"คลังนิยายอ่านก่อนซื้อ-ทดลองอ่าน..."เมื่อการเดินทางของจินตนาการและตัวอักษรมาบรรจบกัน จึงกลายเป็นนิยายแต่ละเล่มของ...แหวนอักษรา และนามปากกาที่เกี่ยวข้อง"

 


Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2558
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
24 กรกฏาคม 2558
 
All Blogs
 

ปริศนาแลดาว บทที่ 10-11 (อ่านก่อนซื้อ)







Pina Colada Cocktail



คลิ๊กอ่านรายละเอียดเล่มได้ที่
https://www.mebmarket.com/ebook-3623-ปริศนาแลดาว


บทที่ 10 นิมิตจุมพิต

เมื่อลำแสงสีทองบนเวิ้งฟ้าถูกกลืนหายเข้าสู่ม่านเมฆาอย่างรวดเร็ว ท้องฟ้ามืดทะมึนด้วยเมฆสีเทาเข้มลอยตัวต่ำแผ่ตัวปกคลุมไปทั่วแผ่นฟ้า มองดูราวกับอาณาจักรที่ถูกครอบงำด้วยเวทย์มนต์แห่งความมืดมิด กระแสลมรอบด้านพัดเฉื่อยฉิวแต่แรกเริ่มเพิ่มระดับความแรงของลม จนกลายเป็นลมหมุนเหวี่ยงเอาฝุ่นผงละอองทรายเศษใบไม้ใบหญ้าเหวี่ยงตัวหมุนคว้าง ต้นไม้ใหญ่น้อยที่ยืนต้นเคียงคู่ผืนทรายไปจนเกือบตลอดแนวหาด พากันไหวเอนโยกตัวแรงราวกับจะหักโค่นดุจเงาแห่งความโกรธเกรี้ยว ก่อนจะทิ้งเม็ดฝนจะโรยตัวพร่างพรูลงมาอย่างไม่ขาดสาย โดยไม่มีเค้าว่าจะหยุดตกง่ายๆ มิหนำซ้ำยังลงเม็ดหนักขึ้นทุกที
รถแวนสีบรอนซ์ฟ้าคันหนึ่งกำลังขับพุ่งทะยานมุ่งเข้าสู่ถนนเลียบชายหาดเปลี่ยวด้วยความเร็วสูง พอเข้าเขตที่สายฝนเทกระหน่ำแบบไม่ลืมหูลืมตา ชายหนุ่มผู้ขับค่อยๆ ผ่อนความเร็วของรถลงตามลำดับ จนแทบว่าจะกลายเป็นคลานไปในที่สุด ตาคมสีน้ำตาลทองสวยเพ่งมองผ่านกระจกฝ้ามัวด้วยหยาดฝนซึ่งสาดปะทะลงมากระทบกระจกหน้ารถ
แสงจากสายฟ้าแลบแปลบปลาบพร้อมกับเสียงคำรามครืนดังติดต่อกันหลายครั้ง ตาคมยังคงเพ่งแน่วแน่ไปยังถนนข้างหน้า มือบังคับพวงมาลัยพารถเคลื่อนไปช้าๆ ด้วยความระมัดระวัง ชั่ววินาทีหนึ่งชายหนุ่มเห็นแสงสว่างวาบจัดจ้าถึงกับตาพร่าจนต้องรีบหลับตาลงอย่างอัตโนมัติก่อนจะลืมขึ้นใหม่ ติดตามด้วยเสียงอสนีบาตลั่นเปรี๊ยะสนั่นหวั่นไหวอยู่เหนือหาดเบื้องหน้าห่างออกไปไม่ไกล เขาเกร็งมือกำพวงมาลัยรถไว้แน่น ลมหายใจเหมือนจะสะดุดหายไปชั่ววูบ แม้จะนึกอยู่แล้วตั้งแต่เห็นสายฟ้าแต่ก็ยังอดสะดุ้งวูบไม่ได้ ฟ้าคงจะผ่าลงตรงจุดไหนสักแห่งข้างหน้า
หลังเสียงและแสงจากฟ้าผ่านไปไม่ทันถึงนาที ม่านแห่งความลี้ลับได้เปิดฉากขึ้นในทันทีทันใด!
