"คลังนิยายอ่านก่อนซื้อ-ทดลองอ่าน..."เมื่อการเดินทางของจินตนาการและตัวอักษรมาบรรจบกัน จึงกลายเป็นนิยายแต่ละเล่มของ...แหวนอักษรา และนามปากกาที่เกี่ยวข้อง"

 


Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2558
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
24 กรกฏาคม 2558
 
All Blogs
 
ภูผาป่าแก้ว บทนำ - บทที่ 5 (อ่านก่อนซื้อ)







Elegant Rose - Busy



ภูผาป่าแก้ว เป็นนิยายที่เคยได้รับการตีพิมพ์กับ สพน.ซิมพลีบุ๊ค (แมงมุม) เมื่อประมาณปี 2552 ต่อมาเมื่อหนังสือหมดสัญญาแล้ว ผู้เขียนจึงได้นำปรับปรุง และรีพริ้นท์ วางจำหน่ายบน ebook

คลิ๊กดูรายละเอียดเล่ม
https://www.mebmarket.com/ebook-1090-ภูผาป่าแก้ว



บทนำ
อาณาจักรหนึ่งภายใต้หุบผาอันเหนือจินตนาการ..ตรงจุดแยกจากความสว่าง..ผันไปสู่ความมืดมิดและเหน็บหนาว..จากความเป็นสู่เส้นทางของความตาย!
เข้าไปจนเกือบจะสุดทางวกวนของถ้ำใหญ่ วัตถุหนึ่งได้ซ่อนตัวอยู่อย่างเร้นลับภายใต้พื้นน้ำอันนิ่งสนิทและเย็นจัดของแอ่งน้ำลึก..แอ่งน้ำซึ่งเต็มไปด้วยความพลังแห่งความเชื่อ..พลังแห่งไสยศาสตร์..อาถรรพ์..และมนต์ดำ!
ลึกลงไปในห้วงน้ำใส..ผ่านเส้นทางลับใต้โขดหิน..ปรากฏโลงแก้วประหลาดใบหนึ่งสถิตอยู่อย่างเดียวดาย..ตรงด้านข้างของโลงลงจารึกคำอักขระไว้เต็มไปหมดทั้งสองด้าน..ที่ฝาโลงแกะลายเป็นรูปม้าสีดำตัวใหญ่ ตั้งท่าเหยาะย่างก้าว
ในช่วงวินาทีหนึ่ง..เสียงหวีดหวิวจากคลื่นความถี่สูงบางอย่าง..พลันดังแทรกผ่านความเงียบอันวังเวงขึ้นมากะทันหัน ราวกับเป็นสัญญาณเรียกให้ร่างที่นอนสงบนิ่งภายในโลงแก้วนั้น ได้รับรู้ว่าถึงเวลาที่วิญญาณจะคืนสู่ร่างของตน!
ร่างในโลงแก้ว..พลันตื่นขึ้นจากภวังค์อันพร่าเลือนจากการหลับใหลในทันใด..!

บทที่ 1 มนต์สาป

ภายใต้แสงสีเงินซีดจากจันทร์ครึ่งดวง.พยายามสาดแสงสู้กับความมืดมิด..ซึ่งปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ ชายหนุ่มผู้กำลังซุ่มเงียบกริบอยู่ในเงาของแนวไม้หนาทึบ อันทอดตัวยาวขนานไปกับลำธารสายคดเคี้ยว ยกมือขึ้นลูบหน้าพลางสลัดศีรษะแรงๆ เพื่อไล่ความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น..ผสมปนเปไปกับความอยากรู้อยากเห็นในเวลาเดียวกัน..ใจหนึ่งอยากจะคิดว่าเป็นแค่ภาพหลอนจากจิตใต้สำนึกของตัวเขาเอง..มากกว่าจะเป็นเรื่องจริงอย่างที่เห็นอยู่เบื้องหน้าในขณะนี้!
ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกหนาวจนสะท้านแม้จะสวมเสื้อกันหนาว..เตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศเย็นจัดบนยอดเขาแต่ก็ยังอบอุ่นไม่พอ เขาพยายามตั้งสติ กวาดสายตามองสำรวจไปรอบๆ อีกครั้งหนึ่ง แสงจันทร์อ่อนแทรกผ่านความมืดของยามรัตติกาลทำให้พอเห็นสภาพรอบตัวได้ แต่ไม่ชัดเจนแก่สายตาเท่าใดนักเนื่องจากไอหมอกแผ่ลงปกคลุมไปทั่วขุนเขา
ตรงพื้นที่ที่เขาซ่อนตัวอยู่นั้นเป็นไม้ต้นใหญ่รกและทึบต่างจากอีกฝั่งของลำธารซึ่งเป็นป่าค่อนข้างโปร่ง ถ้าเป็นเวลากลางวันจะเห็นว่าน้ำในลำธารนั้นใสราวกับกระจก พื้นใต้น้ำเป็นหินและกรวดสีขาวแต่กระแสน้ำไหลแรงเชี่ยวกราก หากในยามกลางคืนเช่นนี้ไม่ได้เห็นอะไรมากไปกว่าสายหมอกที่ลอยตัวอ้อยอิ่งปกคลุมอยู่เหนือพื้นน้ำอันเย็บเฉียบ
เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า จะได้บังเอิญเข้ามามีส่วนรู้เห็นการชุมนุมประกอบพิธีกรรมอันเร้นลับของพวก “ดีร์” เข้า
ดีร์..ชนเผ่าประหลาดที่มีความเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์..นับถือดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นเทพเจ้า ว่ากันว่าพิธีกรรมความเชื่อบางอย่างของชนกลุ่มน้อยกลุ่มนี้มีการใช้มนต์ดำประกอบการทำพิธีกรรมเป็นส่วนใหญ่ ฟังดูคล้ายคลึงกับลัทธิวูดูมากทีเดียว
นักวิชาการบางกลุ่มถึงกับตั้งข้อสันนิษฐานว่าลัทธิดีร์มีรากฐานมาจากวูดูเสียด้วยซ้ำ เพราะถึงแม้ว่าไสยศาสตร์ของคนผิวดำจะมีจุดกำเนิดอยู่ที่อัฟริกาตะวันตก หากเป็นไปได้อย่างมากว่า เมื่อลัทธิวูดูได้เดินทางมาพร้อมกับทาสชาวไฮติแล้วแพร่ขยายออกไปตามหมู่เกาะและทวีปอเมริกา แต่การเดินทางของลัทธิไม่ได้หยุดเพียงแค่
นั้น เพราะยังมีการกระจายแพร่หลายต่อเนื่องไปอีกในหลายๆ ประเทศ ทั้งแถบยุโรปอย่างฝรั่งเศส อิตาลี จนข้ามทวีปมาถึงรัสเซีย จีนและไทยในที่สุด
น่าเสียดายว่าจนถึงป่านนี้ ยังไม่มีนักวิชาการผู้ใดสามารถสรุปได้แน่นอนว่า ดีร์มีถิ่นฐานกำเนิดมาจากที่ไหนกันแน่ บ้างก็ว่าอาจอพยพมาไกลกว่าที่ราบสูงทิเบตหรือจีน เพราะเค้าโครงรูปร่างหน้าตาดูจะค่อนไปทางคนรัสเซียเสียมากและอาจเร่ร่อนอพยพไปเรื่อยๆ จนถึงทางตอนเหนือของทิเบต และทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลยูนาน ประเทศจีน ก่อนจะเข้าสู่เขตประเทศไทย..แต่นั่นเป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานเท่านั้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์ให้แน่ชัดลงไปได้
นักวิชาการและนักสังเกตการณ์บางกลุ่ม ใช้ความพยายามอย่างอุตสาหะที่จะติดตามร่องรอยของดีร์ เพราะต้องการเจาะลึกให้ถึงแก่นพฤติกรรมของเผ่าลี้ลับแห่ง “ภูผาป่าแก้ว” นี้ให้ได้นั่นเอง แต่ก็ยังไม่เคยมีใครทำได้สำเร็จมาก่อน
ไม่น่าเชื่อว่าสวรรค์จะเปิดทางให้กับเขาถึงเพียงนี้ แล้วมีหรือที่เขาจะไม่คว้าโอกาสเอาไว้!
เสียงกระแสน้ำไหลซัดซ่าผสมสรรพสำเนียงเสียงกลอง แสงไฟที่วูบวาบลอดผ่านแนวต้นไม้ทำให้มองเห็นเหล่าชาวดีร์ทั้งชายและหญิงที่กำลังล้อมวงเต้นรำกันอย่าง
บ้าคลั่ง ผสมผสานไปด้วยเสียงท่องมนต์ระรัวสูงๆ ต่ำๆ เป็นภาษาแปลกดังมาจากบุรุษร่างสูงใหญ่กำยำคนหนึ่งซึ่งยืนโดดเด่นอยู่ตรงกลางวง
การแต่งกายของคนผู้นี้ดูแตกต่างไปจากคนอื่นที่สวมชุดประจำเผ่า มีลายปักห้อยประดับด้วยเหรียญตรา กระดุมเงิน ลูกเดือย และลูกปัดสีต่างๆ มองคล้ายกับชาวเขาเผ่าอื่นๆ เห็นในเมืองไทย แต่สำหรับบุรุษผู้ยืนตระหง่านตรงกลางวงนั้น กลับแต่งกายแปลกตาไม่เหมือนใคร ลักษณะคล้ายชุดกะเหรี่ยงผสมอินเดียนแดง ไม่มีเครื่องประดับตกแต่งใดๆ ยกเว้นลายปักบนเนื้อผ้าอันน่าจะเป็นสัญลักษณ์บ่งบอก..หรือมีความหมายถึงอะไรสักอย่างที่เขาไม่แน่ใจนักเพราะมองเห็นไม่ถนัด
คนนี้แหละน่าจะเป็นผู้นำพิธีกรรมหรือที่ชาวดีร์ยกย่องว่าเป็น “ลีฮานซ์” หรือหมอผีประจำเผ่า..บุรุษหนุ่มในเงามืดคิด
ได้ยินมาว่าลีฮานซ์ไม่ได้เป็นหมอผีของเผ่าเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังเป็น พ่อมดพ่วงเข้าไปอีก เพราะนอกจากลีฮานซ์จะมีคาถามนต์ดำแล้วยังมีปากประกาศิตสาปแช่งคนเป็นอาวุธประจำตัวอีกอย่างหนึ่งด้วย!
ชายหนุ่มผ่านสายตาจากผู้นำพิธีหรือหมอผีผู้นั้น ไปยังชายอีกคนซึ่งยืนอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย รอบตัวรายล้อมด้วยหัวกะโหลกของลูกแพะ ตรงกลางหัวกะโหลกลงอักขระโบราณไว้เต็มพรืดไปหมด ชายหนุ่มหรี่ตาลงพยายามเพ่งมองสองบุรุษนั้นอย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากความสลัวและอยู่ในระยะห่างออกมาจึงไม่อาจเห็นหน้าตาได้ชัดเจนเท่าที่ใจต้องการ
ถึงตอนนี้ ชายหนุ่มเริ่มสัมผัสได้ถึงเค้าของความผิดปกติบางอย่างขึ้นมาในฉับพลัน และแล้วสิ่งที่เขาสังหรณ์ใจอยู่ กำลังเริ่มอุบัติขึ้นในวินาทีต่อมา!
เงาแห่งความโหดเหี้ยมวิปริตเกินจะคาดคิด..ปรากฏขึ้นเมื่อลีฮานซ์ยกมีดลักษณะคล้ายมีดทิเบตแบบโบราณสีเงินปลายแหลมลงอักขระอาคมไปตลอดตั้งแต่ด้ามจนถึงปลายมีดจรดสัมผัสลงกับแผ่นอกเปลือยของชายผู้ตกอยู่ในวงล้อมหัวกะโหลกลูกแพะ!
ทันใดนั้น สรรพสำเนียงเสียงกลองระรัวเร่งเร้าลีลาการเต้นรำชนิดบ้าคลั่ง พลันเงียบกริบลงทันควัน!
ชายหนุ่มรู้สึกเย็นเยียบไปตลอดแนวไขสันหลัง ขนลุกเกรียวไปทั้งตัวเมื่อภาพต่อไปที่ประจักษ์แก่สายตาคือ ปลายมีดอันแหลมคมที่ลีฮานซ์กดลงบนเนื้อของชาย
ผู้ตกเป็นเหยื่อนั้น กำลังแทรกผ่านผิวและกรีดลึกลงเป็นวงกว้าง ก่อนจะบิดปลายมีดทะลวงล้วงลึกมุ่งสู่ตำแหน่งของหัวใจ!
หากเพียงเสี้ยววินาทีหมอผีใจเหี้ยมก็กระชากชักมีดกลับขึ้นมา จนเนื้อที่ถูกคว้านหลุดออกมาพร้อมกับมีหัวใจที่ยังเต้นตุ๊บๆ เสียบติดปลายมีดออกมาด้วย!
เสียงตะโกนโห่ร้องพร้อมกับการเต้นรำเกิดขึ้นอีกครั้ง ขณะที่ร่างไร้หัวใจของเหยื่อยังคงยืนนิ่งราวกับรูปปั้นอยู่เช่นเดิม ไม่มีอาการเจ็บปวดร้องดิ้นทุรนทุรายหรือรู้สึกตัวแม้แต่น้อยว่า ขณะนี้ตนเองได้ถูกคว้านหัวใจออก ไปเรียบร้อยแล้ว!
แต่ทันใดนั้นเอง..เสี้ยววินาทีต่อมา..ผิวกายวัยหนุ่มฉกรรจ์ของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างกะทันหันอย่างน่าสะอิดสะเอียน เพราะผิวเนื้อที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแข็งแรงอย่างคนหนุ่ม กลับปรากฏริ้วรอยยับเหี่ยวย่นไปทั้งตัวราวกับคนแก่อายุสักร้อยปี เบ้าตาลึกโหล จมูกและแก้มตอบแฟบ ริมฝีปากเหี่ยวเขียวคล้ำเผยอขึ้นจนเห็นฟันเขยินออกมา เส้นผมด้านกระด้างและหลุดร่วง เปลี่ยนสภาพจากหนุ่มวัยฉกรรจ์กลายเป็นซากน่าเกลียดไปในฉับพลัน!
ร่างซึ่งนั่งตะลึงราวกับถูกสาปไปชั่วขณะถึงกับสั่นสะท้าน เหงื่อกาฬไหลแตกพลั่ก หัวใจเต้นโครมครามระรัวราวกับจะหลุดจากขั้ว พร้อมกับความรู้สึกที่ผะอืดผะอม
คลื่นไส้เต็มแก่ แต่จำต้องฝืนตัวเองไว้อย่างเต็มที่เพี่อไม่ให้โก่งคออาเจียนออกมาในตอนนี้
เหตุการณ์มาถึงตรงนี้ชายหนุ่มจึงเริ่มสำนึกได้ว่า เขาควรจะรีบเผ่นก่อนที่พวกมันจะรู้ตัวว่ามีคนแอบล่วงล้ำเข้ามารับรู้ในสิ่งที่บุคคลภายนอกเผ่าไม่ควรมาเห็น ถ้าขืนอยู่ตรงนี้ต่อไปเขาอาจกลายเป็นเหยื่อถูกแหวะคว้านเอาหัวใจออกมาทั้งเป็นจนเหลือแต่ซากเป็นรายต่อไปก็เป็นได้!
ขณะที่คิดเช่นนั้น พลันเสียงหนึ่งเอะอะโวยวายขึ้นเป็นภาษาถิ่นที่เขาไม่เข้าใจความหมายจนคำเดียวได้ดังขึ้นก่อนที่เขาจะทันขยับตัวด้วยซ้ำ!
พอได้ยินเสียงดุดันโกรธเกรี้ยวจากเสียงแรก บุรุษที่ถูกยกย่องให้เป็นลีฮานซ์ก็หันขวับมาพุ่งสายตาตรงมายังทิศทางของบริเวณแนวไม้ครึ้มที่เขาซ่อนตัวอยู่ในทันที
“โบร์ซาอัลกอร์ วาเปรอัลราโช!”
ทันใดนั้น ชายหนุ่มได้ยินเสียงห้าวลึกอันทรงอำนาจประหลาดเปล่งวาจาออกมาเป็นภาษาแปลกๆ ประโยคหนึ่ง ยังผลให้ชายหนุ่มถึงกับตะลึงจังงังไปทันที พร้อมกับรู้สึกเสียวสันหลังวาบเพราะระดับเสียงที่อีกฝ่ายเปล่งออกมานั้นไม่ใช่เป็นการตะโกนหรือตวาดก้องอย่างคนแรก หากแต่อยู่ในระดับที่ไม่ต่างไปจากเสียงกระซิบ
สักเท่าไหร่ ซึ่งถ้านับจากระยะที่อยู่ห่างกันขนาดนี้นั้น เขาจะต้องไม่ได้ยินอย่างแน่นอนว่าอีกฝ่ายพูดว่าอะไร แต่นี่เขากลับได้ยินประโยคนั้นอย่างถนัดชัดเจน เหมือนกับคนพูดมายืนอยู่ตรงหน้า!
ชายหนุ่มขนลุกซู่ไปทั้งตัว สังหรณ์บางอย่างกระตุ้นให้สำนึกได้ว่าสิ่งที่เขาได้ยินมันไม่ใช่แค่การเตือนหรือแม้แต่คำขู่ด้วยซ้ำ..ทว่า..ร้ายแรงยิ่งไปกว่านั้น เพราะมันเป็น “คำสาปแช่ง” จากพ่อมดหมอผีชาวเผ่าดีร์!
ถึงตอนนี้ชายหนุ่มไม่อยากรู้อยากเห็นอะไรอีกต่อไป เขาถอยกรูดหันหลังกลับรีบออกจากที่ซ่อนโดยเร็ว ลนลานวิ่งสุดกำลังเท่าที่เรี่ยวแรงจากสองขาจะพาไปได้ พอถึงตรงช่วงลำธารน้ำตื้นจุดที่สามารถลุยข้ามกลับไปยังอีกฝั่งอย่างตอนขามา ชายหนุ่มก็แทบจะเปลี่ยนใจชักขาขึ้นจากน้ำเพราะกระแสน้ำที่ไหลปะทะเข้ามานั้นทั้งเชี่ยวกรากและเย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง มิหนำซ้ำบางช่วงยังมีหินลื่นแหลมคม หมอกที่ลงหนาทำให้มองไม่เห็นหนทางเบื้องหน้า ทำให้เขาต้องค่อยๆ คลำทางไปอย่างระมัดระวังจนถึงฝั่งในที่สุด
พอถึงฝั่งได้ชายหนุ่มก็แทบจะหมดแรง ทั้งเหนื่อยและหนาวสั่นอดไม่ได้ที่จะเหลียวหันกลับไปยังทิศทางที่หนีมา แต่ไม่เห็นอะไรเลย หมอกที่ลงหนาทึบมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมทำให้มองไม่เห็นฝั่งตรงข้ามอีก ไม่เห็นแม้แต่ลำธารที่เขาวิ่งข้ามมาเมื่อนาทีที่แล้วด้วยซ้ำ
บ้าอะไรอย่างนี้!
ชายหนุ่มสบถฉุนเฉียวครั้งแล้วครั้งเล่า ขณะที่เดินกอดอกตัวสั่นงันงกมุ่งหน้ากลับเต็นท์ที่พัก เขาไม่น่ารนหาที่เลยจริงๆ สอดรู้สอดเห็นจนเจอดีเข้าจนได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นความบังเอิญ แต่เขาก็ได้ล่วงล้ำเข้าไปในดินแดนต้องห้ามรู้เห็นภาพเหตุการณ์ที่ไม่ควรไปเห็นเข้า
เขาเห็นพ่อมดดีร์กำลังประกอบพิธีกรรมบูชายัญเหยื่ออย่างโหดเหี้ยม!
ยิ่งคิดยิ่งขนลุก เขาอยากให้ทุกอย่างเป็นแค่ภาพหลอนในภวังค์เท่านั้น ให้ตายซิ!
หากลึกลงไปชายหนุ่มตระหนักดีและจำเป็นต้องยอมรับว่าภาพสยดสยองที่เห็น มันไม่ได้เป็นแค่ภาพหลอนหรือแค่ฝันร้ายเท่านั้น หากเป็นเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นจริงๆ!

