"คลังนิยายอ่านก่อนซื้อ-ทดลองอ่าน..."เมื่อการเดินทางของจินตนาการและตัวอักษรมาบรรจบกัน จึงกลายเป็นนิยายแต่ละเล่มของ...แหวนอักษรา และนามปากกาที่เกี่ยวข้อง"

 


Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2558
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
24 กรกฏาคม 2558
 
All Blogs
 
ปริศนาแลดาว บทที่ 4 - 6 (อ่านก่อนซื้อ)







Pina Colada Cocktail




คลิ๊กอ่านรายละเอียดเล่มได้ที่
https://www.mebmarket.com/ebook-3623-ปริศนาแลดาว


บทที่ 4 ห้องสีเทา
“สวัสดีครับ ผมชื่อเนอินทร์ รติสรรค์”
นักเขียนหนุ่มร่างสูงหน้าตาคร้ามคมแนะนำตนเอง รู้สึกแขนขาเก้งก้างไปหมดเมื่อถูกสายตาแปดคู่จ้องมาเป็นตาเดียวกัน เนื่องจากเขาเป็นคนเดียวที่ผลักประตูเข้ามาแล้วยังคงยืนเกะกะอยู่กลางห้องสนทนากลุ่มบำบัดทางสุขภาพจิต ขณะที่คนอื่นนั่งอยู่บนเก้าอี้ล้อมกันเป็นรูปครึ่งวงกลม โดยมีชายหนุ่มหน้าตาออกเค้าลูกผสมชัดเจนนั่งอยู่ตรงกลางหน้าสมาชิกทั้งสาม ดวงตาคมกล้าสีน้ำตาลค่อนไปทางสีทองพุ่งมาประสานสายตากับคนที่ยืนอยู่ ส่งประกายประหลาดขึ้นมาวูบหนึ่ง
อะไรกันผู้ชายคนนี้..ทำไมถึงมองแปลกๆ..!
เนอินทร์อุทานถามในใจ รู้สึกฉงนต่อสายตาซึ่งพุ่งเขม็งมาราวกับจะทะลุทะลวงให้ถึง ขั้วหัวใจเขา ยังไม่ทันได้จับสังเกตให้แน่ชัดลงไป เจ้าของดวงตาสีทองกลับดึงสายตากลับไปยังกลุ่มคนไข้ตรงหน้าพร้อมกับกล่าวว่า
“ขอเวลานอกสักนาทีนะครับ”
เสียงทุ้มห้าวกล่าวเป็นเชิงขออนุญาตกับสมาชิทั้งสาม แล้วจึงหันมายังเนอินทร์ซึ่งยังคงยืนเก้กังอยู่อีกครั้ง
“คุณมีธุระอะไรกับผมหรือเปล่า”
“ผมมาพบหมอนันท์นพินครับ”
“หมอนันท์นพินไม่อยู่ครับ ไปธุระที่ระยองอีกสองสามวันถึงจะกลับ”
เนอินทร์มีสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด
“ผมจะติดต่อเธอได้ยังไง พยายามโทร.ไปแต่ไม่มีสัญญาณตอบรับเลย”
“คงต้องรอล่ะครับ ตอนนี้เธองดรับโทรศัพท์”
“ทีนี้ควรจะทำยังไงต่อ” เนอินทร์พูดเหมือนปรารภกับตัวเอง
“คุณเป็นคนไข้ของหมอหรือ นัดเอาไว้หรือยังไง?”
เนอินทร์มองชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ด้วยสายตาพิจารณา เขาไม่เคยเห็นผู้ชายคนนี้มาก่อน คงเป็นหมอใหม่เพิ่งมาประจำ
“ผมเป็นเพื่อน.. เคยเข้าร่วมกลุ่มสนทนาแบบนี้กับหมอนันท์นพิน คุณมาแทนหมอนพินหรือครับ”
“เฉพาะช่วงสองสามวันที่คุณหมอไม่อยู่เท่านั้นครับ มีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้บ้าง”
ไอย์ลวิลถามตามมารยาททั้งที่ความจริงรู้จุดประสงค์ของอีกฝ่ายจากพริมมธุรสอยู่แล้ว
“เอาอย่างนี้..ผมกำลังจะเริ่มสนทนากลุ่ม..เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาถ้าคุณสนใจเข้าร่วมก็เชิญได้นะครับ เสร็จแล้วเดี๋ยวค่อยคุยกัน”
เนอินทร์มีท่าทีลังเลอยู่บ้างในตอนแรก การสนทนากลุ่มระหว่างสมาชิกที่กำลังเผชิญปัญหาภาวะความเครียดทางจิต โดยการให้ระบายความรู้สึกไม่สบายใจต่างๆ ออกมาให้มากที่สุดเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์สร้างสัมพันธภาพกับสมาชิกคนอื่น เพื่อจะได้ร่วมกันใช้ศักยภาพของตนในการเผชิญหน้าแก้ไขปัญหาทำให้ยอมรับตนเองและผู้อื่นมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เขาผ่านมาแล้วทั้งนั้น เขาเข้าร่วมกลุ่มเพื่อลดอาการปวดหัวและฝันร้ายบ่อยๆ เนื่องจากความเครียด ตามคำแนะนำของเพื่อนสาวผู้เป็นจิตแพทย์หญิงประจำอยู่ที่ศูนย์จิตอาสาแห่งนี้
“ทำได้หรือครับ”
“ได้ซิครับ ถือว่าเป็นสมาชิกสมทบพิเศษก็แล้วกัน”
“ตกลงครับ ผมจะลองดู”
“งั้นเชิญนั่งเลย”
เนอินทร์เดินมานั่งเก้าอี้ตัวที่ยังว่างอยู่ ขณะที่ไอย์ลวิลเริ่มเข้าสู่คอร์สบำบัด
“โอ.เค. เอาล่ะครับ เรามาเริ่มต้นกันเลยดีกว่า..ผม ไอย์ลวิล เมศย์บดินทร์ เป็นที่ปรึกษาพิเศษด้านจิตวิทยาบำบัด มาทำหน้าที่แทนหมอนันท์นพินเป็นกรณีพิเศษอย่างที่บอกไปแล้วเมื่อครู่นะครับ วันนี้เรามีแขกรับเชิญมาร่วมด้วยคนหนึ่ง”
สมาชิกทั้งสามยิ้มแย้มต้อนรับผลัดกันแนะนำตัว หลังจากแนะนำกันมาแล้วครั้งหนึ่งในตอนก่อนที่เนอินทร์จะเข้ามา จากนั้นเป็นการพูดคุยสัพเพเหระเพื่อสร้างความคุ้นเคยกันสักครู่ ไอย์ลวิลจึงเริ่มต้น
“วิธีการของผมอาจจะต่างไปจากหมอนันท์นพินอยู่บ้าง ผมอยากให้พวกคุณทุกคนเปิดใจกว้างก่อนทำจิตให้นิ่งเป็นอันดับแรก..ผมจะเริ่มนับหนึ่งและเมื่อถึงสิบภวังค์ของพวกคุณจะเข้าสู่จุดแห่งความว่างเปล่า”
ในช่วงเวลาที่นักจิตวิทยาลูกผสมพูด บุคคลทั้งสี่ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าพวกเขาได้ถูกสะกดจิตไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ไอย์ลวิลเริ่มนับหนึ่ง เสียงทุ้มห้าวยังคงกล่าวต่อไปเรื่อยๆ เหมือนในยามสนทนาปกติ
“ขณะนี้คุณกำลังอยู่ในห้องสีเทาอ่อนห้องหนึ่ง ภายในห้องนั้นมีหน้าต่างเพียงบานเดียวมันปิดอยู่ ทีนี้ลองเปิดหน้าต่างออกซิครับ..แสงสว่างที่ส่องเป็นลำเข้ามาจะทำให้เห็นว่าห้องสีเทาที่คุณเห็นแต่แรกแท้จริงมันเป็นสีขาว ถึงตอนนี้คุณกำลังมองเห็นอะไรบางอย่างภายนอกหน้าต่างนั่น หลายสิ่งหลายอย่างที่คุณเก็บซ่อนมันไว้ในมุมลึกสุดของความความทรงจำ..ถึงเวลาแล้วที่คุณจะเปิดใจสัมผัสกับมันอีกครั้ง..และเมื่อบานหน้าต่างปิดลง..คุณจะลืมตาขึ้น”
เมื่อหน้าต่างห้องปิดลง..ทุกคนลืมตาขึ้นเกือบจะพร้อมกัน น้ำตาแห่งความทรงจำเอ่อล้นขอบตา เนอินทร์สะอื้นลึกอยู่ในอก..ยอมรับเต็มที่ว่าผู้ชายคนนี้เก่งเหนือความคาดคิด คำพูดแค่เพียงไม่กี่ประโยคของไอย์ลวิลกลับทำให้ทุกคนได้เห็นเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งผ่านไปแล้วได้ภายในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เขาเข้ากลุ่มสนทนากับหมอนันท์นพินมานานพอควร หากไม่มีครั้งไหนที่ทำให้ เนอินทร์รู้สึกราวกับได้ย้อนเวลากลับไปในอดีตแบบนี้สักครั้ง
เสียงห้าวทุ้มของนักจิตวิทยาหนุ่มกล่าวต่อไปว่า
“ทีนี้ผมอยากให้คุณแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนๆ..เรียบลำดับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้สภาวะจิตว่าง สัมผัสและพูดมันออกมาเท่าที่ใจคุณรู้สึก”
ไอย์ลวิลพยักหน้าไปยังหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบเศษ สวมแว่นกรอบหนาสีทองอ่อน
“เริ่มจากคุณมานพก่อนก็แล้วกัน..ลองเล่าถึงความรู้สึกเมื่อกี้ว่าคุณเห็นอะไรและรู้สึกยังไงบ้าง”
หนุ่มใหญ่นิ่งเงียบเหมือนต้องการทบทวนความทรงจำ ก่อนเริ่มเล่าว่า
“ผมเห็น..ภรรยา..กับลูกสาวสองคนที่ผมทิ้งเขาไป”
มีแววสะอื้นปนอยู่ในน้ำเสียงของหนุ่มใหญ่
“พวกเขาพยายามเรียกผมแต่ผมไม่สนใจกลับเดินหนีมา..แล้วพอหันไปอีกทีผมไม่เห็นพวกเขาอีกแล้ว ข้างนอกมีแต่ความว่างเปล่า”
“แล้วคุณรู้สึกยังไง”
ไอย์ลวิลถามเรียบๆ มานพพยายามเรียบเรียงออกมาตามความรู้สึกที่สัมผัสในช่วงระยะเวลาสั้นๆ นั้น
“ใจหาย..เศร้า แล้วก็เหงา รู้สึกเหมือนตัวผมอยู่คนเดียวในโลก”
