายตาพิจารณาหล่อนไปด้วย เขาพอทราบแบล็คกราวด์จากไนย์ชนมาบ้างว่า ป้าสะใภ้คนนี้ไม่ใช่เล่นๆ ในฐานะที่เป็นภรรยาของอรัญ รัชชากุล นักวิชาการผู้ เชี่ยวชาญทางธรณีวิทยาและเป็นเจ้าของรีสอร์ทอัญญ์วิลล่าแห่งนี้ด้วย
ก่อนที่อัญมณีจะพลิกผันชีวิตจากนักวิชาการมาดำเนินธุรกิจทางด้านรีสอร์ท อย่างเต็มตัวนั้นหล่อนเคยทำงานร่วมกับสามีมาก่อน ดังนั้นชายหนุ่มจึงรู้สึกทึ่งและแปลกใจมากเมื่อพบว่าป้าสะใภ้ของเพื่อนไม่ใช่สตรีวัยกลางคนร่างท้วม สวมแว่นหนา ท่าทางเคร่งวิชาอย่างที่เคยวาดภาพไว้ กลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เพราะหล่อนยังสาวอยู่มาก ดูดี..เปรี้ยว..ทันสมัยจนน่าทึ่ง
“เอาล่ะ.อย่าเพิ่งคุยอะไรกันตอนนี้เลย เพิ่งมาถึงเหนื่อยๆ เอาของไปเก็บซะก่อนเถอะ เดี๋ยวจะให้แม่บ้านพาไปที่เรือนรับรองหลังติดๆ กันนี่ พักผ่อนให้สบายก่อนพรุ่งนี้จะไปเที่ยวไหนค่อยว่ากัน ถ้ามาครบกันแล้วพรุ่งนี้เย็นมาปิ้งอาหารทะเลกินกันที่หน้าหาดดีไหม”
“ฟังน่าสนุกค่ะ” ลินินยิ้มรับ รู้สึกกระตือรือร้นขึ้นมาทีเดียว
“อยู่นี่ไม่ต้องกลัวเฉาที่เที่ยวเยอะแยะ เบื่อเล่นน้ำทะเลก็ไปนั่งเรือชมเกาะแก่ง หรืออยากไปไกลกว่านั้นอย่างอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จะออกเรือไปไดน์หมึกตกปลาก็ได้ทั้งนั้น อยากไปไหนบอกฉันจะให้เอกเป็นไกด์พาไปเอง”
เจ้าของบ้านจาระไน
“ดาอยากไปถ้ำ” พิดาบอกท่าทางคึกคัก
“แหม ใจตรงกัน”
ไนย์ชนหยอด พิดาคิดว่าตานี่ทะลึ่ง เจ้าชู้ยักษ์ไปทั่ว
“คุณปราบล่ะชอบธรรมชาติแบบไหน หรืออยากจะเลยไปทางหัวหิน”
“สำหรับผมไม่เกี่ยงครับ ไปไหนไปกันตั้งใจมาเที่ยวอยู่แล้ว ให้เวลาพักร้อนเต็มๆ ไปเลยทั้งอาทิตย์”
“มาเที่ยวคราวนี้คุณลินินคงได้ข้อมูลกลับไปเพียบ”
ไนย์ชนกล่าวพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“แน่นอนอยู่แล้วค่ะ เที่ยวไปเก็บข้อมูลไปด้วยพร้อมกันเลย”
“อิจฉาจัง..อิ้งค์อยากทำงานสนุกอย่างคุณลินินบ้าง ชักเบื่องานวิชาการ”