บทที่ 2 ชะตากรรมที่ต้องเผชิญ

ลตินมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณา ความจริงเขากับนนตรา เพียงประจักษ์ รู้จักกันเพียงผิวเผินเท่านั้นไม่ได้มีความสนิทสนมกันเป็นการส่วนตัวสักเท่าไหร่ พบกันแค่ไม่กี่ครั้งในงานสัมมนาทางวิชาการ เนื่องจากเป็นคนที่อยู่ในวงการวิชาการด้านมานุษยวิทยาเหมือนๆ กัน ครั้งหลังสุดที่เขาพบนนตราคือเมื่อประมาณสองเดือนก่อน ในงานแต่งงานที่ฝายนั้นเป็นเจ้าบ่าว ส่วนเจ้าสาวคือเจนริญช์ สุขฤทัยกาญจน์ หญิงสาววัยยี่สิบแปด ผู้ที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าเขาและดารินทร์ในขณะนี้
วันนี้เจนริญช์อยู่ในชุดสีเหลือสดใสขับกับผิวขาวนวล ใบหน้าเรียวรูปไข่ไม่จัดว่าสวยโดดเด่นแต่มองดูเก๋ในแบบฉบับของตนเอง เธอซอยผมสั้นปัดเป็นทรงทันสมัย แต่งหน้าค่อนข้างเข้มแปลกตาไปจากที่เขาเคยเห็นทำให้ชายหนุ่มอดนึกย้อนไปถึงวันแต่งงานของเธอไม่ได้
ในวันนั้นสีหน้าของเธอกระจ่างสดใสทีเดียว แววตาเจิดจรัสมีความสุขอย่างคนที่เป็นเจ้าสาวและกำลังจะเปลี่ยนฐานะเป็นภรรยา เขายังคิดว่าดีแล้วที่เธอได้แต่งงานกับคนดีๆ อย่างนนตรา อันที่จริงเขาไม่รู้หรอกว่านนตราเป็นคนดีหรือไม่ดีอย่างไร แต่ในแวดวงเพื่อนฝูงนักวิชาการด้วยกันก็ไม่เคยได้ยินใครพูดว่าผู้ชายคนนั้นเป็นคนไม่ดี และเขาก็เชื่อมั่นว่านนตราจะทำให้เพื่อนเก่าของเขามีความสุขในชีวิตคู่ได้อย่างแน่นอน
เมื่อเช้าตอนที่เจนริญช์โทรศัพท์มาขอพบเขาเป็นการส่วนตัว ชวนทานอาหารมื้อเที่ยงด้วยกันที่บ้านของเธอ ลตินยังไม่รู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น ได้ยินแต่น้ำเสียงแฝงแววระโหยที่แว่วมาตามสายจับใจความจากคำพูดกระท่อนกระแท่นเขาก็รู้สึกได้ทันทีว่าเธอกำลังมีปัญหาบางอย่างและไม่รู้จะแก้ไขได้อย่างไรจึงมาขอความช่วยเหลือจากเขา ยิ่งเห็นหน้าหมองตาฉายแววเศร้าอมทุกข์และแฝงความอ่อนเพลียอย่างชัดเจน เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าเจนริญช์กำลังเดือดร้อนมาก ความเป็นเพื่อนเก่ารู้จักกันมานานทำให้ลติน พลอยร้อนใจไปด้วยทั้งที่ยังไม่ประจักษ์ชัดแจ้งว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
อาหารที่แม่บ้านนำมาจัดวางเรียงรายไว้บนโต๊ะอาหารควันกรุ่นหอมฉุยน่าทานไปหมดทุกอย่าง ลตินทำหน้าที่สุภาพบุรษคอยตักอาหารบริการให้ทั้งเจนริญช์ และ ดารินทร์ สกาวรักษ์ ผู้ช่วยสาววัยยี่สิบหกที่มาด้วยกันกับเขาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แต่ฝ่ายเจ้าของบ้านกลับกลืนอะไรไม่ลงคอเลย เธอกำลังพูดว่า
“มันน่ากลัวมาก..คุณตินอาจไม่เชื่อ”
“ว่ามาเถอะ..เล่าปัญหาของคุณให้ผมฟังก่อนแล้วผมจะตัดสินเองว่ามันน่ากลัวแค่ไหน”
“ถ้างั้น..เจนจะขอเริ่มตั้งแต่ต้น”
เจนริญช์เริ่มต้นเล่ารายละเอียดให้อาจารย์หนุ่มและผู้ช่วยของเขาฟัง..ซึ่งคนทั้งสองก็ตั้งใจฟังทุกถ้อยคำตั้งแต่ต้นจนจบ