ชายหนุ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างขึ้นมาทันทีทันควัน อาการหัวใจเต้นระรัวแปลกๆ ได้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แทรกด้วยความอึดอัดเหมือนถูกอะไรกดทับจนหายใจไม่เต็มปอด ตามด้วยความรู้สึกเจ็บปวดเหมือนคนที่กำลังจมน้ำแผ่ซ่านกระจายไปทั่วทั้งร่าง!
นักจิตวิทยาหนุ่มลูกครึ่งพยายามตั้งสติด้วยการสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ในนาทีแห่งความทรมานนั้นเองเขาแลเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างห่างออกไปจากหน้ารถไม่ไกล ไฟหน้ารถสาดส่องให้เห็นภาพหนึ่ง..พร่าไหวเหมือนมองผ่านระลอกคลื่น..จิตหนึ่งรับรู้ในทันทีว่าเขากำลังเผชิญกับสัมผัสประหลาดจากอดีตหรืออาจจะเป็นอนาคต ไอย์ลวิลหลับตาแล้วลืมตาขึ้นใหม่อีกครั้งก็ยังคงมองเห็นภาพนั้นอยู่เช่นเดิม
มันเป็นภาพของหยดน้ำซึ่งรวมตัวกันจนกลายเป็นโครงร่างของมนุษย์ ไม่มีรายละเอียดชัดเจนนอกจากพอมองออกว่าเป็นชายและหญิงโอบรัดแลกจุมพิตซึ่งกันและกัน!
ยังไม่ทันประจักษ์ชัดว่าอะไรเป็นอะไร ภาพที่เห็นกลับเลือนรางลงก่อนจะดับวูบหายไปราวกับถูกปิดสวิตช์ในฉับพลัน!
ช่วงจังหวะที่ชายหนุ่มนั่งขึงตะลึงค้างอยู่ รถแวนสีบรอนซ์ฟ้าได้เสียหลักพุ่งไถลไปตามถนนลื่นหมุนคว้างอยู่กลางถนน!
ไอย์ลวิลสะดุ้งวับหลุดออกจากมโนภาพ และพบว่าตนเองกำลังอยู่ในภาวะคับขัน จึงรีบรวบรวมสติหมุนพวงมาลัยบังคับทิศทางไม่ให้รถไถลเข้าชนสิ่งใดจนพลิกคว่ำ แรงเหวี่ยงทำให้ไม่สามารถควบคุมทิศทางของรถให้กลับเข้าเส้นทางได้ หากกลับลื่นไถลจากพื้นถนนพุ่งลงสู่ผืนทรายข้างทางจนรถสะเทือนไหวไปทั้งคัน ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก แต่รถก็จอดนิ่งสนิทลงได้ในที่สุด โชคดีเท่าไหร่แล้วที่วันนี้ถนนโล่ง สองข้างทางเปลี่ยวไร้ผู้คนสัญจรเพราะพายุฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างหนักนั่นเอง
วินาทีนั้นสมองเหมือนจะชาไปหมด แทบไม่รู้ตัวเลยว่ารถจอดลงได้อย่างไร ชายหนุ่มยกมือแข็งแรงที่ยังคงสั่นขึ้นลูบหน้า แล้วลดลงกุมจี้ลูกแก้วซึ่งแขวนไว้กับสายสร้อยเชือกร่มสีดำเหมือนต้องการยืดไว้เป็นกำลังใจ สีดำเข้มของลูกแก้วทำให้มองเหมือนกับว่าเป็นสีนิล ความจริงเนื้อแก้วกลับใสโปร่งแสง ที่เห็นเป็นสีดำเพราะสิ่งที่บรรจุอยู่ภายในนั่นเอง
‘ลูกแก้วทรายเสกลงอาคมเป็นเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์นัก ตกทอดมาตั้งแต่รุ่นปู่ทวดโน่น..นายสวมติดตัวไว้นะครับสวมแล้วอย่าถอดออกเพราะจะไม่ขลัง’
เสียงจากอดีตแว่วขึ้นมาในความทรงจำช่วงหนึ่ง
‘ศักดิ์สิทธิ์ยังไงหรือลุง?’
