"คลังนิยายอ่านก่อนซื้อ-ทดลองอ่าน..."เมื่อการเดินทางของจินตนาการและตัวอักษรมาบรรจบกัน จึงกลายเป็นนิยายแต่ละเล่มของ...แหวนอักษรา และนามปากกาที่เกี่ยวข้อง"

 


Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2558
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
24 กรกฏาคม 2558
 
All Blogs
 
ภูผาป่าแก้ว บทที่ 6-7 (อ่านก่อนซื้อ)







Elegant Rose - Busy



ภูผาป่าแก้ว เป็นนิยายที่เคยได้รับการตีพิมพ์กับ สพน.ซิมพลีบุ๊ค (แมงมุม) เมื่อประมาณปี 2552 ต่อมาเมื่อหนังสือหมดสัญญาแล้ว ผู้เขียนจึงได้นำปรับปรุง และรีพริ้นท์ วางจำหน่ายบน ebook

คลิ๊กดูรายละเอียดเล่ม
https://www.mebmarket.com/ebook-1090-ภูผาป่าแก้ว



บทที่ 6 อาชาแสงรุ้ง
ขณะที่หญิงสาวเข้าสู่ภวังค์นิทราไปแล้ว ลตินยังคงนั่งคร่ำเคร่งอยู่ตรงหน้าหนังสือกองใหญ่ซึ่งขอยืมมาจากห้องสมุดของมหาวิทยาลัย ภายในแต่ละเล่มกล่าวถึงเรื่องราวของลัทธิดีร์ส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาที่คล้ายคลึงกันเกือบทุกเล่ม มีอยู่เพียงเล่มเดียวที่กล่าวถึงข้อมูลของชนเผ่าดีร์กับ “วินด์” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับลัทธิดีร์ไว้ค่อนข้างละเอียด เพราะนอกจากจะมีข้อมูลตรงตามที่เขาต้องการแล้ว ยังมีภาพประกอบพร้อมทั้งแผนที่บอกเส้นทางขึ้นไปบนภูผาป่าแก้วอีกด้วย ตรงส่วนไหนที่เห็นว่าเป็นประโยชน์น่าสนใจชายหนุ่มอ่านแล้วก็คั่นเอาไว้เพื่อที่จะนำไปถ่ายสำเนาเก็บไว้ในวันรุ่งขึ้น มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ลตินสนใจเป็นพิเศษ เนื้อหามีอยู่ว่า
“หมอผีวูดูมักจะมีชื่อเสียงในการสร้างศพคืนชีพ แต่ลีฮานซ์หรือพ่อมดหมอผีเผ่าดีร์ถนัดในการสาปแช่ง การสาปแช่งของดีร์มักจะผ่านทางวาจา บางครั้งอาจเป็นภาพวาด ต้องการสาปแช่งใครก็วาดเป็นรูปของคนๆ นั้น บางครั้งจะใช้ตุ๊กตาฟาง หรือตุ๊กตาไม้แกะสลัก เส้นผม รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้บางอย่าง..”
ตรงนี้น่าสนใจ..ลตินคิด เขารีบพิมพ์เก็บข้อมูลส่วนนี้ไว้ในคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คทันที ก่อนจะอ่านเนื้อหาในหัวข้อต่อไป
“นักวิชาการบางคนถึงกับสันนิษฐานว่าลีฮานซ์ไม่ใช่หมอผีแต่เป็นพ่อมด เพราะลีฮานซ์ไม่ได้เป็นเพียงผู้ประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์อย่างหมอผีทั่วไปเท่านั้น แต่ ลีฮานซ์จะยึดติดกับมนต์ดำมีการใช้มนต์ดำเป็นอาวุธ ลีฮานซ์สามารถติดต่อสื่อสารกับโลกวิญญาณได้โดยควบคุมพลังอำนาจของพวกมันไว้ ทำให้ลีฮานซ์เป็นที่ยำเกรงต่อคนในเผ่าเป็นอย่างมาก..คนที่จะเป็นลีฮานซ์ได้ต้องมีพลังจิตบางอย่างมาแต่กำเนิดและมาฝึกฝนให้แกร่งกล้าขึ้นในภายหลัง”
ชายหนุ่มนั่งอ่านต่อไปเรื่อยๆ จนเกือบตีสอง เขาอยากจะอ่านเรื่องราวของวินด์ต่อไปอีกว่ามีความเป็นมาและเกี่ยวพันอย่างไรกับดีร์ แต่รู้สึกล้าสายตาและเพลียเต็มทีเนื่องจากคร่ำเคร่งกับการอ่านติดต่อกันมาหลายชั่วโมง
ไว้ค่อยอ่านต่อพรุ่งนี้ก็แล้วกัน ชายหนุ่มคิดพลางปิดหนังสือลงโดยไม่ลืมที่จะคั่นหน้าเอาไว้ ชายหนุ่มเก็บเอกสารทุกอย่างเข้าที่ ก่อนดับไฟหัวเตียงแล้วล้มตัวลงนอน แต่เขายังไม่ได้หลับในทันทีเพราะสมองเต็มไปด้วยเรื่องราวของดีร์ นนตรา และเหตุการณ์แปลกๆ ที่เกิดขึ้นกับเขาที่จตุจักร
ใจหนึ่งอยากปฏิเสธ ไม่อยากรับรู้และช่วยเหลือสามีของเจนริญช์
แต่อีกใจหนึ่ง..ท้าทายความอยากรู้อยากเห็นของเขามากว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ไม่ซิ เขา “ต้อง” รู้ให้ได้ว่าอะไรกันที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้ เขาไม่ได้ทำเพื่อนนตราเพียงอย่างเดียวแต่เพื่อเจนริญช์ด้วย และท้ายสุดคือชื่อเสียงความสำเร็จในงานวิจัยเป็นโบนัสแถมมาอีกอย่าง..เพราะถ้าเขาสามารถเจาะลึกถึงแก่นไสยศาสตร์มนต์ดำของเผ่าดีร์ได้..งานวิจัยของเขาจะได้รับความสำเร็จอย่างที่ไม่เคยมีนักวิชาการคนไหนทำได้มาก่อน
ลตินกับเจนริญช์รู้จักสนิทสนมกันมานาน พูดง่ายๆ ว่าเขาเคยจีบเธอเมื่อสมัยยังอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยด้วยกัน เมื่อเธอเข้ามาเรียนปีหนึ่งเขาก็อยู่ปีสี่ซึ่งเป็นปีสุดท้ายแล้ว น่าเสียดายที่เธอไม่เคยมองเขาในฐานะอื่นนอกเหนือไปจากความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง ลตินยังจำได้ถึงความรู้สึกเมื่อครั้งที่เขาสารภาพว่าชอบเธอ
‘พี่ชอบเจน’
รู้ตัวเหมือนกันว่าโพล่งออกไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เขาควรจะหาบรรยากาศเงียบๆ โรแมนติกอย่างเช่นในห้องอาหาร หรือชวนไปเที่ยวสวนหย่อมสวนสาธารณะที่ไหนสักแห่งก็ได้แล้วค่อยบอกรักหญิงสาว แทนที่จะมาตะเบ็งเสียงแข่งกับเสียงเชียร์กีฬาจากสนามเชียร์ของมหาวิทยาลัย ย้อนคิดดูแล้วรู้สึกว่ามันไม่เข้าท่าเอาเลย
‘พี่ตินล่ะก็..พูดเล่นอยู่เรื่อย’
ในตอนนั้นเจนริญช์เรียกเขาว่าพี่ทุกคำเพราะว่าเธอเป็นรุ่นน้องเขาหลายปี หลังจากไม่ได้เจอกันนานพอมาพบกันอีกครั้งเธอกลับเปลี่ยนสรรพนามจากพี่มาเป็นคุณแทน
‘ไม่พูดเล่นล่ะ พี่จริงจังนะครับ’
‘เจนมีแฟนแล้ว’
เจนริญช์พูดกับเขาตรงๆ อย่างไม่มีมารยาหรือเสแสร้งแต่งจริตใดๆ ทั้งสิ้น เขาชอบเธอก็ตรงนี้ เขาไม่ชอบผู้หญิงที่มีมารยามากมายล้นเหลือแต่หาความจริงใจสักนิดยังไม่ได้
‘เมื่อไหร่ ไม่เห็นบอกกันบ้าง’
เขาเสหัวเราะกลบเกลื่อนความเจ็บของตนเองออกไปในตอนนั้น
‘ถึงบอกพี่ก็ไม่รู้จักเขาหรอก เขาอายุมากกว่าเจนเยอะ มากกว่าพี่ด้วย เขาชื่อราเชนทร์ ทำงานธนาคาร’
หลังจากที่ลตินเรียนจบและทำงานได้ไม่ทันข้ามปี เขาได้ข่าวว่าเจนริญช์เลิกคบกับหนุ่มธนาคารคนนั้นเสียแล้ว จากนั้นเขาก็ไม่ได้ข่าวคราวของเธออีก ซึ่งสาเหตุหนึ่งเป็นเพราะตัวเขาเรียนต่อปริญญาโทพร้อมๆ กับทำงานไปด้วย งานยุ่งเรียนหนักจนไม่มีเวลาคิดติดตามถามถึงเรื่องของความรัก
ต่างคนต่างดำเนินชีวิตไปตามเส้นทางของตนเอง จนกระทั่งเพิ่งได้กลับมาพบกันอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ ครั้งสุดท้ายที่เขาจากเธอไปเจนริญช์มีคนรักเป็นหนุ่มธนาคาร ไม่เจอกันนานกลับมาพบกันอีกครั้งเธอก็ยังคงมีคนรักอยู่ หากไม่ใช่หนุ่มคนเดิมกลับเป็นชายหนุ่มนักวิชาการเช่นเดียวกับเขา คือนนตราที่กำลังประสบเคราะห์หนักจนเขาต้องยื่นมือเข้าไปช่วยอยู่นี่ไง
ชายหนุ่มนอนคิดเรื่อยเปื่อย คิดไปคิดมาจนเริ่มเคลิ้มใกล้จะหลับ
ภายใต้ภาวะกึ่งเคลิ้ม ลตินมีความรู้สึกคล้ายกับว่าตนเองกำลังเดินเล่นรับลมยามดึกอยู่ตรงสนามหญ้าหน้าบ้าน จู่ๆ กลับเกิดความรู้สึกอึดอัดหายใจออกขึ้นมาอย่างกะทันหัน ตามด้วยขนที่แขนขาพร้อมใจกันลุกเกรียว เขาเริ่มรู้สึกกลัว ทั้งๆ ที่ไม่รู้เหมือนกันว่าตนเองกำลังกลัวอะไร!
“เกิดอะไรขึ้น!”
ลตินอุทานหลังจากชะงักฝีเท้ายืนนิ่ง ในตอนนั้นเองที่เขาเกิดความรู้สึกว่าเหมือนกับมีใครกำลังจ้องเขม็งมาที่เขาด้วยความสนใจทางด้านหลัง!
เขาหันขวับไปมองโดยเร็ว!
น่าแปลก..มันกลับว่างเปล่า..ไม่มีใครอย่างที่คาดไว้!
ลตินกวาดตามองไปรอบบริเวณหากไม่เห็นสิ่งผิดปกติแม้แต่น้อย ถึงจะโล่งอกแต่ใจคอยังคงเต้นไม่เป็นส่ำอยู่นั่นเอง สำนึกขึ้นได้ฉับพลันว่าท่าจะไม่ค่อยดีควรรีบเข้าบ้านดีกว่า พอคิดได้พร้อมกับทำท่าหมุนตัวกลับตั้งท่าจะเดินเข้าบ้าน แต่ทันใดนั้นเอง เขาต้องถึงกับผงะถอยหลังไปโดยอัตโนมัติ!
“เฮ้ย!”
จากแสงจากโคมไฟที่ประตูรั้วหน้าบ้านประกอบกับระยะที่เผชิญหน้ากันห่างเพียงแค่คืบ ทำให้เขาสามารถเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าได้อย่างชัดเจน
ในฝันลตินเย็นไปทั้งตัวเมื่อประจักษ์ว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์สี่เท้าตัวหนึ่ง ขนของมันเป็นสีดำเป็นมันระยับหางเป็นพวงสูงใหญ่ราวกับลูกม้า กำลังยืนจังก้าอยู่เบื้องหน้าไม่ไกล ตาสีทองเรืองแสงกำลังจ้องมาที่เขาเขม็งทีเดียว!
หนึ่งคนกับหนึ่งตัวต่างยืนประจันหน้าเข้าหากัน!
ต่างฝ่ายต่างยืนจ้องมองหยั่งเชิงท่าทีซึ่งกันและกัน เวลาผ่านไปแค่เสี้ยววินาที หากชายหนุ่มกลับรู้สึกว่านานเหลือเกินที่ต่างยืนคุมเชิงกันอยู่เช่นนั้น
“ไปให้พ้น มาขวางทำไม!”
เจ้าสัตว์ขนยาวดำปลอดตัวใหญ่แยกเขี้ยวขนที่คอตั้งชันขึ้นทันที พร้อมกับส่งเสียงคำรามฮื่ออยู่ในลำคอ
“ไปให้พ้นเดี๋ยว อย่ามายุ่งกับฉัน!”
แม้จะเกร็งตัวรับสถานการณ์ไว้แล้วแต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันรวดเร็วจนเขาตั้งตัวแทบไม่ทัน หมาดำกระโจนพุ่งพรวดเข้าหาเขาอย่างรวดเร็วและดุร้าย พร้อมกับฝังเขี้ยวยาวใหญ่ลงบนท่อนแขนของลตินซึ่งยกขึ้นเพื่อป้องกันตัวโดยอัตโนมัติจนจมเขี้ยว!