เรื่องเริ่มต้นขึ้นที่..
เรือนหอของนนตรากับเจนริญช์เป็นตึกขนาดกลางสีขาวสไตล์ยุโรป มีธรรมชาติที่รายล้อมด้วยสีเขียวขจีของสนามหญ้าและไม้ใหญ่ร่มครึ้ม สลับกับสีสันสดใสของไม้ดอกนานาพันธุ์ เทอเรซด้านหน้าปูลาดด้วยหินอ่อนสีเข้มตัดกับชุดสนามอัลลอยด์สีขาวสะอาดตา ภายในบ้านตกแต่งสวยงามอย่างคลาสสิก มีประตูเชื่อมต่อจากห้องไปสู่ห้องเป็นกระจก แสตนกลาสแกะลวดลายต่างๆ กัน พื้นปูลาดด้วยพรมแบบวอลล์ทูวอลล์สีน้ำเงินใส
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากคืนวันแต่งงาน..เจนริญช์แต่เช้าตรู่ออกมานั่งเล่นรับอากาศสดชื่นยามรุ่งอรุณอยู่คนเดียวตรงระเบียงห้อง
นนตราตามออกมาหลังจากนั้นไม่นาน พอเห็นภรรยาเขาก็ทักว่า
‘นึกว่าไปไหน ตื่นเช้าจริง นั่งใจลอยคิดอะไรอยู่ คิดถึงผมล่ะซิใช่ไหม?’
‘อุ๊ย..หมั่นไส้..เรื่องอะไรจะคิดถึงคุณ..เจนกำลังคิดว่าวันนี้จะไปช้อปที่ไหนดีต่างหากล่ะคะ จะได้เดินดูของเตรียมตัวไปฮันนีมูนด้วย’
เธอแกล้งตอบไปอย่างนั้นเอง เรื่องอะไรจะบอกความจริงว่ากำลังคิดถึงเขาอยู่จริงๆ นั่นแหละ
‘หมดสิทธิ์แล้วจ้ะคนสวยวันนี้เรามีธุระต้องทำทั้งวัน ต้องไปส่งคุณพ่อคุณแม่กลับลำปางอีก จำไม่ได้หรือ?’
ชายหนุ่มหมายถึงบิดามารดาของเจนริญช์ ซึ่งเดินทางมาจากลำปางพร้อมกับญาติทางฝ่ายเจ้าสาวอีกหลายคน ได้เปิดห้องพักที่โรงแรมใหญ่ในละแวกไม่ไกลจากนี้เท่าไหร่นัก
‘จำได้ค่ะ แต่นี่ยังเช้าอยู่เลย เจนบอกแม่ไว้ว่าจะไปหาตอนสายๆ หน่อย’
‘’งั้นก็มาช่วยผมแกะของขวัญก่อนดีกว่านะ’
นนตราโอบไหล่พาหญิงสาวออกมายังห้องรับแขก ทั้งสองช่วยกันแกะของขวัญกองโตที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ส่วนมากเป็นพวกเครื่องใช้ในบ้านจำพวกชุดเครื่องนอน ชุดเครื่องแก้วจานชาม อัลบั้มรูป ของประดับตกแต่งบ้านอื่นๆ สวยหรูดูมีราคาไปเสียทุกชิ้น
‘เอ๊ะ คุณนนกล่องนี้อะไรน่ะทำไมใหญ่จัง หนักด้วย’
เจนริญช์หยิบกล่องของขวัญที่มีขนาดใหญ่ห่อด้วยกระดาษสีแดงเลือดนกขึ้นมาพลิกไปมาสองสามครั้งก่อนส่งให้ชายหนุ่ม
‘คุณนนแกะดีกว่าค่ะ’
นนตรารับกล่องซึ่งมีความกว้างยาวมากกว่ากล่องอื่นๆ ไปค่อยๆ แกะกระดาษห่อออกอย่างใจเย็น ปากบอกว่า
‘ผมว่านาฬิกาแหงๆ’
‘นาฬิกาอะไรจะใหญ่ขนาดนั้น’
เจนริญช์แย้งขณะที่ตนหยิบของขวัญชิ้นต่อไปมาดึงกระดาษห่อออก
‘นาฬิการูปภาพแบบติดฝาผนังไงฮะ’
‘ต๊าย ดูซิคุณนน ยายจุ๊บส่งตุ๊กตาเซรามิคมาให้ น่ารักเชียว’
รอยยิ้มสดใสของหญิงสาวจางลง เมื่อหันไปเห็นหน้าเผือดผิดปกติของสามีเข้า
‘มีอะไรหรือคะ’
นนตรานั่งนิ่งหน้าขึงกรามขบขึ้นเป็นสัน เงียบงันไปจนเธอต้องถามซ้ำ
‘ของนั่น อะไรคะ?’
พอเธอย้ำถามเสียงดังขึ้นกว่าเดิม เขาก็กระพริบตาเหมือนเพิ่งรู้สึกตัว ก่อนจะมองสบสายตาเจนริญช์อย่างมีพิรุธแปลก
‘ไม่..ไม่มีอะไร รูปประดับผนังเท่านั้นเองครับ’
นนตราตอบเสียงเป็นปกติ แต่สีหน้าไม่ค่อยสบายใจนักของเขาทำให้หญิงสาวอดแคลงใจไม่ได้ เธอยื่นมือไปจะหยิบภาพในมือของสามี พลางว่า
‘รูปอะไร ใครส่งมาให้เอ่ย ให้เจนดูหน่อยนะ’
นนตรารีบผลักภาพให้พ้นมือภรรยาทันควัน จนเธอต้องเหลือบมองหน้าเขาด้วยความฉงน
‘ทำไมคะ?’
‘เอ้อ..ไม่มีอะไร’
‘ไม่มี?’ เธอทำหน้าไม่เชื่อในคำพูด
‘เอ้อ..คือ..แค่รูปโป๊เพื่อนส่งมาจากต่างประเทศ อย่าดูเลย อุจาดตาเปล่าๆ’
‘อ้อ งั้นหรือคะ’
เธอพยักหน้ารับรู้ พร้อมกับชักมือกลับแต่อดตั้งข้อโต้แย้งไม่ได้ว่า
‘ที่กล่องไม่เห็นมีการ์ดสักใบว่าใครส่งมา แล้วคุณนนรู้ได้ยังไงว่าเป็นเพื่อนจากต่างประเทศ หรือเขาเขียนบอกไว้ข้างใน”
ชายหนุ่มพยักหน้าไปส่งๆ เพราะไม่ต้องการให้เธอซักไซ้ไล่เลียงมากไปกว่านี้ หากยังไม่ทันได้โล่งใจอีกฝ่ายอาศัยความไวรีบตะครุบแย่งภาพที่ชายหนุ่มกำลังจะหยิบขึ้นมาโดยเร็ว พลางหัวเราะเสียงใสชอบอกชอบใจที่สามารถแย่งภาพมาจากเขาจนได้
‘แน่ะ..ได้แล้ว ขอดูนิดหนึ่งน่าอุจาดไม่ว่าแต่อย่าเซ็กซี่เกินหน้าเจนก็แล้วกัน ขอ..’
ประโยคท้ายของคนพูดขาดหายไปทันควัน เมื่อภาพนั้นปรากฏชัดแก่สายตา
ภาพที่บรรจุอยู่ภายในกรอบสี่เหลี่ยมนั้นเป็นภาพวาดแบบสามมิติ มีการแสดงรายละเอียดเล่นแสงและเงาตื้นลึกใกล้ไกลชัดเจนมากเสียจนดูราวกับว่า สิ่งที่อยู่ในภาพนั้นจะสามารถเคลื่อนไหวและแสดงออกมาในทุกความรู้สึกได้!
วูบแรกที่ได้เห็นภาพในกรอบกระจกเจนริญช์แทบผงะ มันไม่ใช่ภาพสาวทรงเสน่ห์เซ็กซี่ ไม่ใช่ภาพอุจาดตาอนาจารตามที่นนตรากล่าวอ้างแต่อย่างใด หากตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง!
ร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่ปรากฏอยู่ในภาพตรงหน้ากำลังแสดงท่าทีเสมือนหวาดกลัวอะไรสักอย่างอย่างขีดสุด ผิวกายถูกฉาบด้วยเลือดแดงฉาน บริเวณอกซ้ายตรงตำแหน่งหัวใจถูกแหวะเป็นหลุมกว้างเหมือนถูกคว้านเนื้อหลุดออกไปทั้งก้อน ไม่มีหัวใจให้เห็น กระบอกตาทั้งสองข้างรุ่งริ่งกลวงโบ๋ ลูกตาหายไป ใบหน้าตอบแฟบคละเคล้าด้วยสีเลือดละเลงอย่างน่าสังเวช!
ที่ยิ่งวิปริตหนักขึ้นไปกว่านั้นก็คือ..ถึงแม้ว่าใบหน้าของคนในภาพแทบจะไม่เหลือความเป็นมนุษย์อีกต่อไป แต่กลับยังคงโครงสร้างออกเค้าใบหน้าของนนตราไว้อย่างชัดเจน!
ใต้ภาพมีอักษรสีเลือดเขียนไว้ว่า
“วิญญาณเจ้าตกอยู่ในมือข้าชั่วนิรันดร์!”
เจนริญช์ตกตะลึงงัน นั่งตัวแข็งมองภาพอยู่เกือบอึดใจ พอได้สติเธอก็ลุกพรวดขึ้นยืนปากร้องอุทานเสียงแหลมสูงสั่นระรัว พร้อมกับโยนภาพกระเด็นตกลงสู่พื้นอย่างแรงจนกระจกแตกกระจายเกลื่อนกลาดเพราะแรงเหวี่ยง
‘อะไรกัน ใครส่งไอ้รูปบ้าๆ นี่มา’
ชายหนุ่มรีบเอื้อมมือมาจับมือของเธอไปกุมไว้ บีบเบาๆ เป็นเชิงปลอบประโลม ตัวเขาเองยังไม่อาจเอ่ยอะไรออกมาเป็นถ้อยคำได้ในขณะนี้
‘อะไรคะคุณ อุ๊ย!’
แม่บ้านวัยกลางคนร่างท้วมใหญ่ซึ่งทำงานบ้านอยู่แถวนั้น พอได้ยินเสียงผิดปกติจึงโผล่หน้าเข้ามาถาม ครั้นเห็นกระจกแตกกระจายเกลื่อนอยู่บนพื้นห้องก็ออกอุทานเสียงดัง พร้อมกับยกมือขึ้นทาบอกตาโต
“ไม่มีอะไรหรอกป้า ไปเรียกเด็กให้มาเก็บกวาดเศษกระจกดีกว่า”
นนตราตัดบทเสียงเรียบเช่นเดียวกับสีหน้า ป้าแพรวเห็นหน้าเครียดจัดของนายหนุ่มและสีหน้าซีดเซียวปนตระหนกของคุณผู้หญิงคนใหม่ของบ้านแล้วก็ไม่กล้าอ้าปากซักถามอะไรอีก หากใจนึกสงสัยเต็มทีว่างานแต่งเพิ่งผ่านไปหยกๆ เมื่อคืนเช้ามาทะเลาะกันรุนแรงถึงขนาดนี้ได้ยังไง
ก่อนที่ป้าแพรวจะนึกค่อนว่าอะไรต่อมิอะไรมากมายไปกว่านั้น สายตาของแกพลันกระทบเข้ากับภาพน่าเกลียดน่าสังเวชเข้าพอดี เสียงอุทานของแกจึงดังลั่นชนิดว่าแทบบ้านแตก
‘ว้าย..คุณพระคุณเจ้า! รูปอะไรน่าเกลียดเหลือเกิน อัปมงคลจริง!’
นนตรารีบจุ๊ย์ปากห้ามเมื่อเห็นเสียงของแม่บ้านชักดังสนั่นเกินควร
‘เบาหน่อยก็ได้ป้าเดี๋ยวได้แตกตื่นกันไปทั้งบ้าน..เอามันไปฉีกแล้วเผาทิ้งซะ’
‘ดีค่ะ เผาๆ ไปเลย ภาพอุบาทว์อย่างนี้เก็บไว้ไม่ได้หรอก’
‘ช่วยจัดการหน่อยนะป้า แล้วอย่าให้ใครเห็นล่ะเดี๋ยวจะเอาไปร่ำลือกันมากเรื่องเปล่าๆ’
ชายหนุ่มกล่าวสำทับอีกครั้ง แม้ว่าสีหน้าจะดูเป็นปกติอย่างคนที่ตั้งสติได้แล้วแต่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าแววตาของนนตราอดที่จะฉายแววกังวลระคนพรั่นพรึงอยู่ลึกๆ ไม่ได้
‘แย่..ใครนะชั่วร้ายเหลือเกิน คนกำลังจะเริ่มต้นชีวิตครอบครัว กลับส่งของอัปมงคลมาเป็นของขวัญได้’
ป้าแพรวบ่นพึมพำอย่างอดปากไม่ได้
“คงมีบางคนเกลียดหน้าฉันเอามากๆ ละมังป้า เลยแกล้งล้อให้ตกใจเล่น’
‘อย่างนี้มันเกินล้อกันเล่นแล้วล่ะ คุณนนต้องระวังตัวให้ดีนะคะ’
เจนริญช์เตือนทั้งที่หางเสียงยังไม่หายสั่นดี
‘วางใจเถอะเจน ผมรู้ว่าควรจะทำยังไง’
นนตราฝืนยิ้ม ตรงข้ามกับภรรยาที่ยิ้มไม่ออก เธอรู้ว่าเขาคงไม่อยากให้เธอรู้ว่าในใจของเขาขณะนั้นกำลังปั่นป่วนขนาดไหน
ทว่าทั้งสองต่างไม่ได้นึกสังหรณ์ใจแม้แต่นิดเดียวว่า ไม่เพียงรูปข่มขวัญเมื่อครู่นี้เท่านั้น พวกเขายังจะต้องเผชิญกับเรื่องร้ายแรงตามมาอีกหลายระลอกทีเดียว!

บทที่ 3 ชะตากรรมที่ต้องเผชิญ (2)