“ทำไมคุณถึงรู้สึกอย่างนั้นล่ะครับ ในเมื่อคุณเป็นฝ่ายหันหลังให้พวกเขาเองไม่ใช่หรือ”
หนุ่มใหญ่ได้แต่อึ้งเพราะหาคำตอบไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกที่เขาไม่รู้จะสรุปออกมาได้อย่างไร นักจิตวิทยาหนุ่มจึงเป็นฝ่ายไขกุญแจเปิดประตูความรู้สึกนั้นให้เสียเอง
“ทุกสิ่งที่คุณและครอบครัวได้เคยเผชิญร่วมกันมา..ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ล้วนแต่ฝังอยู่ภายใต้จิตสำนึกทั้งนั้น แต่คุณละทิ้งทุกอย่างเพราะคิดว่าตนเองทนแบกรับภาระหนักอึ้งต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว..สู้ตัดขาดทุกอย่างเสียต่อไปคงจะดีขึ้นเอง..แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างที่คิด..การหนีปัญหาไม่ได้ช่วยให้คุณหลุดพ้นปัญหา..กลับทำให้ทุกข์มากขึ้น เพราะไม่ว่าอย่างไรคุณก็ไม่สามารถตัดสายใยให้ขาดลงได้เพียงแค่หันหลังแล้วเดินจากมา..แล้วทำไมไม่ลองพยายามสานใยนั้นให้เหนียวแน่นมั่นคงมากขึ้นกว่าเดิมล่ะครับ”
ไม่มีคำตอบจากหนุ่มใหญ่..หากไอย์ลวิลรู้ดีว่าฝ่ายนั้นกำลังคิด หนุ่มใหญ่ต้องการเวลาทำความเข้าใจกับความรู้สึกของตนเอง เขาไม่ควรสร้างความกดดันไปมากกว่านี้
ถึงเวลาที่หญิงสาวร่างผอมบางชื่อสุชาวดีเล่าประสบการณ์ของตนเองบ้าง เธอพูดด้วยน้ำเสียงเอื่อยๆ ว่า
“ที่นอกหน้าต่าง..ฉันเห็นแม่กำลังปัดกวาดทำความสะอาดบ้านเหมือนอย่างที่เคยทำเป็นประจำ..ฉันกำลังนั่งดูทีวีไม่สนใจกับเสียงบ่นของแม่ที่ว่าฉันเอาแต่สบายตกงานแล้วยังไม่ช่วยแม่ทำงานบ้านอีก แม่บอกให้ฉันไปดูปอนด์น้องคนเล็กอายุเพียงหกขวบ ฉันรำคาญมากเลยลุกขึ้นคว้าจักรยานถีบออกจากบ้าน ตอนนั้นคิดว่าไปนั่งเล่นนอนเล่นที่บ้านอ้อยดีกว่า”
“อ้อยเป็นใครครับ” ไอย์ลวิลถาม
“เพื่อนค่ะ..อ้อยอยู่ถัดจากซอยบ้านฉันไปราวสามซอย..ปอนด์วิ่งเล่นอยู่หน้าบ้านขอตามไปด้วย ฉันแกล้งทำเป็นไม่สนใจเพราะอารมณ์ไม่ดีปล่อยให้น้องร้องไห้วิ่งตามมา..ตอนนั้นเองที่..”
เสียงของสุชาวดีขาดหายเหมือนต้องการปล่อยให้ประโยคค้างไว้เพียงแค่นั้น ไอย์ลวิลจึงต้องกระตุ้นด้วยการถามว่า
“เกิดอะไรขึ้นหรือครับ”
“ฉันได้ยินเสียงรถทางด้านหลัง หันไปเห็นมอเตอร์ไซค์ขับพุ่งออกมาจากซอย ฉันกำลังจะร้องห้ามไม่ให้น้องวิ่งตัดหน้ารถแต่ไม่ทัน อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นครั้งนั้นทำให้ปอนด์เดินไม่ได้จนถึงเดี๋ยวนี้”
“เป็นเรื่องน่าเศร้า..มันเกิดขึ้นนานหรือยัง” คนถามคือมานพ
“ครึ่งปีมาแล้วค่ะ ฉันคิดมากมาตลอด สงสารน้อง สงสารแม่ แม่ไม่เคยกล่าวโทษหรือด่าว่าฉันสักคำ แต่จะให้ฉันลืมเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นเพราะฉันเป็นต้นเหตุได้ยังไง ถ้าเพียงแต่ฉันจะเชื่อฟังแม่ดูแลน้องอยู่ในบ้าน เรื่องทั้งหมดคงไม่เกิดขึ้น น้องต้องกลายเป็นคนพิการก็เพราะฉัน ฉันเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างตรงหน้าแต่ทำอะไรไม่ได้เลย”
ปลายเสียงคนพูดสั่นเครือด้วยความสะเทือนใจ
“ผมว่าคุณลืมอะไรไปอย่างหนึ่งนะครับ..จริงอยู่ว่าคุณไม่สามารถแก้ไขเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วได้..แต่คุณสามารถชดเชยความผิดพลาดได้ อย่ามัวแต่ลงโทษตัวเองอยู่เลยคุณสุชาวดี คุณลงโทษตัวเองมามากพอแล้ว ต่อไปควรเริ่มต้นใหม่อย่างมีสติ”
เสียงทุ้มห้าวยังคงกล่าวให้กำลังใจพลางให้คำแนะนำต่อไปอีกหลายประโยค ก่อนจะผ่านมาถึงสมาชิกคนสุดท้ายคือภรณีสาวใหญ่วัยสามสิบห้าผู้ซึ่งสูญเสียลูกสาวคนเดียวไปเมื่อราวห้าเดือนก่อน จนถึงปัจจุบันเธอก็ยังปลงใจไม่ได้
“คุณภรณีล่ะครับ เห็นอะไรจากหน้าต่างบ้าง”
“ฉันไม่เห็นอะไรข้างนอกหรอกค่ะ แต่เห็นกล่องใหญ่กล่องหนึ่งวางอยู่ตรงกลางห้อง พอเปิดดูข้างในเห็นเสื้อผ้าของใช้ต่างๆ ของหนูฝน..ลูกสาวคนเดียวของฉันตายเพราะโรคประจำตัวลิ้นหัวใจรั่ว..แกต้องจากแม่ไปทั้งที่อายุเพิ่งได้สิบขวบเท่านั้น ตลอดห้าเดือนที่ผ่านมาฉันฝันเห็นลูกอยู่เรื่อยๆ ไปวัดทำบุญให้ลูกทุกอาทิตย์เพราะคิดว่าเขายังผูกพันหาแม่ จนพระรูปหนึ่งทักว่าฉันเองต่างหากที่ไม่ยอมปล่อยหนูฝนไป แต่ฉันหยุดคิดถึงลูกไม่ได้เลยต้องมาพึ่งหมอ”
ภรณีหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตา
“อือม์..ตอนนี้พวกเราทุกคนได้ร่วมรับรู้ถึงความทุกข์ของคุณแล้วนะครับคุณภรณี สำหรับกรณีของคุณ..เวลาจะเป็นยารักษาที่ดีที่สุด แต่คุณต้องช่วยตัวเองด้วย”
“ยังไงคะ”
“พยายามวางจิตให้ว่างตั้งมั่นฝึกนั่งสมาธิบ่อยๆ เมื่อจิตสงบสติและความเข้มแข็งก็จะกลับคืนมา ผมอยากจะบอกให้ทุกคนตระหนักถึงในสิ่งหนึ่งไปพร้อมๆ กัน”
ประโยคหลังชายหนุ่มกล่าวรวมๆ
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตเราก็ตามแต่หัวใจของยารักษาจิตใจคือกำลังใจ..อย่าถอดใจหรือทิ้งกำลังใจเป็นอันขาดเพราะมันจะเป็นตัวช่วยทำให้เราแก้ปัญหาทุกอย่างให้ลุล่วงไปได้ในที่สุด”
พูดจบไอย์ลวิลหันไปพยักหน้ากับเนอินทร์
“ถึงตาคุณแล้ว..คุณเนอินทร์”
เนอินทร์กำลังนึกถึงภาพเหตุการณ์บางอย่างด้วยความสะเทือนใจ เพื่อนส่วนใหญ่ทราบว่ามารดาของเขาเสียชีวิตไปตั้งแต่เขายังเด็ก แต่เขาไม่เคยปริปากพูดถึงสาเหตุแท้จริงที่ทำให้มารดาต้องจบชีวิตลง หากในขณะนี้เขากำลังเปิดเผยเหตุการณ์ที่ถือเป็นความลับส่วนตัวต่อหน้าบุคคลอื่น ไม่ใช่เพราะถูกบังคับ มันเป็นความเต็มใจที่ตนเองไม่สามารถอธิบายถึงความรู้สึกในขณะนั้นได้ถูก
“ผมเห็นต้นไม้เต็มไปหมดที่นอกหน้าต่าง..ผมในวัยเด็กอยู่ที่นั่นด้วย กำลังนั่งเล่นอยู่ใต้ต้นมะม่วงในสวนหลังบ้าน แล้วจู่ๆ ก็มีบางอย่างเกิดขึ้น ผมได้ยินเสียงเอี๊ยดๆ คล้ายกิ่งไม้ลั่นพอแหงนหน้าขึ้นไปดูก็เห็น..”
ชายหนุ่มเว้นช่วงไปนิดหนึ่งเพื่อรวบรวมกำลังใจเล่าถึงเหตุการณ์อัตวินิบาตกรรมของมารดาเมื่อตอนที่เขาอายุเจ็ดขวบ ภาพสุดท้ายของมารดาไม่ใช่ภาพผู้หญิงผมยาวยิ้มสวยใจดีอย่างที่คุ้นเคยมาแต่เล็กแต่น้อย กลับเป็นภาพมารดาในลักษณะทิ้งตัวห้อยโตงเตงแขวนคอกับเชือกบนกิ่งไม้ เนื้อตัวคล้ำเขียวหมดสีเลือด ผมยาวมองกระด้างไร้โลหิตหล่อเลี้ยง ตาโปนถลนราวกับจะหลุดออกมานอกเบ้า ลิ้นซีดจุกปาก มือสองข้างเกร็งกำแน่นแสดงให้เห็นถึงขีดของความทรมานก่อนสิ้นชีวิต
“ร่างของแม่ห้อยอยู่บนกิ่งใหญ่ของต้นมะม่วง คุณยายบอกว่าแม่ฆ่าตัวตายเพราะเสียใจที่พ่อไปมีผู้หญิงอื่นแล้วจะขอหย่าจากแม่ หลังจากแม่ตายผมก็เริ่มฝันร้ายกลัวเงาต้นไม้ตั้งแต่นั้นมา เวลากลางคืนเห็นเงาต้นไม้ตะคุ่มๆ แล้วใจไม่ดี รู้สึกเหมือนเห็นผีต้นไม้รูปร่างคดๆ งอๆ คอยกวักมือเรียก ตอนเด็กๆ กลัวมากครับ”
สมาชิกกลุ่มบำบัดทั้งสามมองชายหนุ่มด้วยสายตาแสดงความเห็นใจ
“เดี๋ยวนี้ล่ะคะ..ยังกลัวอยู่อีกหรือเปล่า?”
สุชาวดีถามเสียงอ่อนโยน รู้สึกเห็นใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวัยเด็กของชายหนุ่ม คิดดูซิ..เด็กแค่เจ็ดขวบกลับต้องมาพบเห็นภาพสยดสยองในวาระสุดท้ายของมารดา ช่างโหดร้ายอะไรอย่างนี้