ตอนสายของวันรุ่งขึ้น ลีลาได้ไปปรากฏตัวที่มนตราคริสตัลตามที่ตั้งใจไว้ ตัวตึกสร้างใหม่ตั้งอยู่ในซอยซึ่งมีเส้นทางลัดไปสู่ถนนใหญ่อีกสายหนึ่งได้ มีลักษณะเป็นกึ่งทาวน์เฮ้าส์กึ่งอาคารพาณิชย์สามชั้นรูปทรงทันสมัย ด้านหน้ามีประตูรั้วอัลลอยด์สูงเท่าอกเลื่อนเปิดไว้ด้านหนึ่ง ถนนทางเข้าสู่ตัวอาคารปูลาดด้วยคอนกรีต เนื้อที่ส่วนหนึ่งเป็นสวนหย่อมแต่งด้วยหินสลับสี พุ่มสน ต้นกระบองเพชร และไม้ประดับสวยงามอื่นๆ พร้อมด้วยม้าหินไว้นั่งเล่นพักผ่อน
เห็นภาพสวยงามสดชื่นรอบด้านแล้ว เธอแทบไม่อยากเชื่อว่าเจ้าของอาคารหลังนี้จะมีประวัติชีวิตลึกลับซับซ้อน อยากรู้จริงว่าข้างบนนั้นมีจะมีความลึกลับอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังหรือไม่
แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายในการมาวันนี้ของลีลา เธอมีจุดประสงค์ที่แน่นอนกว่านั้น เป็นจุดประสงค์ที่สืบเนื่องมาจากเรื่องส่วนตัวโดยตรง
เสียงกังวานจากระฆังใบเล็กตรงหน้าประตูดังขึ้นทันทีที่บานประตูเปิดออก หญิงสาวก้าวเข้าไปในร้านพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ รู้สึกชื่นชมกับบรรยากาศหรูอย่างมีเสน่ห์แปลกตาอย่างลงตัว สินค้าแต่ละชิ้นวางโชว์ภายในตู้กระจกล้วนเป็น
คริสตัลชั้นเลิศทั้งนั้น หลากหลายโมเดลงามวิจิตรสมกับที่ใช้ชื่อร้านว่ามนตราคริสตัล สมกับที่ตั้งใจมาเพราะครั้งนี้ไม่ใช่ความบังเอิญแต่เป็นความจงใจแท้จริง
หญิงสาวเดินผ่านนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มากับกรุ๊ปทัวร์เข้าไปชมเครื่องประดับสวยๆ ทางด้านในอย่างเพลิดเพลินจนแทบลืมความตั้งใจเดิมในการมา จนกระทั่งได้ยินเสียงผู้ชายสองคนกำลังสนทนากันแว่วๆ ดังมาจากทางมุมหนึ่งว่า
“จะตั้งราคาสักเท่าไหร่ครับ”
“ขอโทษที่ต้องทำให้ผิดหวัง เพราะคริสตัลชุดนี้มีค่ามากกว่าจะประเมิน ราคาได้”
ลีลาคิดว่าคนที่ตอบน่าจะเป็นตัวเจ้าของมากกว่าพนักงานขาย..เพราะกังวานน้ำเสียงนั้นบ่งบอกลักษณะของคนที่มีอำนาจอยู่ในตัวเอง
“ถ้าไม่ขายแล้วเอามาตั้งไว้ทำไมล่ะครับ”
คนที่เป็นลูกค้าย้อนถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
“แค่โชว์ ไม่ได้ขาย คุณไม่เห็นป้ายระบุว่าเป็นสินค้าพิเศษเฉพาะวางโชว์หรอกหรือ?”
แหม...ตอบได้กวนชะมัดชักอยากเห็นหน้าแล้วซิ..จะใช่เขาหรือเปล่า
เท้าไวเท่าความคิด หญิงสาวสาวเท้าปราดไปตามทิศทางที่มาของต้นเสียงนั้นทันที พอเดินมาถึงตรงมุมหนึ่งทางด้านในของร้าน ยังไม่ทันจะได้เห็นหน้าเจ้าของเสียงอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรกพลันเธอเกิดความรู้สึกคล้ายกับว่ามีอะไรบางอย่างสะท้อนมากระทบหางตาเสียก่อน
หญิงสาวหันไปมองอย่างไม่ตั้งใจในตอนแรก แล้วกลับสะดุดตาเข้าอย่างจังกับสิ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายในครอบกระจกรูปทรงหกเหลี่ยม มองดูโดดเด่นไม่ปะปนกับสินค้าตัวอื่น
“เอ๊ะ..นั่น”
วินด์..หญิงสาวอุทานในใจ..มันคือวินด์หรืออาชาแสงรุ้งสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวดีร์นับถือ!
ลีลาสาวเท้าปราดตรงไปที่ตู้โชว์ใบนั้นทันที พลางยืนมองมันนิ่งอยู่อย่างอัศจรรย์ใจ ดูรัศมีของมันที่ส่องประกายแผ่ออกไปทุกทิศซิ ถ้าจะสังเกตให้ดีจะเห็นได้ว่าแสงซึ่งทอออกมาจากเนื้อผลึกแก้วสามารถแปรเปลี่ยนเป็นสีนั้นบ้างสีนี้บ้างนั้น ไม่ได้เกิดจากใช้เทคนิคทางวิทยาศาสตร์ใดๆ แต่เป็นคุณสมบัติพิเศษตามธรรมชาติของมันเองอย่างแท้จริง
หญิงสาวยืนมองประกายสวยๆ นิ่งอยู่ด้วยความพิศวงประหลาดระคนซึมลึกอยู่กลางใจอย่างไรชอบกล และเธอคงจะเย็นยะเยือกในใจเช่นนั้นอยู่อีกนานถ้าหากไม่ได้ยินเสียงทักจากข้างหลังเสียก่อน
“หาอะไรเป็นพิเศษอยู่หรือเปล่าครับ”
ผู้ชายที่เธอคิดว่าน่าจะเป็นเจ้าของร้านนั่นเอง ลีลาจำน้ำเสียงได้ เขาคงเห็นเธอยืนตรงนี้อยู่นานพอควร พนักงานขายหญิงอีกสองสามคนมัวแต่ต้อนรับพูดคุยกับลูกค้าชาวต่างประเทศกลุ่มหนึ่งอยู่จึงไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีลูกค้าคนอื่นกำลังสนใจสินค้าอยู่เหมือนกัน เขาจึงเข้ามาต้อนรับเสียเอง
ลีลาหันกลับไปมองเต็มตัว แล้วใจสะดุดวับเมื่อเห็นหน้าอีกฝ่ายถนัดถึงแม้จะคาดการณ์และทำใจไว้แล้วก็ตาม
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผู้ที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าลีลาขณะนี้ มีสีผมสีตาเข้มค่อนไปทางเชื้อสายอิตาเลี่ยนมากกว่าจะเป็นไทยหรือชาวดีร์ เธอเห็นเขาเต็มตาและออกจะสะดุดตากับรอยสักที่ปรากฏให้เห็นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากตำแหน่งของรอยสักอยู่ตรงกลางอก เมื่อสวมเสื้อแล้วจะเห็นเพียงบางส่วนโผล่พ้นเลยสาบเสื้อขึ้นมานิดหน่อย ทำให้มองดูน่าเกรงขามพอกับท่าไว้สง่าถือตัวของอีกฝ่าย ข้างกายเขามีสุนัขล่ำบึกพันธุ์ ร็อตไวเลอร์นั่งลิ้นห้อยคอยเฝ้าอารักขานายอยู่ใกล้ๆ ตัวหนึ่ง
หญิงสาวลืมตัวยืนมองชายหนุ่มตาโตอยู่ด้วยความทึ่ง เป็นครั้งที่สองแล้วที่เธอได้พบเขา หนแรกนั่นเป็นความบังเอิญที่ต่างไปจากครั้งนี้ ลีลาคิดอย่างตื่นเต้น หลังจากที่ได้เห็นเขาในครั้งก่อนเธอก็คิดอยู่เพียงอย่างเดียวว่าจะต้องหาทางทำความรู้จักกับผู้ชายคนนี้ให้จงได้ นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอต้องดิ้นรนหาทางมาที่มนตราคริสตัล เพราะรู้แล้วว่าจะพบเขาได้ที่นี่นั่นเอง
ร่างสูงคงเห็นหญิงสาวยืนมองเขานิ่งเฉยอยู่ก็เลิกคิ้วขึ้นนิดหนึ่ง ลีลารู้สึกตัวก็รีบพูดเก้อๆ ว่า
“ค่ะใช่..กำลังสนใจตัวนี้อยู่ค่ะ”
เธอชี้ไปที่ตุ๊กตาคริสตัลซึ่งมีความสูงประมาณสี่นิ้วรูปม้ายกขาหน้าข้างหนึ่งในท่าก้าวย่างอย่างสง่างาม สิ่งที่งดงามเป็นเอกลักษณ์ที่สุดของตุ๊กตาม้าตัวนี้คือมันสามารถเปลี่ยนสีได้ด้วยตัวของมันเอง เป็นการเล่นสีโดยที่ไม่ต้องอาศัยแสงสะท้อนจากแสงไฟหรือพลังงานไฟฟ้าอื่นใดช่วยแม้แต่น้อย..บางครั้งสีรุ้งเลื่อมพรายนั้นพลันเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินใสราวกับสีของน้ำทะเลยามสะท้อนแสงอาทิตย์ เปล่งเป็นประกายระยิบระยับ บางคราวกลับเป็นสีชมพูเรื่อเรือง แต่ประเดี๋ยวกลับแปรเป็นขาวใสแต่งแต้มส้มจางตรงแก้วตางดงามยิ่งนัก
“เป็นวินด์ที่สง่างดงามมากค่ะ”
“รู้จักวินด์ด้วยหรือ”
คนถามจ้องมองเธอด้วยแววตาแปลกๆ ลีลาไม่ได้ตอบคำถามของเขากลับย้อนถามไปว่า
“ถ้าเดาไม่ผิดคุณคงเป็นคุณแทนภพ ซาโนวาห์”
“ครับ ผมเอง..มีอะไรให้รับใช้หรือครับ”
“ทราบมาว่า..”
เธอคิดว่าเริ่มต้นแบบจู่โจมไม่ต้องอ้อมค้อมกันให้มากเรื่องอย่างนี้แหละดี
“คุณมายาลีน้องสาวของคุณมีจิตสัมผัสแปลกๆ”
“อ้อ” เขาทำเสียงรับรู้
“เรื่องนี้เอง ไปคุยข้างในดีกว่า”
ร่างสูงเดินนำหน้าพาหญิงสาวเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัว เขาเชิญเธอนั่งลงตรงโซฟารับรองแขกซึ่งตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้อง ส่วนตนเองเดินไปหยิบแก้วที่บาร์ เครื่องดื่ม เปิดตู้เย็นรินน้ำเย็นเฉียบแล้วนำมาส่งให้หญิงสาวก่อนเดินอ้อมไปนั่งที่เก้าอี้บุนวมตรงข้าม
“มีธุระอะไรกับผมหรือเปล่า”
ถามเสียงสุภาพ ตาคมจับอยู่ที่คู่สนทนาตรงหน้าเขม็ง ลีลากลืนน้ำลายรวบรวมความกล้ากึ่งเปรยกึ่งถามออกไปว่า
“พี่ตินเล่าให้ฟังว่าตอนแรกคุณปฏิเสธที่จะเดินทางไปเรือนมนตราพร้อมกับพวกเราในปลายอาทิตย์ที่จะถึงนี่ แล้วตอนหลังกลับเปลี่ยนใจ”
“คุณเป็นหนึ่งในนักวิชาการที่จะไปด้วยรึยังไง?”
“ฉันไม่มีความสามารถถึงขั้นนั้นหรอกค่ะ เป็นแค่ผู้ติดตามเท่านั้น”
“ถ้าเช่นนั้นมีธุระอะไรเป็นพิเศษกับผม” เขาย้ำถาม
“พี่ตินกำลังทำวิจัยทางด้านไสยศาสตร์และลัทธินอกรีต ฉันไม่เชื่อเรื่องผีสางเหลวไหลไร้สาระแต่เชื่อในอิทธิพลความเชื่อของคนที่ฝังรากลึกลงไปมากกว่านั้น ความเหี้ยมโหดของมนุษย์จิตวิปริตยังไงล่ะคะ”
“หมายความว่ายังไง?” คนพูดหรี่ตาลงเล็กน้อย
“เท่าที่ฉันทราบดีร์เป็นลัทธิมืดชอบบูชายัญเหยื่อพอๆ กับลัทธิโบราณบางลัทธิ”
หญิงสาวสวมรอยความเข้าใจนั้นเสียเลยเพื่อให้สมเหตุผลยิ่งขึ้น
“แต่นี่มันยุคไฮเทคไม่ควรจะมีลัทธิประเภทนี้หลงเหลืออีก เพราะการจะ บูชายัญหรือแม้แต่ทำร้ายร่างกายใครสักคนก็ถือว่ามีความผิดในทางกฎหมาย”
“ขอขัดนิดหนึ่งเถอะ”
“เชิญค่ะ”
“น่าจะยังมีอย่างอื่นแอบแฝงอีก ผมไม่เชื่อว่าคุณจะมาด้วยเหตุผลเพียงแค่นั้น ผมพูดถูกหรือเปล่า”
เสียงห้าวคล้ายจะส่อแววคาดคั้นอยู่จางๆ
“ก็ได้..ฉันยอมรับ คงเป็นเพราะคุณมีประวัติค่อนข้างซับซ้อน”
“สงสัยในตัวผมล่ะซิ..เป็นอย่างนั้นใช่ไหม”
“ยอมรับว่าใช่อีกล่ะค่ะ..อยากรู้ด้วยว่าทำไม”
“อะไรทำไม”
“จะว่าไปคุณต่างจาก..เรา..ในหลายๆ ด้าน”
