"คลังนิยายอ่านก่อนซื้อ-ทดลองอ่าน..."เมื่อการเดินทางของจินตนาการและตัวอักษรมาบรรจบกัน จึงกลายเป็นนิยายแต่ละเล่มของ...แหวนอักษรา และนามปากกาที่เกี่ยวข้อง"

 


Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2558
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
24 กรกฏาคม 2558
 
All Blogs
 
ภูผาป่าแก้ว บทที่ 8-9 (อ่านก่อนซื้อ)







Elegant Rose - Busy



ภูผาป่าแก้ว เป็นนิยายที่เคยได้รับการตีพิมพ์กับ สพน.ซิมพลีบุ๊ค (แมงมุม) เมื่อประมาณปี 2552 ต่อมาเมื่อหนังสือหมดสัญญาแล้ว ผู้เขียนจึงได้นำปรับปรุง และรีพริ้นท์ วางจำหน่ายบน ebook

คลิ๊กดูรายละเอียดเล่ม
https://www.mebmarket.com/ebook-1090-ภูผาป่าแก้ว



บทที่ 8 “ดีร์” และ “วินด์”

วันนี้ลีลาเดินทางไปทำงานเช้ากว่าทุกวัน พอมาถึงก็เก็บตัวเงียบอยู่แต่ในห้องทำงานส่วนตัวอยู่นานนับชั่วโมง สายตาของเธอขณะนี้กำลังไล่อ่านไปตามตัวอักษรที่พิมพ์ไว้อย่างเป็นระเบียบอย่างตั้งอกตั้งใจ
ลีลาได้เอกสารชุดนี้มาจากลตินเมื่อวันก่อน อ่านแล้วอ่านอีกมาหลายเที่ยว ตอนนี้ก็หยิบมาอ่านอีก เธอได้ติดตามเรื่องราวของวินด์หรืออาชาแสงรุ้งมานานพอควร ก่อนหน้าที่จะรู้จักกับลตินเสียด้วยซ้ำ ยิ่งตอนนี้ยิ่งทวีความสนใจมากขึ้นไปอีกหลายเท่า เพราะบางคนที่เธอเพิ่งรู้จักได้เกี่ยวพันอยู่ในลัทธิมืดอย่างเต็มๆ
แววตาของหญิงสาวสลดวูบลงเมื่อนึกถึงบางอย่าง แต่เธอก็รีบปัดความคิดนั้นทิ้งโดยไว พยายามตั้งสมาธิให้ตั้งใจอ่านแต่ตัวอักษรบนกระดาษเพียงอย่างเดียว
ข้อความบนแผ่นกระดาษนั้นมีอยู่ว่า
“ตามที่ถามมา พี่ได้สรุปเนื้อหาที่สำคัญมาให้แล้วโดยค้นคว้าจากหนังสือหลายๆ เล่มของนักวิชาการที่มีชื่อเสียงเป็นที่น่าเชื่อถือได้เท่านั้น..เนื้อความสรุปได้ตามนี้
ตามตำนานเล่ากันว่า “ลัทธิดีร์” เป็นลัทธิเงาของ “วูดู” เป็นลัทธิใหม่เพิ่งเริ่มต้นเมื่อราวหกร้อยกว่าปีก่อนนี่เอง เป็นไสยศาสตร์ของคนผิวดำอีกลัทธิหนึ่ง ได้รับอิทธิพลมาจากลัทธิวูดูเช่นเดียวกับวูดูผสมคริสต์
เพราะลัทธิดีร์มีต้นกำเนิดมาจากวูดู ดังนั้นพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ต่างๆ จึงมีพื้นฐานมาจากชนพื้นเมืองในแอฟริกาตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ ความเชื่อพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ของดีร์ได้แพร่ขยายเข้าไปสู่สหรัฐอเมริกา คาริบเบียน ก่อนกระจายไปตามประเทศต่างๆ
ลัทธิดีร์บูชา “เจ้า” ที่เรียกว่า “วินด์” ซึ่งไม่มีตัวตน มีแต่อำนาจฤทธิ์เดชสารพัดที่หนักไปในทางร้ายมากกว่าดี ตามความเชื่อวินด์สามารถแปลงกายได้หลายภาค แต่จะมีภาคหนึ่งที่เป็นม้าสีดำสนิทตัวใหญ่มาก
ส่วน “ลีฮานซ์” พ่อมดหมอผีของดีร์ ว่ากันว่าลีฮานซ์เป็นคนที่มีอำนาจแก่กล้า เชี่ยวชาญมนต์ดำ มีอิทธิพลครอบงำจิตใจสาวกเป็นอย่างมาก ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากความ
เชื่อที่ว่าลีฮานซ์เป็นทั้งหมอผีและพ่อมดในขณะเดียวกัน เขาสามารถบงการควบคุมภูตผีปีศาจให้กระทำการใดๆ ก็ได้ตามที่ตนต้องการ

พิธีกรรมในการติดต่อกับวินด์จะเป็นไปอย่างปกปิดและซ่อนเร้น โดยใช้เลือดของสัตว์หลายชนิดมาเป็นเครื่องเซ่นสังเวย เช่น ไก่ขาวปลอด แพะขาว หมาขาว วินด์จะมาปรากฏกายตามคำอัญเชิญในร่างของม้าสีดำ
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น พลังของดีร์ของไม่ได้มีเฉพาะส่วนที่ร้ายเพียงด้านเดียว ด้านดีก็มีอยู่บ้างและจะปรากฏในสัญลักษณ์ที่ตรงกันข้ามพลังด้านมืดที่มีภาคเป็นม้าดำ นั่นคือรัศมีเจ็ดสีหรือที่เรียกว่าแสงรุ้งนั่นเอง
ถึงแม้ว่าดีร์จะมีรากฐานจากพิธีปฏิบัติโบราณของแอฟริกา แต่ลัทธิดีร์กลับเป็นสิ่งที่น่ากลัวและต้องห้ามยิ่งกว่าวูดูเสียอีก เพราะส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นแต่ความรุนแรง การสาปแช่ง และความตาย ไสยศาสตร์ของชาวดีร์ต่างกับวูดูตรงที่ดีร์นิยมบูชายัญคนเป็นๆ อย่างน่าสะพรึงกลัวเหี้ยมโหดแบบสุดขั้ว
แน่นอนว่ากฎสำคัญข้อหนึ่งของลัทธิคือการรักษาความลับของลัทธิไว้ด้วยชีวิต สิ่งใดก็ตามที่บุคคลภายนอกลัทธิล่วงรู้ นั่นหมายถึงเพราะมันไม่ได้เป็นความลับแต่อย่างใด เหมือนอย่างที่เราสามารถศึกษาได้ถึงโครงสร้างภายนอกหลักๆ ของลัทธิเท่านั้น แต่รากที่ลึกลงไปยิ่งกว่าธรรมเนียมปฏิบัติ ยังไม่มีใครสามารถเจาะให้ถึงแก่นแท้ของดีร์ได้เลย