‘ป้องกันอันตรายทั้งจากอุบัติเหตุจากสัตว์เขี้ยวสัตว์พิษ ขลังที่สุดคือป้องกันไม่ให้เราถูกครอบงำจากอำนาจของภูตผีปีศาจ’
‘แล้วไล่ผีได้ด้วยหรือเปล่า’
‘ไม่ไล่ ไล่ไม่ได้’
‘อ้าว ยังงี้ถ้าสมมติเกิดผีมีจริงผมก็ถูกผีหลอกจับไข้หัวโกร๋นไปน่ะซิ มันครอบงำไม่ได้แต่มันหลอกเราได้’
คนฟังถึงกับเกาหัวแกรกกับคารมยอกย้อนของเด็กชาย
‘แล้วทำไมลุงไม่เก็บไว้ในเมื่อเป็นสมบัติตกทอดจากปู่ทวดของลุงไม่ใช่เหรอ’
จำได้ว่าตอนนั้นย้อนถามออกไปเช่นนั้น
‘ลุงก็บอกไม่ถูก..รู้แต่ว่าเป็นห่วงนาย..นายเก็บไว้เถอะ..เก็บไว้ดีๆ สักวันมันอาจจะช่วยนายได้’
อาจเป็นเพราะลูกแก้วทรายเสกหรือเปล่าไอย์ลวิลไม่แน่ใจ แต่เขาก็รอดพ้นอันตรายมาได้หลายครั้ง
ไอย์ลวิลนั่งงันมองผ่านแสงไฟหน้ารถอยู่อย่างนั้น ความกดดันตึงเครียดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นค่อยผ่อนลงไปบ้างแล้ว แต่ความรู้สึกบางอย่างยังคงติดค้างคาอยู่ในใจ สมองเขากำลังย้อนกลับไปครุ่นคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่อย่างสับสน
สิ่งที่เห็นเมื่อครู่เป็นภาพลวงตา หรือสังหรณ์จากนิมิตกันแน่!
. ชายหนุ่มรอจนฝนขาดเม็ดสนิท จึงถอยรถกลับขึ้นมาบนถนนอย่างทุลักทุเลอยู่บ้าง ก่อนพาพาหนะคู่ใจเคลื่อนตัวขับไปตามเส้นทางอย่างระวังเพราะถนนยังเปียกลื่น พายุฝนคะนองผ่านพ้นไปแล้ว ตอนนี้ฟ้าโปร่งใสทุกสิ่งรอบตัวกลับสู่สภาวะปกติราวกับไม่เคยเกิดพายุฝนมาก่อนหน้านี้บนถนนเริ่มมีรถแล่นผ่านแล้วเลยผ่านไป..เหมือนว่าทุกอย่างเป็นเพียงภาพหลอนที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงกระนั้น!
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เกิดขึ้นหลังจากชายหนุ่มขับรถผ่านทางแยกเลี้ยวซ้าย อันเป็นเส้นทางมุ่งสู่ท่าเรือข้ามฟากไปสู่เกาะแลดาวไม่เท่าไหร่
เกาะแลดาว..ชื่อนี้ราวกับยันต์ปิดกั้นความมั่นใจทั้งปวง!