“งั้นหรือ เอาอะไรมาวัดว่าผมต่างไปจากพวกคุณ”
เขาเน้นหนักตรงคำว่าพวกคุณ
“ว่ากันว่าคุณต่างจากน้องสาว..เพราะคุณขายวิญญาณตัวเองให้กับวินด์เป็นสาวกของวินด์”
“หือม์? ดูจะรู้เรื่องของผมดีนี่ แต่รู้จักผมดีพอที่จะตัดสินแล้วหรือ?”
ถึงแม้ว่าหนุ่มใหญ่จะไม่ได้แสดงออกทางสีหน้าว่าสะดุ้งสะเทือนกับคำกล่าวหาของหญิงสาว แต่ลีลาก็รู้สึกได้ถึงกระแสความไม่พอใจในน้ำเสียงนั้น เธอมองสบตาเข้มของเขาอย่างไม่พรั่นพรึง น้ำเสียงที่พูดประโยคต่อไปของเธอฟังนุ่มนวลแต่ปนแววถือดีท้าทายปรากฏชัดเจนเต็มในสีหน้า
“เพราะฉันยังไม่รู้จักคุณน่ะซิคะ ถึงต้องมาพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่าบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นคนนอกศาสนานั้นแท้จริงเป็นคนอย่างไรกันแน่ ฉันไม่อยากให้พี่ตินเอาชีวิตไปเสี่ยงเกินความจำเป็น”
หญิงสาวพูดไปแล้วก็อดนึกขอโทษลตินอยู่ในใจไม่ได้ เพราะถ้าลตินรู้ว่าเธอเอาชื่อเขาขึ้นมาแอบอ้างเขาคงโกรธน่าดู
“ถ้างั้นคุณควรอยู่ห่างผมไว้ดีกว่า การที่คุณอุตส่าห์มาถึงที่ร้านผมก็เท่ากับเสี่ยงเหมือนกัน ไม่กลัวหรือที่อยู่ๆ ก็ลงไปหลับอยู่ในหลุมตื่นขึ้นมาอีกก็กลายเป็นซอมบี้ไปแล้ว”
“คุณกำลังขู่ฉันหรือ?”
เห็นหน้าแดงจัดด้วยความโกรธของเธอแล้วแทนภพก็ระบายรอยยิ้มอย่างเปิดเผย เขาน้อมศีรษะลงเล็กน้อยพลางกล่าวอย่างขอลุแก่โทษว่า
“ขอโทษ..ขอโทษ..ผมคงจะพูดแรงไป คุณไม่จำเป็นต้องกลัวผมไม่ใช่หมอผีวูดูสักหน่อย”
“แน่นอนคุณไม่ใช่วูดูแต่เป็นดีร์ที่โหดเหี้ยมกว่าซะอีก”
“ขอบคุณที่ยกย่อง”
รอยยิ้มยังไม่จางจากใบหน้าคม ขณะพูดประโยคต่อไปว่า
“เมื่อกี้ขอโทษด้วยอย่าถือสาเลยผมเป็นคนปากไม่ดีอย่างนี้เอง จะบอกให้ก็ได้ว่าการที่ผมปฏิเสธจะขึ้นเหนือไปด้วยในตอนแรกเป็นเพราะช่วงนี้งานผมยุ่งมากจริงๆ เป็นช่วงไฮท์ซีซั่นพอดีปลีกตัวค่อนข้างยาก”
“แล้วเพราะอะไรถึงได้เปลี่ยนใจล่ะคะ”
“เป็นห่วงพวกคุณ แล้วก็ห่วงน้องผมด้วย”
“ทำไม..มีอะไรน่าห่วงมากนักหรือคะ”
“ก่อนอื่นผมต้องบอกก่อนว่ามายาลีไม่ใช่น้องสาวแท้ๆ ผมหรอกครับ เธอออกจะเป็นคนแปลกๆ อยู่สักหน่อย ปกติถ้าไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวแล้วล่ะก็ มายาจะ
ไม่เชิญใครไปที่เรือนมนตราโดยเด็ดขาด แต่กรณีของเพื่อนคุณคงเป็นข้อยกเว้นนะ ผมเชื่อว่าเธอคงมีเหตุผลบางอย่างถึงได้ยอมยื่นมือเข้าไปช่วย ผมน่ะไม่เห็นด้วยเลยเพราะการจะ “เปิดตา” ไม่ใช่เรื่องที่จะมาทำกันเล่นสนุกๆ พูดตรงๆ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ผมไม่อยากให้น้องสาวทำพิธี มันอันตรายเกินไป ทุกสรรพสิ่งมักมีข้อจำกัดอยู่ในตัวเองเสมอ”
หนุ่มใหญ่อธิบายยาวเหยียดด้วยน้ำเสียงจริงจังทีเดียว พอเขาพูดจบหญิงสาวก็ย้อนถามกลับไปบ้าง เพราะไม่แน่ใจว่าแทนภพต้องการจะบอกอะไร
“ยังไงคะ ฉันไม่เข้าใจ”
“ผมกำลังจะบอกว่าการทำพิธีเปิดตาครั้งหนึ่งจะบั่นทอนอายุของมายาลีลงไปประมาณห้าปี และถ้าชะตาชีวิตของเธอถูกลิขิตให้..เอ้อ..พูดอย่างภาษาชาวบ้านเรียกว่ามีอายุสั้นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว..และการเปิดตายังมาบั่นชีวิตให้ยิ่งสั้นลงไปอีกเรื่อยๆ อย่างนี้ มันเหมือนกับว่าเราทำให้เธอเหลือเวลาที่จะใช้ชีวิตอยู่บนโลกน้อยลงไปทุกที..ทุกที”
“เข้าใจแล้วล่ะค่ะ ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยจริงๆ นะ”
ลีลาเสียงอ่อยลง นึกสงสัยอยู่ว่าลตินรู้เรื่องนี้หรือเปล่า บางทีเขาอาจไม่เคยรู้มาก่อนเหมือนกัน
“ทีนี้ถึงตาผมจะถามคุณบ้างล่ะ”
“ถามมาซิคะ”
“คุณรู้จักวินด์ด้วยหรือ”
เขาไม่ยอมลืมเรื่องที่ถามมาแต่แรก ลีลานิ่งไปนิดหนึ่งก่อนตอบอย่างระวังว่า
“เคยได้ยินเรื่องราวมาบ้างค่ะ ยังเคยได้รับวินด์จำลองเป็นของที่ระลึกจากเพื่อนมาตัวหนึ่งด้วย คล้ายกับตัวนี้แต่เป็นสีดำทั้งตัว”
“ยังเก็บไว้อยู่หรือเปล่าครับ”
ดวงตาคมของคนถามฉายประกายวาววามประหลาด
“ค่ะ..ยังอยู่”
เธอเห็นรอยยิ้มในสีหน้าเขาแฝงแววกึ่งระวังกึ่งสมใจอย่างไรบอกไม่ถูก หัวใจของลีลาเย็นเยียบเมื่อสำนึกขึ้นได้ถึงความจริงข้อหนึ่งว่าเธอยังไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ เธอเอาตัวเข้าไปเสี่ยงเกินไปหรือเปล่า
ชายหนุ่มเห็นลีลาเงียบไป จึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า
“มีแต่คนในลัทธิเท่านั้นที่จะเข้าใจเรื่องราวของม้าวินด์ได้อย่างแท้จริง เพราะดีร์คล้ายกับลัทธิวูดูแบบผสมคริสต์ จึงได้มีความเชื่อบางอย่างแบบยุโรปปะปนอยู่ ซึ่งความเชื่อนั้นออกจะเน้นหนักไปทางมนต์ดำอำนาจมืดมากกว่า วินด์เป็นส่วนผสมระหว่างยูนิคอร์นกับเพกาซัส มีเขาเหมือนยูนิคอร์นมีปีกเหมือนเพกาซัส แต่วินด์ก็ไม่ใช่ยูนิคอร์นที่ตามตำนานเล่าว่าเป็นสัตว์เคยมีตัวตนอยู่จริง แล้วก็ไม่ใช่เพกาซัสม้าสีขาวมีปีกที่ปรากฏอยู่แค่ในเทพนิยายกรีกอีกด้วย”
“ฉันได้ยินมาเหมือนกันค่ะ..รู้สึกว่าวินด์จะต่างจากยูนิคอร์นมากในเรื่องชื่อเสียง เพราะวินด์เป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับลัทธิดีร์โดยตรง”
“คุณรู้เรื่องของวินด์ดีจริงนะ”
“ไม่เชิงหรอกค่ะ..ที่พอรู้อยู่บ้างเพราะมีเพื่อนศึกษาวิจัยทางด้านมานุษยวิทยาโดยเน้นเฉพาะในกรณีศึกษาที่เกี่ยวกับไสยศาสตร์ของชนกลุ่มน้อยอย่างดีร์และวูดู”
“เพื่อนคนนั้นชื่อลตินซินะ อีกคนล่ะ..คนที่ให้ของที่ระลึกมาน่ะเคยพูดถึงเรื่องราวของลัทธิบ้างหรือเปล่า”
ตาคมจ้องใบหน้าเธอเขม็งอย่างคาดคั้นจะเอาคำตอบ หญิงสาวจงใจเลี่ยงไม่ตอบให้ตรงจุดอย่างที่เขาต้องการฟัง
“ฉันจำไม่ได้แล้วล่ะค่ะ..จะว่าไปนักวิชาการยอมรับว่าลัทธิดีร์กับวินด์นี้เป็นเรื่องที่คลุมเครืออยู่มากนี่คะ เพราะไม่มีหลักฐานประกอบเป็นที่แน่ชัด ในฐานะที่คุณเป็นสาวกมาก่อนคุณเชื่อในวินด์มากน้อยแค่ไหน”
“สาวกทุกคนเชื่อถือศรัทธาในวินด์มากครับ เพราะวินด์คือตัวแทนพลังด้านมืดอย่างที่รู้..ชาวเผ่าดีร์นับถือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นเสมือนเทพเจ้า และวินด์ก็เป็นตัวแทนของลม”
ความจริงคุยกับคนๆ นี้ ได้รับความรู้ใหม่ๆ ไม่น้อยเลยทีเดียว เธอคิด ดีเหมือนกันจะได้เก็บไปเล่าให้ลตินฟังเผื่อเป็นประโยชน์ต่องานวิจัยของเขา
เสียงทุ้มห้าวยังคงกล่าวต่อไปว่า
“ตามตำนานความเชื่อ วินด์หรือลมมีภาคหนึ่งเป็นม้าตัวสูงใหญ่สีดำสนิท ชอบควบไปในยามดึกของคืนเดือนมืดเพื่อเสาะหาวิญญาณและสูบเอาพลังวิญญาณนั้นมาเพิ่มพลังให้กับตนเอง เข้าทำนองเดียวกับลูซิเฟอร์หรือซาตาน”
“ฟังดูน่ากลัวจัง” ลีลาว่า
“คุณรู้เรื่องพวกนี้มากเพราะเป็นสาวกของวินด์ซินะ”
เขาทำเป็นไม่ได้ยินประโยคท้ายของเธอ กลับพูดไปว่า
“ถึงผมจะไม่ได้เป็นนักวิชาการเต็มตัวอย่างเพื่อนของคุณ แต่ก็ศึกษาศาสตร์ ปรจิตและจิตวิญญาณมาไม่น้อยเหมือนกัน”
นักปรจิตศาสตร์..มิน่าล่ะ มาดคุณชายถึงได้หยิ่งพิลึก!
“เป็นอันว่าคุณยังเก็บวินด์นิลกาฬไว้อยู่นะครับ”
แทนภพวกกลับมาถามเรื่องเดิมอีกแล้ว สีหน้าเขาจริงจังจนเธออดแปลกใจไม่ได้ เขาสนใจอะไรนักหนากับตุ๊กตาจำลองเลียนแบบวินด์ของเธอนักนะ
“ค่ะ ทำไมหรือคะ?”
แทนภพไม่ยอมตอบ กลับย้อนถามว่า
“วินด์ของผมสวยมากใช่ไหม ชอบมันบ้างหรือเปล่าลีลา”
แทนภพเรียกชื่อเธอเต็มปากเต็มคำ โดยที่หญิงสาวไม่ทันได้นึกเฉลียวใจว่าตนยังไม่ได้แนะนำตัวบอกกล่าวชื่อของตนเองให้เขาทราบแม้แต่น้อย!
“ชอบซิคะ ชอบมาก” หญิงสาวตอบโดยไม่ต้องคิด
“ผมยกให้”
แทนภพบอกง่ายๆ จนลีลาแทบไม่เชื่อหูตนเอง มองหน้าคนพูดด้วยความคาดไม่ถึง
“ให้..หรือ?” หญิงสาวกระพริบตางุนงง
“ฟังไม่ผิดหรอกครับ ถือว่าเป็นของที่ระลึกจากเรา..ผมหมายถึงจากร้านของเราก็แล้วกัน”
“แต่ว่า..” หญิงสาวอ้ำอึ้ง รู้สึกตะขิดตะขวงใจอย่างไรชอบกล
“ถ้าสนใจวินด์ก็น่าจะเชื่อในวินด์ด้วย ในเมื่อคุณบอกว่ามีวินด์นิลกาฬอยู่แล้ว จึงสมควรจะได้รับวินด์แสงรุ้งไปด้วย เพราะทั้งสองสิ่งนี้ต้องอยู่คู่กัน”
แทนภพรีบบอกเหมือนกลัวเธอจะไม่รับ ซึ่งทั้งคำพูดและน้ำเสียงของเขาฟังราวกับจะเร่งเร้าอยากให้เธอยอมรับอย่างไรชอบกล
“ม้าวินด์ของฉันเป็นแค่ของจำลองเลียนแบบเท่านั้นเองนะคะ ไม่ใช่สัญลักษณ์จริงๆ อย่างม้าแสงรุ้งตัวนี้ แล้วเมื่อกี้ก็ได้ยินคุณบอกลูกค้าแว่วๆ ว่าไม่ขายไม่ใช่หรือ?”
“ผมไม่ได้ขาย แต่ “ให้””
แทนภพตอบหน้าตาเฉยๆ ประกายตาคมกล้าส่งกระแสบางอย่างที่ทำให้เธอต้องชะงักคำพูดที่ตั้งใจจะพูดต่อไปอีกหลายประโยค
“ของบางอย่างไม่ได้มีไว้ให้ใครก็ได้ แต่มีไว้เพื่อคนที่เหมาะสมและคู่ควรเท่านั้น!”
พอเขาพูดอย่างนี้ เธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป ได้แต่พึมพำขอบคุณแล้วก็ตั้งข้อกังขาออกไปว่า