ยามปกติชาวลัทธิดีร์ก็คือคนธรรมดาทั่วๆ ไป อาจเป็นชาวบ้านบนภู เป็นนักเดินทาง หรือแม้กระทั่งนักธุรกิจนักการเมือง นักสังเกตการณ์บางกลุ่มพยายามตามรอยความเคลื่อนไหวและพฤติกรรมโดยผ่านทางสาวกที่เปิดเผยตนเอง แต่ไม่ได้อะไรมากไปกว่าข้อมูลเดิมๆ ที่รู้กันอยู่แล้ว พวกมันเปลี่ยนแปลงเวลาและสถานที่ชุมนุมกันทุกครั้ง ดังนั้นในรายละเอียดที่ลึกลงไปทางด้านพิธีกรรมมนต์ดำของดีร์ ส่วนใหญ่จึงยังเป็นเรื่องเร้นลับสำหรับคนนอกลัทธิอยู่จนถึงทุกวันนี้!”
ข้อความในเอกสารทั้งหมดจบลงแค่นั้น ลีลาวางกระดาษลงบนโต๊ะ นั่งคิดอะไรเงียบๆ อยู่ไม่ทันถึงห้านาทีก็ได้ยินเสียงสัญญาณเรียกจากโปรแกรมสนทนา หญิงสาวจึงเลื่อนเก้าอี้ไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์และเปิดการสนทนา
“เย็นนี้พี่ไปรับนะ”
ลตินนั่นเอง หลังจากพบกันครั้งสุดท้ายที่จตุจักรเขาก็หายเงียบไปหลายวันจนลีลาชักนึกเป็นห่วง เธอรีบพิมพ์ข้อความถามกลับไปทันที
“กำลังนึกเป็นห่วงอยู่ ไม่สบายหรือเปล่าคะ?”
“เปล่าครับ คือ..ที่จริงมีปัญหาเล็กน้อยน่ะ”
ชายหนุ่มปฏิเสธในตอนแรก แล้วสารภาพในประโยคหลัง
“อย่าบอกนะว่าตกหลุมรักใครเข้าแล้ว” ลีลาแกล้งแหย่
“โธ่..ลีลา..คิดอะไรอย่างนั้นเล่า..ไม่มีใครหลงรักใครภายในอาทิตย์เดียวได้หรอก..ของพรรค์นี้ต้องใช้เวลา..จริงไหม?”
คำพูดชายหนุ่มกระทบใจเธอเข้าอย่างจัง อาทิตย์เดียว..ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ ตัวเธอเองยังหลงรักใครบางคนได้นับตั้งแต่วินาทีแรกที่สบตาเสียด้วยซ้ำ!
“ตกลงเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่ล่ะคะ มีอะไรร้ายแรงหรือเปล่า?”
หญิงสาวกลบเกลื่อนเป็นอื่นที่ไม่แทงใจตนเองจนเกินไป
“ไม่เชิงครับ..แค่มีบางอย่างรบกวนใจนิดหน่อยน่ะ..ช่างเถอะ..เออนี่..ลีลาเตรียมตัวหรือยังพรุ่งนี้เราต้องเดินทางกันแล้ว”
“โอ๊ย..เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง กลับไปจะรีบจัดกระเป๋ารอเลยล่ะค่ะ”
“ดี..เคลียร์งานให้เรียบร้อยด้วยนะครับ เพราะเราคงต้องอยู่กันหลายวันหน่อย เอาล่ะ..พี่ต้องไปแล้ว..เจอกันเย็นนี้”
การสนทนาทางออนไลน์จบลงเพียงแค่นั้น หญิงสาวจึงหันกลับไปทำงานต่ออย่างตั้งอกตั้งใจ เพราะจะต้องสะสางงานให้เสร็จก่อนออกเดินทางวันพรุ่งนี้ พักเรื่องราวของลัทธิมืดออกไปจากสมองก่อนชั่วคราว
พอถึงตอนเย็นลีลาจึงได้พบกับลตินตามที่นัดหมายกันไว้
“ไม่ได้เจอกันตั้งหลายวัน คิดถึงพี่ตินจัง”
ลีลาทักเสียงใสทันทีที่เห็นหน้าชายหนุ่ม แต่สีหน้าของลตินวันนี้ดูเคร่งขรึมกว่าทุกครั้งที่เคยเห็นจนเธอออกนึกเกรงใจและสงสัยในขณะเดียวกัน
อาหารหลายชนิดที่ชายหนุ่มโทรศัพท์มาสั่งไว้ก่อนล่วงหน้าได้ถูกนำมาจัดวางบนโต๊ะ พอพนักงานเสิร์ฟถอยกลับออกไป ลีลาจึงได้วกเข้าสู่จุดที่สงสัยอยู่ในใจมาแต่แรก
“พี่ตินหน้าตาไม่สบายเลยนี่ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”
ชายหนุ่มไม่ได้ตอบในทันที กลับหยิบบุหรี่ขึ้นมามวนหนึ่งพึมพำขออนุญาต พอเห็นว่าเธอแบมือเป็นทำนองว่าไม่ว่าอะไรเขาจึงจุดสูบก่อนพ่นควันยาว แล้วจึง พยักหน้าพูดเป็นเชิงยอมรับด้วยน้ำเสียงค่อนข้างเครียดว่า
“เมื่อคืนก่อน..พี่ฝันน่ากลัว”
หัวใจของลีลาสะดุดไปเล็กน้อย คำพูดของชายหนุ่มทำให้เธออดนึกไปถึงฝันประหลาดของตนเมื่อคืนไม่ได้ โดยเฉพาะน้ำเสียงรันทดเศร้าจากเสียงห้าวต่ำลึกซึ่งกล่าวในประโยคที่ว่า
‘มิญช์เอ๋ย..นายแย่แน่คราวนี้’ นั้น ดูเหมือนจะกลับสะท้อนแว่วเข้ามาในความทรงจำอีกครั้ง
ชายหนุ่มเริ่มต้นเล่าเหตุการณ์ที่ตนเผชิญในความฝันให้เธอฟังอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบ
“แค่ฝันพี่ติน แค่ความฝันไร้สาระเท่านั้นเอง”
หญิงสาวกล่าวขึ้นเป็นประโยคแรกหลังจากที่ลตินเล่าจบ..หากน้ำเสียงท้ายประโยคที่พูดเป็นเชิงปลอบใจอีกฝ่าย กลับไม่หนักแน่นเท่าที่ควรนัก
“ถ้าแค่นั้นมันก็ดี”
ชายหนุ่มสูบบุหรี่เข้าปอดติดๆ กันก่อนดับลงบนที่เขี่ยบุหรี่
”ลีลา” เขาเรียกในที่สุด
“คะ?”
“พี่กำลังสงสัยอะไรบางอย่าง”
“อะไรคะ?”
“จำผู้ชายชุดดำที่เราเจอที่จตุจักรได้หรือเปล่าล่ะ จนกลับถึงบ้านพี่ยังรู้สึกชาแปลกๆ ที่แก้มกับอกยังไงไม่รู้ เรื่องที่หมาเห่าหอนอะไรนั่นอีก ตอนนั้นคิดว่าอุปทานไปเองถัดมาไม่กี่วันก็ฝันร้ายซ้ำ”
“อาจจะบังเอิญก็ได้ คนเรามีสิทธิ์ฝันร้ายด้วยกันทุกคนแหละค่ะ”
"แต่ครั้งนี้มันไม่ปกติไม่เหมือนอย่างฝันทั่วไปนะครับ..พี่สังหรณ์ใจชอบกล..ตั้ง แต่ตัดสินใจจะขึ้นไปภูผาก็มีอะไรประหลาดเกิดขึ้นเรื่อย รู้สึกเหมือนกำลังถูกไล่ต้อนจากอำนาจอะไรยังไงไม่รู้”
ลีลาหัวเราะออกมาก่อนที่เขาจะพูดขาดคำซะอีก
"โธ่ คิดมากน่าพี่"”
"อย่าทำเป็นเล่นไป"
ลตินขัดน้ำเสียงเครียด..เขาไม่อยากบอกลีลาว่าเท้าข้างหนึ่งของเขาได้ก้าวเข้าไปอยู่ในประตูแห่งความวิปริตนับตั้งแต่วันที่รับปากว่าจะช่วยนนตราแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้เขาตกที่นั่งลำบากมากขึ้นทุกที เขากลายเป็นศัตรูกับลีฮานซ์อย่างเต็มตัว พวกมันคงรู้ตัวและหมายหัวตามจองล้างจองผลาญคอยเล่นงานเขาอยู่นี่ไงเล่า
"พี่ตินอาจอุปทานไปเอง บังเอิญไปเจอคนโรคจิต พอคิดมากเข้าก็เก็บไปฝันร้ายเป็นตุเป็นตะ ไม่ใช่เวทมนตร์คุณไสยอะไรที่ไหนหรอกค่ะ”
“ไม่เชื่อล่ะสิ แต่ที่เรากำลังจะไปสัมผัสกันนั่นเรียกว่าเป็นเรื่องเร้นลับทาง ไสยศาสตร์โดยแท้เชียวล่ะ”
ตาคมจ้องอยู่แต่ใบหน้าหญิงสาว ขณะที่กล่าวประโยคต่อไปด้วยน้ำเสียงหนักอย่างจงใจ
"ฟังนะ..พี่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ฝันร้ายธรรมดา มันจะต้องมีบางสิ่งที่เลวร้ายชักโยงอยู่เบื้องหลังแน่นอน"”
จบประโยคชายหนุ่มก็ยื่นแขนขวามาตรงหน้าเธอ พลางรั้งแขนเสื้อให้ขึ้นมาเหนือศอกเล็กน้อย ลีลาหยุดยิ้มเมื่อเห็นจุดรอยช้ำบนท้องแขนของอาจารย์หนุ่มเข้าเต็มตา เห็นได้ชัดว่าเป็นรอยช้ำซึ่งเกิดจากเขี้ยวของสัตว์
"แต่ว่า.."
"จะบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญใช่หรือเปล่า ก็อาจใช่ แต่ฝันถึงหมาผีกระโจนเข้ามากัด พอตื่นขึ้นมามีรอยเขี้ยวตรงตามในฝันพอดีเป๊ะอย่างนี้จะคิดยังไงได้อีก"
ลตินยักไหล่ พลางยกแก้วเบียร์ขึ้นจิบ
"มีคนบอกว่าเรื่องอะไรก็ตามที่หาข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ ให้ลองในมุมกลับที่เกี่ยวกับไสยศาสตร์ดู"
พูดแล้วเขาก็เงียบไปไม่พูดต่ออีก กลับจิบเบียร์แล้วตักอาหารใส่ปากไปพลาง ถึงเรื่องราวยังไม่กระจ่างยังค้างคาใจเพราะหาเหตุผลที่มีน้ำหนักมากกว่ามาโต้แย้งไม่ได้
ลีลาเห็นท่าทางลตินกลุ้มใจนักเธอจึงหันเหเรื่องสนทนาไปเป็นอื่นเสียเพื่อให้เขาหายเครียด
จนมาถึงช่วงหนึ่งเธอเห็นชายหนุ่มทำท่าเหมือนชะงักไป สีหน้าที่คลายเครียดลงไปบ้างแล้วกลับขรึมขึ้นมาอีก
"มีอะไรหรือคะ"
"อย่าเพิ่งหันไปมอง เดี๋ยวรู้ตัว” คนพูดลดเสียงลง
"ใครคะ ใครมา?"
ลีลาพลอยรู้สึกตื่นเต้นไปกับเขาด้วยทั้งที่ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
“ค่อยๆ หันไปมองนะ เยื้องโต๊ะเราไปทางซ้ายสามโต๊ะ เป็นผู้ชายสามคน"
หญิงสาวเหลียวไปมองทางโต๊ะหลังตามที่ชายหนุ่มบอก ทำทีเป็นกวาดสายตามองไปทั่วๆ แล้วค่อยๆ เบนสายตาไปยังคนกลุ่มนั้น พลันต้องเกือบสะดุ้งเมื่อเห็นถนัดว่าเป็นใคร เธอรีบหันกลับทันที
ลตินกำลังลอบพิจารณาบุคคลทั้งสามอยู่เหมือนกัน ที่เขาเห็นคนหนึ่งเป็น นิโกรลูกผสมผิวเข้มอายุราวสี่สิบ อีกคนตัวใหญ่บึกบึนผิวค่อนข้างขาวหน้าตาบ่งบอก
ถึงเผ่าพันธุ์ชาวดีร์อายุอานามอยู่ในราวสี่สิบขึ้น ส่วนคนที่หนุ่มกว่าเพื่อน หน้าตาดี ผิวคล้ำตาคมคนนั้นไม่ต้องมองซ้ำเขาก็จำได้ทันที
ลตินยังไม่ทันละสายตามาจากคนทั้งสาม จู่ๆ ฝ่ายนั้นก็หันขวับมาราวกับรู้ตัวว่ามีคนลอบมองอยู่ ตาคมจัดแลมาประสานสายตากับเขาเข้าอย่างจัง!
อาจารย์หนุ่มเสียวสันหลังปลาบ..ไม่แน่ใจว่าเป็นอุปทานไปเองหรือเปล่าที่เห็นแววตาของฝ่ายนั้นคล้ายกับจะฉายประกายกึ่งสมเพชกึ่งเยาะหยันอยู่ในที!
ชายหนุ่มรีบเบนสายตากลับ ขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างไม่อาจระงับได้
ให้ตายสิ! ถ้าไม่มีบางอย่างที่จำเป็น เขาไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องกับคนพวกนี้เลยจริงๆ!
"คุณแทนภพ"
ลตินเห็นหญิงสาวพยักหน้าทักทายตอบฝ่ายโน้น น้ำเสียงแสดงความยินดีทีเดียว
"อ๊ะ..รู้จักกันแล้วหรือ เมื่อไหร่น่ะ?"
ลตินนิ่วหน้า ขณะที่สีหน้าของลีลาจืดเจื่อน เธอสารภาพอย่างไม่ค่อยตรงกับความจริงนักว่า
"บังเอิญพบกันเมื่อวันก่อนค่ะ เขายังให้วินด์แสงรุ้งมาเป็นของที่ระลึกเลย"
ลตินถึงกับอึ้งพูดไม่ออกไปทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น รู้สึกปวดหัวหนึบขึ้นมาทันควัน ลีลาหาทางทำความรู้จักกับไอ้หมอนั่นจนได้ซิน่า ขนาดตอนยังไม่ทันได้รู้จักกัน ทั้งสีหน้าทั้งแววตาท่าทางของเธอยังแสดงให้เห็นชัดว่าเธอให้ความสนใจและให้คะแนนชายหนุ่มผู้นั้นมากมายแค่ไหน!
"ไปที่มนตราคริสตัลมาซิท่า ไปจนได้นะ"
ลตินพูดขรึมๆ คาดเดาเหตุการณ์ได้ตรงความจริงที่สุด
"สนใจเขามากถึงขนาดบุกเข้าถ้ำเสือเพื่อเริ่มต้นทำความรู้จักเขาก่อนเชียวหรือ พี่ขอชม กล้ามากจริงๆ ทีนี้เขาคงรู้แล้วล่ะว่าตนเองเสน่ห์แรงแค่ไหน มีสาวตามไปถึงที่ ไม่นึกถึงภัยที่จะมาถึงตัวบ้างรึยังไง?"”
น้ำเสียงคนพูดฟังเรียบ หากคำพูดที่กล่าวเป็นเชิงตำหนิติเตียนนั้นทำให้หญิงสาวอดหน้าแดงไม่ได้
"พี่ตินคิดมากเกินไป คุณแทนภพไม่ใช่คนน่ากลัวอะไรสักหน่อย ดูเป็นคนที่น่าสนใจด้วยซ้ำรู้เรื่องวินด์ตั้งมากมาย"
ลตินหัวเราะ แววตาเข้มทีเดียว
"ไม่แปลกใจที่ได้ยินอย่างนั้น ลัทธิดีร์กำลังแพร่ระบาดไปทั่ว เป็นลัทธิมืดที่น่ากลัวยิ่งกว่าวูดูซะอีก เพราะถึงมันจะไม่ได้จับคนมาทำเป็นซอมบี้ แต่มันบูชายัญคนเป็นๆ ยังกับพวกลัทธิโบราณป่าเถื่อนโหดเหี้ยม..ตำรวจจับตามองอยู่เหมือนกัน แต่ยังไม่มีหลักฐานอะไรที่จะทำการกวาดล้างพวกมันได้ถนัด พูดง่ายๆ คือเท่าที่ผ่านมามันเคลียร์จนขาวสะอาด ไม่เหลือร่องรอย ไม่มีหลักฐานไว้ให้ตำรวจดำเนินคดีได้เลย ไม่มีแจ้งความคนหาย ไม่มีศพในส่วนที่เกี่ยวโยงไปถึงลัทธิดีร์โดยเฉพาะ มันถึงยังลอยนวลอยู่ได้จนทุกวันนี้ แต่เชื่อเถอะ สักวันหนึ่งพวกมันต้องถูกกวาดล้างแน่"
ชายหนุ่มวางช้อนลงบนจาน รอยขุ่นข้องปนกังวลปรากฏในสีหน้าเต็มที่ เขาจมอยู่ในความคิดส่วนตัวจนไม่ทันได้สังเกตเห็นสีหน้าที่สลดวูบลงและแววความเจ็บที่แฝงอยู่ในดวงตาของหญิงสาว
ลีลากำลังนึกไปถึงการหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยของเพื่อนชาย ข่าวคราวครั้งสุดท้ายของเขาได้เกี่ยวพันไปถึงสาวกของดีร์ด้วย ดังนั้นจึงมีทางเป็นไปได้อย่างมากว่าเขาอาจโชคร้ายตกเป็นเหยื่อถูกนำไปบูชายัญแล้วก็เป็นได้!
เขาจะเจ็บปวดสักขนาดไหนกันหนอ..หญิงสาวคิดอย่างร้าวราน!