ตกกลางดึกคืนเดียวกัน ภายในห้องนอนกว้างมีเพียงแสงจากโคมไฟดวงเล็กเหนือหัวเตียงที่ยังคงเปิดตามเอาไว้เป็นเพื่อน ตอนแรกชายหนุ่มตั้งใจว่าจะอ่านหนังสืออยู่อีกสักพักจึงค่อยเข้านอนแต่เขาไม่มีสมาธิเอาเสียเลย เหลียวมองภรรยาเห็นเธอนอนหลับสนิทไปแล้วจึงล้มตัวลงนอนเคียงข้างโอบกอดเธอไว้ สักเดี๋ยวกลับพลิกขึ้นนอนหงายเอามือก่ายหน้าผากทั้งที่อากาศแสนจะเย็นสบายเพราะเครื่องปรับอากาศทำงานอยู่ หากตัวเขากลับไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ง่ายๆ รู้สึกกระวนกระวายปนร้อนรุ่มใจจนบอกไม่ถูก
ภาพเหตุการณ์บนยอดเขาป่าแก้วที่เขาบังเอิญพลัดเข้าไปมีส่วนรู้เห็นเข้าเมื่อราวหนึ่งเดือนก่อนพิธีแต่งงาน กำลังย้อนกลับเข้ามาในห้วงภวังค์แห่งความคิดคำนึงเป็นฉากๆ เหมือนกับภาพยนตร์ที่ถูกนำกลับมาฉายซ้ำ ภาพสยดสยองเหล่านั้นยัง คงชัดเจนติดแน่นอยู่ในความทรงจำ คิดขึ้นมาแล้วก็อดที่จะบอกย้ำกับตนเองอีกครั้งเหมือนที่บอกมาเกือบตลอดวันไม่ได้ว่า
‘ไม่น่าเป็นไปได้ เราไม่ได้บอกใครเลยนี่นา ไม่มีใครสักคนที่รู้ว่าเราไปเจอกับอะไรมาบ้าง’
เสียงนาฬิกาดังกังวานเจื้อยแจ้วเป็นเสียงเพลงบอกเวลาเที่ยงคืน ย่างเข้าสู่วันใหม่ ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ พยายามดับสวิตช์ความฟุ้งซ่านทั้งปวง เมื่อสำนึกได้ว่าตนเองจมอยู่กับภวังค์ความหวั่นวิตกลัดกลุ้มนานเกินไป มัวแต่คิดวนไปวนมาซ้ำๆ ซากๆ ราวกับความคิดตกหล่มจนเวลาล่วงเข้าดึกโข เขาควรจะหยุดคิดเรื่องไร้สาระเหล่านี้ได้แล้ว ตั้งสมาธิทำจิตให้สงบเพื่อจะได้เข้าสู่นิทรารมย์อย่างเป็นสุขซะที
ถ้าชายหนุ่มสามารถล่วงรู้แม้สักนิดว่าในห้วงนิทราของเขานั้นจะไม่อาจหาความสุขสงบได้แม้แต่สักนาทีเดียว เขาคงสู้ทนฝืนตาตื่นจนกว่าฟ้าจะสางเสียจะดีกว่า!
ภายใต้ภวังค์ฝัน..นนตราสาวเท้าไปตามเส้นทางที่พร่าเลือนด้วยกลุ่มละอองหมอกแผ่ตัวปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ เขายังคงเดินมุ่งหน้าต่อไปเรื่อยๆ ตามเส้นทางที่ทอดตัวยาวคดเคี้ยวเหมือนจะหาจุดปลายทางไม่ได้ แต่ในที่สุดชายหนุ่มก็มาจนถึงตรงจุดสิ้นสุดของเส้นทางนั้นจนได้
ไม้ยืนต้นสูงใหญ่ยืนเรียงรายหนาแน่นราวกับเป็นกำแพงป่ากำลังพากันโน้มกิ่งก้านสาขาและลำต้นเพื่อแหวกเป็นช่องทางให้ชายหนุ่มผ่านไปได้อย่างสะดวก ราวกับว่าเขาเป็นคนสำคัญที่พวกมันกำลังรออยู่!
นนตราก้าวผ่านประตูป่าเข้าไปอย่างเลื่อนลอย น่าประหลาดตรงที่แม้ม่านหมอกขาวบางเบาจะม้วนตัวลงปกคลุมไปทุกหนแห่งจนแทบมองไม่เห็นเบื้องหน้า แต่ชายหนุ่มกลับสามารถพาตนเองให้เดินลัดเลาะไปตามเส้นทางนั้นได้อย่างไม่ลังเลหรือกลัวว่าจะหลงทาง คล้ายกับว่าเขาคุ้นเคยในเส้นทางดีอยู่แล้ว ชายหนุ่มยังคงมุ่งหน้าต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงลำธารน้ำเชี่ยวที่ขวางกั้นเส้นทางระหว่างป่าสองแห่งเอาไว้
ฉับพลันนั้นเอง..เสียงห้าวกังวานก้องเสียงหนึ่งพลันดังขึ้นอย่างกะทันหัน ในขณะที่นนตราหยุดยืนคว้างอยู่ริมธาร
‘มาจนได้ซินะ..นนตรา..มาจนได้!’
ชายหนุ่มยังคงยืนนิ่งเหมือนถูกสาป..สติที่สะลึมสะลือเลื่อนลอยเริ่มรับรู้ขึ้นมาบ้าง..แม้จะยังคงสับสนจับต้นชนปลายไม่ค่อยถูก
‘เจ้าหน้าโง่..คิดหรือว่าจะหนีเราพ้น!’
ที่นี่ที่ไหน? เขามาได้อย่างไร? มาทำอะไร? และใครกันที่เป็นผู้ส่งเสียงดุดันข่มขวัญเขา?
คำถามต่างๆ วิ่งมารอหาคำตอบในทันทีที่สมองเริ่มทำงาน
‘นิ่งเฉยอยู่ทำไม เห็นไหมเล่าลำธารรออยู่ข้างหน้า..ลงไปซิ!’
กระแสเสียงลึกลับซึ่งเปล่งออกมาจากเงามืดของแนวป่าดูเหมือนจะมีอิทธิพลเร่งเร้าความรู้สึกของชายหนุ่มได้อย่างประหลาด ทั้งที่สมองของเขาสั่งการให้ขัดขืนเต็มที่ว่า..อย่า..หากร่างกายกลับไม่อาจต้านทานกับอำนาจของกระแสบีบคั้นของน้ำเสียงทรงอำนาจนั้นได้!
นนตราก้าวเท้าเดินดุ่มลุยลงไปในลำธารอย่างไม่รอช้า!
สัมผัสแค่เพียงผิวน้ำร่างกายของเขาก็สั่นสะท้านเยือกเนื่องจากความเย็นเฉียบ หนาวจับจิตจับใจเลือดแทบจะแข็งไปทั้งร่าง เขารู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังยืนแช่อยู่ในธารน้ำแข็งขั้วโลก!
ชายหนุ่มเริ่มสำนึกได้ว่าตนเองกำลังตกอยู่ในฝันร้ายอย่างเต็มพิกัด ฝันที่มีวิญญาณของเขาเองเป็นเดิมพัน!
‘ถึงตอนนี้ใครก็ช่วยเจ้าไม่ได้อีกแล้ว มีดนั่นไงล่ะใช้มันซิ ข้าต้องการให้เลือดของเจ้าหลั่ง!’
จู่ๆ มีดปลายแหลมเล่มยาวคมกริบก็ปรากฏอยู่ในมือของเขา มันมาได้อย่างไรไม่รู้ รู้แต่ว่าเขากำลังเงื้อมือที่กำมีดไว้แน่นขึ้นสูง
‘นี่คือบทลงโทษบทแรกที่เจ้าต้องรับในฐานที่บังอาจล่วงล้ำเข้าไปในเขตต้องห้ามของป่าแก้ว!’
เสียงห้าวทรงอำนาจเร้นลับดังขึ้นอีกอย่างเร่งเร้าปนข่มขู่ และเป็นอีกครั้งที่ชายหนุ่มไม่อาจขัดขืนเสียงสั่งดุดันนั้นได้ ทั้งที่ใจฮึดดิ้นรนต่อสู้อยู่ตลอดเวลาแต่ร่างกายกลับทรยศเสียอย่างนั้น
นนตราจรดปลายมีดลงบนท่อนแขนข้างซ้ายของตนพร้อมกับกดให้มันจมลึกลงไปในเนื้อ ก่อนกรีดไล่ลงเป็นทางยาว ปล่อยให้เลือดไหลรินจากปากแผลหยดลงสู่พื้นน้ำอันเย็นเฉียบซึ่งปริมาณของน้ำนั้นดูเหมือนจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาที จากระดับที่อยู่เพียงแค่หัวเข่าได้เพิ่มขึ้นจนเกือบจะถึงเอวของชายหนุ่มอยู่รอมร่อ!
ในตอนนั้นเองชายหนุ่มพลันกลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง เขากระพริบตาถี่ๆ พลางสลัดศีรษะไล่ความมึนงง..พร้อมกับความเจ็บปวดตรงช่วงแขนวิ่งขึ้นมาเป็นริ้วๆ ทำให้เจ้าตัวต้องก้มลงไปมอง ครั้นเห็นมีดเปื้อนเลือดที่ถืออยู่ในมือเขาก็รีบทิ้งมันในอาการที่เกือบจะเป็นการเหวี่ยงออกไปในทันที ปากสบถอุทานฉุนเฉียวออกมาเป็นประโยคแรก
‘เฮ้ย! นี่มันอะไรกันวะ!’
‘วิญญาณของเจ้าจะต้องตกอยู่ในกงล้อแห่งมนต์ดำไปชั่วชีวิต!’
เสียงหัวเราะสะท้อนก้องกังวานอย่างสาสมใจและเย้ยหยันดังขึ้นในทุกทิศทาง ขณะที่นนตราพยายามตะเกียกตะกายขึ้นจากน้ำ พอขึ้นฝั่งมาได้ก็หันหลังกลับวิ่งบุกตะลุยหนีอย่างไม่คิดชีวิต!
นนตราผวาทะลึ่งพรวดลุกขึ้นนั่งท่ามกลางแสงแดดอ่อนเรื่อเรืองที่เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าบอกเวลายามรุ่งอรุณ เขานั่งนิ่งอยู่เช่นนั้นเกือบอึดใจ จนใจคอที่เต้นรัวระริกเหมือนกับจะปะทุออกมานอกอกค่อยลดระดับลงจนเป็นปกติแล้ว จึงยกมือขึ้นลูบหน้าในอาการเกือบเป็นอ่อนระโหยก่อนจะหันไปมองภรรยา พอเห็นว่าเธอยังคงหลับสนิทอยู่เขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
‘บ้าสิ้นดี! ฝันอะไรอย่างนี้วะ!’
ชายหนุ่มเอนตัวลงนอนอีกครั้ง พยายามจะหลับให้ได้อีกสักงีบเพราะรู้สึกเพลียเหมือนไม่ได้นอนมาทั้งคืน แต่หลังจากพลิกไปพลิกมาอยู่พักหนึ่งเขาก็ต้องเปลี่ยนใจลุกขึ้นไปอาบน้ำเพราะนอนไม่หลับอีก
ชายหนุ่มลุกขึ้นจากที่นอนผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเข้าห้องน้ำด้วยใจคอไม่ค่อยเป็นปกติสักเท่าไหร่ น้ำจากฝักบัวค่อนข้างเย็นทำให้อดนึกไปถึงลำธารในความฝันไม่ได้ พอความคิดมาถึงตรงจุดนี้ พลันชายหนุ่มกลับฉุกใจนึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ในทันที เขารีบลดสายตาลงจ้องมองเขม็งไปที่แขนซ้ายของตนเอง แล้วถึงกับต้องตกตะลึงตัวชาไปในทันทีเมื่อสายตาแลปะทะเข้ากับรอยกรีด!
แผลยาวลึกปรากฏให้เห็นเป็นร่องรอยอยู่บนท้องแขน ตรงตำแหน่งเดียวกับบาดแผลที่เกิดขึ้นในความฝันไม่ผิดเพี้ยน!
เป็นไปได้ย่างไรกัน!
ความหวาดหวั่นจู่โจมเข้าจับจิตจับใจชายหนุ่ม เขาพยายามปลอบใจตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าคิดมากไปเอง แต่รอยบาดแผลยังดูใหม่ปากแผลยังไม่ปิดสนิทดีมีเลือดซึม
ซิบๆ อยู่เป็นเครื่องตอกย้ำอันแสนเจ็บปวดให้เขาไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไปแล้วว่า ตนกำลังตกอยู่ในห้วงมนต์มารอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้!
หลังจากเช้าวันนั้นนนตราดูกระวนกระวายใจมากเสียจนเจนริญช์ผิดสังเกต เขารู้ว่าเจนริญช์กำลังสงสัยจึงฝืนปฏิบัติตัวให้เป็นปกติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เหตุการณ์ไม่ได้จบลงเพียงแค่นั้นเพราะภาพซากอันน่าสมเพชที่นนตราเคยสั่งให้ป้าแพรวนำไปเผาทิ้ง มันกลับมาปรากฏอยู่ในลิ้นชักโต๊ะเก็บเอกสารทางวิชาการของเขาได้อย่างไรไม่รู้ มิหนำซ้ำขนาดของภาพดูเหมือนจะใหญ่ขึ้นกว่าครั้งแรกที่เห็น ราวกับว่าภาพมันมีชีวิตสามารถเพิ่มขนาดของมันได้ด้วยตัวเองกระนั้น!
เมื่อชายหนุ่มเรียกแม่บ้านมาสอบถามป้าแพรวได้ยืนกรานหนักแน่นว่ากำจัดทิ้งไปแล้ว ชายหนุ่มจึงฉีกภาพออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยมือของตนเอง แล้วสั่งให้แม่บ้านนำไปเผาอีกครั้ง
เช้าวันต่อมาเมื่อเขาตื่นขึ้นอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ..แต่แล้วต้องถึงกับขนลุกซู่คิดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่ทีเดียว เมื่อภาพที่เขาฉีกมันกับมือเมื่อวานกลับมาสถิตอยู่บนโต๊ะทำงานอีกครั้งเสมือนต้องการท้าทายกัน ร้ายยิ่งไปกว่านั้นคือขนาดของภาพได้ขยายใหญ่ขึ้นอีกเกือบเท่าตัวโดยปราศจากรอยฉีกขาดใดๆ ทั้งสิ้น!
ภาพผีร้ายถูกฉีกแล้วนำไปเผาทิ้งกลับมาปรากฏให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่า ชายหนุ่มมั่นใจว่าทุกภาพที่ทำลายทิ้งและกลับมานั้นเป็นภาพเดียวกันทั้งหมด เพราะเขาจำตำหนิบางอย่างบนแผ่นภาพนั้นได้ดี
จนถึงตอนนี้ขนาดของมันเปลี่ยนเป็นใหญ่ขึ้นไปอีก ใหญ่จนเกือบจะเท่าคนจริงอยู่รอมร่อ!
นนตราตัดสินใจได้เกือบจะในนาทีนั้นเอง เขามีเวลาพักผ่อนอยู่ในช่วงลาพักร้อนเพื่อฮันนีมูนหลังแต่งงานเหลืออยู่อีกแค่ไม่กี่วัน..เขาจะอาศัยช่วงเวลานี้แหละเคลียร์ปัญหาทุกอย่างให้จบสิ้นลงให้ได้
โดยเฉพาะในเมื่อเรื่องลุกลามมาจนถึงขั้นนี้แล้วเขาคงจะปิดบังภรรยาไว้ไม่ได้อีกต่อไป เขาจำเป็นต้องให้เจนริญช์รับรู้ถึงสถานการณ์อันเลวร้ายที่เขากำลังประสบอยู่ในขณะนี้ โดยเริ่มตั้งแต่ที่เขาหลงเข้าไปในเขตภูผาป่าแก้ว
หลังจากที่เจนริญช์ได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมดด้วยความตระหนกและหวั่นวิตก ยังไม่ทันจะคิดหาหนทางใดๆ เพื่อช่วยสามี แต่แล้วอุปนิสัยของนนตรากลับเปลี่ยนไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ที่เคยเป็นคนอารมณ์ดีกลับกลายเป็นคนเจ้าอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย เขาเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในห้องเป็นส่วนใหญ่ ไม่ยอมออกมาต้อนรับเพื่อนฝูง
บางคนที่แวะมาเยี่ยมเยียนพร้อมกับนำของขวัญแต่งงานมาให้ เนื่องจากวันงานติดธุระมาไม่ได้ นนตราไม่สนใจแม้กระทั่งจะขับรถพาภรรยาไปร่วมรับประทานอาหารที่บ้านของราตรีผู้เป็นมารดา ซึ่งตั้งอยู่ในย่านนนทบุรีอย่างที่ได้รับปากกับท่านเอาไว้
นนตราไม่ยอมรับโทรศัพท์ใครเลยด้วยซ้ำ เจนริญช์ต้องหาข้อแก้ตัวเพื่อกลบเกลื่อนความผิดปกติของสามี โดยการอ้างโน่นอ้างนี่ไปเรื่อย บางครั้งต้องให้ป้าแพรวช่วยรับหน้าบอกว่าไม่มีใครอยู่บ้าน คุณผู้ชายพาคุณผู้หญิงไปเที่ยวยังไม่กลับบ้างเพิ่งออกไปข้างนอกกันบ้าง คนอื่นไม่ได้ผิดสังเกตอะไรมากนักเพราะทราบว่าคนทั้งคู่เพิ่งแต่งงานใหม่ คงอยากใช้เวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังไม่ต้องการให้ใครมารบกวนในช่วงฮันนีมูนนั่นเอง
นนตราเปลี่ยนไป..เจนริญช์ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะเดี๋ยวนี้วันๆ สามีของเธอตกอยู่ในห้วงนิทรามากกว่าการใช้ชีวิตประจำวันเสียอีก!
หญิงสาวกลุ้มใจจนแทบไม่เป็นอันกินอันนอน ถ้าสามีไม่กำชับนักหนาว่าอย่าเพิ่งแพร่งพรายให้ใครรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขาเธอคงจะวิ่งไปปรึกษากับมารดาของเขาแล้ว ป้าแพรวก็พลอยกลัดกลุ้มตามไปด้วยอีกคนเพราะเป็นห่วงเจ้านายที่ปรนนิบัติรับใช้กันมาตั้งแต่สมัยเขายังเป็นหนุ่มน้อยวัยรุ่น แกรู้ว่ามีความผิดปกติ
บางอย่างเกิดขึ้นกับชายหนุ่ม และสิ่งนั้นน่าจะเกี่ยวพันไปถึงไอ้รูปอุบาทว์นั่นด้วย เพียงแต่แกไม่รู้จะช่วยนายหนุ่มได้อย่างไรเท่านั้น
หากไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ป้าแพรวรู้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของเหตุการณ์ที่บังเกิดขึ้นเท่านั้น!
เจนริญช์ไม่เคยเผชิญกับเรื่องทางแบล็คเมจิกหรือไสยศาสตร์มนต์ดำอะไรอย่างนั้นมาก่อน และคงไม่มีวันเชื่อเหมือนกันถ้าไม่ได้ประสบเหตุการณ์ด้วยตนเอง
พอนึกถึงเรื่องทางไสยศาสตร์ความคิดก็ถูกโยงไปถึงคำว่า ”หมอผี” แต่เจนริญช์จะหาหมอผีมาจากที่ไหนกันล่ะ..เธอไม่เคยรู้จักใครที่ยึดอาชีพแบบนี้มาก่อนเลยสักคน..ในแวดวงชีวิตของเธอมีแต่ความทันสมัยและไฮเทค พ่อมดหมอผีนั้นอยู่ห่างไกลกันคนละโลกกับเธอเลยทีเดียว
ตอนนี้เองที่ชื่อของลตินผุดขึ้นมาในความคิด แล้วเธอก็ไม่ได้รอช้าให้เสียเวลาอีกต่อไป เจนริญช์รีบปราดไปที่โทรศัพท์กดเรียกเบอร์มือถือของอาจารย์หนุ่ม ลติน กาญจนสรณ์ ในทันที