“นานๆ จะเป็นสักครั้งครับ”
“ฟังดูปัญหาของคุณหนักหนาลึกซึ้งยิ่งกว่าฉันเสียอีก”
ภรณีออกความเห็น เรื่องที่เนอินทร์เล่าทำให้ภรณีเกิดความรู้สึกตื้นตันแปลกๆ ขึ้นมาทันที อย่างน้อยลูกสาวของเธอก็จากไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าลูกต้องประสบชะตากรรมเลวร้ายยิ่งกว่านี้ หัวใจเธอคงแลกสลายกว่าที่ประสบอยู่ไม่รู้กี่เท่า
“เข้าใจล่ะ..ผมเสียใจด้วยเรื่องคุณแม่ของคุณ..ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็กทำให้คุณฝันร้าย..คนเราทุกคนมักจะเคยผ่านฝันร้ายกันมาทั้งนั้น ผมเองก็เคยฝันร้ายบ่อยๆ เหมือนกัน ในกรณีของคุณกับคุณภรณีควรหาเวลาฝึกสมาธิบ่อยๆ การฝึกสมาธิจะช่วยผ่อนคลายความเครียดทำให้จิตใจสงบและมีสติมากขึ้นอย่างที่บอกไปแล้ว”
หลังจากคำพูดให้กำลังใจหลายประโยค จากนั้นไอย์ลวิลจึงกล่าวเป็นเชิงสรุปทิ้งท้ายไว้
“ผมอยากจะขอย้ำอีกครั้งว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตต่อไปในวันข้างหน้า..อย่าถอดใจหรือทิ้งความหวัง เพราะมันคือพลังที่ส่งให้ชีวิตคุณยืนหยัดอยู่ได้จนถึงบั้นปลายชีวิต”
หลังจากหมดชั่วโมงจิตบำบัดสมาชิกคนอื่นได้พากันแยกย้ายกลับออกไปหมดแล้ว ภายในห้องสนทนากลุ่มขณะนี้จึงเหลือแต่เพียงนักจิตหนุ่มลูกผสมกับเนอินทร์เพียงสองคนเท่านั้น
“ผมยกนิ้วให้คุณจริงๆ ครับหมอ.. ความสามารถคุณน่าทึ่งมาก ผมเข้ากลุ่มกับหมอนพินมาราวครึ่งปีเธอยังไม่สามารถทำให้ผมเปิดใจได้มากถึงขนาดนี้”
“อย่าพูดให้หมอนันท์นพินได้ยินเชียวนะครับ ทราบมาว่าเธอค่อนข้างจะอ่อนไหวไม่น้อย”
เนอินทร์อมยิ้ม
“ใช่..นั่นล่ะนันท์นพิน ตกลงพวกเราถูกสะกดจิตแน่นอนใช่ไหมครับ”
“เรียกว่าเป็นการดึงสภาวะจิตที่ซ่อนเร้นออกมามากกว่า..อะไรที่เก็บกดไว้มากๆ บางทีก็ทำให้เราทรมานใจ”
เนอินทร์พยักหน้าเห็นด้วย โดยไม่ได้นึกรู้ว่าคำพูดในท้ายประโยคของนักจิตวิทยาหนุ่มนั้นมีเจตนาย้ำเตือนทั้งคู่สนทนาและตนเองไปด้วยพร้อมกัน
“พูดถึงเรื่องสะกดจิตผมเคยรู้มาว่ามีการสะกดจิตแบบสั่งให้ทำอะไรๆ ก็ได้ด้วยใช่ไหมครับ?”
“ทำนองนั้น ผมหมายถึงถ้าสะกดได้ในระยะลึกพอจะสั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำตาม”
จากนั้นไอย์ลวิลได้อธิบายเสริมถึงการสะกดจิตชนิดที่ผู้สะกดออกคำสั่งให้ผู้ถูกสะกดทำตามคำสั่ง เนอินทร์ฟังเพลินด้วยความสนใจทีเดียว เขารู้สึกชอบผู้ชายคนนี้ คะเนจากหน้าตาน่าจะเป็นรุ่นเดียวกับเขาคือประมาณยี่สิบเก้า ถ้าจะมากหรือน้อยกว่าก็คงไม่เกินหนึ่งปี
หลังจากคุยถึงเรื่องอื่นๆ อยู่สักพักไอย์ลวิลจึงได้ย้อนกลับมาเข้าเรื่องว่า
“ทีนี้พร้อมหรือยังที่จะเล่าถึงธุระของคุณ”
นี่ล่ะเวลาที่เขารอคอย เนอินทร์นึก เขาเริ่มต้นทันทีว่า
“ผมจะไม่อ้อมค้อมล่ะ เรื่องเป็นอย่างนี้ครับ ผมเป็นนักเขียน กำลังจะเขียนนิยายเพื่อส่งประกวดชิงรางวัลของสมาคมนักเขียนดาวอักษร เพื่อความสมจริงสมเหตุสมผลผมต้องเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสภาพทั่วไปตามชายฝั่งทะเล รวมถึงวิถีการดำเนินชีวิตของชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนเกาะด้วย ความจริงผมมีตัวเลือกหาดริมทะเลหรือตามเกาะที่เหมาะสำหรับใช้เป็นฉากประกอบการเขียนอยู่หลายแห่งครับ แต่จากพล็อตเรื่องเกาะแลดาวนี่แหละเหมาะใช้เป็นฉากมากที่สุด”
“เกาะแลดาว”
แววตาคนถามคล้ายวูบไหว หากอีกฝ่ายไม่ทันได้สังเกต คงตอบรับและพูดต่อไปอีกว่า
“ครับ ผมทราบว่าเกาะแลดาวเป็นเกาะส่วนบุคคลไม่มีผู้คนวุ่นวายพลุกพล่าน ทราบมาว่าในป่ายังมีทุ่งดอกไม้สวยๆ พันธุ์หายากหลายชนิดด้วย ตรงกับพล็อตเรื่องและฉากที่ผมกำหนดพอดี”
ไอย์ลวิลรับฟังด้วยสีหน้าสงบ ความเป็นคนความรู้สึกไวทำให้เขาอดรู้สึกไม่ได้ว่าเนอินทร์ไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด มีบางอย่างที่ถูกปิดบังไว้
“แล้วอะไรที่คุณต้องการจากหมอนันท์นพิน”
“คืออย่างนี้..หมอนพินเคยเล่าให้ผมฟังถึงเรื่องคุณลุงกฤษณ์ญาติห่างๆ ที่เป็นเจ้าของเกาะ แต่ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว เกาะจึงตกทอดมาถึงลูกชายคนเล็กคือคุณจักรวาล”
“อ้อ..ครับ?”
“แล้วด้วยเหตุผลที่ผมบอกไปตั้งแต่แรกว่าผมจำเป็นต้องสัมผัสกับสถานที่จริงก่อนที่จะลงมือเขียนนิยาย”
“พูดง่ายๆ คือคุณต้องการที่จะเข้าไปคลุกคลีเห็นวิถีชีวิตท้องถิ่นบนเกาะแลดาว แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงเพราะเจ้าของไม่ค่อยต้อนรับคนแปลกหน้า..ถูกต้องหรือเปล่า”
เนอินทร์มองนักจิตวิทยาหนุ่มลูกผสมด้วยสายตาพอใจแกมทึ่ง ดูเหมือนอีกฝ่ายจะสรุปเรื่องได้ตรงประเด็นภายในเวลาแค่ไม่กี่นาที
“ถูกต้องครับ คุณหมอพอจะแนะนำอะไรได้บ้าง”
“อย่าเรียกผมว่าหมอเลย ผมเป็นนักจิตวิทยาไม่ใช่หมอ..ผมว่าคุณน่าจะรอหมอ นันท์นพินนะ แค่สองสามวันเท่านั้นเอง”
“ผมลาพักร้อนกับงานเขียนประจำได้ไม่นานนัก” คนพูดพูดเป็นเชิงติดตลก
“กะว่าจะลุยเก็บข้อมูลไม่เกินสิบวัน อ้อ ถ้ารวมถึงเสาร์อาทิตย์นี้ด้วยก็ราวสิบสองวัน”
“สิบวันกับการเก็บข้อมูลที่ว่าไม่น้อยไปหรอกครับ รอเธอสักนิดดีกว่าผมเชื่อว่าหมอนันท์นพินจะเต็มใจช่วย”
“ผมไม่แน่ใจ”
เนอินทร์ตอบทันที ไอย์ลวิลไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบาง..นันท์นพินเปิดใจกับเขาแต่เขาปฏิเสธเธอและนั่นอาจเป็นสาเหตุทำให้หญิงสาวโกรธจนปิดกั้นเขาตลอดไปก็เป็นได้
“ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหมหมอ”
ชายหนุ่มยังคงเรียกไอย์ลวิลว่าหมอตามเดิมเพราะติดปากกว่า
“อะไรหรือครับ”
“คุณเคยไปเกาะแลดาวหรือเปล่า”
ดูเหมือนนักจิตวิทยาหนุ่มจะอึ้งไปกับคำถามง่ายๆ นั้น..เกาะแลดาว..ช่างเป็นชื่อที่ว่างเปล่าสำหรับไอย์ลวิลเหลือเกิน
ท่าทีลังเลเหมือนไม่แน่ใจของชายหนุ่มลูกผสมทำให้เนอินทร์นึกฉงนอยู่บ้าง เพราะเท่าที่ได้พูดคุยกันตั้งแต่ชั่วโมงกลุ่มสนทนาจนถึงตอนนี้ พอจะสรุปบุคลิกได้ว่าไอย์ลวิลดูเป็นคนมั่นคงเชื่อมั่นในตนเองสูง ไม่มีสักครั้งที่ฝ่ายนั้นจะออกอาการอึกอักเช่นนาทีที่ผ่านมา
“พูดจริงๆ ผมเคยไปเที่ยวเมื่อสมัยเด็กๆ โตมาก็ไม่ได้ไปอีก”
เสียงทุ้มห้าวตอบออกไปในที่สุด ก่อนรีบสรุปว่า
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน..แฟนผมเป็นเพื่อนกับหมอนันท์นพิน..เพิ่งได้รับเชิญให้ไปร่วมในงานแต่งงานพี่ชายของหมอ ยังไงผมจะลองคุยกับพริมดูก่อนเธอคงจะช่วยพูดให้หมอนพินเปิดไฟเขียวให้คุณได้อยู่หรอก”
แววตาของเนอินทร์สว่างวาบขึ้น
“จริงๆ หรือครับ”
“ผมจะพยายามช่วยแต่คุณต้องใจเย็นรอสักสองสามวันก่อน ได้ข่าวอย่างไรผมจะรีบติดต่อกลับ”
เนอินทร์เอื้อมมือไปจับมือนักจิตวิทยาหนุ่มเขย่าแรงๆ ด้วยความดีใจ
“ขอบคุณครับ..ขอบคุณจริงๆ”
“อย่าเพิ่งขอบคุณเลย ผมยังไม่รับปากว่าจะสำเร็จ”
“ไม่เป็นไร..หมอบอกผมไม่ใช่หรือว่าคนเราต้องมีความหวัง ผมจะรอฟังข่าวดีนะครับ”