หลังจากเงียบกันไปสักพัก ลตินก็พูดเป็นเชิงบ่นถึงเรื่องของแทนภพขึ้นมาอีก ทำนองว่าอยู่ดีไม่ว่าดีต้องไปเกี่ยวข้องกับพวกลัทธิ ฟังคล้ายกับว่าเขาพยายามหลีกเลี่ยงไม่ยุ่งเกี่ยวแต่ต้องมาพบปะเกี่ยวข้องกับคนในลัทธินับถือเจ้าจนได้ สุดท้ายก็โจมตีว่าที่เขาฝันร้ายก็เพราะคนพวกนี้แหละเป็นต้นเหตุ
“อย่าพูดอีกเลยค่ะพี่ติน เรื่องที่พี่ฝันร้าย ไม่เห็นเกี่ยวกับคุณแทนภพสักหน่อย”
ดวงตาคมของลตินมองเธอนิ่ง คล้ายต้องการเจาะลึกให้ถึงหัวใจ ลีลาหลบตา เมินมองไปทางอื่น
“เกี่ยวซิครับ เกี่ยวมากด้วย พี่จะบอกให้ มีอย่างหนึ่งที่พี่ไม่ได้บอกให้ลีลารู้เกี่ยวกับชายที่เราเจอที่จตุจักร ภาษาแปลกๆ ที่ได้ยินนั่นมันไม่ใช่แค่คำพูดธรรมดา แต่เป็นการร่ายเวทบางอย่าง พูดให้ตรงจุดคือมันน่าจะเป็นคำสาปแช่งมากกว่าอย่างอื่น”
"แช่ง..เชียวหรือคะ? พี่ตินรู้ได้ยังไง?"
"ในแวดวงใกล้ตัวเราในตอนนี้ ใครกันล่ะที่สามารถใช้คาถาสาปแช่งคนอื่นได้ง่ายดาย จะพ่อมดหรือหมอผีมันก็ร้ายพอกันนั่นแหละ จริงไหม? ใช่หรือไม่ใช่? นายแทนภพน่าจะมีคำตอบให้เราได้ เขาเคยเป็นคนในลัทธิมาก่อนนี่”