“เรื่องทั้งหมดก็มีอยู่เท่านี้ล่ะค่ะ ดูเอาเถอะ เดี๋ยวนี้คุณนนกลายเป็นอย่างนี้ไปแล้ว หลบอยู่แต่ในมุมมืดหน้าต่างสักบานไม่ยอมให้เปิดรับแสงตะวัน”
เสียงของคนพูดเครือสะท้าน ลตินปล่อยให้เจนริญช์สะอื้นเงียบๆ อยู่พักหนึ่ง ขณะที่ตนเองเดินไปกระตุกม่านหน้าต่างหนาหนักให้เปิดออกจากกัน
แสงสว่างจากภายนอกสาดกระจายเข้ามาในห้อง ทำให้ชายหนุ่มผู้นอนหลับเงียบอยู่แต่แรกรู้สึกตัวตื่น นนตราลืมตาโพลงขึ้นพลางขยับตัวหันไปมองภรรยาด้วยสายตาขุ่นเคืองไม่พอใจ ครั้นพอเห็นแขกผู้มาเยือนทั้งสองเข้าเขาก็เมินหน้าไปทางอื่นไม่ยอมสบตาด้วย
แสงสว่างที่สาดกระจายเข้ามาทำให้แขกผู้มาเยือนทั้งสองมองเห็นได้ถนัดว่า ซีกแก้มด้านหนึ่งของนนตราเป็นรอยริ้วแดงจัดคล้ายกับถูกของร้อนนาบ ตามแขนและร่างกายปรากฏริ้วรอยเช่นเดียวกันนี้ทั่วไปหมด
“ตายล่ะ!”
พอเห็นใบหน้าของคนบนเตียงถนัด ดารินทร์ถึงกับยกมือขึ้นทาบอกพร้อมกับอุทานออกมาเบาๆ ขณะที่ลตินถึงกับยืนขึงตะลึงงันไปเหมือนกัน
“คุณนน” ลตินทักเสียงแหบ
“เป็นอย่างไรบ้าง ทำไมไม่บอกสักคำว่าเกิดอะไรขึ้น นี่ถ้าเจนไม่โทร.ไปพวกเราคงไม่รู้เรื่อง ใจดีๆ ล่ะ ผมจะหาทางช่วยคุณให้ได้”
“เสือก! ไม่ได้ขอร้อง”
ฝ่ายที่นอนอยู่ตวัดเสียงสวนคำกลับมาหนักๆ จนคนฟังแทบผงะไปตามกัน เพราะคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะตะคอกกลับมาอย่างหยาบคาย ลตินรู้สึกเคืองขึ้นมาวูบหนึ่งพอเห็นสีหน้าเจื่อนปนแววอับอายของเจนริญช์ทำให้ชายหนุ่มรีบเก็บสีหน้าไม่พอใจของตนเอาไว้ทันที พร้อมกับเตือนตนเองให้อภัยอย่างมีเหตุผลว่านนตรากำลังไม่สบายมาก ปกตินนตราเป็นคนสุภาพหากในยามนี้กำลังตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ กำลังถูกคุกคามจากอะไรบางอย่างที่ดำมืด และพยายามครอบคลุมจิตใจฝ่ายนั้นเอาไว้ทำให้เขาไม่เป็นตัวของตัวเอง
“จะว่ายังไงผมก็ยอมล่ะ..แต่อย่าทอดทิ้งชะตาชีวิตของตัวเองอย่างนี้ซิ นึกถึงเจนบ้าง”
“มันสายเกินไปแล้วล่ะ คุณไม่มีทางสู้มันได้หรอก”
“มีซิ มันต้องสักทางแน่ๆ”
“งั้นเรอะ? ฮึๆ คุณลติน คุณไม่รู้หรอกว่ากำลังเล่นอยู่กับอะไร!”
ลตินตัดสินใจในนาทีนั้นเอง..เขาไม่คิดว่าเป็นคำสบประมาทแต่เป็นการท้าทายซะมากกว่า!

บทที่ 4 เริ่มตามรอย

“ดีใจนะที่นายคิดถึงฉันก่อนใคร แต่แน่ใจแล้วหรือ”
“แน่ใจในอะไร”
“แน่ใจว่าต้องการทำอย่างนี้น่ะซิ”
สุ้มเสียงของชายหนุ่มรุ่นพี่ผู้มีอายุห่างจากลตินราวสองปีแสดงให้เห็นชัดถึงความลำบากใจ ดวงตารูปยาวรีจ้องมองลตินนิ่งอย่างเป็นกังวลอยู่ชั่วครู่ ก่อนเบนสายตาแลเลยมองผ่านกระจกใสออกไปยังนอกร้าน
“น่า..อย่าโยกโย้หน่อยเลยวะอิท มีอะไรรีบเผยมาไวๆ เร็วเข้า อุตส่าห์ลงทุนพามาเลี้ยงสเต็กเลี้ยงเบียร์แล้วนะโว้ย”
“เฮ่ย ไอ้น้อง ทำไมไม่ช้าลงสักหน่อยเล่าแล้วมาทำความเข้าใจกันก่อน”
ลตินขยับปากเหมือนจะค้านอะไรออกมาอีกแต่อิทธิโบกมือขัดขึ้นเสียก่อน
“นายอาจคิดว่าฉันโยกโย้ แต่ฉันเพียงแค่ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นตรงไหนดีเท่านั้น เพราะเรื่องมันซับซ้อนกว่าที่นายคิดไว้เยอะ”
“ถ้างั้นลองเริ่มตั้งแต่ต้นซิ”
“ชื่อของเธอคือ..มายาลี”
อิทธิ อาลักษณ์ ชายหนุ่มผู้มีหน้าตาออกเค้าเชื้อจีนชัดเจนชะโงกหน้าเข้ามากระซิบเบาๆ กับลติน ทั้งที่ความจริงแล้วไม่จำเป็นเลยจนนิดเดียว เพราะถึงแม้ว่าจะอยู่ในร้านอาหารหากโต๊ะที่อยู่ใกล้ที่สุดกับที่พวกเขานั่งก็ยังอยู่ห่างออกไปถึงสองโต๊ะ ดังนั้นจึงไม่ได้อยู่ในรัศมีพอที่จะได้ยินคำสนทนาของคนทั้งสองอย่างแน่นอน
“ผู้หญิง?”
“ใช่..ผู้หญิง..เฮ้ย..ทำหน้าอย่างนั้นหมายความว่าไงวะ?”
เสียงคนพูดชักเขียวขึ้นมาหน่อยๆ ขณะที่ฝ่ายถูกโวยทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
“กล่าวหา..ฉันยังไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย”
“ติน” อิทธิเรียกเสียงหนัก
“ฉันจะบอกอะไรให้ว่าอย่าดูถูกเชียวนะโว้ย ไม่ธรรมดาเลยผู้หญิงคนนี้”
“ไม่ธรรมดาแบบไหนล่ะ เป็นผู้หญิงแนวหน้าของดีร์หรือยังไง”
“ไม่ถึงขนาดนั้น..ไม่เกี่ยวกับที่เธอแล้วก็พี่ชายนอกไส้เคยอยู่ในลัทธิดีร์มาก่อนหรอก แต่เพราะมายาลีมีความสามารถพิเศษที่เรียกว่า “เปิดตา” หยั่งรู้ต่างหากล่ะ”
“อ้อ..ร่ายซะยาวที่แท้พวกหมอดู”
ลตินตีสีหน้าเบื่อหน่ายเฉื่อยชาขึ้นมาฉับพลัน เขายกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มรวดเดียวจนเกือบหมด ก่อนจะวางแก้วลง แล้วหยิบขวดมารินเติมใหม่
เขาเป็นอาจารย์สอนทางด้านมานุษยวิทยาในมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ศึกษาและทำวิจัยเรื่องทำนองนี้มามากพอควร เขารู้ดีว่าถ้าจะพูดกันในเชิงวิทยาศาสตร์นักจิตวิทยาเชื่อว่าร่างกายของคนเรามีพลังทางจิตที่ยากแก่การหยั่งรู้อยู่ชนิดหนึ่ง ศัพท์เทคนิคเรียกย่อๆ ว่า “ESP” หรือ “ญาณพิเศษ” ซึ่งในทางจิตวิทยาถือว่าเป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนกันได้ทุกคน ไม่ใช่เพราะมีปาฏิหาริย์อะไรเลย ต่างจากเรื่องของการทรงเจ้าเข้าผี ซึ่งอันหลังนี่เป็นคนละเรื่องกับจิตใต้สำนึกเลยทีเดียว เพราะมันเป็นเรื่องของความเชื่อและวิจารณญาณของแต่ละบุคคลมากกว่า
“ผิดแล้วติน..เธอไม่ใช่หมอดูอย่างที่นายคิด การเปิดตาหยั่งรู้ไม่เหมือนกับการเสี่ยงทายหรือพยากรณ์โดยทั่วไป ปกติเธอจะไม่ยอมทำพิธีเปิดตาให้กับใครง่ายๆ ด้วย ยกเว้นกรณีที่มีความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น ดังนั้นการจะเข้าพบมายาลีจึงไม่ใช่เรื่องง่าย”
อิทธิเว้นช่วงไปนิดหนึ่งเพื่อตักอาหารเข้าปาก ก่อนจะกล่าวต่อว่า
“ถ้าต้องการเข้าถึงดีร์ให้ได้จริงๆ..สองพี่น้องจะเป็นด่านแรกที่นายต้องผ่านให้ได้ก่อน อ้อ ฉันลืมบอกไป”
“อะไร?”
“มีกฎสำคัญอยู่ข้อหนึ่งในการเข้าพบมายาลีน่ะซิ”
“อะไร?” ลตินถามด้วยประโยคเดิม
“ฟังให้ดีนะ..เท่าที่ฉันฟังมา..”
“ฟังมาหรือไปขุดคุ้ยมากันแน่”
ลตินอดขัดขำๆ ไม่ได้ เพราะเพื่อนรุ่นพี่คนนี้เคยเป็นนักข่าวมาก่อนที่จะมาเป็นนักเขียนอย่างในปัจจุบัน อิทธิมองหน้าคู่สนทนา
“จะฟังหรือเปล่าวะ ติน..น” คนพูดแกล้งลากเสียงยาวกับชื่อของอาจารย์หนุ่ม
“เรียกดีๆ ก็ได้ว่ะ..ไอ้คุณพี่อิท เรียกซะยาวอย่างนั้นความหมายมันจะเปลี่ยนโว้ย”
“เออ..เออ ตกลงจะฟังไหมวะไอ้คุณน้อง”
“ฟังซิ..เอ้า..ว่าต่อ”
“ต่อนะ..พูดกันว่ามายาลีเป็นชื่อรองเท่านั้น..จริงๆ แล้วเธอยังมีอีกชื่อหนึ่งซึ่งเป็นชื่อตัวแท้ๆ แต่ไม่มีใครเรียกหรือที่ถูกควรจะบอกว่าไม่มีใครกล้าเรียกถึงจะถูก”
“ทำไม?” อาจารย์หนุ่มซักอีก น้ำเสียงแสดงความสนใจและตั้งใจฟังมากขึ้นกว่าตอนแรก
“มันเป็นกฎ..มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ชื่อจริงของเธอ แต่ถึงรู้ก็ห้ามขานเรียกเกินสามครั้งภายในวันเดียวกันเป็นอันขาด”
“อือม์ แปลก ถ้าเรียกเกินสามครั้งแล้วจะเป็นยังไง จะเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ”
“ไม่รู้ว่ะ” คนเล่าสารภาพง่ายๆ
“แล้วกัน! พูดซะใหญ่โตนึกว่านายเจาะลึกทุกประเด็นแล้วซะอีก”
“ความจริงฉันก็ได้ข้อมูลมาจากด็อกเตอร์สาธิตมาอีกทีน่ะ นายก็รู้นี่ว่าก่อนที่ ด็อกเตอร์จะย้ายไปอยู่เยอรมันเคยทำวิจัยเกี่ยวกับไสยศาสตร์ของชนกลุ่มน้อยบนภูผามาก่อน ตอนนั้นฉันติดตามเรื่องของเผ่าดีร์อยู่ด้วยเหมือนกันเลยได้รู้อะไรดีๆ หลายอย่างมาลงในคอลัมน์”
“พูดอย่างนี้ทำให้ฉันนึกถึงคนๆ หนึ่งขึ้นมาได้” ลตินกำลังนึกถึงหนุ่มใหญ่หน้าตาคมที่เคยพบในครั้งหนึ่ง
แทนภพ ซาโนวาห์ เขาเรียกชื่อนั้นอยู่ในใจ
หากประโยคที่ชายหนุ่มพูดต่อไปกลับเลี่ยงที่จะพาดพิงถึงบุคคลผู้นั้น
“น่าเสียดายจนแล้วจนรอดงานวิจัยในเคสนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถสรุปให้ลงตัวได้สักราย ยังคงถูกปล่อยทิ้งค้างเอาไว้ครึ่งๆ กลางๆ อย่างนั้นมาตลอดเลยนะ”
“เหมือนถูกสาป” หนุ่มนักเขียนออกปากวิจารณ์
“ลองคิดดู ใครที่พยายามติดตามร่องรอยเพื่อเจาะลึกให้ถึงแก่นของลัทธิดีร์มักจะเจอกับปัญหาต่างๆ มากมายจนไม่สามารถทำวิจัยต่อไปให้สำเร็จ ด็อกเตอร์สาธิตแล้วก็นักวิจัยนักสังเกตการณ์คนอื่นๆ อีกไม่รู้กี่คน หรือแม้แต่นนตราเพื่อนของนายก็ไม่มีข้อยกเว้น ไอ้แบบนี้คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่”
ลตินอึ้ง คำพูดของนักเขียนรุ่นพี่ไม่ได้ทำให้เขานึกหวั่น กลับเป็นเสมือนการท้าทายเพิ่มดีกรีความอยากเอาชนะมากขึ้นไปอีก
เสียงอิทธิยังคงพูดต่อไปอีกว่า
“ฉันจำได้ ด็อกเตอร์เล่าให้ฟังว่ามีเพลงกล่อมเด็กของชาวบ้านแถบเชิงเขาภูผาอยู่เพลงหนึ่ง เนื้อเพลงเป็นภาษาพื้นเมืองแปลเป็นภาษากลางออกมาแล้วมีใจความว่า..”
หนุ่มนักเขียนกระแอมเล็กน้อย ก่อนใช้นิ้วเคาะลงกับโต๊ะทำเป็นทำนองประกอบเสียงร้องคลอเบาๆ
“ตบมือครั้งที่หนึ่ง..แสงจันทร์ฉาย เด็กน้อยจงรีบกลับหลับนอนเสีย อย่าเที่ยวซุกซนตามพงป่า..พลัดไปไม่กลับให้เห็นหน้า..ตบมือครั้งที่สอง..เด็กสาวไร้เดียงสาเที่ยวไปตามไพร..สาวน้อยซีดขาวหนาวเหน็บ..ดุ่มเดินโดดเดี่ยวไปตามไพร..เธอกำลังเดินไป..เธอกำลังเดินไป..ตบมือครั้งที่สาม..พายุโหมลมแรง..ฝนพรูพร่างพราว..ภูตสาวเริงร่า..เธอกำลังเดินมา เธอกำลังเดินมา”
ถึงจะฟังไม่ค่อยเข้าใจความหมายของเนื้อเพลงสักเท่าไหร่ แต่ท่วงทำนองที่ฟังเยือกเย็นวังเวงประหลาดทำให้ลตินอดขนลุกไม่ได้
“เพลงกล่อมเด็กอะไรวะน่ากลัวชะมัด”
“คงเหมือนกับเพลงกล่อมเด็กของไทยสมัยโบราณ..บางเพลงผู้ใหญ่ฟังแล้วยังขนลุกแต่เด็กฟังเพลินหลับสบายไป..เฮ้อ..พวกเล่นกับมนต์ดำนี่น่ากลัวมาก”
ประโยคท้ายคนพูดวกกลับมาเข้าจุดเดิม
“นายเคยไปไฮติมาแล้ว จบทางมานุษยวิทยาศึกษาความเชื่อทางไสยศาสตร์ของชนกลุ่มน้อยในท้อง ถิ่นต่างๆ มาก็มากน่าจะรู้ว่าอย่าได้ริอ่านท้าทายกับเรื่องพรรค์นี้เด็ดขาด ถึงแม้ว่าเดี๋ยวนี้เรื่องของจิตจะกลายเป็นวิทยาศาสตร์อีกสาขาหนึ่งไปแล้ว ไม่ใช่เป็นเรื่องทางไสยศาสตร์เหมือนเมื่อก่อนก็ตาม”
“ไอ้ที่ฉันไปไฮตินั่นมันนานมากแล้ว อีกอย่างที่ฉันกำลังสนใจอยู่ตอนนี้คือดีร์ไม่ใช่วูดู”
“ดีร์กับวูดูเป็นไสยศาสตร์ของคนผิวดำ มีจุดกำเนิดอยู่ในที่เดียวกันไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่หรอกวะ”
“ต่างซิ” นักวิชาการหนุ่มค้านทันที
“ลัทธิดีร์เน้นไปทางประกอบพิธีกรรมบูชายัญคล้ายๆ พวกบูชาซาตาน แต่พฤติกรรมของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นลีฮานซ์หมอผีประจำเผ่ากลับเหมือนพ่อมดในบางนิกายมากกว่า ในขณะที่วูดูมีความเชื่อในเรื่องวิญญาณและศพคืนชีพ นายเคยเจอเธอหรือเปล่า”
“ใคร?”
อิทธิขมวดคิ้ว เพราะเพื่อนเปลี่ยนเรื่องปุบปับจนตามแทบไม่ทัน ครั้นนึกได้จึงลากเสียงยาวรับรู้
“อ้อ..มายาลีน่ะเรอะ ได้ยินชื่อมานานแล้วล่ะแต่ไม่เคยเจอตัวจริงสักที ความจริงเคยได้ยินเรื่องของพี่ชายเธอมากกว่าซะอีก นายคนนั้นคงไม่อยากเจอฉันนักหรอก”
“ทำไม?”
“คงเพราะฉันเที่ยวไปขุดคุ้ยอดีตเขาละมัง..นายก็พอรู้อยู่แล้วนี่ว่าผู้ชายคนนั้นมีประวัติซับซ้อนมาก บอกตรงๆ ถ้าต้องการพบมายาลีต้องผ่านแทนภพก่อน ถ้าคิดจะช่วยคุณนนตราเราคงปฏิเสธเขาไม่ได้”
นั่นซิ..ลตินคิด เขาน่าจะรู้ดีอยู่แล้ว ถ้าจะตามเรื่องดีร์อย่างไรแล้วบุคคลผู้นี้ต้องเข้ามาเกี่ยวพันจนได้!
เขาทราบมาว่ามายาลีกับแทนภพมีสายเลือดของชาวดีร์มากกว่าครึ่ง แล้วจู่ๆ วันหนึ่งสองพี่น้องกลับหันหลังให้กับลัทธิที่เคยสวามิภักดิ์มาตลอดตั้งแต่เล็กจนโต ไม่มีใครทราบถึงสาเหตุแท้จริงว่าเพราะอะไร ที่น่าประหลาดใจยิ่งไปกว่าคือทั้งสองไม่เพียงแต่แยกตัวออกจากดีร์เท่านั้นดูเหมือนยังจะต่อต้านดีร์เสียอีก เป็นเรื่องที่น่าคิดทีเดียว
“ถ้าอย่างนั้นแม่หมอของนายจะยอมต้อนรับเราหรือ?”
“ฉันว่ามายาลีไม่เหมือนพี่ชายหรอก อย่างน้อยเธอก็น่าจะเป็นมิตรกว่า ปัญหาอยู่ตรงที่ปกติเธอจะไม่รับนัดใครเป็นการส่วนตัว ก็ได้แต่หวังว่าครั้งนี้จะต่างออกไป”
“อือม์..แค่เป็นคนในลัทธิก็แย่พออยู่แล้วนี่ยังเป็นคนทรยศกลับกลอกซับซ้อนหนักเข้าไปอีก แต่เราไม่มีทางเลือกยังไงก็ต้องลองเสี่ยงกันดูสักตั้งล่ะ”
“ฉันเข้าใจ..ติน..จุดประสงค์ของนายไม่ใช่ตัวแทนภพก็จริง แต่ถ้าเราต้องการให้มายาลียอมรับเราต้องผ่านเขาให้ได้ก่อน สองคนนี้ถึงจะไม่ใช่คนเผ่าดีร์แท้ๆ แต่ดูเหมือนจะมีอิทธิพลอยู่ไม่น้อยเชียวล่ะ”
ลตินชักงง
“หมายความว่ายังไงอธิบายให้ชัดหน่อยเถอะวะ พูดกำกวมให้คิดอยู่ได้”
“ฉันกำลังสงสัยว่าแทนภพอาจกำความลับบางอย่างของหมอผีเผ่าเอาไว้น่ะซิ”
“แล้วยังไง..แทนภพเคยเป็นสาวกดีร์มาก่อน คงไม่เอาความลับในลัทธิมาขายให้คนนอกง่ายๆ หรอกน่ะ”
“เพราะเคยเป็นสาวกมานั่นล่ะสำคัญนัก”
ลตินนิ่ง แววครุ่นคิดปรากฏในดวงตา เขากำลังทวนความคิดทบทวนเรื่องราวทั้งหมดอยู่ในใจ ทั้งสองเงียบกันไปครู่หนึ่งก่อนที่ลตินจะพูดขึ้นอย่างคนที่ตัดสินใจได้ในที่สุด
“ฉันต้องการผู้ช่วย”
ลตินพูด แล้วอิทธิก็สวนคำกลับเกือบจะทันทีเหมือนกันว่า
“อ๊ะ ถึงไม่ขอฉันก็เล่นด้วยอยู่แล้ว นายก็รู้ดีว่าฉันเป็นนักเขียนคอลัมน์ร้อยแปดแบล็คเมจิกจะพลาดงานใหญ่อย่างนี้ได้ยังไง”
“ขอบใจว่ะไอ้คุณพี่อิท สิ่งแรกที่ต้องคิดคือจะทำยังไงให้สองพี่น้องยินดีเชิญเราเข้าพบเป็นการส่วนตัว”
“เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงฉันคิดว่าพอจะมีวิธีอยู่ ปล่อยเป็นหน้าที่ฉันเองนานๆ จะมีเรื่องให้ลุ้นสนุกๆ สักที” อิทธิรับปากท่าทางคึกคักเต็มที่
เสียงเพลงจากโทรศัพท์มือถือของอาจารย์หนุ่มดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนา ลตินหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋าเสื้อขึ้นมาพูดคุยกับคนทางปลายสายอยู่ชั่วครู่ ในระหว่างที่กำลังพูดโทรศัพท์ดารินทร์ผู้ช่วยสาวคนเก่งก็เดินฉับๆ เข้ามาร่วมวงด้วย หญิงสาวร่างเพรียวบาง ผิวขาวผมยาวเหยียดตรงรับกับใบหน้าที่อิทธิแอบให้ฉายาลับ
หลังกับเพื่อนว่า “ตุ๊กตาจีน” ทำท่าขยับปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง ลตินทำท่ายกสัญญาณมือขึ้นเป็นเชิงห้ามว่ายังไม่ให้พูดแทรก ก่อนพยักหน้าชี้มือไปที่เก้าอี้ให้เธอนั่ง จนเขากดวางสายไปแล้วจึงหันมาทักหญิงสาวอย่างเป็นกันเองว่า
“ทำไมมาช้าจริง จะทานอะไรก็สั่งเต็มที่นะครับ อิทมันบอกว่าจะเลี้ยงไม่อั้น”
“เฮ้ย..ได้ไงวะ”
อิทธิทำเป็นโวยวายแบบแกล้งๆ เพราะรู้ว่าลตินแค่พูดสัพยอกหยอกกันเล่น
“อาหารหนักขอตัวดีกว่าค่ะ..สั่งแค่พั้นช์ให้ชื่นใจสักแก้วก็พอแล้ว”
“ไดเอ็ทหรือไงครับ”
“เปล่าหรอกค่ะคุณอิท ไม่ค่อยหิวน่ะ”
ฝ่ายลตินหันไปสั่งเครื่องดื่มให้ผู้ช่วยเสร็จก็หันมาเล่าว่า
“ผมกำลังคุยกับอิทถึงเรื่องคุณนนตรา”
“คุณสองคนจะสนุกกันใหญ่ล่ะซิคราวนี้ ใจคอจะทิ้งให้ดาเฝ้าออฟฟิตรอแค่นั้นเหรอ”
“งานนี้ผมกับอิทธิขอลุยกันเองดีกว่า”
“คิดจะทิ้งกันหรือไง..ดาไม่ยอมนะ”
“ทิ้งที่ไหน คุณคอยบันทึกข้อมูลทำงานทางเอกสารให้ผมก็พอ”
“แต่อาจารย์ทำเรื่องขอพนักงานอัตราจ้างเพื่อเป็นผู้ช่วยในงานวิจัยไม่ใช่หรือคะ ดาก็คือผู้ช่วยของอาจารย์ เคยออกไปสำรวจท้องที่ด้วยกันตั้งหลายครั้ง..ดาไม่คิดว่าตัวเองจะนั่งรออาจารย์อยู่ที่ออฟฟิตได้ทั้งวันๆ แน่”
“ครั้งนี้ผมไม่อยากให้ใครไปเสี่ยง”
“ไม่รู้ล่ะค่ะ จะไปก็ไปด้วยกันไม่งั้นดาขอลาออก”
“เอางั้นเลยนะ”
อิทธิหัวเราะ ลตินถอนหายใจทำท่ายกมือยอมแพ้ความดื้อรั้นของหญิงสาว
“เอ้า..ตามใจ..เตือนก่อนล่ะว่ายังไงก็ต้องระวังตัวให้มากล่ะ งานนี้ไม่เหมือนงานก่อนๆ ที่ผ่านมา”
“รับรองว่าจะระวังตัวสุดชีวิตเลยครับผม” ดารินทร์ทำท่าตะเบ๊ะรับคำแข็งขัน
หนุ่มนักวิชาการไม่ได้ส่งเสียงหัวเราะขำหญิงสาวตามเพื่อนรุ่นพี่ เนื่องจากจู่ๆ ความสังหรณ์ใจบางอย่างก็พุ่งวาบขึ้นมาอย่างกะทันหันอย่างไม่อาจสาเหตุได้ เขารู้แต่ว่าไม่สบายใจเลยจนนิดเดียว