ชื่อของเกาะแลดาวเป็นสิ่งที่ไอย์ลวิลไม่อยากจะนึกถึงแต่กลับต้องมาวนเวียนเกี่ยวข้องอยู่แต่กับมันเกาะแลดาวได้หลบมุมไปจากความทรงจำของไอย์ลวิลในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะย้อนกลับมาให้รำลึกได้ทุกบททุกตอนหลังจากเขาฟื้นขึ้นจากอุบัติเหตุเมื่อห้าปีก่อน..เขาอยากนึกถึงมันและไม่อยากนึกถึงมันไปพร้อมๆ กัน
นานมากเหลือเกินที่เขาไม่เคยเหยียบย่างไปเกาะแลดาวอีกเลย..หลังจากเกิดเรื่องร้ายแรงจนแทบจะคร่าชีวิตเขาในคราวนั้น แล้วผลพวงของสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เขาสูญเสียความทรงจำไประยะหนึ่ง จนถึงทุกวันนี้ความจำของเขายังมีบางส่วนที่ขาดหายไป
คิดดูแล้วชีวิตตลกนัก ตลกเกินไปเสียด้วยซ้ำ ในเมื่อชะตาขีดเส้นให้เขาต้องประสบกับความยุ่งยากในชีวิตชนิดที่ไม่เคยมีใครเคยเจอะเจอมาก่อนอยู่ร่ำไป อย่างเช่นเรื่องจิตสัมผัสนี่ก็เหมือนกัน..มันเกิดขึ้นครั้งแรกตอนสิบขวบ เกิดขึ้นหลังจากที่เขารอดชีวิตจากพายุหมุนในคราวนั้น ความทรงจำเขาขาดหายไปหลายปีแต่กลับได้สัมผัสที่หกมาแทนที่
ที่น่าประหลาดอัศจรรย์ใจที่สุดคือ จิตสังหรณ์จะเพิ่มความแม่นยำขึ้นทุกครั้งหลังจากที่ไอย์ลวิลรอดชีวิตจากอุบัติเหตุในแต่ละครั้ง..แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ชายหนุ่มปรารถนาแม้แต่น้อย!
ไอย์ลวิลเดินทางมาถึงบ้านนับดาวเกือบบ่ายโมง เมื่อรถแวนสีบรอนซ์ฟ้าเลี้ยวเข้ามาจอดตรงที่ว่างของลานจอดด้านหน้า จักรวาลกับแขกทั้งสามเพิ่งทานอาหารกลางวันอิ่ม และกำลังรอของว่างอยู่ตรงโต๊ะนั่งเล่นด้านหนึ่งของสวนหย่อม
“พี่ไอย์มาแล้ว”
พอพริมมธุรสหันไปเห็นรถคู่หมั้นเลี้ยวเข้ามาในบริเวณบ้านหญิงสาวก็รีบลุกขึ้นไปต้อนรับอย่างดีใจ โดยมีจักรวาลเดินตามไปติดๆ
ในทันทีที่นักจิตวิทยาหนุ่มก้าวลงจากรถเท้ากระทบกับผืนดิน จู่ๆ บังเกิดกระแสลมกระโชกแรงจนพัดพาก้อนเมฆใหญ่น้อยให้เคลื่อนตัวเข้ามาบดบังแสงเจิดจ้าจากดวงอาทิตย์จนกลายเป็นเงาครึ้ม เนอินทร์นั่งรออยู่ตรงโต๊ะมองเห็นไอย์ลวิลได้ในระยะสายตา อุปทานเหมือนกับเห็นว่าร่างสูงใหญ่แลดูเป็นเงาทะมึนคล้ายกับมีเงาดำอะไรบางอย่างซ้อนทับหรือติดตามกันมา!