สำเนียงตรงประโยคท้ายของชายหนุ่ม แสดงความเกลียดชังบุคคลที่กล่าวถึงอย่างเปิดเผยทีเดียว
"พี่คิดไปเองหรือเปล่า อยู่ดีๆ พ่อมดวิปริตจะอุตริมาแช่งพี่ทำไมกัน หรือเพราะพี่ตินจะขึ้นเหนือไปพบผู้หญิงที่ชื่อมายาลี? แต่แค่นั้นมันออกจะเลื่อนลอยไร้เหตุผลไปหน่อยนะคะ"
หญิงสาวพูดเร็วอย่างโกรธๆ ไม่เข้าใจตนเองเหมือนกันว่าโกรธอะไรนักหนา สีหน้าลตินดูขุ่นใจขึ้นมาทันทีเหมือนกัน เขาว่า
"จะยังไงก็เถอะ แทนภพเกี่ยวข้องอยู่ในลัทธิอุบาทว์ พี่ไม่อยากให้ลีลาไปใกล้ชิดกับมัน ใครก็ตามที่กลายเป็นสาวกลัทธิมืด ถึงเคยเป็นคนดีมาก่อนแต่จะไม่ใช่คนดีอีกต่อไป"
"อคติจัง คนดีคนเลวมีอยู่ทุกทีปะปนกันไป ไม่จำเป็นต้องอยู่ลัทธิไหนหรอกพี่ติน"
"เข้าข้างกันเหลือเกินนะ"
น้ำเสียงชายหนุ่มแสดงความไม่พอใจเต็มที่ เขาหยิบแก้วเบียร์ขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด แล้วเรียกพนักงานเสิร์ฟให้มารินเติมอีก
"ชักสงสัย"
"สงสัยอะไรบอกมานะ พี่ติน"
ย้อนถามเสียงชักห้วนขึ้นมาบ้าง รู้สึกสับสนจนไม่อาจระงับความรู้สึกได้
"พูดเหมือนปกป้องหมอนั่นอยู่ตลอดเวลาน่ะซิ ไม่ว่าเขาทำอะไรก็คอยหาข้ออ้างให้เขาอยู่เรื่อย คิดอะไรอยู่?"
ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะโต้ตอบออกไป พอดีเหลือบไปเห็นร่างสูงตัวต้นเหตุกำลังเดินตรงมาที่โต๊ะพอดี
"ไฮ!"
หนุ่มใหญ่หยุดทักทาย ตาคมปลาบพุ่งมาที่หญิงสาวก่อน แล้วผ่านไปถึงชายหนุ่มอีกคน
"กำลังนึกอยากเจอก็ได้เจอ คุยอะไรกันอยู่ ท่าทางเพลิน!"
ลตินสบตาที่มีแววยโสท้าทายของแทนภพแล้ว ได้แต่บอกตัวเองอยู่ในใจว่าเขาไม่มีวันชอบหน้าหมอนี่แน่ ต่อให้ไม่ใช่คนในลัทธินอกรีตก็เถอะ!
"คุณคงเป็นลติน นักมานุษยวิทยากระมัง?”
"รู้จักผมด้วยหรือ?"
"ลีลาเคยพูดถึงเพื่อนสองคนอยู่บ่อยๆ"
น้ำเสียงที่เรียกชื่อหญิงสาวนั้น ฟังสนิทสนมจนลตินรู้สึกขวางหูเต็มที
"คนหนึ่งคืออาจารย์นักวิชาการที่กำลังสนใจเรื่องดีร์ กับอีกคนเป็นเพื่อนเก่าที่ให้อาชานิลเป็นของที่ระลึก"
เกินไป ลีลาคิด เท่าที่จำได้เธอไม่ได้พูดพาดพิงถึง “เพื่อนเก่า” บ่อยอย่างที่เขาพูดสักหน่อย แค่ครั้งเดียวเท่านั้น และที่เล่าก็เพราะเขาถามขึ้นมาเองต่างหาก
แต่คำพูดของแทนภพได้สะดุดใจลตินขึ้นอย่างมาจังเสียแล้ว เขามองหน้าหญิงสาวก่อนถามว่า
"อะไรคืออาชานิล?"
"อาชานิลก็คือสัญลักษณ์ตัวแทนภาคหนึ่งของวินด์ สัญลักษณ์แห่งความมืดมิด ทำลายล้างและอาฆาตมาดร้าย!"
คนที่ให้คำจำกัดความจนฟังน่าขนลุกคือแทนภพ
"ผมถึงได้ให้อาชาแสงรุ้งเอาไว้ไปตั้งคู่กัน สีรุ้งขจัดความมืดมิดยังไงล่ะครับ”
ลตินอึ้ง ลีลาไม่เคยพูดถึงเรื่องที่เธอมีอาชานิลไว้ในครอบครองกับเขาเลยสักครั้ง ทั้งไม่เคยพูดถึงเพื่อนเก่าคนไหนให้ฟังด้วย เป็นหญิงหรือชายไม่ใช่ข้อกังขาหรือขัดเคือง เขาสะดุดแต่ว่าเธอเลือกที่จะเล่าให้แทนภพฟังทั้งที่เพิ่งพบกับฝ่ายนั้นแค่ไม่กี่วัน
แทนภพกำลังหันไปพูดเสียงอ่อนโยนชักชวนง่ายๆ กับหญิงสาวว่า
"พรุ่งนี้จะเดินทางไปพร้อมกับผมก็ได้ ผมจะไปรับ"
"ขอบคุณสำหรับความเอื้อเฟื้อ แต่ไม่จำเป็นเลยครับเพราะลีลาไปกับผมในฐานะผู้ช่วย ยังไงผมต้องรับผิดชอบรับส่งอยู่แล้ว"
"อย่าตอบแทนใจคนอื่นอย่างนั้นซิ ลติน"
การที่หนุ่มใหญ่เรียกชื่อลตินเฉยๆ ทำให้ลตินรู้สึกไม่พอใจเพราะถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติและเสียมารยาทอย่างแรงสำหรับคนที่เพิ่งรู้จักกันเป็นครั้งแรก
"กังวลอะไรนักหรือครับ?"
"ทำไมผมต้องกังวล? " ลตินขยับตัว โต้กลับเสียงเย็นชาเปิดเผยทีเดียว
"นั่นซิ ทำไม?" แทนภพย้อนหยันๆ
"ถ้าไม่คิดว่ามีอะไร จะแยแสไปทำไมเล่า!"
ดวงตาคมกริบที่จ้องลึกผ่านเลนส์ตาคมเข้มของอีกฝ่าย เหมือนกับต้องการเจาะลึกให้ถึงก้นบึ้งของความคิด คำพูดยอกย้อนและแววตาที่แสดงความล่วงรู้ถึงความคิดของเขา ทำให้ลตินอดรู้สึกขนลุกอีกครั้งไม่ได้!
แทนภพไม่ได้กล่าวอะไรกับอาจารย์หนุ่มอีก เขาเพียงแต่พยักหน้ากับหญิงสาว กล่าวเป็นประโยคสุดท้ายก่อนขอตัวกลับไปที่โต๊ะว่า
“ถ้าเปลี่ยนใจไปด้วยกัน โทร.บอกได้นะครับ”
“เดี๋ยวมา”
ลตินบอกลีลาสั้นๆ หากเธอยังไม่ทันอ้าปากถาม อาจารย์หนุ่มก็ลุกขึ้นเดินลิ่วตามฝ่ายนั้นไปแล้ว
“เดี๋ยว คุณแทนภพ ผมขอเวลาสักสองสามนาทีจะได้หรือเปล่า”
แทนภพหันกลับมา พลางเลิกคิ้ว
“ได้หรือไม่ได้ คุณเรียกผมไว้แล้วนี่ จริงไหม?”
“ผมต้องบอกความจริงบางอย่าง เพื่อคุณจะได้ไม่เข้าใจไขว้เขวไป”
สีหน้าของแทนภพคล้ายรำคาญขึ้นมาทันที
“เรื่องอะไรล่ะ..นี่คุณ..มีอะไรรีบพูดมา ผมไม่ได้มีเวลายืนอยู่ตรงนี้ทั้งวัน”
ลตินไม่สนใจกับคำพูดแกมเหน็บแนมนั้น เขาพูดเร็วๆ ต่อไปว่า
“มีอย่างหนึ่งที่คุณควรจะรู้ไว้ ลีลาอาจจะแสดงออกมาคล้ายกับว่าสนใจคุณ แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดไปคุณอาจไม่รู้แต่ผมรู้จักเธอดี ถ้าคุณไม่ใช่พวกดีร์หรือมีเบื้องหลังซับซ้อนอะไร เธอจะไม่สนใจคุณแน่”
“งั้นรึ? แล้วมาบอกผมทำไม?”
“จะได้ไม่เข้าใจผิดไงล่ะครับ แท้จริงแล้วคุณไม่ได้เสน่ห์แรงอะไรเลย ลีลาเป็นอย่างนี้เอง เธอมักจะสนใจเป็นพิเศษกับคนที่เกี่ยวข้องกับลัทธิดีร์ทุกคน”
เขาเน้นเสียงตรงคำว่าทุกคน
“อันนี้ผมยังสงสัยอยู่นะ” รอยยิ้มกวนประสาทผุดขึ้นบนริมฝีปากผู้พูด
“จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่ลีลาไม่ได้สนใจคุณจริงจังหรอก”
“หมายรวมทั้งคุณด้วยล่ะซิ”
“สำหรับผม ต่างออกไป”
แทนภพยิ้มมากขึ้นอย่างรู้ทันคำพูดกางกั้นของอีกฝ่าย
“เอาเถอะ ยังไงก็ขอบคุณที่อุตส่าห์หวังดี ผมจะพิจารณาดูแล้วกัน แต่ไม่รับปากว่าจะเชื่อนะ”
“อย่าทะนงตัวไปหน่อยเลยแทนภพ คุณจะต้องผิดหวังผมขอทำนายไว้”
“ขอบคุณอีกครั้ง หมดธุระแล้วใช่ไหม เพื่อนผมคอยอยู่”
ก่อนที่แทนภพจะหมุนตัวกลับ เขาพูดเรียบๆ กับลตินเป็นประโยคสุดท้ายว่า
“อ้อ..ผมขอบังอาจเตือนคุณบ้างสักข้อเป็นการแลกเปลี่ยน ชะตากรรมของคุณถูกกำหนดไว้แล้วและกำลังไล่ตามมาทุกขณะ เตรียมรับมือกับมันไว้ให้ดีเถอะ!”
ลตินตะลึง เขากระชากเสียงถามรัวเร็วว่า
“หมายถึงอะไร หมายความว่ายังไง?”
แทนภพไม่ตอบ หากหมุนตัวกลับเดินจากไปเงียบๆ