“ตามที่ได้ยินมาวินด์เป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิ สาวกไม่สามารถถือสิทธิ์เก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัวได้ไม่ใช่หรือคะ”
“คุณนี่ช่างซักช่างสงสัยอย่างนี้เป็นประจำหรือยังไงนะ ถูกต้อง..ผมเคยเป็นสาวกปลายแถวและไม่มีสิทธิ์ครอบครองวินด์อยู่แล้ว”
“ถ้างั้นคุณก็ละเมิดกฎของลัทธิถึงสองข้อน่ะซิ”
“จะละเมิดหรือไม่ผมก็ไม่ได้เป็นสาวกของใครอีก..ดูเหมือนคุณจะรู้เรื่องผมมากจนน่าแปลกใจนะครับลีลา”
“ทำการบ้านมาดีค่ะ ยังมีอย่างอื่นอีกที่ฉันรู้มาอยากฟังไหม?”
“อย่าเพิ่งดีกว่าครับ กลัวจะรับฟังบางเรื่องไม่ได้”
เขาวางสีหน้าเฉยขณะตอบ ทำให้หญิงสาวไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายพูดจริงหรือแค่หยอกเล่น แล้วเธอก็ยังไม่หมดเรื่องข้องใจจึงกึ่งถามกึ่งทวงในประโยคต่อมาอีกว่า
“คุณแทนภพยังไม่ได้ตอบเลยค่ะ”
“ว่า?”
“คุณให้วินด์แสงรุ้งกับฉันทำไม”
หนุ่มใหญ่ตอบเสียงนุ่มกลับมาทันใจว่า
“อย่าไปคิดมากให้เสียเวลาเลยครับ เรื่องทุกอย่างมีคำตอบในตัวเองเสมอ สักวันคุณจะได้คำตอบนั้นด้วยตนอง!”
“ฉันจะรอวันที่ได้คำตอบ..ฉันจะรอค่ะคุณแทนภพ”