บทที่ 5 บ้านนับดาว

หลังช่วงเวลารัตติกาลผ่านไปจวบจนถึงเวลาแห่งแสงแรกของยามรุ่งอรุณในวันใหม่ เส้นปลายฟ้าทาบทับด้วยสีเรื่อเรืองจากแสงอาทิตย์เปล่งประกายรัศมีสีทองระยับกระจายรอบขอบเมฆงามจับตา บรรยากาศโดยรอบร่มรื่นเพราะรายล้อมด้วยไม้ใหญ่น้อยนานาพันธุ์ ทางด้านหนึ่งมีทางเดินยื่นลงไปในน้ำเพื่อเชื่อมต่อไปถึงศาลาสีขาวทรงหกเหลี่ยมตั้งเด่นอยู่เกือบกลางสระใหญ่ หญิงสาวร่างสูงระหงในชุดเสื้อกางเกงลำลองสีเรียบผู้หนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่เพียงลำพังใกล้ริมสระ ผมหยักศกสลวยของเธอซอยสั้นสไลด์เป็นทรงสวยรับกับใบหน้าเนียนสีน้ำผึ้ง ดวงตาหวานคมกำลังมองเหม่อผ่านสายหมอกบางทอดจับไปยังกลางผืนน้ำกว้างใหญ่ใสและลึก อันปรากฏแรงกระเพื่อมไหวสะเทือนเป็นพลิ้วระลอกคลื่น เนื่องจากการทำงานของกังหันน้ำที่ช่วยเติมอากาศบำบัดน้ำเสีย