บทที่ 9 เรือนมนตรา

ลตินขับรถไปส่งหญิงสาวหลังจากแวะซื้อหาเครื่องใช้ที่จำเป็นต้องใช้ในการเดินทางไกล พอส่งเธอเสร็จก็กลับบ้านเพื่อจัดเตรียมสัมภาระให้พร้อมสำหรับการเดินทางในวันพรุ่งนี้ โดยไม่ลืมที่จะหยิบไฟฉายกับปืนพกใส่กระเป๋าเดินทางติดไปด้วย
ตอนแรกเขาตั้งใจว่าจะขึ้นเครื่องไปลงที่สนามบินเชียงรายเลยด้วยใจร้อนอยากถึงจุดหมายปลายทางเร็วๆ แต่อิทธิแย้งว่าน่าจะเอารถไปเองจะสะดวกกว่า เพราะถ้าไปทางเครื่องบินเวลาจะเดินทางต่อไปที่ภูผาจะต้องหารถตู้หรือเช่ารถอื่นอีก ซึ่งเป็นการเสียเวลาเปล่าๆ
‘เอารถไปน่ะสะดวกที่สุดแล้ว’
‘ฉันไม่รู้เส้นทางนะโว้ย’ ลตินแย้งไปในตอนนั้น
‘เส้นทางขึ้นเหนือฉันรู้อยู่’
‘แล้วทางที่จะไปภูผาไปเรือนมนตราล่ะ?’
‘เรียบร้อย..คนของแทนภพเอาแผนที่เส้นทางมาให้แล้ว’
‘โอ.เค. งั้นฝากชีวิตไว้กับนายด้วยก็แล้วกัน’
‘เฮ้ย..ไม่รับฝากโว้ยไม่ใช่ธนาคาร ชีวิตใครชีวิตมันรักษาเอาเองก็แล้วกัน’
คนพูดโวยวายแกล้งๆ ในที่สุดจึงตกลงว่าอิทธิจะไปคนขับรถเอง โดยลตินจะผลัดเปลี่ยนในบางช่วงเพราะเส้นทางของการเดินทางนั้นยาวไกล การขับคนเดียวตลอดเส้นทางอาจไม่ปลอดภัยเท่าที่ควร
วันรุ่งขึ้นคณะเดินทางออกเดินทางกันแต่เช้าตรู่ อิทธิขับรถปิคอัพแรงดีไปรับอาจารย์ ลตินตรงจุดที่ได้นัดหมายกันไว้ จากนั้นจึงแวะไปรับลีลาแล้วดารินทร์ตามลำดับ
วันนี้ถนนค่อนข้างโล่ง จึงใช้เวลาเดินทางไม่นานนักก็สามารถผ่านชานเมืองกรุงเทพ ตัดสู่เส้นทางมุ่งขึ้นเหนือได้ภายในระยะเวลาที่เร็วกกว่ากำหนด
“ไหวนะ”
ลตินเหลียวไปถามลีลาด้วยน้ำเสียงแสดงความห่วงใยเปิดเผย ทำให้ดารินทร์ตวัดสายตาหมั่นไส้ปนรำคาญไปที่หญิงสาวผู้มีวัยอ่อนกว่าตน ถึงจะเพิ่งได้พบกันเป็นครั้งแรกแต่เธอบอกกับตนเองได้เลยว่าไม่ชอบผู้หญิงคนนี้ เห็นหน้าแล้วไม่ถูกชะตาอย่างไรบอกไม่ถูก

ดารินทร์ส่งยิ้มเย็นชาให้ลีลา พลางพูดด้วยน้ำเสียงแกมตำหนิคล้ายผู้ใหญ่ตำหนิเด็กว่า
“ควรจะไหวนะ อุตส่าห์ดั้นด้นมาด้วยแล้วนี่จ้ะ ความจริงถ้ารู้ตัวว่าตัวเองไม่ได้มีหน้าที่หรือมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรก็ไม่ควรจะมาด้วยแต่แรก นึกอยากกลับตอนนี้คงต้องกลับคนเดียวล่ะ คุณตินจะได้ทำงานได้สะดวกหน่อยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง”
ลีลารู้สึกไม่พอใจกับคำพูดประชดประชนปนดูแคลนนั้น ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายได้พกพาเอาความอิจฉาไว้ในตัวเต็มพิกัด เธอยังมองออกอีกด้วยว่าผู้ช่วยสาวของอาจารย์หนุ่มแอบชอบหัวหน้าของตนเอง
หากยังไม่ทันที่ลีลาจะได้อ้าปากโต้ตอบเชือดเฉือนคารมออกไปบ้าง อิทธิได้พูดเป็นเชิงปรามขึ้นเสียก่อนที่การปะทะคารมจะทวีความรุนแรงขึ้น
“ฮื้อ คุณดา..สงบปากคำก่อนเถอะ สถานการณ์ข้างหน้าจะเป็นไปในรูปไหนยังไม่รู้ชะตาเลย”
พอเถียงไม่ออกดารินทร์ก็สะบัดหน้าไปทางหนึ่ง
ดี สมน้ำหน้า ปากดีนัก ลีลารู้สึกสะใจ!

หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยได้คุยอะไรกันอีกเพราะแต่ละคนมีเรื่องให้ขบคิดอยู่ในสมองมากมาย
ในที่สุดก็มาถึงจุดหมายปลายทาง ทั้งหมดแวะพักค้างคืนที่โรงแรมในตัวเมืองเชียงราย ดารินทร์เป็นคนติดต่อจองห้องพักไว้แล้วตามคำสั่งของหัวหน้า เนื่องจากบน ภูผาไม่มีโรงแรมหรือรีสอร์ทให้เข้าพัก มีแต่บ้านของชาวหมู่บ้านบนเนิน ซึ่งสามารถขอพักแรมกับชาวบ้านได้เหมือนกันแต่อาจไม่ค่อยสะดวกนัก
ลตินกับอิทธิอยู่ห้องเดียวกัน ขณะที่หญิงสาวสองคนกลับขอแยกกันอยู่คนละห้องด้วยว่าศรศิลป์ไม่กินกันตั้งแรกเริ่ม โชคดีที่ไม่ใช่ช่วงเทศกาลท่องเที่ยวจึงสามารถเปิดห้องพักเพิ่มอีกห้องหนึ่งได้
คืนนั้นหลังจากทานอาหารค่ำร่วมกันเสร็จแล้ว นั่งคุยสัพเพเหระต่ออยู่อีกพักใหญ่จึงแยกย้ายกันไปเข้าห้องพักผ่อน เพื่อเก็บแรงเอาไว้วันรุ่งขึ้น
พอถึงเช้าวันรุ่งขึ้นก็ขับรถออกเดินทางกันแต่เช้า ทุกคนดูสดชื่นดีเพราะได้นอนหลับกันจนเต็มอิ่มเมื่อคืนนี้ อิทธิทำหน้าที่เป็นโชเฟอร์ตามเดิม เขาขับไปตามเส้นทางในแผนที่ที่แทนภพให้มา แต่กระนั้นยังมีบางช่วงที่พวกเขาไม่แน่ใจจนต้องเดินลงมาสำรวจเส้นทางปรึกษากันก่อนจะขับต่อไป