“อ้าว ทำงานด้วยกันไม่ทันไรจะทิ้งพี่แล้วหรือ” ปราบภัยขัดคอยิ้มๆ
“ใครบอกว่าทิ้ง..เขาเรียกว่า..เดินทางตามตะวัน หาประสบการณ์แปลกใหม่ต่างหากล่ะคะ” เอเซียแย้งเสียงใส
“เอ้อ..เฮอ”
ชายหนุ่มสองคนออกเสียงในลำคอเกือบพร้อมกัน แล้วเลยพากันหัวเราะประสานเสียง สีหน้าเรียบๆ ของปราบภัยคลายลง ยามที่เขาอารมณ์ดีหัวเราะแจ่มใสเป็นกันเองแบบนี้สีหน้าดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบ อัญมณีเห็นแล้วได้แต่คิดมาดหมายเงียบๆ ไว้ในใจ
“โอ.เค..เป็นอันว่าตอนนี้เอาของไปเก็บที่ห้องพักก่อน จะไปไหนค่อย..ลุย”
หม้ายสาวใหญ่สรุปปิดท้าย ก่อนขอตัวเข้าไปข้างในชั่วครู่เพื่อสั่งงานบางอย่างกับแม่บ้าน จังหวะนี้จึงเป็นช่วงผ่อนคลายอิริยาบถตามอัธยาศัยของแต่ละคน
เอเซียซึ่งสังเกตเห็นการสร้างบรรยากาศภายในห้องรับแขกนั้นแต่แรก จึงเพิ่งสบโอกาสลุกขึ้นเพื่อเดินชมมุมคอลเลคชั่นต่างๆ ในตอนนี้เอง หล่อนรู้สึกว่าเจ้าของบ้านรู้จักสร้างสรรค์เครื่องประดับโชว์ไว้อย่างกลมกลืนทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาเซรามิก ตุ๊กตาพอร์ซเลนรูปคนและสัตว์ในรูปแบบต่างๆ กัน
หญิงสาวเดินชมบ้านไปเรื่อยจนผ่านเข้าไปถึงด้านใน หากพอสายตาปะทะเข้ากับภาพเบื้องหน้าเข้า..หญิงสาวถึงกับชะงักฝีเท้ายืนนิ่งเหมือนถูกตรึงไปในทันใด!
เอเซียยืนจ้องดูสิ่งที่ตั้งอยู่ตรงเชิงบันไดที่ทอดตัวเลี้ยวโค้งพาขึ้นสู่ชั้นบน นิ่งอยู่ด้วยความรู้สึกประหลาดใจปนไม่สบายใจ โดยไม่อาจให้เหตุผลกับตนเองได้ว่าทำไมจึงรู้สึกเช่นนั้นขึ้นมาอย่างฉับพลัน
หล่อนลังเลอยู่ชั่วครู่จึงตัดสินใจสาวเท้าเข้าไปเพื่อเพ่งพิศดูใกล้ๆ ขณะกำลังยื่นมือเข้าไปเพื่อจะสัมผัสมัน แล้วต้องเกือบสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงทักจากด้านหลังดังขึ้นกะทันหัน
“อิ้งค์ ทำอะไรอยู่ตรงนี้ พิดาถามหาอยู่ เรากำลังจะไป..”