บทที่ 7 สุสานแก้ว
ความเย็นจากไอชื้นของม่านหมอกลอยวนแผ่ปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ ทำให้หญิงสาวต้องยกมือขึ้นกอดอกไว้ สองเท้าของเธอพาก้าวเดินไปตามเส้นทางที่เห็นเลือนรางข้างหน้า เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาที่นี่ได้อย่างไร จู่ๆ ก็พลัดหลงเข้ามาอยู่ในท่ามกลางความเงียบวังเวงของกลางป่า เหลียวไปทางไหนมีแต่ต้นไม้และสายหมอกกระจายล้อมอยู่ทั่วอาณาบริเวณ
เธอมาทำอะไรที่นี่..ลีลาตอบกับตนเองไม่ได้..แต่เหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างผลักดันให้เธอต้องตามหา ทั้งๆ ที่ตนเองกลับไม่แน่ใจว่าทำไม และสิ่งที่กำลังตามหานั้นคืออะไรด้วยซ้ำ รู้สึกแต่เพียงว่าคล้ายกับมีพลังบางอย่างชักพาให้เธอต้องก้าวเท้าไปเดินต่อไปเรื่อยๆ จากเส้นทางของป่าเขาผ่านเข้าสู่ถ้ำใหญ่ที่วกวน และถูกปกคลุมด้วยหมอกทึบราวกับเป็นโลกที่ต้องสาป!