“บรรยากาศตรงนี้ดีมาก..โดยเฉพาะเช้าๆ อย่างนี้”
คนยืนใจลอยถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงห้าวทุ้มทัก พร้อมกับวงแขนแข็งแรงโอบกระชับจากทางด้านหลัง
“คุณจักร..แหม..มาเงียบๆ ตกใจหมด”
“ขอโทษครับ ขอโทษ”
ชายหนุ่มร่างสูงหน้าตาดีผิวค่อนขาวแต่งกายสุภาพอย่างคนที่พร้อมจะออกไปทำงานกล่าวกลั้วหัวเราะ..นึกเหมือนกันว่าหญิงสาวอาจจะตกใจ..ก็ใจลอยออกอย่างนั้น
“ตัวคุณหอมจัง ใช้น้ำหอมยี่ห้ออะไรบอกกันบ้างได้หรือเปล่า”
คนถามถามแบบไม่ได้ต้องการคำตอบจริงจังอะไร เพราะพอพูดจบใบหน้าคมก็ก้มต่ำลงมาจนลมหายใจอุ่นๆ เป่าปะทะรดตรงต้นคอของหญิงสาว จมูกโด่งเคล้าเคลียอยู่แถวซอกคองามเพื่อสูดกลิ่นหอมแสนรัญจวนใจ
ผู้หญิงคนนี้แปลกจริง เธอช่างเป็นคนที่สงวนท่าทีได้มากพอกับความมีเสน่ห์อย่างเหลือเกิน
“ฉันไม่ชอบใส่น้ำหอมหรอกค่ะ คงเป็นกลิ่นดอกไม้แถวนี้มากกว่า”
“ไม่ใช่หรอก..กลิ่นหอมแบบนี้”
ชายหนุ่มส่งสายตาเจ้าชู้..พลางทำท่าสาธิตด้วยการจรดจมูกลงกับบนแก้มเนียนใสประกอบคำพูด
“มาจากตัวคุณแท้ๆ เชียว..ลัลธริมา”
“ฮื้อ..ไม่เอาล่ะ..คุณแกล้งเอาเปรียบฉันนี่”
เสียงต่อวาแกมประท้วงทำให้จักรวาลหัวเราะอย่างอารมณ์ดีอีกครั้ง เขาแนบแก้มสากลงกับเรือนผมนุ่ม
“รู้ไหมผมอยากกอดคุณไว้อย่างนี้ทั้งวันเลย”
“แย่จัง!”
“ทำไมต้องแย่ด้วย”
“ถ้ายืนกอดกันอย่างเดียวทั้งวันมีหวังเมื่อยแย่ซิคะ แล้วจะไม่ได้ไปทำงานด้วย”
“ผมยอมเมื่อย”
“ตกงานกันพอดี”
“ตกก็ช่างมัน..หางานใหม่ไม่ได้ก็ตั้งบริษัทเองซะเลย..ว่าแต่วันนี้ลัลตื่นแต่เช้าเลยนะครับ”
“ที่จริงตื่นเช้าทุกวันแหละค่ะแต่ปกติเดินเล่นอยู่แถวสวนหย่อมหน้าบ้านเป็นส่วนใหญ่ เพิ่งได้มีโอกาสเดินเลยไกลออกมาถึงสระท้ายสวนก็วันนี้”
“ผมเข้าใจ” จักรวาลพยักหน้า
“ตลอดหลายเดือนมานี่คุณแทบไม่มีเวลาเป็นส่วนตัว ต้องดูแลคุณพ่อเกือบตลอดตั้งแต่เช้าจรดค่ำ พอคุณพ่อเสียยังต้องมาพยาบาลคุณแม่อีกคน”
ชายหนุ่มคลายอ้อมแขนออกเลื่อนมือมากุมมือหญิงสาวไว้
“ผมกำลังหาพยาบาลพิเศษที่ไว้ใจได้มาช่วยผ่อนแรง แต่งงานแล้วคุณจะได้มีเวลาเป็นส่วนตัวมากขึ้น ตอนนี้ผมอนุญาตให้คุณมีอิสระได้มากเท่าที่ต้องการ..คุณจะทำอะไรก็ได้ในบ้านหลังนี้ ยกเว้นอย่างเดียว..”
สถาปนิกหนุ่มเว้นจังหวะพูดไปนิดหนึ่งทำหน้าตาขึงขังอย่างมีเลศนัย หญิงสาวเบี่ยงตัวห่างออกจากเขาเพื่อที่จะได้หันมามองหน้าคนพูดได้ถนัด
“อะไรคะ”
“นอกจากผมแล้วห้ามมองผู้ชายคนอื่นอีกเชียว”
“โธ่! คุณนี่ชอบล้อเล่นอยู่เรื่อย”
“ไม่เล่นล่ะ ผมเอาจริง ลืมไปแล้วหรือว่าเรากำลังจะแต่งงานกัน ผมเต็มใจที่จะทำทุกอย่างให้คุณมีความสุข แล้วคุณจะรู้ว่าคุณจะไม่มีวันผิดหวังจากผมแน่นอน”
“หรือคะ”
“ทำไมต้องหรือคะ..ไม่เชื่อที่ผมพูดหรือ”
“ไม่ใช่ไม่เชื่อ คุณดีกับฉันมากเสียจนเกรงใจไปหมดแล้ว..ผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างฉันจะเอาอะไรไปตอบแทนคุณได้ล่ะคะ”
“อย่าเกรงใจเลย ผมเต็มใจที่สุด”
ชายหนุ่มพูดด้วยสีหน้าจริงจังจริงใจ แววตาคมบอกความรู้สึกในใจที่มีต่อหญิงสาวอย่างเปี่ยมล้น
“ถ้าคิดจะตอบแทน ไม่ต้องถึงกับรักผมเท่าฟ้าอะไรอย่างนั้นหรอกครับ แค่รักผมเท่าหัวใจคุณผมก็พอใจแล้ว”
“คุณปากหวานจัง”
แม้ใบหน้าสวยของหญิงสาวจะไม่มีรอยยิ้มระบายอย่างเปิดเผย..หากดวงตาหวานคมปรากฏแววยิ้มจรัสทำให้จักรวาลพอใจที่ได้เห็นความสุขบนใบหน้านั้น
ลัลธริมา รัตตยา อาจจะผิวคล้ำไปสักนิดแต่ก็สะสวยอย่างสาวเชื้อสายไทยผสมบราซิล ถ้าเป็นไปได้เขาอยากให้เธอเปิดใจรับตัวเขามากกว่านี้ เพราะเท่าที่สังเกตดูชายหนุ่มรู้สึกว่าลัลธริมายังคงครึ่งๆ กลางๆ ระหว่างเต็มใจกับลังเลที่จะเป็นเจ้าสาวของเขา คงเป็นเพราะชีวิตกำพร้าทั้งพ่อและแม่ทำให้หญิงสาวดูมีบุคลิกที่ซับซ้อน
ลัลธริมาเป็นเด็กกำพร้าไม่เคยแม้แต่จะได้เห็นหน้าพ่อแม่ รู้เพียงแต่ว่าแม่มีเชื้อสายบราซิล ส่วนพ่อเป็นคนไทย แม่เสียชีวิตตอนที่เธอยังเล็กอยู่มาก หลังจากนั้นไม่นานพ่อก็แต่งงานใหม่ ต่อมาก็เสียชีวิตตามแม่ไปอีกคน ส่วนแม่เลี้ยงหลังจากพ่อเสียชีวิตแล้วก็แยกตัวไปอยู่ต่างหาก คนที่เลี้ยงลัลธริมาเป็นคุณยายญาติทางฝ่ายของพ่อ ชื่อรัตน์ หญิงหม้ายวัยห้าสิบเศษหน้าตาท่าทางใจดี ตอนคุณยายเสียชีวิตหญิงสาวเพิ่งได้ทำงานเป็นพยาบาลพิเศษใหม่ๆ ดังนั้นปัจจุบันจึงเท่ากับว่าลัลธริมาตัวคนเดียวไร้ญาติขาดมิตรโดยแท้จริง
ก่อนหน้านี้ลัลธริมาทำงานอยู่ที่กุหลาบทอง ศูนย์พยาบาลเอกชนใหญ่โตแห่งหนึ่งในกรุงเทพ จักรวาลติดต่อไปที่ศูนย์เพราะเชื่อถือในชื่อเสียงของศูนย์กุหลาบทอง เขาแจ้งความประสงค์ว่าต้องการพยาบาลพิเศษ สามารถไปทำงานประจำอยู่ที่จังหวัดระยองได้ ทางศูนย์จึงได้ส่งประวัติพยาบาลพิเศษที่คิดว่าเหมาะสมมาให้เขาพิจารณาสี่คน รวมทั้งนางสาวลัลธริมา รัตตยา ด้วย ชายหนุ่มตกลงรับลัลธริมาในทันที
เนื่องจากทาวน์เฮ้าส์หลังเล็กที่หญิงสาวอาศัยอยู่ อยู่ถึงปทุมธานีทำให้ไปทำงานไม่ค่อยสะดวก เธอจึงตัดสินใจเปิดบ้านให้ฝรั่งเช่าชั่วคราว และมอบหมายให้ป้าสุขจิตแม่บ้านเก่าแก่ของคุณยายเป็นคนดูแลความเรียบร้อยต่างๆ ขณะที่ตนเองมาเช่าห้องพักอยู่ในอพาร์ทเม้นท์ไม่ห่างจากศูนย์พยาบาลเท่าไหร่นัก เมื่อหญิงสาวต้องมาทำงานที่เกาะแลดาว จักรวาลจึงแนะนำให้เธอบอกเลิกเช่าห้องกับทางอพาร์ทเม้นท์เเพราะเห็นว่าการเช่าห้องทิ้งไว้โดยเจ้าตัวไม่ได้อยู่เป็นการสิ้นเปลืองเงินทองโดยใช่เหตุ ทั้งนี้เพราะหญิงสาวจะต้องพักอยู่ที่บ้านนับดาวในฐานะพยาบาลพิเศษเป็นเวลานานหลายเดือน
แม้ว่าช่วงเวลาที่อยู่ภายใต้หลังคาเดียวกันจะเป็นเวลาเพียงแค่สี่เดือน แต่เป็นสี่เดือนที่จักรวาลทั้งสุขที่สุดและทุกข์ที่สุดในเวลาเดียวกัน สุขเพราะได้พบกับลัลธริมา..หญิงสาวที่เขาประทับใจตั้งแต่นาทีแรกที่ได้สบตา ทุกข์เพราะรู้ว่าบิดาจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานนัก โรคเบาหวานแทรกซ้อนด้วยโรคหลอดเลือดสมองทำให้สมองหยุดทำงานอย่างเฉียบพลันส่งผลให้บิดาเขากลายเป็นอัมพาตไปครึ่งซีก เรียกว่าเสียการทำงานของระบบประสาทไปอย่างถาวร ทุกคนในครอบครัวอยากให้กฤษณ์รักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่ในความดูแลใกล้ชิดของแพทย์ หากเป็นความประสงค์ของกฤษณ์เองที่ต้องการกลับมาอยู่บ้าน ในตอนที่บิดายังพอพูดได้ กฤษณ์เคยสั่งกับ ผกาวัลย์ผู้เป็นภรรยาไว้ว่า
‘พาพ่อกลับบ้าน..พ่ออยากกลับบ้าน ถ้าจะต้องตายขอใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายอยู่ในบ้านของเราดีกว่า’
บิดากลับมาอยู่บ้านได้ไม่นานอาการกลับทรุดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียชีวิตในที่สุดเมื่อสามเดือนที่แล้ว
ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ ความเศร้าเหมือนจะแทรกซ้อนขึ้นมาทำให้รู้สึกตัวว่าความคิดของตนกำลังเรื่อยเปื่อยไปไกล เขาจึงรีบดึงภวังค์กลับมาสู่จุดที่กำลังสนทนา โดยเอ่ยถามเสียงนุ่มกับหญิงสาวว่า
“อีกไม่กี่วันเราจะแต่งงานกันแล้ว..กลัวหรือเปล่า”
“ถ้ากลัวคงเป็นพยาบาลไม่ได้ซิคะ”
คำตอบที่ไม่ได้เกี่ยวพันกับคำถามทำให้คนฟังถึงกับเลิกคิ้ว ความจริงลัลธริมาเข้าใจดีว่าเจ้าของบ้านหนุ่มหมายถึงอะไร แต่แสร้งทำเป็นตอบเป็นอื่นไปเสียเพื่อที่จะได้ไม่ต้องตอบคำถามใกล้ตัวแบบนั้น
“คนละเรื่องกันเลย..ไม่เห็นเกี่ยวกับการเป็นพยาบาลสักหน่อย ไอ้เรื่องนั้นมันอย่างหนึ่งแต่ไอ้เรื่องนี้ก็อีกอย่างหนึ่ง”
ลัลธริมาหัวเราะเบาๆ นึกขำกับคำพูดของเขาที่ว่า..เรื่องนั้น..เรื่องนี้ เพราะถ้าบังเอิญมีใครมาได้ยินปลายประโยคก็จะไม่มีทางเข้าใจเลยว่าเขากำลังพูดถึงอะไร
“เอาเถอะ ไว้ค่อยตอบผมทีหลังก็ได้ เรามีเวลาอยู่ด้วยกันอีกนานนักจริงไหม”
จักรวาลว่าแล้วเปลี่ยนเรื่องคุยโดยพยักหน้าไปทางเรือนศาลาสวยกลางบึงใหญ่
“เป็นยังไง ชอบหรือเปล่าครับ ข้างในมีชุดนั่งเล่นมีเก้าอี้ปรับเอนไว้นอนเล่นได้ ร้อนนักก็เปิดพัดลมกลางเพดาน กลางคืนไม่ต้องกลัวยุงหรือแมลงเพราะทำบานเลื่อนบุมุ้งลวดไว้เรียบร้อย เรียกว่าเป็นทั้งศาลานั่งเล่น..พักผ่อนหรือจะใช้เป็นห้องนอนก็ได้ทั้งนั้นเรียกว่าเอนกประสงค์เลยล่ะครับ”
เจ้าของบ้านสาธยายน้ำเสียงภูมิใจ