เสียงถามของปราบภัยทิ้งช่วงหายไปในช่วงท้ายเมื่อแลเห็นวัตถุตรง หน้าถนัด
“อ๊ะ รูปปั้น..สวยดีนี่!”
น้ำเสียงชายหนุ่มแสดงความชื่นชมแกมประหลาดใจ
“นั่นซิคะพี่ปราบ ดูแล้วคล้ายหินอ่อนแกะสลักแต่มันสวยกว่า เนื้อหินวาวใสยังกับแก้วคริสตัลแน่ะ”
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาเบื้องหน้าคนทั้งคู่ขณะนี้คือประติมากรรมรูปสลักจากหินโบราณชนิดหนึ่ง ซึ่งประมาณเอาจากสายตาปราบภัยคิดว่ามันน่าจะเป็นหินทิเบตที่หายากมากชนิดหนึ่ง แต่จะใช่ “หินแก้ว”อย่างที่คิดหรือเปล่าเขายังไม่แน่ใจนัก เพราะหินแก้วมีสีขาว เนื้อละเอียดวาวใส จึงได้ชื่อว่า “หินแก้ว” แต่ที่เห็นตรงหน้านี้มันมีวาวราวกับคริสตัลเลิศหรูและเปล่งประกายมีสีแปลกๆ กระจายออกมาด้วย
รูปสลักนั้นได้สลักเสลาเป็นรูปมนุษย์บุรุษเพศขนาดสูงเท่ากับคนจริงยืนอยู่บนแท่น อาภรณ์รุ่มร่ามที่สวมใส่ประกอบด้วยศีรษะรัดรอบมงคล มองดูทั้งสง่างามแปลกตา หากขณะเดียวกันก็แฝงไว้ด้วยความเยือกเย็นและเร้นลับ
ราวกับถูกดึงดูดด้วยพลังแม่เหล็ก อันเนื่องมาจากความงดงามที่สะท้อนออกมา มิได้มีเพียงแค่ประกายที่เปล่งระยิบระยับจากเนื้อหินแก้วเท่านั้น ยังเต็มไปด้วยพลังแห่งความเย่อหยิ่ง ท้าทาย ดูมีชีวิตจิตใจล้อหลอกสายตาที่เพ่งมองอยู่จนเห็นได้อย่างชัดเจน!
“สวยจริงๆ ค่ะ”
หญิงสาวหันไปเปล่งเสียงอุทานตื่นเต้นกับเจ้าของบ้านซึ่งเดินเลี้ยวเข้ามาพบคนทั้งสองเข้าพอดี
“ชอบหรือ”
“สวยมากเลยค่ะ ดูประกายระยับที่ส่องออกมารอบๆ นี่ซิ มันเหมือน..เหมือนกับ..”
หล่อนเว้นจังหวะไปเพื่อนึกหาคำพูดที่เหมาะ
“รัศมี..เหมือนรูปสลักกำลังเปล่งรัศมีออกมาได้ด้วยตัวของมันเอง!”
ปราบภัยต่อให้ เพราะเขาเองมีความรู้สึกที่คล้ายกันกับหญิงสาว
“ใช่เลย พี่ปราบพูดเหมือนใจ คุณอัญได้มาจากไหนคะ อิ้งค์ไม่เคยเห็นรูปสลักอะไรมีลักษณะงามแปลกอย่างนี้มาก่อน มองดูขลังชอบกล เหมือนเป็นเทวรูป มากกว่าของโชว์แต่งบ้านธรรมดา!”