ฉับพลันนั้นเอง เงาหนึ่งเลือนรางระริกไหวไม่ชัดเจนได้ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันตรงเบื้องหน้าห่างออกไปไม่ไกล ลีลาชะงักฝีเท้าลงรู้สึกตัวเย็นไปหมด พุ่งสายตามองไปที่เงานั้นอย่างระแวงระวังเต็มที่ ปากร้องถามเสียงค่อนข้างแหลมด้วยความตกใจและหวั่นกลัว
“นั่นใคร ใครอยู่ตรงนั้น?”
“เจ้าคือผู้ถูกเลือก ลีฮานซ์เลือกเจ้าแล้ว!”
กังวานเสียงอันทรงอำนาจโต้ตอบกลับมาเกือบจะทันที หญิงสาวเบิกตากว้างขึ้นประหลาดใจจนแทบลืมกลัว เพราะเสียงที่ตอบในความหมายแปลกนั้น เป็นสำเนียงภาษาถิ่นไม่คุ้นหู ซึ่งเธอไม่คิดว่าตนเองจะรู้จักและสามารถเข้าใจได้ในทุกคำพูดแต่กลับสามารถเข้าใจได้อย่างน่าอัศจรรย์!
“ฉันถามว่าใครอยู่ตรงนั้น?”
ปากส่งเสียงย้ำถามขณะพยายามเพ่งสายตามองฝ่าหมอก แต่ไม่เห็นอะไรมากไปกว่าเงาวูบไหวดั่งภาพที่สะท้อนจากพลิ้วน้ำ
“เราจะเป็นใครไม่สำคัญอะไร สำคัญอยู่ที่เจ้าคือผู้ถูกเลือกต่างหาก!”
หมายความว่ายังไง ผู้ถูกเลือก?!
“ฉันไม่ต้องการ!”
อีกครั้งที่ลีลารู้สึกตระหนก เพราะในวินาทีนั้นเหมือนกับว่าเธอกำลังตกอยู่ในภวังค์สะกด ได้กลายเป็นใครอีกคนที่ไม่ใช่ตัวเธอเอง ขณะที่ส่งเสียงโต้ตอบออกไปกลับมีกระแสเสียงที่สองซ้อนอยู่ในน้ำเสียงของเธอ มิหนำซ้ำยังเป็นเสียงทุ้มต่ำห้าวอย่างบุรุษเพศ!
“เจ้าถูกเลือกให้อยู่คู่กายลีฮานซ์!”
เงาสั่นพร่าตรงหน้ากล่าวกึ่งเตือนสติกึ่งบีบบังคับให้ยอมจำนน
“เราไม่…”
“อย่าดื้อรั้นอีกเลย..ทุกอย่างได้ถูกกำหนดไว้แล้วไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้..เจ้าผู้เกิดในคืนเดือนดับ..จงปล่อยวางเสียเถิด..เงา!”
“เราไม่ใช่เงา!”
น้ำเสียงนั้นแสดงความโกรธเกรี้ยวจัด ไม่รู้สึกกลัวอีกแล้ว มีแต่ความร้อนรุ่มระส่ำระสายไปทั้งหัวใจ ถึงจะยังสับสนไม่เข้าใจความหมายในคำพูดนั้นทั้งหมด แต่เหมือนกับมีอะไรมาคอยบงการให้เธอต้องแสดงเป็นคนที่ถูกเรียกว่า “เงา” ให้สมบทบาทมากที่สุด!
“จะเรียกตัวเองว่าอะไร ต่อไปเจ้าก็คือ เงาของลีฮานซ์อยู่ดี”
เสียงจากเงาเร้นลับโต้ตอบกลับมาอีกครั้ง เหมือนต้องการตอกย้ำให้หญิงสาว หรือที่ถูกต้องบอกว่าให้ใครอีกคนที่แฝงอยู่ในจิตของเธอ ต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมแต่โดยดี!
พอสิ้นกระแสเสียงที่สะท้อนแว่วกลับไปกลับมา เงาปริศนาได้เลือนหายไปกับหมอกหนา!
“มิญช์เอ๋ย นายแย่แน่คราวนี้!”
น้ำเสียงห้าวต่ำลึกที่เธอได้ยินนั้นชัดเจนมาก ฟังดูเศร้าทอดอาลัยนัก!
จากนั้นลีลาเริ่มได้สติจากอาการครึ่งๆ กลางๆ “อะไร” ที่แทรกอยู่ในจิตของเธอได้ผ่านออกไปแล้ว
“อะไรกัน เกิดอะไรขึ้นกับเรา!”
พอรู้สึกตัวความกลัวก็กลับเข้ามาครอบงำอีก ลีลารีบจ้ำเดินจนแทบเป็นอาการวิ่ง เพราะอยากให้ถึงบ้านเร็วๆ แต่ระยะทางเหมือนจะไกลออกไปเรื่อยๆ ในความรู้สึกขณะนั้น
“ถึงแล้ว นี่ไงล่ะ “บ้าน”!”
เสียงกระซิบบอกแว่วอยู่ข้างหู..หญิงสาวชะลอฝีเท้าลงพร้อมกับเหลียวมองไปรอบๆ อย่างพิศวง
เธอได้กลิ่นน้ำ..ถึงแม้อะไรบางอย่างจะส่งกระแสมาให้เธอรับรู้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ว่ารอบกายเธอขณะนี้ ล้อมรอบไปด้วยน้ำที่นิ่งใสเหมือนกับกระจก เย็นจัดราวกับน้ำแข็งขั้วโลก และเธอกำลังเดินอยู่บนผิวของน้ำแต่เธอกลับมองมันไม่เห็น สัมผัสได้เพียงแค่ความรู้สึกเท่านั้น
อะไรอีกล่ะคราวนี้..กึ่งโมโหกึ่งอยากรู้อยากเห็นปนหวาดหวั่นเต็มที
แสงหนึ่งส่งประกายเรืองรองทอเป็นสีรุ้งสวยงามพุ่งผ่านเข้ามากระทบสายตา หญิงสาวชะงักฝีเท้าลงแล้วกลับยืนนิ่งเบิ่งมองรัศมีสีรุ้งเพลินอยู่อย่างลืมตัว จนกระทั่งรู้สึกถึงความกดดันลี้ลับที่เริ่มต้นเข้ามาครอบคลุมทั่วบริเวณอีกครั้ง คราวนี้ลีลาสัมผัสได้ถึงความกระด้างและเย็นยะเยือกที่แฝงอยู่รอบตัวได้อย่างชัดเจนทีเดียว!
วินาทีนั้นเอง ภาพหนึ่งได้ปรากฏขึ้นแก่สายตาในทันทีทันใดจนแทบตั้งตัวไม่ทัน หญิงสาวผงะถอยหลังด้วยความตกใจ หากยังไม่ทันก้าวเท้าวิ่งอย่างสมองสั่ง ความสะลึมสะลือประหลาดได้เริ่มเข้าครอบงำจิตใจไว้อีกครั้งหนึ่ง