จนกระทั่งถึงทางขึ้นเขานักเขียนหนุ่มลดความเร็ว..เขาขับช้าลงใช้ความระมัดระวังมากขึ้น เส้นทางขึ้นเขาเข้าช่วงที่เริ่มวกวนถนนแคบคดเคี้ยวสูงชันมากขึ้นกว่าเดิมทำให้ต้องใช้ความระวังสูง ขับต่อมาได้อีกระยะหนึ่งจึงเลี้ยวรถออกจากถนนหลักตัดเข้าทางแยกมุ่งขึ้นสู่หมู่บ้านบนเนินภูผาป่าแก้วอย่างไม่ให้เสียเวลา ใช้เวลาอีกพักใหญ่จึงถึงตัวหมู่บ้าน มองเห็นบ้านของชาวบ้านตั้งอยู่เป็นกลุ่มๆ เป็นจำนวนหลายหลัง แต่เรือนมนตราของมายาลีอยู่เลยหมู่บ้านขึ้นไปอีกหน่อยซึ่งรถเข้าไปไม่ถึง ดังนั้นหนุ่มสาวทั้งสี่จึงต้องจอดรถทิ้งไว้ที่หมู่บ้านจากนั้นจึงอาศัยเดินเท้าลัดเลาะขึ้นเนินไปอีกระยะหนึ่ง ในที่สุดทั้งหมดได้มาถึงจุดหมายปลายทางจนได้
ตัวเรือนของ “เรือนมนตรา” ที่เห็นตั้งเด่นอยู่บนเนินสูงเบื้องหน้ามีลักษณะเรียบง่าย ใช้ไม้ไผ่เป็นหลัก มีส่วนประกอบของปูนผสมดินปนอยู่ด้วย
คนทั้งสี่พากันเดินลัดเลาะผ่านแนวพุ่มไม้ประดับสูงเพียงระดับอก ซึ่งใช้กั้นแทนแนวรั้วอันแสดงความเป็นอาณาเขตส่วนตัว เดินมาได้สักหน่อยจึงได้พบกับหญิงสาวร่างท้วมคนหนึ่งกำลังก้าวลงมาจากบันไดเรือนพอดี
“พวกเรามาพบคุณมายาลีครับ”
ลตินบอกกับผู้หญิงคนนุ่งซิ่นสวมเสื้อพื้นเมืองคนนั้นทันที
“คุณมายาไม่รับแขกหรอกค่ะ”
เธอบอกด้วยภาษากลางที่มีสำเนียงอย่างคนท้องถิ่นปนอยู่
“ได้ยังไง?”
ดารินทร์อุทานแย้งด้วยสุ้มเสียงแสดงความไม่พอใจอย่างเปิดเผย
“เรานัดหมายไว้เรียบร้อยแล้วนะ บอกว่าจะมาวันนี้”
“เข้าใจผิดหรือเปล่า พวกเราเดินทางมาไกลนะครับ”
อิทธิช่วยพูดอีกคน แต่ไม่ว่าอย่างไรฝ่ายเจ้าของถิ่นยังคงยืนกรานเหมือนเดิม
“เธอไม่รับแขกค่ะ”
“แล้วพี่ชายคุณมายาลีล่ะ ไม่ทราบมาจากกรุงเทพหรือยังจ้ะ?”
ลีลาถามออกไปบ้าง ก่อนเบนหลบตาคมๆ ของลตินที่หันมามองเป็นเชิงรู้ทันว่า เธอคงอยากจะถามถึงแทนภพมาแต่แรกแล้วล่ะซิ
“คุณแทนมาถึงตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ”
“อ้อ” ลีลารับรู้สั้นๆ รู้สึกโล่งใจเมื่อทราบว่าแทนภพมาถึงแล้ว
“ถ้างั้น ขอพบคุณแทนภพนั่นแหละ”
แม่บ้านทำท่าเหมือนจะปฏิเสธอีกครั้ง พอดีกับหญิงสาวร่างเพรียวอีกคนเดินลงมาเสียก่อน
“พิน อย่าเสียมารยาท คุณแทนกำลังรอพวกเขาอยู่”
หญิงสาวร่างโปร่งบางลักษณะอย่างคนในเมืองมากกว่าจะเป็นสาวบ้านป่า เธอผู้นี้ซอยผมสั้นเป็นทรงรับใบหน้า มีผิวสีน้ำผึ้ง ตาโตคมและมีประกายกลอกกลิ้งอย่างคนเจ้าเล่ห์ เธอเดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าหนุ่มสาวผู้มาเยือนพลางแนะนำตนเองว่าชื่อ รดา ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยทุกอย่างในเรือนมนตรา
“เชิญที่เฉลียงดีกว่าค่ะ จะได้ชมวิวสบายๆ ไปด้วย”
เธอกล่าวเชื้อเชิญอย่างมีมารยาทและรู้งาน ดังนั้นฝ่ายอาคันตุกะจึงมานั่งคอยเจ้าของบ้านอยู่ตรงเฉลียงหน้านั่นเอง
ดารินทร์เหลียวมองสำรวจไปรอบๆ สถานที่ รู้สึกชอบใจกับความเรียบง่ายแต่มีสไตล์ เพียบพร้อมไปด้วยเฟอร์นิเจอร์และเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ มองคล้ายเป็นรีสอร์ทกลางป่ามากกว่าจะมีลักษณะเป็นบ้านพื้นเมืองอย่างชาวบ้านแถบเดียวกัน เธอนึกอยากรู้ขึ้นมาครามครันว่ามายาลีดำเนินอาชีพอะไรอยู่กลางป่าเขาแบบนี้กันแน่
“เชิญนั่งก่อนค่ะ เดี๋ยวจะไปเรียนคุณแทนให้ว่าพวกคุณมากันแล้ว”
รออยู่สักพักจึงได้ยินเสียงทักแรกจากหนุ่มใหญ่วัยสามสิบเจ็ดลูกครึ่งอิตาเลี่ยน-ดีร์
“เรือนมนตรายินดีต้อนรับ..สวัสดีครับลีลา” เขาเรียกหญิงสาวอย่างสนิทสนม
“อ้อ คุณลติน..ยินดีที่ได้พบกันอีก”
“สวัสดีค่ะ คุณแทนภพ”
ลีลายิ้มพลางกล่าวทักตอบ ฝ่ายลตินเพียงแค่ก้มศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงทักทายแทนคำพูด จากนั้นเขาจึงแนะนำผู้ช่วยทั้งสองว่า
“ดารินทร์ สกาวรักษ์ เป็นผู้ช่วยผมเอง นี่ อิทธิ อาลักษณ์”
เป็นครั้งแรกที่ดารินทร์ได้พบกับแทนภพ ดูเหมือนเธอจะทึ่งไปทีเดียว หนุ่มใหญ่ไม่ได้ให้ความสนใจดารินทร์มากนัก เพียงแค่กล่าวทักทายหญิงสาวอย่างสุภาพแล้วหันไปทางนักเขียนหนุ่ม
“ผมคิดว่าเคยได้ยินชื่อคุณนะคุณอิทธิ ถ้าจำไม่ผิดคุณเป็นนักข่าวของเหนือหล้าใช่หรือเปล่า”
“เคยเป็นครับ ตอนนี้ผมแปรพักตร์เป็นนักเขียนไปแล้ว..หวังว่าคงไม่ได้คอยเรานานนักนะครับ..พวกเราขอเวลาคุณมายาลีเพียงครู่เดียวเท่านั้น คงไม่เป็นการรบกวนจนเกินไปใช่ไหมครับ”
อิทธิโต้ตอบอย่างสุภาพและค่อนข้างระวังตัว
“ไม่เป็นไร ไม่ว่ายังไงก็ยินดีรับใช้ เพราะว่า..”
ตาเข้มจัดของแทนภพพุ่งตรงมาที่ลตินอย่างมีความหมาย
“ถึงเรายังไม่รู้จักกันอย่างเป็นทางการ ก็น่าจะถึงเวลาแล้วที่คุณควรจะต้องรู้จักผมให้ดีขึ้นกว่าเดิม”
คนพูดเว้นช่วงไปเล็กน้อย หรี่ตาลงก่อนกล่าวต่อไปอีกว่า
“ในฐานะที่ต่างเป็นเพื่อนของลีลา เราน่าจะทำความรู้จักมักคุ้นกันบ้างจริงไหม?”
สายตาของคนพูดที่เจือแววกึ่งสมเพชอาจารย์หนุ่มไม่เสื่อมคลายนั้นทำให้ลตินนึกฉุนวูบอยู่ในใจ
อะไรกันวะหมอนี่..วูบหนึ่งอยากกระชากเสียงถามออกไปให้เคลียร์ซะตรงนี้ หากเท่าที่ทำได้คือพยายามระงับอารมณ์กรุ่นๆ แล้ววางสีหน้าให้สงบเฉยมากที่สุด ดังนั้นน้ำเสียงจากประโยคต่อไปของลตินจึงราบเรียบอย่างคนที่ตัดสินใจแน่นอนแล้วว่า
“จริงครับ..ในฐานะที่เป็นเพื่อนของลีลา” เขาจงใจทวนคำพูดของอีกฝ่าย
“ที่ผมมาในวันนี้เพราะมีบางเรื่องอยากจะขอคำชี้แนะจากน้องสาวของคุณสักหน่อย”
“ขอบคุณที่ให้เกียรติพวกเรา”
จากนั้นบรรยากาศที่ดูจะตึงๆ แต่แรกจึงค่อยผ่อนคลายลงบ้าง..พอดีกับรดาเดินนำหญิงแม่บ้านลำเลียงเครื่องดื่มพร้อมทั้งอาหารว่างมาเสิร์ฟให้แขก ก่อนตัวเองจะหายกลับเข้าไปในเรือนอีกครั้ง
ระหว่างที่แม่บ้านกำลังสาละวนอยู่กับการเสิร์ฟเครื่องดื่มอยู่ อิทธิถึงกับสะดุ้งเฮือกออกเสียงอุทานดังๆ ด้วยความตกใจ เมื่อจู่ๆ มีสุนัขตัวหนึ่งวิ่งมาจากทางไหนไม่รู้พรวดพราดเข้ามาตรงที่เขานั่ง
“โอ๊ะ หมา!”
ลีลาพลอยตกใจไปด้วยเหมือนกัน ครั้นเห็นถนัดก็จำได้ว่าเป็นเจ้าร็อตไวเล่อร์ตัวเดียวกับที่เห็นอยู่กับแทนภพในวันแรกที่เธอไปที่ร้านมนตราคริสตัลนั่นเอง
“ไม่ต้องตกใจ มันไม่ทำอะไรหรอกครับ เจ้าตัวนี้เชื่อง”
“มาจากทางไหนกัน นั่งอยู่ตั้งนานไม่ยักเห็น” อิทธิปรารภหลังจากหายตกใจ
“มันคงนอนอยู่ข้างในได้ยินเสียงก็อกแก๊กเลยตื่น เจ้านี่ไม่ดุแต่ตะกละชอบกินกับนอน”
เจ้าของบ้านเล่า พลางตบก้นสุนัขตัวโปรดเบาๆ สั่งว่า
“ไป บัดดี้ เข้าไปข้างในก่อน”
เจ้าบัดดี้แสนรู้เชื่อฟังนายเป็นอันดี เดินส่ายก้นอาดๆ เข้าไปด้านใน รดาเดินกลับออกมาอีกครั้งได้ยินเข้าพอดีจึงกล่าวทีเล่นทีจริงว่า
“หมาเฝ้าสมบัติ! เจ้าบัดดี้ของคุณแทนนับว่าน้องๆ ค่ะ หมาใหญ่จริงๆ เป็นหมาแม่ลูกอ่อนของ..”
คำพูดของรดาสะดุดลงกลางคัน..เมื่อสายตาปะทะเข้ากับดวงตาฉายแววเอาเรื่องดุดันของเจ้านาย เธอหลบตาวูบหน้าเปลี่ยนสีไปนิดหนึ่งแล้วรีบเลี่ยงไปทางอื่นทันที
“เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า” แทนภพเบี่ยงเบนความสงสัยของอาคันตุกะหนุ่มสาว ด้วยการเริ่มต้นในทิศทางที่จริงจังมากขึ้น
“ผมเห็นจะต้องขอโทษที่ต้องบอกว่ามายาลีเกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน”
“อ้าว?”