หม้ายสาวใหญ่คลี่ยิ้มบางๆ ประกายตาระยับอย่างเจ้าชู้จับอยู่แต่ใบหน้า ชายหนุ่มจนเขาชักอึดอัด แม้แต่เอเซียเองยังรู้สึกอดตะขิดตะขวงใจแทนชายหนุ่มไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าอัญมณีกำลังให้ความสนใจในตัวปราบภัยเป็นพิเศษมากขนาดไหน หญิงสาวมองเมินไป ทำเป็นไม่เห็นสายตาเจ้าชู้จัดของสาวใหญ่เจ้าของบ้าน ปากพูดกับชายหนุ่มว่า
“สวยแปลกดี อยากได้ไว้ประดับบ้านสักตัว อิ้งค์ชอบของแปลกสวยๆ งามๆ ทำนองนี้”
“ใจตรงกันเชียว บังเอิญฉันก็ชอบสะสมของแปลกหายากเหมือนกัน ดีใจที่เธอชอบ แต่น่าเสียดาย..”
“เสียดายอะไรคะ”
หญิงสาวซักเมื่อเห็นคนพูดทิ้งประโยคไว้เพียงครึ่งๆ กลางๆ
“ของบางสิ่งเหมาะกับคนเพียงคนเดียวเท่านั้น!”
อัญมณีหัวเราะเบาๆ ขณะที่เอเซียนิ่วหน้า พยายามคิดตามคำพูด
“หมายความว่า..”
“ฉันตอบคำถามที่พวกคุณอยากรู้ไม่ได้หรอก”
อัญมณียักไหล่ เปลี่ยนคำพูดใหม่เป็นว่า
“มันเป็นของที่คุณอรัญสะสมไว้นานแล้ว แต่จะได้มาจากไหนยังไงไม่รู้ ฉันไม่เคยถามไถ่ซักที คุณจะลองไปถามไนย์ดูก็ได้ เขาอาจรู้อะไรมากกว่าฉัน”
แปลก..ปราบภัยคิด..สามีภรรยาอยู่บ้านเดียวกันมานาน เป็นไปได้ยังไงที่จะไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลยสักครั้ง พอคิดถึงตรงนี้และยังไม่ทันได้ซักถามอะไรต่อ พอดีกับป้าแก้วผู้เป็นแม่บ้านเดินเข้ามารายงานเจ้านายว่า
“เปิดหมดทุกห้องแล้วค่ะคุณ”
“ดี ขอบใจจ้ะ ป้าไปดูแลเรื่องอาหารให้คุณๆ เถอะ ทางนี้ฉันจัดการเอง”
อัญมณีสั่งการคนรับใช้แล้วหันไปพยักพเยิดกับคนทั้งสอง ชวนว่า
“ไปเร้ว ไปดูห้องพักกัน นอกจากห้องที่เอกพักแล้ว ยังมีอีกห้าห้องครบคนพอดี ใครจะอยู่ห้องไหนตกลงเลือกจับจองกันเองนะ รับรองบรรยากาศดี เห็นวิว ทุกห้อง”
ปราบภัยกำลังจะถามว่าผู้ช่วยคนที่ว่ากำลังจะมาล่ะ เขาพักที่นี่ด้วยหรือเปล่า เพราะเป็นคนของอัญมณี ซึ่งก็คงสนิทสนมกันดีอยู่แล้วกับฝ่ายเจ้าของบ้าน แต่ยังไม่ทันได้ถามเพราะอัญมณีเดินลิ่วๆ นำหน้าไปโน่นแล้ว..