ภายใต้ภวังค์ที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง หญิงสาวไม่แน่ใจว่าตนเองกำลังทำอะไรและทำไม เหมือนกับมีแรงดึงดูดบางอย่างให้เธอก้าวตรงไปที่วัตถุซึ่งตั้งอยู่เบื้องหน้า ใกล้เข้าไปทุกที..ทุกที..จนในที่สุดหญิงสาวได้มาหยุดยืนตรงหน้ามันพอดี
เธอจ้องมองสิ่งนั้นนิ่งอยู่ ทั้งสับสน หวาดหวั่นผสมพิศวงในเวลาเดียวกัน
หีบรูปทรงยาวที่เรียกว่า “โลงศพ” ปรากฏอยู่ตรงหน้าเธอ!
ถูกต้อง..มันคือโลงศพนั่นเอง ทว่าเป็นโลงซึ่งแปลกแตกต่างไปจากโลงธรรมดาอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่เพราะ ว่ามันถูกวางไว้อยู่ในลักษณะที่ตั้งขึ้น แต่เพราะมันทำขึ้นจากวัตถุอย่างหนึ่งที่มองดูคล้ายแก้วกระจก แต่แสงหลากสีที่สะท้อนออกมาจากเนื้อแก้วนั้นมีความงดงามยิ่งกว่าอัญมณีใดๆ เสียอีก..ขณะที่ลายแกะสลักลงสีเป็นรูปม้าสีดำตัวใหญ่ที่ย่างก้าวอยู่บนฝาด้านบนซึ่งนูนและโค้งลงมาจรดด้านข้างนั้น มองดูทั้งเย่อหยิ่งและอำมหิตไปพร้อมกัน
หญิงสาวกึ่งกล้ากึ่งกลัว แต่เจ้าตัวความอยากรู้ทำให้อดใจที่จะชะโงกหน้าเข้าไปมองใกล้ๆ ไม่ได้
ที่แท้สีรุ้งระยับที่เห็นก็สะท้อนมาจากโลงแก้วนี่เอง เธอพยายามเพ่งสายตามองผ่านอักขระที่ถูกสลักไว้ตรงด้านข้างเต็มไปหมด จ้องมองผ่านเข้าไปภายในฝาแก้ว กลับไม่เห็นอะไรนอกจากความพร่ามัวเหมือนมีละอองหมอกปกคลุมจนหนาทึบ
“เปิดซิ เปิดดูให้ประจักษ์แก่ตา!”
เสียงใครบางคนคอยกระซิบอยู่ไม่ห่างเร่งเร้าความอยากรู้อยากเห็น เธอรวบรวมกำลังใจยื่นมือสั่นอย่างไม่อาจระงับได้ออกไปช้าๆ จนในที่สุดได้สัมผัสกับความเย็นเฉียบของฝาโลงแก้ว
เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสฝาโลงก็เปิดออกอย่างง่ายดายราวกับมีกลไกอะไรสักอย่าง ควันขาวขุ่นลอยขึ้นช้าๆ กลิ่นหอมเหมือนดอกไม้โชยออกมาจากโลงแก้ว
และแล้ว..วินาทีนั้นเอง..ภาพหนึ่งเลือนรางในความรู้สึกได้ผุดขึ้นมาอีกครั้งในภวังค์แห่งความไม่เป็นตัวของตัวเอง เธอเริ่มสวมบทบาทของ “เงา” อีกครั้ง และเป็นคนเดียวกับที่เรียกตัวเองว่า “มิญช์” เมื่อครู่ ราวกับว่าฝ่ายนั้นต้องการถ่ายทอดเรื่องราวบางอย่างให้เธอได้รับรู้ทุกบททุกตอน
ภายใต้ภวังค์ ณ. จุดหนึ่งแห่งเวลา
ที่นี่คือที่ไหนกัน ทำไมถึงได้รู้สึกหนาวนัก อึดอัดและทรมานเหลือเกิน จิตใต้สำนึกอันเลือนรางรู้สึกสับสนมึนงง แต่บางครั้งเจ็บปวดเหมือนมีเข็มคอยทิ่มแทงอยู่ในเลือดทุกหยด เป็นความทรมานร้ายกาจที่เหมือนว่าจะหาจุดจบไม่ได้!
‘หนาว..หนาวเหลือเกิน’
‘หนาวมากหรือ?’ เสียงหนึ่งสะท้อนแว่วมาจากที่ใดที่หนึ่ง
‘ใคร นั่นใคร?”
‘ใครกันล่ะ..ใคร?”
เสียงย้อนถามเหมือนจะล้อหลอกนั้นฟังคุ้นหูนัก
‘คุณเป็นใคร?’
เสียงหัวเราะเยาะหยันเหมือนดังอยู่ใกล้ๆ ตัวนี่เอง ครั้นพยายามฝืนตาที่หนักอึ้งเพ่งมองฝ่าความมืดสลัว กลับไม่เห็นเงาของใครเลย
‘เจ้าผิดแล้ว ที่นี่คือ “ที่” ของเรา “บ้าน” ของเราต่างหาก’
‘เรา?’
ช่วงขณะนั้นอาการอึดอัดหายใจไม่สะดวกค่อยทุเลาลง ภาวะจิตที่คล้ายจะหลุดลอยคว้างออกไป กลับคืนสติสู่ตน ร่างกายซึ่งแข็งชาเริ่มเบาหวิวราวขนนก เธอหรือที่จริงก็คือเขาในภวังค์นั้นได้ยินเสียงห้าวต่ำจากผู้ไม่ปรากฏตัวตนเอ่ยเนิบๆ ชักชวนว่า
‘ตามมาซิ ไปด้วยกันแล้วจะเข้าใจ’
หมอกขาวลอยวนอยู่รอบกาย มันเริ่มเปลี่ยนสีตัวเองเข้มขึ้นๆ ทุกที จนกลายเป็นสีดำมืดมิดเสมือนเป็นตัวแทนแห่งทูตมรณะครอบคลุมไปทั่วบริเวณ!
ทว่าชั่ววินาทีนั้น แสงสว่างเรืองรองสีส้มจางๆ กระจ่างขึ้นทีละน้อย กลิ่นบางอย่างโชยมาเข้าจมูกเป็นกลิ่นหอมฉุนของดอกไม้ป่าผสมกับเครื่องหอมบางชนิด
‘ที่นี่ที่ไหน?’
‘บ้านของเราไงล่ะ’
‘บ้านหรือ? ไม่..ไม่ถูกต้อง’
‘ใช่ซิ ต้องใช่ เราเคยอยู่ที่นี่ด้วยกัน ทบทวนให้ดีๆ ซิ แต่ถ้ายังข้องใจเชิญดูเสียให้เต็มตา
แสงบางอย่างส่งประกายสะท้อนจัดจ้าขึ้นอย่างกะทันหัน จนต้องรีบหลับตาลง ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นใหม่ พลางกระพริบตาถี่ๆ เมื่อเห็นภาพซึ่งปรากฏ ณ. เบื้องหน้า
อะไรกันนี่!
ห้องแคบๆ ห้องหนึ่ง โล่ง ว่างเปล่า ไม่มีเครื่องเรือนใดๆ ตั้งอยู่สักชิ้นอย่างที่ควรจะเป็น ฝาผนังทุกด้านมีแต่อักขระแปลกๆ เต็มหมด นอกจากนี้ภาพที่เห็นตรงหน้ายังดูราวกับว่ามันเป็นภาพสะท้อนที่มองทะลุผ่านจากแผ่นกระจกใส สามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่างแต่ไม่อาจสัมผัสจับต้องได้ เหมือนเป็นภาพลวงตาเสียมากกว่า เธอหรือเขาถอนสายตาจากจุดที่เพ่งมองอยู่ด้วยความพิศวงกลับมาสำรวจรอบๆ ตัวเอง ด้วยเกิดความรู้สึกสังหรณ์ใจขึ้นมาทันทีทันควัน แล้วต้องครางเบาๆ ในลำคออย่างตระหนกเมื่อประจักษ์ถึงความจริงบางอย่าง
มือที่เอื้อมไปสัมผัสกับแผ่นกระจกสั่นสะท้านอย่างไม่อาจระงับได้ บุรุษที่มีนามว่ามิญช์เริ่มดิ้นรน ไม่มีเวลาคิดหรือสนใจอีกแล้วว่าตนเองมาอยู่ในนี้ได้อย่างไร ในใจคิดแต่เพียงว่าเขาต้องหาทางออกไปจากไอ้ที่บ้าๆ นี่ให้ได้!
หีบทรงสี่เหลี่ยมที่มีผนังด้านหน้าเป็นรูปมนโค้งลงมาจรดด้านข้างถูกปิดสนิท ไม่มีช่องระบายอากาศ ทว่า..อุณหภูมิภายในกลับเย็นจัด!
เขาเริ่มดิ้นรนฮึดฮัดพยายามใช้มือทุบกระจกที่ถูกสลักไว้เป็นตัวอักขระเต็มไปหมดทุกด้าน ราวกับเป็นยันต์ป้องกันหรือเป็นสัญลักษณ์ของอะไรสักอย่าง อันปิดกั้นรอบตัวราวกับเป็นกำแพงคุกโดยแรง แต่เหมือนทุบหินผา เขายกขาขึ้นพยายามเต็มที่ที่จะใช้เท้าถีบฝาให้เปิดออก..เหนื่อยเปล่า เพราะมันไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย!
ระยำ!
มิญช์สบถหยาบคายออกมายาวเหยียด หากภายใต้อารมณ์โกรธเกรี้ยวนั้น ลึกๆ หญิงสาวสัมผัสได้ถึงความกลัวอย่างมากมาย!
กลิ่นหอมแต่ฉุนจัดระเหยขึ้นมาอีกจนรู้สึกแสบตาแสบจมูกไปหมด แต่เขาก็ยังไม่สิ้นความพยายามที่จะใช้เท้าทั้งสองข้างถีบดันฝาโลง ในขณะที่มือทั้งทุบทั้งกระแทกผนังสองด้าน จนฝ่ามือแดงช้ำ
‘ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยที ปล่อยผมออกไป ผมไม่อยากอยู่ในนี้ ผมยังไม่อยากตาย ผมไม่อยากตาย!!’
ปากร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ ความกลัวนั้นมีมากมายจนแทบดับจิต
‘ป่วยการ ไม่ว่ายังไงเจ้าก็ต้องอยู่ที่นี่ อยู่ที่นี่เท่านั้น!’
มิญช์ดิ้นรนจนหมดแรง หอบหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน นัยน์ตาพร่าพราย ความรู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งลงสู่ห้วงเหวลึก
‘ทำไม ทำไมทำแบบนี้!’
‘อย่าปฏิเสธตัวตนอีกเลย เชื่อเถอะ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ไม่มีความสุขเท่ากับ “บ้านของเรา” หรอก มาซิ..มาอยู่ด้วยกันในสุสานแก้ว!’
‘ไม่..ไม่เอา..ผมยังไม่อยากตาย ไม่อยากเป็นศพเดินได้ ช่วยด้วย ใครก็ได้ ช่วยด้วย!’
เสียงหัวเราะกระหึ่มเยาะหยันชัดเจน
‘บอกแล้วอย่าปฏิเสธตัวตน จงทำใจละต่อทุกสิ่งซะเถิด เจ้าไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว เพราะนับจากนี้เจ้าคือ “เงา’ เข้าใจไหม ฮ่ะๆๆ”
เสียงหัวเราะเสียดแทงเข้าไปในโสตประสาทเสียจนตนเองคิดว่าทนต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว อาการเจ็บปวดที่ค่อยทุเราลงแล้วกลับมาอีกครั้ง เจ็บแสบเจ็บร้อนไปทุกอณู เลือดทุกหยาดหยดเต็มไปด้วยพิษแห่งอสรพิษร้าย ใจคอหวิววับเมื่อสำนึกได้ว่าชีวิตเขากำลังจะดับสูญลงภายในวินาทีใดวินาทีหนึ่งข้างหน้านี้
ในตอนนั้นเองภาพของหญิงสาวผู้หนึ่งได้ปรากฏขึ้นอย่างเลือนรางใต้จิตสำนึก เป็นสิ่งสุดท้ายที่เขานึกถึงก่อนที่สติสัมปชัญญะของมิญช์จะดับวูบดิ่งลงสู่ความมืดมิด!
ลีลาสะดุ้งเฮือก เธอผวาก้าวถอยหลังอย่างลนลาน ตกใจเสียขวัญจนกรีดร้องขึ้นสุดเสียง!
แล้วตนเองก็รู้สึกตัวผวาตื่นลุกพรวดขึ้นนั่งสั่นเทาไปทั้งตัวในตอนนั้นเอง!
หญิงสาวดึงผ้านวมขึ้นมากอดแน่นไว้กับอก หน้าตาเผือดสีอย่างน่าสงสาร
“ฝันอะไรน่ากลัวเหลือเกิน..ฝันซ้อนฝัน..ฝันแล้วฝันอีกไม่รู้จักจบ!”
เจ้าตัวรำพึงเสียงสั่น ยกมือที่เย็นเฉียบและยังสั่นขึ้นรวบผมยาวสยายยุ่งเหยิงให้ไปรวมกันทางด้านหลังเธอพยายามสงบใจ ภาพที่เห็นในฝันนั้นชัดเจนเป็นจริงเป็นจัง
เสียจนเธอไม่สบายใจเลย เหลือบตามองไปที่โต๊ะเล็กข้างหัวเตียงโดยไม่ตั้งใจ แล้วอดสะดุ้งวับไม่ได้
อาจเป็นเพราะอุปทานจากความสลัวภายในห้องนอน ที่ทำให้เห็นว่าวัตถุนั้นเหมือนจะทอแสงเจิดจรัสมากขึ้นกว่ายามปกติ!
ใจหญิงสาวเริ่มเต้นรัวแรงขึ้นอีกครั้ง ขยับกายพลางชะโงกหน้าเข้าไปจ้องพินิจดูใกล้ๆ เพื่อให้หายข้องใจ พอเพ่งอย่างจริงจัง จึงเห็นว่านอกจากประกายเรืองรองอันงดงามแล้วก็ไม่เห็นสิ่งผิดปกติอื่นใดอีก
ลีลาถอนหายใจอย่างโล่งอก ถึงจะยังรู้สึกเคลือบแคลงอยู่บ้าง แต่ก็พยายามปัดความรู้สึกร้ายๆ ออกไปเสีย โดยให้เหตุผลกับตนเองว่าคงเป็นเพราะก่อนนอนเธอพิจารณาผลึกแก้วชิ้นนี้อยู่เป็นนาน เพลินกับเกลียวรุ้งระยับที่สะท้อนไปมาเหมือนกับมีชีวิตราวกับพร้อมที่จะโบยบินออกมาในทุกวินาที คงเพราะเหตุนี้เองที่ทำให้เธอเก็บเอาไปฝันผูกเป็นเรื่องราวน่าสะพรึงกลัวไปได้
ไม่ได้เรื่อง ฝันไร้สาระ ใจหนึ่งคิดเช่นนั้น ทว่า..เสียงต่ำลึกที่ได้ยินชัดโดย เฉพาะประโยคสุดท้ายที่ว่า
‘มิญช์เอ๋ย..นายแย่แน่คราวนี้’ นั้น ยังคงสะท้อนแว่วอยู่ในโสตประสาท ถึงแม้เวลาจะผ่านไปอีกนานก็ตาม!