บทที่ 5 ลางร้ายเริ่มต้น
หลังจากเสร็จธุระกับอิทธิในบ่ายวันนั้นแล้ว..อาจารย์หนุ่มจึงขับรถไปรับเพื่อนหญิงต่างวัยพาไปเที่ยวชมจับจ่ายซื้อหาสินค้าภายในตลาดนัดจตุจักรตามที่ได้โทรศัพท์นัดกันไว้แต่แรก
ลติน กาญจนสรณ์ ชายหนุ่มผู้มีอายุสามสิบ รูปร่างสูงขนาดมาตรฐานของหนุ่มไทยคือประมาณร้อยเจ็ดสิบหกเซนติเมตร ผิวสองสีไม่ขาวแต่ก็ไม่ถึงกับคล้ำ หน้าตาดีสะดุดตาเพศตรงข้ามไม่น้อย แต่งกายสุภาพเรียบร้อย มีบุคลิกแบบอาจารย์หรือนักวิชาการ ส่วนฝ่ายหญิงดูอ่อนวัยกว่ากันมากคืออยู่ในราวยี่สิบสาม เธอมีรูปร่างสูงทีเดียวสูงจนเกือบจะเท่า ลตินห่างกันแค่สามเซนต์เท่านั้น ลักษณะปราดเปรียวดูเป็นคนเชื่อมั่นในตนเองสูง แต่งตัวเปรี้ยว สวมเสื้อผ้ายืดแขนสั้นเข้ารูปสีพื้นสวมปลอกแขนลายขวางยาวถึงข้อมือทำให้มองดูเหมือนกับว่าใส่เสื้อสองชั้นเข้าชุดกับกางเกงยีนมี
สไตล์ ผิวของเธอขาวผุดผาดทีเดียว ผมสีน้ำตาลเหลือบประกายทองนิดๆ ด้านหน้าซอยสไลด์ไล่กันลงไปแล้วทิ้งตัวยาวจนเกือบถึงครึ่งหลัง ใบหน้าสวยเก๋อย่างสาวลูกผสมยุโรป แต่งหน้าเพียงบางๆ ทาอายชาโดว์ปัดแก้มในโทนสีกลมกลืนกันดีกับชุดที่สวมใส่ ดวงตาคมโตสีน้ำตาลแกมทองคล้ายกับสีผมคู่นั้น มีประกายซุกซนวาวระยับทีเดียว ซึ่งดูจะเป็นจุดที่มีเสน่ห์ที่สุดบนใบ หน้านั้น
“เข้าซอยหน้าเถอะค่ะ ไปดูลูกหมากัน พี่ตินบอกว่าอยากได้สักตัวไม่ใช่หรือ”
หญิงสาวชักชวนเสียงใส พลางดึงมือชายหนุ่มนำลิ่วๆ แทรกผ่านผู้คนตรงไปยังทิศทางอันเป็นที่ตั้งของซอยที่ขายสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะด้วยท่าทางปราดเปรียวและชำนาญทางมากกว่าอีกฝ่าย
“ตัวนั้นสวย”
ร่างเพรียวส่งเสียงกรี๊ดกราดเมื่อเห็นลูกสุนัขพันธุ์เซนท์เบอร์นาร์ดขนฟูตัวบึ๊บ
“นั่นน่ารักกว่า” พี่ตินกลับดึงมือเธอไปอีกร้านใกล้กัน
“ว้า ชิสุตัวนิดเดียว”
“ตัวเล็กแต่น่ารักนะ”
“ผู้ชายอะไร้ชอบหมาตัวจี๊ดๆ พี่ตินต้องเลี้ยงแบบล่ำอย่างร็อตไวเล่อร์หรือไม่ก็โย่งอย่างเกรทเดนถึงจะเหมาะ”
“ไม่เห็นเกี่ยวกันสักหน่อย” ปากแย้ง ตาคมที่จับจ้องมองหญิงสาวบอกแววเอ็นดูไม่น้อย
ลตินบอกไม่ได้ว่าตนเองรู้สึกอย่างไรกับลีลา คงจะชอบมากกว่าอย่างอื่นละมัง เพราะจะให้บอกว่ารักก็ยังไม่ถึงขนาดนั้นซะทีเดียว ในสายตาของชายหนุ่มลีลาเป็นสาวสมัยใหม่มีเสน่ห์ร่าเริงสดใสน่ารัก แต่ในขณะเดียวกันเขาก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าลีลาดูจะเจ้าชู้ไปสักหน่อย โดยเฉพาะในเรื่องที่เธอให้ความสนใจแทนภพจนออกนอกหน้า
ก่อนหน้าที่จะมาเดินเที่ยว อาจารย์หนุ่มกำลังรู้สึกเครียดๆ อยู่ ครั้นพอได้พบหน้าหญิงสาวเขารู้สึกอารมณ์ดีขึ้นคลายความหงุดหงิดลงได้บ้าง เรื่องของเจนริญช์กับนนตราทำให้ต้องคิดหนัก เขาจำเป็นต้องหยิบเอางานวิจัยไสยศาสตร์ของชนกลุ่มน้อยดีร์ขึ้นมาทำวิจัยอีกครั้ง เนื่องจากไม่ต้องการให้คนในวงการวิชาการหรือในแวดวงที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยสงสัยว่าเขาเก็บข้อมูลของดีร์ไปทำไม ในเมื่อสิ่งที่เขาวางแผนจะทำต่อไปเป็นเรื่องส่วนตัวล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับเรื่องงานแม้แต่น้อย ลตินกำลังหาทางช่วยนนตราผู้โดนไสย์ดำของลีฮานซ์เล่นงานเข้าแบบเต็มๆ
อารมณ์ของอาจารย์หนุ่มปลอดโปร่งยังไม่ทันไรก็เริ่มตั้งเค้าความหงุดหงิดขึ้นมาอีก เพราะพอลีลารู้เรื่องทั้งหมดเข้าก็ทำตาโตตื่นเต้นทันที
“แหม จริงหรือคะพี่ติน ดีจัง คราวนี้จะได้มีอะไรคืบหน้าบ้าง เผลอๆ จะได้แจ้งเกิดซะที”
“ไม่เห็นเข้าใจ ชีวิตคนๆ หนึ่งกำลังตกอยู่ในอันตรายแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเกิดหรือไม่เกิดด้วย”
”อ้าว ก็นอกจากพี่จะได้ช่วยคุณนนตราอะไรคนนั้นให้พ้นภัยแล้วยังได้มีโอกาสเข้าไปเจาะลึกดีร์กันตรงๆ อย่างนี้เรียกว่าเป็นประโยชน์กับการทำวิจัยของพี่ตินทีเดียวล่ะค่ะ..คนที่จะไปพบนี่เป็นใครคะ ลีลารู้จักหรือเปล่า”
“เป็นผู้หญิงชื่อมายาลี”
“อ้อ ผู้หญิง”
“แล้วรู้จักหรือเปล่าล่ะ”
เขาถามโดยไม่ได้คิดจะเอาคำตอบเพราะพูดต่อไปเลยว่า
“พี่ชายของเธอชื่อแทนภพ”
ท้ายประโยคคนพูดดูเหมือนจะสะดุดลงเล็กน้อย เห็นแววตาลีลาเต้นวับขึ้นมาทันทีก็ใจแป้ว..หญิงสาวเงียบไปนิดหนึ่ง คงกำลังคิดวางแผนอะไรอยู่ในใจแน่ๆ แล้วเขาก็คิดไม่ผิดจริงๆ
“ถึงจะเสี่ยงแต่นี่เป็นโอกาสดีแล้วค่ะ”
“ดียังไง”
“การที่พี่ตินได้พบกับ..พวกนั้น จะเป็นประโยชน์ต่องานวิจัยของพี่ตินอย่างมาก เรียกว่ายิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัวยังไงล่ะคะ”
จากนั้นหญิงสาวก็ทำเสียงอ้อนประจบว่า
“ให้ลีลาไปด้วยนะ นะค๊า..น๊า”
“ไปทำไม” ลตินขมวดคิ้ว หน้าขรึมจนเกือบเป็นดุ
“อยากไปเที่ยวดอย”
“เข้าใจผิดหรือเปล่า พี่ไม่ได้ไปเที่ยว เรากำลังเข้าถ้ำเสือเพื่อช่วยคน”
ชายหนุ่มเน้นหนักๆ
“ไม่ใช่เรื่องสนุกอะไรเลย”
“ลีลาไม่กลัว” หญิงสาวเชิดหน้าทำเสียงดื้อดึง
“เก่งนี่..ตกลงว่าอยากไปเที่ยวหรือเพราะอยากได้ใกล้ชิดนายนั่นกันแน่”
“ยอมรับก็ได้ค่ะว่าเป็นเหตุผลหนึ่งด้วย ทำไงได้อยากรู้จักเขานี่”
คำตอบของลีลาเล่นเอาลตินอึ้งไปทีเดียว รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกว่าเธอติดใจอะไรนักหนา ขนาดว่ารู้ประวัติความไม่ชอบมาพากลทั้งหลายแหล่ของฝ่ายนั้นด้วยซ้ำก็ยังอุตส่าห์ปักใจสนใจไม่เลิกราอยู่นั่นแล้ว
ต่างคนต่างเงียบกันไปพักใหญ่ สักเดี๋ยวลีลาก็ชวนพูดคุยต่อไปถึงเรื่องอื่นโดยพยายามไม่พาดพิงถึงแทนภพให้อาจารย์อารมณ์เสียขึ้นมาอีก
แต่แล้วในช่วงที่คนทั้งสองกำลังเพลิดเพลินกับการเลือกชมลูกสุนัขพันธุ์ต่างๆ ตามร้านแต่ละร้านอยู่นั้น ได้บังเกิดเหตุการณ์อันไม่คาดฝันขึ้นอย่างกะทันหันชนิดไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว ชั่ววินาทีนั้นหนุ่มสาวทั้งคู่ได้แต่ยืนตื่นตะลึงตะไลทำอะไรไม่ถูกกันไปชั่วครู่ เมื่อผู้ชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งแต่งชุดสีดำรุ่มร่ามอย่างกับชาวอาหรับ พรวดพราดมาจากไหนไม่รู้ จู่ๆ ก้าวพรวดเข้ามาประชิดตัวลตินพลางยื่นมืออันเย็นเฉียบราวกันน้ำแข็ง ไปสัมผัสเพียงปลายนิ้วตรงแก้มซ้ายของชายหนุ่ม แล้วเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็วมาแตะตรงที่ตำแหน่งหัวใจ พร้อมกับเปล่งกระแสเสียงเบาต่ำลึกออกมาประโยคหนึ่งเป็นภาษาแปลกๆ ซึ่งคนทั้งสองไม่คิดว่าจะเคยได้ยินภาษาแบบนี้จากที่ไหนมาก่อน!
เหตุการณ์ตรงหน้าเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตายังไม่ทันรู้ตัวว่าอะไรเป็นอะไรด้วยซ้ำ ร่างของผู้ชายคนนั้นก็ได้แทรกหายกลืนไปกับฝูงคนแล้ว!
“เฮ้ย! ไอ้บ้า!” อาจารย์หนุ่มโวยวายลั่นเมื่อได้สติ
“ไอ้โรคจิตวิตถาร!”
“ขโมยหรือเปล่า?” ลีลาถามรัวเร็ว หน้าตาตื่นตระหนกไม่แพ้กัน
“เออ จริง เดี๋ยวเช็คก่อนยังไงจะได้แจ้งตำรวจ”
“ไม่ทันแล้วมัง” คนพูดชะเง้อมองไปทางที่ร่างนั้นลับหายไปด้วยใจคอไม่ดีนัก
“ค่อยยังชั่ว”
ลตินถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อสำรวจดูข้าวของมีค่าแล้วปรากฏว่าไม่มีอะไรสูญหาย
“ลีลาล่ะ มีอะไรหายบ้างหรือเปล่า?”
“ไม่มีค่ะ” เธอเงยหน้าขึ้นตอบหลังจากสำรวจกระเป๋าถืออยู่ครู่หนึ่ง
“มีอะไรหรือครับ เจอนักล้วงเข้าหรือคุณ แจ้งตำรวจไหม?”
เด็กหนุ่มคนขายหน้าร้านเดินเตร่เข้ามาถามหน้าตาเหลิกลั่กขณะที่คนอื่นๆ ซึ่งเดินผ่านไปมาเริ่มหันมามองเป็นตาเดียวกันเมื่อได้ยินคำว่าตำรวจ
“คงไม่ใช่ สงสัยเป็นพวกโรคจิตมากกว่า คนสติดีๆ ใครเขาจะทำอย่างนี้กัน”
ลตินยกมือขึ้นถูแก้มข้างนั้นแรงๆ ไม่รู้อุปทานไปเองหรือเปล่าที่รู้สึกเหมือนกับว่าแก้มข้างซ้ายของตนชาเห่ออย่างไรชอบกล เขาหันไปถามเด็กหนุ่มว่า
“เคยเห็นไอ้หมอนั่นมาก่อนบ้างหรือเปล่า น้องชาย?”
“คนไหนล่ะครับ”
“อ้าว คนที่แต่งชุดดำรุ่มร่ามยังกับพวกนักบวชบางนิกายน่ะ”
“เอ” เด็กหนุ่มเกาหัวแกรก หน้าตาบอกว่างงจัด
“ไม่เห็นมีคนแต่งชุดที่ว่านี่ครับ เห็นแต่กลุ่มฝรั่งผมทองผมแดงเพิ่งเดินไป แล้วก็วัยรุ่นผู้หญิงอีกสามสี่คนแค่นั้น”
“เฮ้ย! พูดเป็นเล่นไป คนตัวออกโต สูงใหญ่ หน้าตาก็…”
เสียงห้าวชะงักไปด้วยเกิดความไม่แน่ใจขึ้นมากะทันหันว่าคนผู้นั้นมีหน้าตาอย่างไรกันแน่ น่าแปลก..ที่เขากลับจำไม่ได้ทั้งที่เห็นอยู่ใกล้แค่คืบ!
“เห็นหน้ามันถนัดหรือเปล่า”
อาจารย์หนุ่มหันไปถามหญิงสาว ลีลาทำท่านึกก่อนตอบลังเลคล้ายไม่แน่ใจเหมือนกัน
“ไม่รู้ซิคะ เห็นไม่ชัด รู้แต่ว่าตัวสูงใหญ่แต่งตัวแปลกพูดภาษาแปลก น้องไม่เห็นจริงๆ หรือจ๊ะ?”
ประโยคท้ายหันไปย้ำถามเด็กหนุ่มอีกครั้ง ฝ่ายนั้นสั่นหน้าปฏิเสธยืนยันหนักแน่นว่า
“ไม่เห็นครับ เห็นแต่คุณสองคนยืนคุยกัน แล้วจู่ ๆ ก็โวยวายเสียงดัง แต่ไม่เห็นคนที่พูดถึงว่าใส่ชุดดำสักคน ถ้ามีผมต้องเห็นซิครับ!”
“เอ๊ะ แปลก!”
ลีลาอุทานได้คำเดียว แปลกใจจนต้องหันไปสบตากับชายหนุ่มด้วยความฉงนปนตระหนก นึกหาคำพูดอะไรไม่ทันไปเป็นครู่ ลตินเกิดความสังหรณ์ใจขึ้นมาเฉยๆ ทั้งไม่อาจอธิบายได้ถึงความรู้สึกเย็นเยือกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นตรงแก้มและอกซ้ายได้ ช่วงที่ชายหนุ่มกำลังรู้สึกเช่นนั้นอยู่พลันถึงกับสะดุ้งเมื่อจู่ ๆ ลูกสุนัขโดเบอร์แมนทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ในคอกหน้าร้านรวมทั้งในกรงภายในร้านด้วยต่างพากันพร้อมใจส่งเสียงขู่คำราม ทั้งเห่าทั้งหอนกันอย่างวิปริตราวกับเป็นสัญญาณเตือนหรือเป็นลางร้ายที่บอกถึงบางสิ่งที่จะกำลังจะเกิดขึ้นกับตัวชายหนุ่มกระนั้น!