ติดตามตอนที่ 3-4 ในตอนต่อไป



Create Date : 24 กรกฎาคม 2558
Last Update : 24 กรกฎาคม 2558 21:46:30 น. 0 comments
Counter : 144 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

วงแหวนอักษรา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




คำเตือน
ขอสงวนลิขสิทธิ์ผลงานเขียนทุกชนิดใน
blogแห่งนี้ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ.2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือ
นำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีการใดๆ ทั้งสิ้น
รวมถึงการนำไปเผยแพร่ต่อที่อื่นโดยไม่
ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน



--------------------------
--------------------------
cr. ขอบคุณภาพ-ของแต่ง blog
จากเว็บแจกฟรีทุกแห่ง
cr. ขอบคุณแฟลชภาพจาก blog yame


books shelf (e-book)


สุสานบ้านผี
วงแหวนอักษรา
www.mebmarket.com
เรื่องสั้น ขนาดยาว (หลายตอนจบ)บ้านไม้ทรงโบราณหลังใหญ่ ตั้งโดดเดียวอยู่ในความเงียบสงบอันคละเคล้าไปด้วยกลิ่นอายของความวังเวงมีเสียงร่ำลือว่า บ้านหลังนี้..ผีดุ!


คนล่าสาป
วงแหวนอักษรา
www.mebmarket.com
กงล้อแห่งชะตากรรมที่ต้องเผชิญชะตากรรมกำหนดให้เขาต้องเป็น...คนล่าสาปเพื่อชดใช้ในสิ่งที่ทำไว้ในอดีตชาติจนกว่าทุกอย่างจะสิ้นสุดลง


กรงใจไฟมายา
วงแหวนอักษรา
www.mebmarket.com
สำหรับผมเห็นว่าคุณเป็นเจ้าหญิงหิมะ...ที่จริงควรเป็นเจ้าหญิงน้ำแข็งถึงจะถูก เพราะว่าเวลาหิมะละลาย เราจะพบต้นอ่อนของดอกไม้เสมอ ตรงกันข้ามกับน้ำแข็งที่ละลายแล้วจะระเหยแห้งผากไปหมด เหมือนกับใจของคุณที่กำลังระเหยแห้งแล้งลงไปทุกทีนั่นแหละ...


มนตราทรายใต้ธารดาว
ณลีนิน
www.mebmarket.com
“ระหว่างเราสองคนอาจไม่ได้มีโอกาสใกล้ชิดกันมากนัก แต่นับจากคืนนี้ไป ผมสัญญาว่าผมจะเปิดใจกับคุณทั้งหมด จะไม่ให้มีอะไรเคลือบแคลงต่อกันอีก ที่สัญญาไว้ว่าจะยกชีวิตยกหัวใจให้คุณนั้นผมพูดจริง เรนียาห์คือภาพความหลังที่ผ่านมาแล้ว ในขณะที่คุณคือความจริงในปัจจุบัน”


รุ้งจางในม่านฝน
ณลีลาฯ
www.mebmarket.com
รุ้งงามมักจะเกิดขึ้นหลังฝนตกเสมอ แต่รุ้งที่พาดผ่านอยู่ในสายฝน จะเป็นเพียงรุ้งสีจาง หลบเร้นอยู่ใต้เงาของม่านฝนเท่านั้น




















---------------------------



...โปรเจคนิยายในคลัง...

สถานะ....บางเรื่องยังรีไร้ท์ บางเรื่องกำลังเขียน
และบางเรื่องจองชื่อ+ตั้งพล็อต ไว้ก่อนเพื่อรอ
คิวเขียน / บางเรื่องส่งต้นฉบับตีพิมพ์ บางเรื่อง
เป็น e-book และบางเรื่องอาจมีการเปลี่ยน
แปลงชื่อเรื่องในภายหลังเพื่อความเหมาะสม

1. ระบำรักกุหลาบแก้ว
2. ปีกรักในแดนฝัน
3. ลินินลายกุหลาบ
4. แก้วมนตรา มายาสยอง
5. เสกสรรปั้นรัก
6. พั้นช์รักครบสูตร
7. อาถรรพ์คำสาปอัทศิลา
8. มนต์ดำคำสาป
9. เลดี้โนเนม
10. ม่านมนต์ดำ ระบำมนตรา
11. พฤกษามนตราสาป
12. ระบำมุก
13. รัตติกาลอาถรรพ์
14. แก้วมายาหิมาลัย
15. มนตราโมเรศ
16. เกมกลคนซาตาน
17. เดือนฝันพันดาว
18. ศิลาอธิษฐาน
19. รักหวานม่านหิมาลัย
20. ภวังค์หวานม่านฝัน
21. หลง(รักษ์)
22. ใต้เเงาชลาลัย
23. ภูตพันธนาการ
24. มนตราธารา
25. มนต์รักประภาคารแสงจันทร์
26. มุกสลับสี
27. กังหันมนตรา (กังหันราตรี)
28. ปริศนารักนาฬิกาทราย
29. ตะวันอำพราง
30. ลางมนตรา
31. ภูผามายาไพร
32. อาถรรพ์หุ่นชักเลือด
33. พ่อมดบ้านไพร
ฯลฯ
--------------------



--------------------------

On every journey, there is a meaning.
..ทุกการเดินทางมีความหมาย..
(คติสอนใจจาก ชนเผ่าอเมริกันอินเดียน)
--------------------------
--------------------------




(เครดิต : https://www.youtube.com/watch?v=WYheX_vB4Wc)

--------------------------
--------------------------


Friends' blogs
[Add วงแหวนอักษรา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.