อ่านต่อในตอนต่อไป บทที่ 8-9
-------------------------
(cr flash ภาพ - yame)



Create Date : 24 กรกฎาคม 2558
Last Update : 24 กรกฎาคม 2558 21:43:56 น. 0 comments
Counter : 106 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
วงแหวนอักษรา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




คำเตือน
ขอสงวนลิขสิทธิ์ผลงานเขียนทุกชนิดใน
blogแห่งนี้ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ.2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือ
นำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีการใดๆ ทั้งสิ้น
รวมถึงการนำไปเผยแพร่ต่อที่อื่นโดยไม่
ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน



--------------------------
--------------------------
cr. ขอบคุณภาพ-ของแต่ง blog
จากเว็บแจกฟรีทุกแห่ง
cr. ขอบคุณแฟลชภาพจาก blog yame


books shelf (e-book)


คนล่าสาป
วงแหวนอักษรา
www.mebmarket.com
กงล้อแห่งชะตากรรมที่ต้องเผชิญชะตากรรมกำหนดให้เขาต้องเป็น...คนล่าสาปเพื่อชดใช้ในสิ่งที่ทำไว้ในอดีตชาติจนกว่าทุกอย่างจะสิ้นสุดลง


กรงใจไฟมายา
วงแหวนอักษรา
www.mebmarket.com
สำหรับผมเห็นว่าคุณเป็นเจ้าหญิงหิมะ...ที่จริงควรเป็นเจ้าหญิงน้ำแข็งถึงจะถูก เพราะว่าเวลาหิมะละลาย เราจะพบต้นอ่อนของดอกไม้เสมอ ตรงกันข้ามกับน้ำแข็งที่ละลายแล้วจะระเหยแห้งผากไปหมด เหมือนกับใจของคุณที่กำลังระเหยแห้งแล้งลงไปทุกทีนั่นแหละ...


มนตราทรายใต้ธารดาว
ณลีนิน
www.mebmarket.com
“ระหว่างเราสองคนอาจไม่ได้มีโอกาสใกล้ชิดกันมากนัก แต่นับจากคืนนี้ไป ผมสัญญาว่าผมจะเปิดใจกับคุณทั้งหมด จะไม่ให้มีอะไรเคลือบแคลงต่อกันอีก ที่สัญญาไว้ว่าจะยกชีวิตยกหัวใจให้คุณนั้นผมพูดจริง เรนียาห์คือภาพความหลังที่ผ่านมาแล้ว ในขณะที่คุณคือความจริงในปัจจุบัน”


รุ้งจางในม่านฝน
ณลีลาฯ
www.mebmarket.com
รุ้งงามมักจะเกิดขึ้นหลังฝนตกเสมอ แต่รุ้งที่พาดผ่านอยู่ในสายฝน จะเป็นเพียงรุ้งสีจาง หลบเร้นอยู่ใต้เงาของม่านฝนเท่านั้น
























---------------------------



...โปรเจคนิยายในคลัง...

สถานะ....บางเรื่องยังรีไร้ท์ บางเรื่องกำลังเขียน
และบางเรื่องจองชื่อ+ตั้งพล็อต ไว้ก่อนเพื่อรอ
คิวเขียน / บางเรื่องส่งต้นฉบับตีพิมพ์ บางเรื่อง
เป็น e-book และบางเรื่องอาจมีการเปลี่ยน
แปลงชื่อเรื่องในภายหลังเพื่อความเหมาะสม

1. ระบำรักกุหลาบแก้ว
2. ปีกรักในแดนฝัน
3. ลินินลายกุหลาบ
4. แก้วมนตรา มายาสยอง
5. เสกสรรปั้นรัก
6. พั้นช์รักครบสูตร
7. อาถรรพ์คำสาปอัทศิลา
8. มนต์ดำคำสาป
9. เลดี้โนเนม
10. ม่านมนต์ดำ ระบำมนตรา
11. พฤกษามนตราสาป
12. ระบำมุก
13. รัตติกาลอาถรรพ์
14. แก้วมายาหิมาลัย
15. มนตราโมเรศ
16. เกมกลคนซาตาน
17. เดือนฝันพันดาว
18. ศิลาอธิษฐาน
19. รักหวานม่านหิมาลัย
20. ภวังค์หวานม่านฝัน
21. หลง(รักษ์)
22. ใต้เเงาชลาลัย
23. ภูตพันธนาการ
24. มนตราธารา
25. มนต์รักประภาคารแสงจันทร์
26. มุกสลับสี
27. กังหันมนตรา (กังหันราตรี)
28. ปริศนารักนาฬิกาทราย
29. ตะวันอำพราง
30. ลางมนตรา
31. ภูผามายาไพร
32. อาถรรพ์หุ่นชักเลือด
33. พ่อมดบ้านไพร
ฯลฯ
--------------------



--------------------------

On every journey, there is a meaning.
..ทุกการเดินทางมีความหมาย..
(คติสอนใจจาก ชนเผ่าอเมริกันอินเดียน)
--------------------------
--------------------------




(เครดิต : https://www.youtube.com/watch?v=WYheX_vB4Wc)

--------------------------
--------------------------


Friends' blogs
[Add วงแหวนอักษรา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.