“ตอนแรกกะจะสร้างเป็นศาลานั่งเล่นธรรมดา แต่เห็นบรรยากาศรอบๆ แล้วคิดว่าทำเป็นกึ่งเรือนกึ่งศาลาเสียเลยดีกว่า เรือนไทยที่เราอยู่ทุกวันผมกับคุณพ่อช่วยกันออกแบบ แต่เรือนศาลานี่ผมทำคนเดียวล้วนๆ”
“ความคิดสร้างสรรค์สมกับเป็นสถาปนิกจริงๆ ค่ะ”
หญิงสาวออกปากวิจารณ์ แม้สีหน้าจะไม่มีรอยยิ้มละไมหากแววตาคนพูดบอกความชื่นชมเปิดเผย จักรวาลเล่าเสริมต่ออีกว่า
“สระนี่ความจริงแต่ก่อนเป็นบึงน้ำใหญ่อยู่นอกเขตบ้านเรา จนตอนหลังสร้างบ้านใหม่แล้วพ่อถึงได้จ้างคนงานให้ปรับขยายพื้นที่บริเวณบ้านให้กว้างออกไปจนครอบคลุมในส่วนที่เป็นบึงด้วย แรกๆ ก็ปล่อยให้คงสภาพอย่างบึงธรรมชาติไว้ เพิ่งมาแต่งให้เป็นสระสวยๆ เมื่อไม่นานนี้เอง ตอนแรกผมยังไม่แน่ใจว่าจะเข้าท่าหรือเปล่า..กลัวน้ำเสียน่ะครับ พอใช้กังหันน้ำเข้ามาช่วยก็หมดปัญหาไป..ถ้าคุณชอบผมยกให้ เอาไปได้เลย”
ลัลธริมาหัวเราะเปิดเผย ทำให้ใบหน้านั้นแลกระจ่างสดใสขึ้นทันตา
“พูดเป็นเล่นไป เรือนทั้งหลังจะยกไปไหนได้ยังไงกันคะ”
“ไม่ต้องยกซิครับ ถือเป็นของขวัญแต่งงานชิ้นแรกที่ผมมอบให้กับว่าที่เจ้าสาว ต่อไปเรือนศาลาจะเป็นกรรมสิทธิ์ของลัลเพียงคนเดียว ดีไหม?”
“ไม่ดีแน่ค่ะ”
“ทำไมล่ะ..ให้ผมทำอะไรเป็นการตอบแทนบ้างได้ไหม?”
“คุณจักรไม่ได้ติดค้างอะไรลัลสักหน่อยจะได้ต้องตอบแทนกัน”
“ทำไมจะไม่ติดค้าง..อย่างน้อยคุณก็ทำให้ผมได้รู้จักความรักในช่วงเวลาสี่เดือนที่ผ่านมา”
“แน่ใจหรือคะ”
“แน่ใจอะไร เรื่องความรู้สึกของผม หรือเรื่องเรือนศาลา”
“เรื่องคุณน่ะค่ะ”
“ถามอะไรอย่างนั้น” สีหน้าจักรวาลยิ่งจริงจังมากขึ้นไปอีก
“เราจะแต่งงานกันอยู่แล้วยังถามแบบนี้อีกนะ สี่เดือนไม่สั้นเกินไปหรอกสำหรับคนที่อยู่ร่วมชายคาเดียวกัน คุณดูแลคุณพ่อผมเป็นอย่างดีจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของท่าน หลังจากนั้นยังต้องรับหน้าที่ดูแลคุณแม่ต่ออีก”
ชายหนุ่มยกมือขึ้นโบก เมื่อเห็นหญิงสาวทำท่าขยับปากคล้ายจะค้านคำพูดเขา
“ผมรู้เป็นหน้าที่ที่คุณต้องทำอยู่แล้วในฐานะพยาบาลพิเศษ แต่คุณแสดงให้เห็นน้ำใจในทุกเรื่องไม่ใช่แค่เฉพาะดู แลคุณพ่อเท่านั้น คุณไม่เคยนิ่งดูดายที่จะช่วยเหลือทุกเรื่องแม้กระทั่งใน ช่วงงานศพตั้งแต่สวดวันแรกจนถึงวันเผา ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ธุระที่คุณจะทำให้พวกเรามากมายขนาดนี้”
สถาปนิกหนุ่มพูดพลางรวบมือเรียวนุ่มไว้ในอุ้งมือแข็งแรงของเขา น้ำเสียงห้าวเต็มไปด้วยความอ่อนโยนจริงใจ ตาคมจับจ้องหญิงสาวตรงหน้าอย่างแน่วแน่
“ผมรักคุณ..ลัล..รักทั้งๆ ที่รู้ว่าคุณไม่ได้รักผมเท่าที่ผมรักคุณ ตอนนี้คุณไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนเหลืออีกแล้ว..ขอให้ผมเป็นคนรับผิดชอบชีวิตคุณเถอะนะ..ลัลธริมา”
“แม้ว่าคุณแม่ของคุณจะไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานครั้งนี้อย่างนั้นหรือคะ”
หญิงสาวย้อนถาม ชายหนุ่มถึงกับอึ้งไป ในตอนแรกมารดาชอบลัลธริมาเพราะเห็นว่าเธอเป็นคนขยัน ไม่เคยละเลยต่อหน้าที่ที่รับผิดชอบแล้วยังแสดงน้ำใจเลยไปถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย แต่พอรู้ว่าลูกชายจริงจังกับพยาบาลพิเศษถึงขั้นจะแต่งงาน มารดากลับไม่เห็นด้วย เขากำหนดพิธีแต่งงานขึ้นอย่างดันทุรังไม่ฟังเสียงทัดท้านของมารดา เป็นเหตุให้ผกาวัลย์เสียใจและประท้วงด้วยการไม่พูดคุยสนิทสนมกับเขาเหมือนเดิม และมักจะเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง
พอนึกถึงมารดา น้ำเสียงชายหนุ่มกลับห้าวห้วนขึ้นมาทันที
“อย่าไปใส่ใจเลย เพราะคนที่คุณจะแต่งงานด้วยคือผม”
“คุณจักรวาล” เสียงหวานใสอุทานเรียกฟังตกใจแกมตำหนิ
“พูดอย่างนั้นได้ยังไง..นั่นคุณแม่คุณนะคะ..ฉันจะเป็นสะใภ้บ้านนับดาวได้ยังไงถ้าคุณป้าผกาวัลย์ไม่ต้อนรับฉันเข้าร่วมวงศ์ตระกูลกานต์ไท”
ตอนที่ลัลธริมาเข้ามาบ้านนับดาวแรกๆ ผกาวัลย์เอ็นดูเธอมาก ชมเสมอว่าเธอเป็นคนขยันไม่เคยละเลยต่อหน้าที่ที่รับผิดชอบแล้วยังมีน้ำใจสารพัดอย่าง ครั้นลัลธริมาตกลงใจตอบรับคำขอแต่งงานของจักรวาล ผกาวัลย์ก็เปลี่ยนท่าทีเป็นต่อต้านอย่างเปิดเผย คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต่อปากต่อคำกับสิ่งที่ต่างตัดสินใจไปแล้ว ลัลธริมาจึงเลี่ยงความขุ่นเคืองของอีกฝ่ายด้วยการเปลี่ยนเรื่องพูดเสีย
“เราอย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนี้กันเลย..ลืมไปแล้วหรือว่าวันนี้คุณมีแขก”
“อ๊ะ..พูดแล้วนึกได้ ผมลืมไปจริงๆ..ว่าเรามีแขก เรียกว่าเป็นแขกชุดแรกที่จะมาร่วมงานของเราคงจะได้”
จักรวาลตอบรับเมื่อนึกขึ้นได้ เขานึกเลยไปถึงคำพูดที่ได้คุยกับนันท์นพินทางโทรศัพท์เมื่อสองสามวันก่อน
‘นึกยังไงถึงพาเพื่อนมาตอนนี้..อีกตั้งเป็นอาทิตย์กว่าจะถึงวันงาน..พี่อุตส่าห์บอกแล้วว่าจะเชิญแต่ญาติสนิทเท่านั้น เพิ่งผ่านงานศพคุณพ่อไปไม่ทันกี่เดือนไม่อยากจัดเลี้ยงให้เอิกเกริกมากไป’
‘เฮ่อ อย่าทำเสียงดุอย่างนั้นซิ ไม่ดีใจหรือว่าจะได้เจอแฟนเก่า..จะแต่งงานทั้งที่ไม่บอกเขาได้ยังไง’
‘พูดมากน่า..แฟนกงแฟนเก่าอะไรที่ไหน’
เสียงญาติผู้น้องตัวดีหัวเราะกวนประสาทมาตามสาย
‘ถ้าจะบอกว่าเสียดายคงสายเกินไปล่ะ..รู้สึกว่าแฟนน้องพริมจะหล่อเท่ห์ไม่เบาเชียวล่ะ’
‘พูดมาก..เอาเถอะๆ จะพาเพื่อนมาก็ไม่ว่าล่ะ แต่ใครที่เป็นนักเขียนอะไรนั่นบอกตรงๆ ว่ามันพิลึกอยู่นา จู่ๆ จะเอาบ้านเราเป็นฉากเขียนนิยายอะไรก็ไม่รู้ แต่เอ้า..เมื่อขอมาก็จัดให้..บอกก่อนว่าพี่คงไม่มีเวลาเทคแคร์แขกเท่าไหร่ เพราะไหนจะต้องดูแลเรื่องสถานที่จัดเตรียมงานแต่ง ไหนจะต้องดูแลคุณแม่แล้วยังต้องสะสางงานที่ออฟฟิศอีก’
‘เรื่องเทคแคร์ไม่ต้องห่วงค่ะ..นพินจัดการเอง’
คิดถึงตรงนี้ชายหนุ่มได้ยินเสียงลัลธริมาถามแทรกภวังค์ขึ้นว่า
“แล้วนี่แขกของคุณจะมาถึงตอนไหนคะ”
“แขกของเรา”
ชายหนุ่มแก้คำพูด เพราะแขกที่จะมาก็มาเพื่อร่วมยินดีในงานแต่งงานของคนทั้งสอง
“น่าจะไม่เกินเย็นนี้หรอก เดี๋ยวผมต้องไปทำงานก่อนแต่จะรีบกลับมาให้ทัน อ้อ..ผมสั่งให้ป้าภู่จัดเตรียมห้องพักไว้แล้ว ถ้าพวกเขามากันก่อนผมกลับคุณออกหน้าต้อนรับได้เลยครับ”
“มากันสี่คนใช่ไหมคะ”
“ครับ..เห็นว่ายกทีมลาพักร้อนกันมา ทั้งนพิน พริมมธุรสกับแฟน ส่วนคนที่เป็นนักเขียนชื่ออะไรอินๆ ผมจำไม่ได้”
“เอ..แล้วทางบริษัทไม่ว่าหรือลาพักร้อนพร้อมๆ กันอย่างนี้”
“อ้าว..ขอโทษที..เมื่อกี้ผมคงพูดไม่ชัดเจนน่ะครับ พวกเขาไม่ได้ทำงานที่เดียวกันหรอก คือต่างคนต่างลาพักร้อนมา พริมเป็นโปรแกรมเมอร์ในบริษัท ส่วนแฟนเป็นนักจิตวิทยา..รู้สึกว่าจะทำงานที่เดียวกับนพินหรือยังไงอันนี้ผมไม่แน่ใจ”
“อ้อ” หางเสียงรับรู้นั้นฟังคล้ายจะสะดุดนิดๆ ปนอยู่ในน้ำเสียง
“พริมมธุรสคนนี้สวยไหมคะ?”
คำถามของหญิงสาวทำให้จักรวาลถึงกับหัวเราะเสียงดังด้วยความเอ็นดู
“ผู้หญิงนี่นะ”
“แล้วสวยหรือเปล่าล่ะคะ”
“ผมไม่ได้เจอน้องพริมมาหลายปีแล้วล่ะ..ก็ไปทางน่ารักมากกว่าสวย”
จักรวาลตอบแล้วถามต่อแบบล้อๆ
“หึงเหรอ?”
“ไม่ใช่สักหน่อย..แค่จำได้ที่คุณเล่าให้ฟังว่าเคยจีบเพื่อนของน้องสาวอยู่ครั้งหนึ่ง คงจะเป็นคนนี้แน่ๆ”
“โธ่..นั่นมันนานหลายปีดีดักมาแล้ว..ไม่ได้จริงจังอะไรกันด้วยซ้ำ ถึงจีบจริงคงไปกันไม่รอดหรอก”
“ทำไมล่ะ”
“อือม์..คงเพราะผมกับน้องพริมไม่เคยมีเรื่องขัดคอกันเลย”
“อ้าว แล้วไม่ดีหรือคะ”
“ผมว่าการเป็นแฟนกันมีขัดแย้งกันบ้างก็ทำให้ชีวิตมีรสชาติมากขึ้นนะ แต่ถ้าไม่ลงรอยทะเลาะกันมากไปก็ทรมานไม่มีความสุข คล้อยตามกันไปเสียทุกเรื่องยิ่งจืดชืดน่าเบื่อ”
“แล้วอย่างเรายังไม่เคยทะเลาะกันสักครั้ง แบบนี้คงเป็นคู่ที่น่าเบื่อแย่ซิคะ”
“สำหรับคุณ..ผมไม่เคยเบื่อ”
“จริงใจจัง!”
ลัลธริมาแกล้งกระแทกเสียงนิดๆ ปรายตาเหมือนจะค้อนอันเป็นกิริยาที่หญิงสาวไม่ได้ทำบ่อยนัก จักรวาลรู้สึกเอ็นดูจนต้องรวบตัวเธอเข้ามากอดเต็มอ้อมแขนอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่แสนจะรักจับใจ
ขณะที่กลิ่นอายของความรักลอยวนอยู่รอบตัวสถาปนิกหนุ่ม เขาไม่ได้สังเกตหรือเฉลียวใจเลยว่า ไม้ใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่านโดดเดี่ยวอยู่ตรงท้ายสระ จู่ๆ กิ่งก้านใหญ่น้อยพากันไหวเอน ยวบยาบ ใบลู่สะบัดพลิ้วส่งเสียงซู่ซ่าประหลาดฟังราวกับเสียงหัวเราะจากอีกฝากฝั่งของมิติ!