คราวนี้หลายเสียงอุทานเกือบพร้อมกัน อิทธิส่งเสียงถามด้วยความไม่พอใจว่า
“ทำไมอย่างนี้ล่ะ ถ้าจะปฏิเสธทำไมไม่บอกกันเสียแต่แรก”
รอยยิ้มเหมือนเยาะปรากฏบนสีหน้าแทนภพอย่างจงใจ เขาพุ่งสายตาผ่านคนอื่นตรงไปที่อาจารย์หนุ่ม คล้ายต้องการเปิดศึกท้าทายเป็นการส่วนตัวกับลตินมากกว่าจะเป็นหนุ่มนักเขียน
ลตินซึ่งขณะนี้ตัดสินใจแล้วว่าจะต้อง “สู้” เขาจะต้องพลิกสถานการณ์จากที่เสียเปรียบนี้ให้ได้ ชายหนุ่มยกมือขึ้นเป็นเชิงห้ามเพื่อนรุ่นพี่ กึ่งปรารภกึ่งถามด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ หากแฝงไว้ด้วยจุดประสงค์บางอย่าง
“ถ้าอย่างนั้นก็น่าผิดหวังมากทีเดียว พวกเราเดินทางมาไกลเพราะต้องการพบคุณมายาลีโดยเฉพาะ แต่ในเมื่อเธอไม่สะดวกผมก็อยากรู้ว่าคุณจะรับผิดชอบยังไงต่อเรื่องนี้”
“เดี๋ยวก่อน..ผมคงพูดไม่ชัดเจนพอ ที่บอกว่ามายาลีเปลี่ยนใจหมายถึงเรื่องทำพิธีเปิดตาต่างหาก ผมเชื่อว่าเธอคงมีทางช่วยพวกคุณด้วยวิธีอื่นอยู่แล้ว”
“เฮ้อ โล่งอกไปที” ดารินทร์ถอนใจ คิ้วเรียวขมวดมุ่นค่อยคลายลง
“แล้วคุณล่ะ?” อาจารย์หนุ่มเริ่มต้น
“ผม? ทำไม?”
“ได้ยินมาว่าไม่เพียงแต่น้องสาวคุณที่มีสื่อพิเศษทางจิต ตัวคุณแทนเองก็ใช่ย่อยเพราะเชี่ยวชาญศาสตร์พลังจิตด้วยเหมือนกัน ถูกต้องไหมครับ?”
“ผมก็พอศึกษามาบ้าง แต่อย่าเรียกว่าเชี่ยวชาญเลย”
เอาล่ะ เข้าเป้าพอดี อิทธินึกชมเพื่อนอยู่ในใจที่สามารถหาจังหวะแทรกเข้าสู่จุดที่ต้องการได้อย่างไม่ต้องอ้อมค้อมให้เสียเวลา
“ถ้าอย่างนั้นที่ผมได้ยินมาก็ไม่ผิดน่ะซิ”
“ได้ยินมายังไงบ้างล่ะ?” ดวงตาคมแฝงแววเยียบเย็นล้ำลึกของคนถามเพ่งจับอยู่ที่ลตินเขม็ง
“หลายอย่างครับ”
อาจารย์หนุ่มตอบ พลางยกแก้วน้ำขึ้นดื่มแก้กระหายก่อนจะวางลงที่เดิม เขาพยายามวางท่าให้เป็นปกติมากที่สุด ทั้งที่ลึกๆ เริ่มรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ขึ้นมาอีก เมื่อสำนึกถึงความจริงว่า เขากำลังเผชิญหน้าและเหยียบอยู่ในถิ่นของพวกลัทธินอกรีตอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ในคราวนี้ ถึงแม้จะพยายามทำใจไว้แล้วก็ตาม!
ความรู้สึกสองอย่างกำลังต่อสู้กัน ใจหนึ่งกล้า..เพราะเขาจำเป็นต้องช่วยนนตราให้ได้ ในเมื่อเขารับปากกับเจนริญช์ไว้แล้วอย่างนั้น!
ขณะที่อีกใจหนึ่ง ต้องยอมรับว่ากลัว!
ใช่..ลตินยอมรับกับตัวเองว่ากลัว ถ้าเลือกได้จะไม่ขอนั่งอยู่ตรงนี้เลยจริงๆ ให้ตายซิ!
ลัทธิแปลกๆ มีอยู่มากมายในโลกนี้ และลัทธิดีร์เป็นอีกลัทธิหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยมนต์ดำน่าสะพรึงกลัว เป็นสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเขาต้องมาเผชิญเหมือนอย่างตอนนี้ เขาจำเป็นต้องเตือนตนเองในทุกขณะจิตว่าทั้งเขา ลีลา ดารินทร์ และอิทธิ กำลังตกอยู่ในวงล้อมของพวกลัทธิวิปริต!
ถึงแม้แทนภพจะอ้างว่าตนไม่ได้อยู่ในลัทธิดีร์แล้วก็ตาม แต่ก็ยังเป็นชนชาว ดีร์อยู่ดี
อะไรจะเกิดขึ้นกับเขาบ้างถ้าตั้งตัวเป็นศัตรูกับดีร์อย่างเปิดเผย
“อย่างเช่น?” เสียงแทนภพย้อนถามมาอีกเมื่อเห็นชายหนุ่มนิ่งไป
เอาน่ะ เป็นไงเป็นกัน!
“อย่างเช่นเรื่องที่คุณเคยเป็นสาวกดีร์มาก่อน แม้จนทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ จริงหรือเปล่าครับ?”
ลตินไม่ยอมเสียเวลาอ้อมค้อมใดๆ เขายิงคำถามให้เข้าเป้าทันทีอย่างไม่ยอมให้ตั้งตัวได้ทัน
“ผมพูดถูกหรือเปล่า?”
ขณะนั้นทุกคนพากันเงียบกริบไปหมด หากสีหน้าคนที่ถูกยิงคำถามกลับปรากฏรอยยิ้มแกมขบขันระคนหยันขึ้นบนริมฝีปากแล้วโต้กลับอย่างใจเย็น
“นึกว่าเรื่องอะไร!”
ลตินหรี่ตาลงเล็กน้อย..นอกจากตัวเขาแล้วไม่มีใครรู้ว่ามีสาเหตุหลายอย่างที่ชายหนุ่มไม่ชอบแทนภพ ไม่ใช่เพียงเพราะอีกฝ่ายอยู่ในลัทธิอำมหิตเท่านั้น แต่มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากศักดิ์ศรีในเชิงชิงรักหักสวาทเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
“ยอมรับหรือเปล่าล่ะครับ”
“ถูกต้อง ผมคือสาวกคนหนึ่งของดีร์..ไม่ใช่เคยเป็น..แต่ยังเป็นอยู่จนถึงเดี๋ยวนี้จริงๆ..ถึงผมจะเป็นลูกครึ่งแต่ก็มีเลือดเผ่าดีร์ผสมอยู่ครึ่งหนึ่ง ฉะนั้นจะเป็นไปได้ยังไงที่ผมจะปฏิเสธหรือทรยศต่อเลือดของตัวเอง อีกอย่างหนึ่ง..ผมเชื่อว่าคุณต้องนึกไม่ถึงแน่ลติน ถ้าผมจะบอกว่าผมนี่แหละคนสนิทของลีฮานซ์..แล้วยังไงต่อล่ะ!”
เอาแล้วไง!
หลายคนขยับตัวหลังได้ยินประโยคสุดท้ายของหนุ่มใหญ่ ลีลานั่งฟังเงียบอยู่นานเริ่มหน้าตื่นอุทานตระหนกในใจ ถึงแม้จะนึกหวั่นอยู่แล้วก็ตามแต่อดที่จะใจหายไม่ได้เมื่อได้ยินคำยอมรับตรงๆ จากปากเจ้าตัว
ความจริงประจักษ์ออกมาแล้วอย่างง่ายดายเกินคิด!
ฝ่ายลตินเมื่อเห็นได้ทีก็รีบรุกคำถามต่อไปจะได้สิ้นข้อแคลงใจไปเลย ไหนๆ ได้เดินหน้ามาจนถึงขนาดนี้แล้วจะถอยหลังกลับคงไม่ได้แล้ว
“เป็นอันว่าคุณยอมรับแล้ว ถ้างั้นที่โกหกเสแสร้งตบตาคนอื่นมาตลอดเพื่ออะไร?”
“มันสำคัญกับคุณมากนักหรือ?”
สีหน้าถือดีของแทนภพทำให้ลตินหงุดหงิดเป็นอย่างมาก ไอ้หมอนี่ยโสมากคงถือว่าตนเป็นต่อพวกเขาล่ะซิ ลตินพยายามปรับสีหน้าก่อนพูดชัดถ้อยชัดคำด้วยน้ำเสียงเรียบแต่มั่นคงในประโยคต่อไปว่า
“ไม่ยังไงหรอกครับ ผมแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่บังอาจตั้งตัวเป็นศัตรูกับใคร โดยเฉพาะไอ้เรื่องพ่อมดหมอผีไสย์ดำอะไรทั้งหลายผมไม่ถนัด เพราะฉะนั้นถึงได้มาขอคำแนะนำจากน้องสาวคุณยังไงล่ะครับ ผมเชื่อว่าคำตอบของทุกคำถามหมาย ถึงเรื่องเพื่อนของผมน่ะ..คุณแทนภพน่าจะรู้ดีอยู่แล้ว..หวังว่าคงไม่เสแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจนะครับ”
รอยยิ้มคล้ายขอลุแก่โทษปรากฏบนสีหน้าแทนภพขณะกล่าวว่า
“คุณลติน คุณควรจะระวังคำพูดของคุณไว้บ้าง ปากคุณจะพาจน..เอาเถอะไหนๆ อุตส่าห์มาถึงที่ทั้งทีจะตอบแทนมายาลีให้เอาบุญก็ได้ว่าเสียใจที่ต้องทำให้ผิดหวังในกรณีของเพื่อนคุณคนนั้น..มายาลีไม่สามารถช่วยได้แม้ว่าอยากจะช่วย นี่พูดจากใจจริงนะ!”
“หมายความว่ายังไงคะ ไหนตอนแรกบอกว่าจะช่วยไงล่ะ”
ดารินทร์ย้อน หลังจากสรุปเรื่องทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว
“ผมแค่บอกว่ามายาลีจะหาทาช่วยเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงว่าช่วยได้แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ออกจะเสี่ยงเกินไป ช่วงนี้ไม่เหมาะที่จะทำพิธี”
“เพิ่งรู้ว่าต้องมีฤกษ์มียามด้วย”
อิทธิกล่าวลอยๆ เขามีความรู้สึกขึ้นมาอย่างฉับพลันว่ามันน่าจะมีอะไรแอบแฝงอยู่มากกว่าเหตุผลที่เจ้าของบ้านกล่าวอ้าง
“ถึงอย่างนั้นมันก็น่าจะมีวิธีอื่นอีก ไม่อย่างนั้นที่เรามานี่ก็เสียเวลาเปล่าน่ะซิ”
ดารินทร์ตั้งข้อโต้แย้ง ถึงเธอจะทึ่งในรูปร่างหน้าตาของหนุ่มใหญ่ผู้นี้เป็นอย่างมาก แต่ก็เริ่มไม่พอใจเหมือนกันที่อีกฝ่ายทำเหมือนจะเล่นเกมเอาเถิดเอาล่อกับหัวหน้า
“ผมได้หลอกพวกคุณหรอกนะ มายาลีตั้งใจจะพบพวกคุณจริงๆ ถึงได้เชิญมา แต่เธอไม่ได้รับปากว่าจะทำพิธีอัญเชิญเปิดตาก็เท่านั้น”
จากนั้นแทนภพได้กล่าวเป็นเชิงตัดบทสนทนาด้วยประโยคต่อไปว่า
“อย่าเพิ่งมาถกเถียงกันตอนนี้เลย..ทานของว่างกันก่อน เดี๋ยวจะได้รู้ว่าเธอจะว่ายังไงบ้าง!”