นับเป็นเวลาดึกพอสมควรแต่ลีลากลับยังไม่สามารถหลับตาลงได้ เธอนอนมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่างกระจกแบบบานเลื่อนเห็นดาวดวงเล็กระยิบระยับกระจายเต็มฟ้าล้อมรอบจันทร์ครึ่งดวง หญิงสาวกำลังนึกถึงหลายๆ เรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
ทิวา รัตนศักดิ์ บิดาของเธอเป็นอดีตนาย ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ แต่เสียชีวิตไปเนื่องจากอุบัติเหตุบนถนนสายคดเคี้ยวทางภาคใต้เมื่อหลายปีก่อน ส่วนมารดาชาวฝรั่งเศสซึ่งได้แยกทางกับบิดามานานแล้วตอนนี้แต่งงานใหม่กับนักธุรกิจหนุ่มใหญ่เชื้อชาติเดียวกัน หลังจากเรียนจบลีลาขอเดินทางกลับเมืองไทยไม่ยอมอยู่กับมารดาและพ่อเลี้ยง
ดังนั้นบ้านเดี่ยวสองชั้นสไตล์อิตาลีหลังนี้จึงอยู่กันแค่สามคน โดยมีเธอเป็นเจ้าของบ้าน น้าเพาแม่บ้านวัยสามสิบเศษ และหนูแก้ว อายุสิบสองขวบ เป็นลูกสาวของน้าเพา สำหรับอารงค์หรือจาตุรงค์น้องชายคนเดียวของบิดากับอามุกมณีอาสะใภ้ไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยนัก เพราะต่างคนต่างยุ่งอยู่กับธุรกิจส่วนตัวของตนเอง
สาวลูกผสมวัยยี่สิบสามอย่างเธอไม่เคยขาดคนสนใจ เธอมีเพื่อนชายมากหน้าหลายตา บางคนที่ไม่ค่อยชอบเธอซึ่งส่วนมากเป็นผู้หญิงก็มักจะนินทาลับหลังว่า
ลีลาเปรี้ยวแถมเจ้าชู้อีกต่างหาก มีเพียงตัวเธอเท่านั้นที่รู้ดีอยู่ว่าเพื่อนชายส่วนใหญ่ที่คบกันอยู่จะคบหากันแบบเพื่อน แค่หยอกล้อเล่นๆ กันด้วยวาจา ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ที่เรียกได้ว่าสนิทสนมเป็นพิเศษกว่าคนอื่นสักหน่อย เห็นจะมีเพียงเพื่อนต่างวัยอย่าง ลติน กาญจนสรณ์ เท่านั้น
ลตินเป็นเพื่อนร่วมสถาบันเดียวกันกับอารงค์ของเธอ ลีลารู้จักกับลตินครั้งแรกในงานศพของบิดาซึ่งขณะนั้นเธอยังเรียนไม่จบ พอลีลาเรียนจบในสาขาวิชาเอกทางด้านคอมพิวเตอร์และกลับมาเมืองไทย พี่แตงหรือศจีพรรณลูกสาวคนเดียวของอาจาตุรงค์ มีศักดิ์เป็นพี่สาวเธอเพราะบิดาของลีลาแต่งงานช้ากว่าน้องชายหลายปี ได้ชักชวนน้องสาวให้มาทำงานด้วยกันในบริษัทที่ศจีพรรณมีหุ้นเป็นเจ้าของอยู่ส่วนหนึ่ง เป็นธุรกิจทางด้านจัดทำเว็บไซต์และพรีเซ้นท์เทชั่นงานแต่งงาน แนะนำสินค้าในรูปแบบของภาพแฟลชหรือภาพเคลื่อนไหว รวมไปถึงการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ ตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ เรียกว่าเป็นการบริการด้านเว็บไซด์แบบครบวงจรกันเลยทีเดียว ลีลากำลังว่างจึงตกลงทำงานกับพี่แตงในตำแหน่งโปรแกรมเมอร์
คิดไปคิดมาจากชีวิตส่วนตัวผ่านไปที่ผู้ชายสองคน
คนหนึ่งรูปร่างหน้าตาดีทั้งการศึกษาฐานะหน้าที่การงานลีลาให้คะแนนผ่านเต็มร้อย
ส่วนอีกคน..เป็นหนุ่มใหญ่อายุสามสิบปลาย ร่างสูงสง่า ผิวสองสีหล่อเข้มทีเดียว บุคลิกของเขาน่ะหรือ..จะหยิ่งก็ไม่เชิง จะกระด้างก็ไม่ใช่ ดูเป็นปริศนาน่าสนใจมาก!
แทนภพ..ชื่อนี้เป็นอะไรที่ “โดนใจ” จนน่ากลัว!
กึ่งท้าทายความรู้สึกที่ค้างคาใจมานาน กึ่งพรั่นพรึงหวั่นใจอย่างไรชอบกล!
ลตินไม่ชอบแทนภพเอาเลย เขาโจมตีว่าฝ่ายนั้นเป็นคนขายวิญญาณเป็นพวกนอกรีต ลีลากลับคิดว่าไม่ใช่ความผิดของแทนภพสักหน่อย ผู้ชายคนนั้นอาจมีสายเลือดเผ่าดีร์อยู่ในตัวครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งแม้จะเป็นคนไทยแต่ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าเขาจะเลือกถือลัทธิตามเผ่าพันธุ์ทางฝ่ายบิดาชาวดีร์แท้ๆ
หากไม่ว่าเขาจะมีประวัติซับซ้อนหรือเป็นคนร้ายกาจอย่างไรก็ตาม ลีลาได้ตัดสินใจแล้วและจะไม่ยอมถอยกลับเป็นอันขาด เฮ้อ..หญิงสาวถอนใจอีกครั้ง วันข้างหน้าเธอจะต้องเผชิญกับอะไรบ้างก็ไม่รู้..หญิงสาวพยายามข่มใจ รู้สึกทุกข์และเศร้าลึก!
‘เห็นผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงร้านบุ๊คสโตร์นั่นไหม?’
เธอหวนนึกถึงวันแรกที่เจอแทนภพ..จำได้ว่าลตินแอบกระซิบบอกขณะเดินเที่ยวอยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งเมื่อราวอาทิตย์ก่อน
‘ว๊าว หล่อ สง่าจัง!’
‘จุ๊ย์ๆ เห็นอย่างนั้นอย่าไปหลงไว้ใจเข้าเชียวล่ะ’
‘ทำไมคะ เจ้าชู้เหรอ’
‘เรื่องนั้นพี่ไม่รู้ แต่มีคนรู้จักเล่าให้ฟังว่าเขาเป็นคนนอกศาสนา ไม่นับถือพระไม่นับถือคริสต์หรือศาสนาอื่นใดในโลก เป็นพวกนิกายนอกรีตน่ะ’
‘ต๊าย จริงเหรอ ฟังดูเป็นเคสที่น่าสนใจม๊าก..ก’
เธอลากเสียงถามตาโตไม่ตกใจอย่างที่ลตินคาดเอาไว้ กลับตื่นเต้นไปซะอีก
‘พี่ตินตามเรื่องจำพวกนิกายแปลกๆ อยู่ไม่ใช่หรือคะ แหม..ความจริงถ้ามีแฟนเป็นพวกลัทธินอกรีตสักคนคงดี น่าตื่นเต้นหวาดเสียวเหมือนในหนังไง’
‘ลีลา!’
ลตินคงรู้สึกตระหนกกับความคิดโลดโผนของเธอ เขาปรามเสียงค่อนข้างเข้ม
‘รู้ตัวหรือเปล่าว่าพูดอะไรออกมา’
‘โธ่ พี่ติน..ทำเป็นซีเรียสไปได้..พูดเล่นหรอกน่า’
‘อย่าทำเป็นเล่นไป ไม่รู้ล่ะ คนพวกนี้ไม่น่าคบ อันตราย โหดเหี้ยม’
‘รู้ได้ยังไงว่าคนพวกนี้โหดเหี้ยม ไม่น่าคบ’
ลตินไม่ตอบ หากสีหน้าขรึมลงไปจนเห็นได้ชัด หญิงสาวยักไหล่ด้วยความ เคยชิน
‘คงไม่ทุกคนละมังคะ ขึ้นอยู่กับว่าคนๆ นั้นเป็นคนมีจิตใจยังไงต่างหาก ใจดี ใจร้ายปะปนกันไป ดูแต่คนที่มีศาสนาเถอะใจร้ายใจบาปเยอะแยะไป’
‘ขอร้องล่ะ เชื่อพี่ตินเถอะ คนพวกนี้ไม่มีดีหรอกขนาดศาสนายังไม่มีแล้วจะมีจิตใจไปได้ยังไงกัน!’
แทนที่หญิงสาวจะรู้สึกหวาดกับความเป็นคนนอกศาสนา ทว่าเธอกลับแสดงความสนใจฝ่ายนั้นจนออกนอกหน้า เธอบอกกับลตินในวันรุ่งขึ้นว่า
‘แนะนำให้รู้จักบ้างซิคะ’
‘ใคร?’
‘อ้าว..ลืมแล้วเหรอ..คนนั้นไง คนที่เราเจอในห้างที่ว่านอกศาสนาน่ะ’
‘อ้อ’ รับคำงงๆ
‘อยากรู้จักไปทำไม?’
‘ไม่ทำไมหรอก แค่อยากรู้จัก แปลกดี’
‘เราน่ะซิแปลก อยู่ๆ ก็อยากรู้จักคนอื่นเพียงแค่เพราะเขาแปลก’
‘ไม่รู้ล่ะถามก็ตอบเถอะค่ะ อย่าทำเล่นตัวหน่อยเลย’
‘ลีลาตอบพี่มาก่อนซิ’ อาจารย์ลตินเกี่ยง
‘อายุขนาดนั้นแล้วเป็นพ่อเรายังได้..เห็นเขาหล่อรึไงถึงสนใจนัก’
‘เป็นส่วนหนึ่ง’ เธอตอบ แววตาพราวระยับ
‘อีกส่วนเพราะเขาเป็นคนเผ่าดีร์ ถือลัทธิดีร์ด้วย..เป็นเคสที่น่าสนใจ’
‘พี่ไม่รู้จักเขาหรอก’ ลตินถอนใจยาว ปฏิเสธขรึมๆ
‘อ้าว? ไหนบอกว่า..’
‘หมายถึงไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวแต่ได้ยินเรื่องราวของเขามาจากอาจารย์สาธิตอีกที’
อาจารย์สาธิตที่ชายหนุ่มพูดถึงคือด็อกเตอร์สาธิต อติพันธ์ นักวิชาการด้านมานุษยวิทยา เชี่ยวชาญศาสตร์ทางพลังจิตวิญญาณอีกแขนงหนึ่งด้วย
‘คืออย่างนี้ พี่กับอาจารย์เคยเจอเขาครั้งหนึ่งในร้านอาหารนานแล้ว..ตั้งแต่ก่อนที่อาจารย์จะย้ายไปอยู่เยอรมันโน่น อาจารย์เตือนว่าให้ระวังผู้ชายคนนี้ไว้ เขาชื่อแทนภพ เป็นลูกครึ่งดีร์ มีธุรกิจทางด้านผลิตสินค้าประเภทโมเดลที่เป็นคริสตัล’
‘อือม์ แต่ตอนนี้เขาไม่ได้ถือลัทธิดีร์แล้วใช่หรือเปล่าคะ’
‘คงใช่ พี่ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่เสียด้วย’
‘แปลก’
‘อะไรแปลก?’
‘ทำไมพี่ตินถึงไม่สนใจล่ะ พี่กำลังถือเป็นกรณีศึกษาอะไรประมาณนั้นอยู่ไม่ใช่หรือคะ’
ลตินไม่ตอบ
‘ท่าทางเขาออกดี ไม่เห็นแตกต่างจากเราๆ ตรงไหน อาจเป็นเรื่องเข้าใจผิดทำนองเสียงลือเสียงเล่าอ้างก็ได้ จริงไหมพี่ติน’
เธอจำได้ว่าลตินมองเธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เธอหลบตาเขาทำเป็นเมินมองไปทางอื่นแทน ยั้งตัวเองไว้ไม่ให้พูดอะไรต่ออีก หากความคิดเธอไม่หยุดนิ่งเพียงแค่นั้น ลีลากำลังคิดว่าทำอย่างไรจึงจะเข้าถึงตัวแทนภพได้ เธอต้องหาทางทำความรู้จักกับผู้ชายคนนี้ให้ได้ในเร็ววัน แล้วต้องทำให้แนบเนียนด้วย
เธอใช้เวลาคิดวางแผนเหมาะๆ อยู่หลายวัน จู่ๆ โอกาสได้มาถึงอย่างง่ายๆ เมื่ออิทธิเพื่อนนักเขียนของลตินได้จัดการเป็นธุระติดต่อกับฝ่ายนั้น เขาจะใช้วิธีการอย่างไรเธอไม่รู้แต่ในที่สุดทั้งอิทธิและลตินก็ได้รับอนุญาตให้ไปพบมายาลีที่ “เรือน มนตรา” ได้ ลีลาเกิดความคิดขึ้นมาทันที โชคเข้าข้างเธอแล้ว
แม้ใจจะยังคงนึกกังวลถึงวันพรุ่งนี้ตลอดเวลา แต่คืนนี้เธอต้องพักผ่อนควรหยุดความคิดพักเรื่องนี้ไว้ก่อนเถอะ พรุ่งนี้..แค่อีกไม่กี่ชั่วโมงที่เธอก็จะได้พบกับ แทนภพ ไม่นานเกินรอหรอ