บทที่ 6 มุ่งหน้าสู่แลดาว

ในช่วงเวลาที่สมาชิกในบ้านนับดาวเสร็จจากการรับประทานอาหารเช้าในตอนสายวันเดียวกัน รถโตโยต้าแคมรีสีน้ำทะเลขับทะยานออกจากกรุงเทพมุ่งหน้าไปตามเส้นทางสู่จังหวัดระยอง หญิงสาวผู้นั่งคู่มากับชายหนุ่มคนขับมีสีผิวค่อนไปทางขาว ผมสั้นซอยสไลด์เล่นระดับจากศีรษะด้านบนไล่สู่ปลายผม ด้านหน้าเป็นผมม้าเสริมให้ใบหน้ารูปมนของเธอดูเก๋น่ารักในสไตล์สาวญี่ปุ่น หากสีหน้าของเธอขณะนี้งอง้ำสนิททีเดียว
ในช่วงที่หมอนันท์นพินทำท่ามึนตึงใส่เพื่อนหนุ่ม หญิงสาวอีกคนนั่งอยู่ทางเบาะหลังกลับมีสีหน้าแจ่มใส ดวงตาเป็นประกายสดใสมองผ่านกระจกหน้าต่างชมวิวทิวทัศน์สองข้างทางอย่างเพลิดเพลิน ปากบางได้รูปสวยพยายามชวนหนุ่มสาวคู่ที่นั่งข้างหน้าเจรจาหวังผ่อนคลายบรรยากาศความตึงเครียดระหว่างคนทั้งสอง หากความพยายามกลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิงเพราะเพื่อนสาวไม่ยอมฟัง คอยแต่จะตั้งแง่งอนกับชายหนุ่มที่ทำเป็นไม่สนใจ เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาขับรถแบบเงียบขรึมอย่างมีสมาธิมากเกินความจำเป็น
นันท์นพินแอบชำเลืองมองเสี้ยวหน้าคร้ามคมของคนที่ตนหลงรักด้วยความน้อยใจแกมหมั่นไส้ เธอกำลังรอให้ชายหนุ่มเป็นฝ่ายเริ่มต้น อยากให้เขาพูดอะไรก็ได้ออกมาสักคำไม่ใช่เอาแต่นิ่งเงียบอย่างนี้
คนทุเรศ! มาขอให้ช่วย พอเธอช่วยคิดว่าบางทีเขาอาจจะใจอ่อนลงกับเธอบ้างจะได้เริ่มต้นกันใหม่ แต่ตรงกันข้ามเนอินทร์กลับทำเย็นชาไม่รู้ไม่ชี้กับเธออีก อย่างนี้หรือเปล่าที่เขาเรียกว่าพอขึ้นฝั่งได้ก็ถีบหัวเรือส่ง
“เฮ้อ!”
พอทนความอัดอั้นใจไม่ไหวจิตแพทย์สาวก็แกล้งทำเสียงถอนใจดังๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจ เนอินทร์ละสายตาจากถนนชำเลืองมองมาแวบหนึ่งด้วยสีหน้าเรียบสนิท ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเพื่อนสาวรุ่นน้องที่คิดว่าตัวเองเป็นต่ออยู่เต็มที่นั้น กำลังหงุดหงิดด้วยหวังว่าจะให้เขาชวนพูดคุยเอาอกเอาใจ แต่ชายหนุ่มกำลังกังวลถึงสิ่งที่ตนจะต้องทำเมื่อไปถึงแลดาวแล้ว ความวิตกอยู่ตรงที่เขาไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด การเดินทางมุ่งสู่เกาะในครั้งไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงแค่ต้องการเก็บบรรยากาศเกาะกลางทะเลทั่วๆ ไปเท่านั้น หากยังต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับทุ่งดอกไม้พันธุ์หายากหลายชนิดบนเกาะด้วย จริงๆ แล้วก็ไม่ได้คิดจะปกปิดอะไรเพียงแต่เขาไม่แน่ใจว่าถ้าบอกจุดประสงค์ตรงๆ เจ้าของเกาะจะยินดีต้อนรับเขาหรือไม่เท่านั้น
หลังจากเมื่อต่างฝ่ายต่างเงียบไปนานจนน่าอึดอัด ในที่สุดนันท์นพินก็เป็นฝ่ายสะกิดเรียกชายหนุ่มขึ้นก่อน
“นี่..คุณ”
“หือม์?”
“ไม่คิดว่า ตัวเองควรจะพูดอะไรออกมาบ้างรึไง?”
“จะให้พูดอะไรล่ะฮะ ผมกำลังขับรถ” คนตอบตอบโดยไม่ได้หันไปมองคนตั้งคำถาม
“ขับรถแล้วพูดไม่ได้หรือไงคะ” หมอนันท์นพินอดตวัดเสียงสูงนิดๆ ไม่ได้
“หรือว่ามัวแต่ใจลอยนึกถึงหวานใจ”
“พูดเรื่อยเปื่อยน่า ผมไม่มีหวานใจที่ไหนสักหน่อย”
“อ้อ..พ่อคนเย็นชา!”
คราวนี้ชายหนุ่มเหลียวมามองคนนั่งข้างเป็นเชิงตำหนิ ก่อนหันกลับไปทำหน้าที่บังคับพวงมาลัยอย่างขะมักเขม้น
“หรือไม่จริง แหม..แหม..เราเป็นเพื่อนเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว..มิตรภาพของเพื่อนยั่งยืนกว่าความรักแบบชายกับหญิง”
นันท์นพินทวนคำพูดที่ชายหนุ่มเคยพูดไว้อย่างจดจำได้แม่นยำ
“แน่ล่ะซิ คนอย่างคุณมันเกิดมามีหัวใจเย็นชาผิดมนุษย์มนา”
“ผมนึกว่าเราพูดกันรู้เรื่องแล้วซะอีก” เสียงห้าวพูดพลางถอนหายใจเบาๆ
“ทำตัวเป็นเด็กพาลไปได้นะหมอ จะพูดอะไรก็เกรงใจคุณพริมบ้าง คุณเคยพูดกับคนไข้ถึงเรื่องการควบคุมอารมณ์ไม่ใช่หรือ จำได้หรือเปล่าที่เคยบอกว่าความโกรธคือไฟทำร้ายทั้งเราและคนรอบข้าง ฉะนั้นถ้าคุณกำลังโกรธใครก็ให้ดับไฟนั้นเสีย”
พริมมธุรสเมินสายตาไปทางหน้าต่าง พยายามปิดปากปิดหูปิดตาให้สนิทกับเหตุการณ์ตรงหน้า คำพูดเป็นเชิงเตือนสติทำให้ใบหน้าของนันท์นพินแดงจัดทีเดียว ทั้งอายทั้งเคืองในเมื่อ
เธอเคยพูดไว้อย่างนั้นจริงๆ หากเมื่อถึงเวลาของตนกลับไม่สามารถควบคุมอารมณ์อย่างที่เคยสอนคนอื่นปาวๆ ได้
“ไม่ต้องมาทำปากดียอกย้อนหรอก..คิดวาตัวเองแน่งั้นซิ ฉันยอมให้มาด้วยไม่ใช่เพราะเห็นแก่คุณที่อุตส่าห์ลดตัวลงมาขอร้องฉัน แต่เพราะเกรงใจคุณไอย์ลวิลต่างหาก..อีกอย่าง..พวกเรา หมายถึงฉัน พริม แล้วก็คุณไอย์ ยังไงก็ต้องเดินทางไปร่วมงานแต่งของพี่จักรอยู่แล้ว”
“ฮื้อ..ไปกันใหญ่” เนอินทร์ทำเสียงปรามแบบรำคาญ หลังจากนั้นก็ไม่ยอมปริปากพูดอะไรอีก
ความจริงเขาเป็นคนเริ่มต้นกับการเดินทางในครั้งนี้ หากพอถึงเวลาที่รอคอยมาหลายวันเข้าจริงๆ กลับไม่รู้สึกตื่นเต้นเท่าที่ควรเอาเสียเลย สมองเกิดความสับสนเต็มไปด้วยลังเล เกิดความรู้สึกราวกับว่าเขากำลังดำเนินรอยตามปราชญ์..ตัวละครเอกในนิยายของเขาซึ่งมุ่งมั่นขุดค้นความจริงบางอย่างบนเกาะอาถรรพ์ ต่างกันตรงที่โลกของปราชญ์อยู่ในจินตนาการ ขณะที่เขาเนอินทร์ รติสรรค์ คือบุคคลมีตัวตนอยู่ในโลกของชีวิตจริง
หลังจากต่างคนต่างนิ่งกันไปพักใหญ่ พอรถเข้าเขตจังหวัดระยอง พริมมธุรสรู้สึกหิวจึงร้องชวนว่า
“หิวกันบ้างหรือเปล่า..แวะทานอะไรก่อนดีไหมคะ”
เนอินทร์เหลือบมองนาฬิกาข้อมือก็เห็นว่าเป็นเวลาเกือบสิบเอ็ดโมง จึงตกลงใจพากันแวะทานอาหารตรงร้านอาหารข้างทางอยู่พักหนึ่ง เป็นร้านอาหารแบบสั่งทำเสริมด้วยอาหารประเภทส้มตำไก่ย่าง บรรยากาศทั่วไปดีสะอาดพอใช้ได้
ระหว่างรออาหารพริมมธุรสมองเพื่อนร่วมเดินทางทั้งสองแล้วรู้สึกขันปนหนักใจ เธอเพิ่งได้มีโอกาสรู้จักกับเนอินทร์เป็นครั้งแรกหลังจากได้ยินแต่ชื่อมาระยะหนึ่ง ตอนนี้เห็นเขานั่งเฉยสายตามองวิวทิวทัศน์ไปด้านหนึ่ง ส่วนนันท์นพินนั่งหน้างอง้ำตวัดสายตาผ่านหน้าชายหนุ่มเป็นระยะๆ ด้วยความขัดเคือง ต่างคนต่างเงียบต่างอยู่แต่ในโลกส่วนตัวของตน
ในที่สุดอาหารมื้อนั้นก็จบลงโดยที่สมาชิกในโต๊ะไม่ค่อยได้สนทนาต่อกันเท่าไหร่ อิ่มกันอย่างรวดเร็วเพราะยังต้องเดินทางต่อไปอีก ทานเสร็จขึ้นรถเดินทางมุ่งหน้าต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าสู่ตัวเมืองจังหวัดระยอง ผ่านหาดท่องเที่ยวมาหลายหาดจนถึงช่วงหนึ่งที่เป็นทางแยก ชายหนุ่มจำเป็นต้องชะลอรถลง หันไปถามนันท์นพิน
“อ๊ะ ตรงนี้มีทางแยกด้วย..ไม่มีป้ายบอกไว้เลย ทีนี้จะไปทางไหนล่ะ ซ้ายหรือขวา?”
“เอ..จำได้ว่าไม่มีทางแยกนี่นา” หญิงสาวกำลังสับสนกับเส้นทางบนถนนจนลืมวางสีหน้าปั้นปึ่งไปชั่วขณะ
“มีแน่ เห็นอยู่ตรงหน้าแล้วนั่นไง คุณเคยมาหลายครั้งจำไม่ได้เลยหรือ?”
“ไม่เคยขับรถมาเองสักทีนี่นา อาศัยพี่จักรมาทุกครั้ง เอาอย่างนี้..เดี๋ยวโทร.ถามพี่จักรดีกว่าค่ะ”
นันท์นพินคว้ากระเป๋าสะพายเปิดหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ยังไม่ทันได้กดเรียกเบอร์บ้านญาติหนุ่มผู้พี่เนอินทร์กลับนึกขึ้นได้ถึงสิ่งหนึ่งทันทีทันใด แล้วกลับตัดสินใจเร่งความเร็วของรถขึ้นขับผ่านเข้าทางแยกซ้ายอย่างไม่ลังเล
“เดี๋ยวซิคุณ..อย่าเร็วนัก ผิดทางจะเสียเวลาเปล่าๆ รอแป๊บก่อนซิ ขอโทร.ถามพี่จักรก่อน”
ชายหนุ่มไม่ได้หยุดรอ ยังคงขับต่อไปตามเส้นทางที่เขาเชื่อมั่นว่าเป็นเส้นทางมุ่งไปท่าเรือพาสู่เกาะแลดาว
“ไม่ต้องโทร.หรอก ทางนี้ถูกแล้ว”
“รู้ได้ยังไง?”
“วันก่อนที่โทร.ไปขอบคุณคุณไอย์ลวิล ได้คุยกันถึงเรื่องการเดินทางเขาบอกเส้นทางคร่าวๆ ไว้ เพิ่งนึกได้ว่าพอถึงทางแยกตรงนี้ให้เลี้ยวซ้าย”
“แล้วก็ไม่บอก” จิตแพทย์หญิงบ่นพลางเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋าตามเดิม
“พี่ไอย์บอกคุณอย่างนั้นหรือคะ”
พริมมธุรสถามด้วยความประหลาดใจ ไหนไอย์ลวิลบอกว่าไม่เคยไปเกาะแลดาวไงเล่า
เนอินทร์เหลียวมาตอบว่า
“ครับ เห็นว่าไปตอนเด็กๆ ตอนหลังนี่เคยแต่ผ่านไปแถวท่าเรือสองสามครั้ง”
พริมมธุรสทำเสียงรับรู้แบบโล่งใจนิดๆ เกือบจะคิดว่าไอย์ลวิลมีญาณวิเศษซะแล้วซิ ในเมื่อคู่หมั้นเธอดูจะมีอะไรแปลกๆ อยู่ในตัวไม่น้อย
ไอย์ลวิลเคยเล่าให้ฟังว่าเขาเริ่มมีจิตสัมผัสหลังจากประสบอุบัติเหตุครั้งหนึ่งในวัยเด็ก เรื่องทำนองนี้ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีปรากฏมาก่อน ในแง่ของจิตศาสตร์เป็นไปได้ทั้งการฝึกฝนจิตถึงขั้นสูงจนสามารถเห็นเหตุการณ์ที่ยังมาไม่ถึง และการเกิดมีสัมผัสที่หกหลังจากประสบเหตุร้ายแรง
อย่างใดอย่างหนึ่งมาก่อน เช่น เจ็บป่วยหนักหรือประสบอุบัติเหตุเรียกว่าแทบไม่รอดชีวิต แล้วกลับฟื้นขึ้นมาพร้อมกับสัมผัสพิเศษทางจิต
หญิงสาวถือว่าเป็นโชคของไอย์ลวิล..มีคนไม่มากนักหรอกที่จะมีสิ่งนี้จึงนับว่าเป็นพรสวรรค์ หากดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่ต้องการ เหมือนกับที่เขาไม่ต้องการมีปอยผมสีเงินแตกต่างไปจากสีผมธรรมชาติเป็นแผงเล็กๆ ตรงด้านหน้าไล่ประปรายไปเกือบถึงข้างหูมองคล้ายเป็นไฮไลท์ตามแฟชั่นสมัยใหม่ ไอย์ลวิลบอกกับใครๆ เวลาถูกถามว่าเขาแพ้ผม แต่เจ้าตัวก็ไม่เคยคิดจะย้อมหรือไฮไลท์ให้เป็นสีโค้กเข้มตามผมธรรมชาติของตัวเองสักครั้ง เรื่องนี้ชายหนุ่มเคยพูดกับเธอในครั้งหนึ่งว่า
‘ถึงมันจะขาวน่าเกลียดไปบ้าง แต่ถ้าต้องทำสีปกปิดก็คงต้องทำกันไปตลอดชีวิต’
ตอนนั้นพริมมธุรสยังตอบเขาไปว่า
‘ไม่เห็นน่าเกลียดตรงไหนเลยพี่ไอย์..เป็นปอยสีเงินเท่ห์ดีออก’
รถยังคงวิ่งมุ่งหน้าต่อไปตามเส้นทางบนถนน แสงแดดแผดจัดจ้าภายนอกทำให้อากาศอบอ้าวจนความเย็นภายในรถแทบจะสู้ไม่ไหวแม้จะปรับเร่งความเย็นแล้วก็ตาม
“เป็นยังไงนะ..อากาศเมืองไทยเดี๋ยวนี้ร้อนใกล้ทะเลทรายเข้าไปทุกที”
เสียงพริมมธุรสบ่นพึมพำมาจากเบาะด้านหลัง ด้วยอากาศที่ร้อนจัดทำให้คนขับต้องใช้สายตาสู้กับแสงแดดเปรี้ยงจึงเริ่มเกิดอาการแสบหนักตาเหมือนจะหลับให้ได้จนเจ้าตัวต้องสลัดศีรษะไล่ความง่วงอยู่บ่อยครั้ง พริมมธุรสนั่งเอนตัวพิงเบาะหลับตาคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนเผลองีบไปโดยไม่รู้ตัว ส่วนนันท์นพินยังตื่นตาและสังเกตเห็นอาการง่วงเพลียของคนขับ อดรนทนไม่ได้จึงออกปากอย่างเป็นห่วงด้วยน้ำเสียงที่ลดความตระแหน่แง่งอนลงไปกว่าครึ่ง
“แดดแรงขนาดนี้ชักล้าสายตาล่ะซิ..จอดแวะพักสักหน่อยไหม เราไม่ได้รีบร้อนต้องไปถึงให้เร็วไม่ใช่หรือ”
ชายหนุ่มรู้สึกตัวจึงยิ้มกร่อยๆ พลางยกมือขึ้นเสยผม
“ขอโทษที คงเป็นเพราะเมื่อคืนผมทำงานดึกไปหน่อยพอเลยเวลานอนก็นอนไม่ค่อยหลับ”
หมอหญิงคิดอยู่ในใจว่ามิน่าเล่าเขาถึงดูหงุดหงิดนัก ที่แท้คงเพราะอดนอนนี่เอง เธอพยักหน้าบอกว่า
“ถ้างั้นจอดรถเถอะ”
“จอดทำไม”
“ฉันจะขับต่อให้เอง”
“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวก็จะถึงอยู่แล้ว”
“ตั้งเกือบชั่วโมงถึงจะถึงต่างหาก อันตรายออกขับรถง่วงๆ เดี๋ยวหลับใน”
“ผมยังไม่ได้หลับในสักหน่อย”
“ขืนขับต่อไปอีกคงได้หลับจริงๆ จอดรถเถอะ”
คำพูดมีเหตุผลของนันท์นพินประกอบกับรู้สึกว่าตนอาจจะมีโอกาสหลับในได้ไม่น้อย จึงทำให้คนขับต้องยอมจำนนคิดว่าพักสายตาสักครู่ก็ดีเหมือนกัน ตื่นมาสมองจะได้โปร่งขึ้น เมื่อคิดได้ดังนั้นชายหนุ่มจึงแวะจอดรถลงตรงข้างทางเพื่อผลัดเปลี่ยนให้เพื่อนสาวเป็นฝ่ายขับแทน พอเปลี่ยนที่นั่งเสร็จรถเคลื่อนต่อไปเนอินทร์จึงเอนกายพิงพนักในท่าพักผ่อนที่ผ่อนคลายที่สุด
“นพิน” เขาเรียก
“คะ”
“ขอบคุณนะครับ”
“เรื่องอะไรคะ”
“ทุกอย่างที่ทำ..เพื่อผม”
“ใครว่าทำเพื่อคุณ ถึงไม่มีคุณยังไงพวกเราก็ต้องมากันอยู่แล้ว”
แก้มเนียนของคนเปลี่ยนมาทำหน้าที่ขับรถแทนระเรื่อขึ้นทันตาเห็น แม้ปากจะโต้ตอบขัดแย้งหากแววตากลับแจ่มจรัสทีเดียว พริมมธุรสรู้สึกตัวตั้งแต่ตอนจอดรถ ลืมตามองเหตุการณ์พลางลอบยิ้มเงียบๆ นึกเอาใจช่วยเพื่อนรุ่นพี่เต็มที่
“ถึงอย่างนั้นผมก็ยังต้องขอบคุณอยู่ดี”