จบบท ทดลองอ่าน




Create Date : 24 กรกฎาคม 2558
Last Update : 24 กรกฎาคม 2558 21:45:18 น. 0 comments
Counter : 98 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
วงแหวนอักษรา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




คำเตือน
ขอสงวนลิขสิทธิ์ผลงานเขียนทุกชนิดใน
blogแห่งนี้ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ.2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือ
นำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีการใดๆ ทั้งสิ้น
รวมถึงการนำไปเผยแพร่ต่อที่อื่นโดยไม่
ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน



--------------------------
--------------------------
cr. ขอบคุณภาพ-ของแต่ง blog
จากเว็บแจกฟรีทุกแห่ง
cr. ขอบคุณแฟลชภาพจาก blog yame


books shelf (e-book)


คนล่าสาป
วงแหวนอักษรา
www.mebmarket.com
กงล้อแห่งชะตากรรมที่ต้องเผชิญชะตากรรมกำหนดให้เขาต้องเป็น...คนล่าสาปเพื่อชดใช้ในสิ่งที่ทำไว้ในอดีตชาติจนกว่าทุกอย่างจะสิ้นสุดลง


กรงใจไฟมายา
วงแหวนอักษรา
www.mebmarket.com
สำหรับผมเห็นว่าคุณเป็นเจ้าหญิงหิมะ...ที่จริงควรเป็นเจ้าหญิงน้ำแข็งถึงจะถูก เพราะว่าเวลาหิมะละลาย เราจะพบต้นอ่อนของดอกไม้เสมอ ตรงกันข้ามกับน้ำแข็งที่ละลายแล้วจะระเหยแห้งผากไปหมด เหมือนกับใจของคุณที่กำลังระเหยแห้งแล้งลงไปทุกทีนั่นแหละ...


มนตราทรายใต้ธารดาว
ณลีนิน
www.mebmarket.com
“ระหว่างเราสองคนอาจไม่ได้มีโอกาสใกล้ชิดกันมากนัก แต่นับจากคืนนี้ไป ผมสัญญาว่าผมจะเปิดใจกับคุณทั้งหมด จะไม่ให้มีอะไรเคลือบแคลงต่อกันอีก ที่สัญญาไว้ว่าจะยกชีวิตยกหัวใจให้คุณนั้นผมพูดจริง เรนียาห์คือภาพความหลังที่ผ่านมาแล้ว ในขณะที่คุณคือความจริงในปัจจุบัน”


รุ้งจางในม่านฝน
ณลีลาฯ
www.mebmarket.com
รุ้งงามมักจะเกิดขึ้นหลังฝนตกเสมอ แต่รุ้งที่พาดผ่านอยู่ในสายฝน จะเป็นเพียงรุ้งสีจาง หลบเร้นอยู่ใต้เงาของม่านฝนเท่านั้น
























---------------------------



...โปรเจคนิยายในคลัง...

สถานะ....บางเรื่องยังรีไร้ท์ บางเรื่องกำลังเขียน
และบางเรื่องจองชื่อ+ตั้งพล็อต ไว้ก่อนเพื่อรอ
คิวเขียน / บางเรื่องส่งต้นฉบับตีพิมพ์ บางเรื่อง
เป็น e-book และบางเรื่องอาจมีการเปลี่ยน
แปลงชื่อเรื่องในภายหลังเพื่อความเหมาะสม

1. ระบำรักกุหลาบแก้ว
2. ปีกรักในแดนฝัน
3. ลินินลายกุหลาบ
4. แก้วมนตรา มายาสยอง
5. เสกสรรปั้นรัก
6. พั้นช์รักครบสูตร
7. อาถรรพ์คำสาปอัทศิลา
8. มนต์ดำคำสาป
9. เลดี้โนเนม
10. ม่านมนต์ดำ ระบำมนตรา
11. พฤกษามนตราสาป
12. ระบำมุก
13. รัตติกาลอาถรรพ์
14. แก้วมายาหิมาลัย
15. มนตราโมเรศ
16. เกมกลคนซาตาน
17. เดือนฝันพันดาว
18. ศิลาอธิษฐาน
19. รักหวานม่านหิมาลัย
20. ภวังค์หวานม่านฝัน
21. หลง(รักษ์)
22. ใต้เเงาชลาลัย
23. ภูตพันธนาการ
24. มนตราธารา
25. มนต์รักประภาคารแสงจันทร์
26. มุกสลับสี
27. กังหันมนตรา (กังหันราตรี)
28. ปริศนารักนาฬิกาทราย
29. ตะวันอำพราง
30. ลางมนตรา
31. ภูผามายาไพร
32. อาถรรพ์หุ่นชักเลือด
33. พ่อมดบ้านไพร
ฯลฯ
--------------------



--------------------------

On every journey, there is a meaning.
..ทุกการเดินทางมีความหมาย..
(คติสอนใจจาก ชนเผ่าอเมริกันอินเดียน)
--------------------------
--------------------------




(เครดิต : https://www.youtube.com/watch?v=WYheX_vB4Wc)

--------------------------
--------------------------


Friends' blogs
[Add วงแหวนอักษรา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.