อ่าน ตอน 6-9 ได้ในตอนต่อไป

(cr flash ภาพ - yame)



Create Date : 24 กรกฎาคม 2558
Last Update : 24 กรกฎาคม 2558 21:42:14 น. 0 comments
Counter : 314 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
วงแหวนอักษรา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




คำเตือน
ขอสงวนลิขสิทธิ์ผลงานเขียนทุกชนิดใน
blogแห่งนี้ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ.2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือ
นำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีการใดๆ ทั้งสิ้น
รวมถึงการนำไปเผยแพร่ต่อที่อื่นโดยไม่
ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน



--------------------------
--------------------------
cr. ขอบคุณภาพ-ของแต่ง blog
จากเว็บแจกฟรีทุกแห่ง
cr. ขอบคุณแฟลชภาพจาก blog yame


books shelf (e-book)


คนล่าสาป
วงแหวนอักษรา
www.mebmarket.com
กงล้อแห่งชะตากรรมที่ต้องเผชิญชะตากรรมกำหนดให้เขาต้องเป็น...คนล่าสาปเพื่อชดใช้ในสิ่งที่ทำไว้ในอดีตชาติจนกว่าทุกอย่างจะสิ้นสุดลง


กรงใจไฟมายา
วงแหวนอักษรา
www.mebmarket.com
สำหรับผมเห็นว่าคุณเป็นเจ้าหญิงหิมะ...ที่จริงควรเป็นเจ้าหญิงน้ำแข็งถึงจะถูก เพราะว่าเวลาหิมะละลาย เราจะพบต้นอ่อนของดอกไม้เสมอ ตรงกันข้ามกับน้ำแข็งที่ละลายแล้วจะระเหยแห้งผากไปหมด เหมือนกับใจของคุณที่กำลังระเหยแห้งแล้งลงไปทุกทีนั่นแหละ...


มนตราทรายใต้ธารดาว
ณลีนิน
www.mebmarket.com
“ระหว่างเราสองคนอาจไม่ได้มีโอกาสใกล้ชิดกันมากนัก แต่นับจากคืนนี้ไป ผมสัญญาว่าผมจะเปิดใจกับคุณทั้งหมด จะไม่ให้มีอะไรเคลือบแคลงต่อกันอีก ที่สัญญาไว้ว่าจะยกชีวิตยกหัวใจให้คุณนั้นผมพูดจริง เรนียาห์คือภาพความหลังที่ผ่านมาแล้ว ในขณะที่คุณคือความจริงในปัจจุบัน”


รุ้งจางในม่านฝน
ณลีลาฯ
www.mebmarket.com
รุ้งงามมักจะเกิดขึ้นหลังฝนตกเสมอ แต่รุ้งที่พาดผ่านอยู่ในสายฝน จะเป็นเพียงรุ้งสีจาง หลบเร้นอยู่ใต้เงาของม่านฝนเท่านั้น
























---------------------------



...โปรเจคนิยายในคลัง...

สถานะ....บางเรื่องยังรีไร้ท์ บางเรื่องกำลังเขียน
และบางเรื่องจองชื่อ+ตั้งพล็อต ไว้ก่อนเพื่อรอ
คิวเขียน / บางเรื่องส่งต้นฉบับตีพิมพ์ บางเรื่อง
เป็น e-book และบางเรื่องอาจมีการเปลี่ยน
แปลงชื่อเรื่องในภายหลังเพื่อความเหมาะสม

1. ระบำรักกุหลาบแก้ว
2. ปีกรักในแดนฝัน
3. ลินินลายกุหลาบ
4. แก้วมนตรา มายาสยอง
5. เสกสรรปั้นรัก
6. พั้นช์รักครบสูตร
7. อาถรรพ์คำสาปอัทศิลา
8. มนต์ดำคำสาป
9. เลดี้โนเนม
10. ม่านมนต์ดำ ระบำมนตรา
11. พฤกษามนตราสาป
12. ระบำมุก
13. รัตติกาลอาถรรพ์
14. แก้วมายาหิมาลัย
15. มนตราโมเรศ
16. เกมกลคนซาตาน
17. เดือนฝันพันดาว
18. ศิลาอธิษฐาน
19. รักหวานม่านหิมาลัย
20. ภวังค์หวานม่านฝัน
21. หลง(รักษ์)
22. ใต้เเงาชลาลัย
23. ภูตพันธนาการ
24. มนตราธารา
25. มนต์รักประภาคารแสงจันทร์
26. มุกสลับสี
27. กังหันมนตรา (กังหันราตรี)
28. ปริศนารักนาฬิกาทราย
29. ตะวันอำพราง
30. ลางมนตรา
31. ภูผามายาไพร
32. อาถรรพ์หุ่นชักเลือด
33. พ่อมดบ้านไพร
ฯลฯ
--------------------



--------------------------

On every journey, there is a meaning.
..ทุกการเดินทางมีความหมาย..
(คติสอนใจจาก ชนเผ่าอเมริกันอินเดียน)
--------------------------
--------------------------




(เครดิต : https://www.youtube.com/watch?v=WYheX_vB4Wc)

--------------------------
--------------------------


Friends' blogs
[Add วงแหวนอักษรา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.