ชายหนุ่มพูดเพียงแค่นั้นแล้วหลับตาลง ทั้งคำพูดและท่าทีอ่อนลงของเพื่อนหนุ่มนักเขียนทำให้คุณหมอหญิงขับรถอย่างอารมณ์ดีไปจนถึงจุดหมายปลายทาง
แต่ถ้าหากเนอินทร์สามารถล่วงรู้ถึงเหตุการณ์ต่อจากวันนี้..เขาคงไม่สามารถข่มตาให้หลับตาลงได้แม้แต่สักขณะจิตเดียว!


-------------

อ่านต่อ บทที่ 7-8 ตอนต่อไป



Create Date : 24 กรกฎาคม 2558
Last Update : 24 กรกฎาคม 2558 22:02:48 น. 0 comments
Counter : 67 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
วงแหวนอักษรา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




คำเตือน
ขอสงวนลิขสิทธิ์ผลงานเขียนทุกชนิดใน
blogแห่งนี้ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ.2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือ
นำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีการใดๆ ทั้งสิ้น
รวมถึงการนำไปเผยแพร่ต่อที่อื่นโดยไม่
ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน



--------------------------
--------------------------
cr. ขอบคุณภาพ-ของแต่ง blog
จากเว็บแจกฟรีทุกแห่ง
cr. ขอบคุณแฟลชภาพจาก blog yame


books shelf (e-book)


คนล่าสาป
วงแหวนอักษรา
www.mebmarket.com
กงล้อแห่งชะตากรรมที่ต้องเผชิญชะตากรรมกำหนดให้เขาต้องเป็น...คนล่าสาปเพื่อชดใช้ในสิ่งที่ทำไว้ในอดีตชาติจนกว่าทุกอย่างจะสิ้นสุดลง


กรงใจไฟมายา
วงแหวนอักษรา
www.mebmarket.com
สำหรับผมเห็นว่าคุณเป็นเจ้าหญิงหิมะ...ที่จริงควรเป็นเจ้าหญิงน้ำแข็งถึงจะถูก เพราะว่าเวลาหิมะละลาย เราจะพบต้นอ่อนของดอกไม้เสมอ ตรงกันข้ามกับน้ำแข็งที่ละลายแล้วจะระเหยแห้งผากไปหมด เหมือนกับใจของคุณที่กำลังระเหยแห้งแล้งลงไปทุกทีนั่นแหละ...


มนตราทรายใต้ธารดาว
ณลีนิน
www.mebmarket.com
“ระหว่างเราสองคนอาจไม่ได้มีโอกาสใกล้ชิดกันมากนัก แต่นับจากคืนนี้ไป ผมสัญญาว่าผมจะเปิดใจกับคุณทั้งหมด จะไม่ให้มีอะไรเคลือบแคลงต่อกันอีก ที่สัญญาไว้ว่าจะยกชีวิตยกหัวใจให้คุณนั้นผมพูดจริง เรนียาห์คือภาพความหลังที่ผ่านมาแล้ว ในขณะที่คุณคือความจริงในปัจจุบัน”


รุ้งจางในม่านฝน
ณลีลาฯ
www.mebmarket.com
รุ้งงามมักจะเกิดขึ้นหลังฝนตกเสมอ แต่รุ้งที่พาดผ่านอยู่ในสายฝน จะเป็นเพียงรุ้งสีจาง หลบเร้นอยู่ใต้เงาของม่านฝนเท่านั้น
























---------------------------



...โปรเจคนิยายในคลัง...

สถานะ....บางเรื่องยังรีไร้ท์ บางเรื่องกำลังเขียน
และบางเรื่องจองชื่อ+ตั้งพล็อต ไว้ก่อนเพื่อรอ
คิวเขียน / บางเรื่องส่งต้นฉบับตีพิมพ์ บางเรื่อง
เป็น e-book และบางเรื่องอาจมีการเปลี่ยน
แปลงชื่อเรื่องในภายหลังเพื่อความเหมาะสม

1. ระบำรักกุหลาบแก้ว
2. ปีกรักในแดนฝัน
3. ลินินลายกุหลาบ
4. แก้วมนตรา มายาสยอง
5. เสกสรรปั้นรัก
6. พั้นช์รักครบสูตร
7. อาถรรพ์คำสาปอัทศิลา
8. มนต์ดำคำสาป
9. เลดี้โนเนม
10. ม่านมนต์ดำ ระบำมนตรา
11. พฤกษามนตราสาป
12. ระบำมุก
13. รัตติกาลอาถรรพ์
14. แก้วมายาหิมาลัย
15. มนตราโมเรศ
16. เกมกลคนซาตาน
17. เดือนฝันพันดาว
18. ศิลาอธิษฐาน
19. รักหวานม่านหิมาลัย
20. ภวังค์หวานม่านฝัน
21. หลง(รักษ์)
22. ใต้เเงาชลาลัย
23. ภูตพันธนาการ
24. มนตราธารา
25. มนต์รักประภาคารแสงจันทร์
26. มุกสลับสี
27. กังหันมนตรา (กังหันราตรี)
28. ปริศนารักนาฬิกาทราย
29. ตะวันอำพราง
30. ลางมนตรา
31. ภูผามายาไพร
32. อาถรรพ์หุ่นชักเลือด
33. พ่อมดบ้านไพร
ฯลฯ
--------------------



--------------------------

On every journey, there is a meaning.
..ทุกการเดินทางมีความหมาย..
(คติสอนใจจาก ชนเผ่าอเมริกันอินเดียน)
--------------------------
--------------------------




(เครดิต : http://www.youtube.com/watch?v=WYheX_vB4Wc)

--------------------------
--------------------------


Friends' blogs
[Add วงแหวนอักษรา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.