เนอินทร์ถึงกับขนลุกซู่..ขยับโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อจ้องให้ชัดตา หากเพียงพริบตาเดียวเมื่อเมฆเคลื่อนตัวผ่านดวงอาทิตย์บรรยากาศก็กลับคืนเป็นความสดใสอีกครั้ง หนุ่มนักเขียนถึงกับเผลอถอนหายใจอย่างโล่งอกเพราะสุดท้ายแล้วปรากฏว่าเขาตาฝาดไปเอง เกือบจะนึกว่าฝ่ายนั้นพา “อะไร” ติดตัวมาด้วยจริงๆ ซะแล้ว คงเป็นเพราะไอย์ลวิลเดินเข้ามาในทิศทางที่แสงตกเป็นเงาทำให้มองไกลๆ คล้ายว่ามีเงาซ้อนกันอยู่ พอฟ้ากระจ่างเงาที่ซ้อนกลับกลายเป็นจักรวาลกับพริมมธุรสเดินตามกันมา
พอถึงโต๊ะพริมมธุรสก็แนะนำว่า
“นพิน..นี่ไงพี่ไอย์ลวิล..พี่ไอย์นี่หมอนันท์นพินค่ะ ส่วนหนุ่มหล่ออีกคนคงไม่ต้องแนะนำเพราะเคยเจอกันแล้วนี่”
พริมมธุรสข้ามจักรวาลไปเพราะได้แนะนำตัวกันไปเรียบร้อยแล้วตรงลานจอดรถเมื่อครู่นี้
“สวัสดีครับ”
เสียงทุ้มห้าวกล่าวทักกลางๆ ไม่เจาะจงว่าพูดกับใคร นันท์นพินยกมือไหว้อย่างอ่อนช้อยเพราะทราบว่าอีกฝ่ายมีอายุมากกว่าปีหนึ่ง จิตแพทย์สาวมองคู่หมั้นของเพื่อนอย่างทึ่งๆ ไอย์ลวิลมีรูปร่างสูงใหญ่สง่า หน้าตาหล่อเหลาออกเค้าลูกผสมชัดเจน..ตาคมสีแอมเบอร์หรือสีทองสวย จมูกโด่ง ริมฝีปากได้รูปเหมาะเจาะ ผมสีโค้กเข้มแซมปอยสีเงินตรงด้านหน้ามองแล้วเท่ห์ชะมัด
“พี่ไอย์หล่อจัง ชักอิจฉายัยพริมซะแล้วซิ”
พอเจอตัวจริงนันท์นพินถือโอกาสเรียกชายหนุ่มว่าพี่ตามเพื่อนเสียเลย
“ได้ยินชื่อพี่ไอย์มาตั้งนานแล้วคราวนี้ได้เจอตัวเป็นๆ ซะที นพินต้องขอบคุณอีกครั้งนะคะเรื่องที่ช่วยแทนชั่วโมงกลุ่มสนทนาวันก่อนโน้น”
“ไม่เป็นไรครับ”
เสียงห้าวทุ้มตอบอย่างสุภาพ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้าคมเค้าลูกผสมเชื้อสายอิตาเลี่ยน แล้วหันไปพยักหน้าทักทายกับชายหนุ่มนักเขียน
“สบายดีนะครับคุณเนอินทร์”
“ผมสบายดี ดีใจที่ได้พบหมออีกนะครับ” เนอินทร์ยิ้มรับโต้ตอบอย่างเป็นกันเอง
“บอกแล้วไงอย่าเรียกหมอเลย เรียกชื่อเฉยๆ ดีกว่า ผมมันลูกผสม”
“เอ๋..การเป็นหมอหรือไม่เป็นเกี่ยวอะไรกับลูกผสมด้วยล่ะคะ”
นันท์นพินถาม สายตายังไม่ละไปจากใบหน้าคม
“หมายถึงว่าไม่ได้เป็นหมอโดยตรงแต่ทำงานเหมือนหมอ ต้องคลุกคลีทั้งจิตวิทยาควบคู่กับปรจิตศาสตร์เรียกว่าทำงานแบบลูกผสมไงฮะ”
คำตอบนั้นเรียกเสียงหัวเราะขำได้จากทุกคน จักรวาลบอกว่า
“งานคุณนี่น่าสนใจจริงๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับปรจิตนี่ผมออกจะขนลุกอยู่นะ”
“นักวิชาการบางคนบอกว่าปรจิตคือศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องที่คนอื่นเห็นว่ามันประหลาด หรือซับซ้อนจนไม่มีใครอยากเข้าไปเกี่ยวข้อง ความจริงมันก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดหรอกคุณ”
“ผมคนกลัวผี..สนใจแต่ถ้าจะชวนไปอยู่วงในเห็นจะขอบาย”
จักรวาลหัวเราะ แล้วเปลี่ยนเป็นถามว่า
“แล้วทานอะไรมาหรือยังครับ..ผมจะให้เด็กจัดอาหารเพิ่ม อ้อ..ไปไหว้คุณแม่กันก่อนดีกว่า ทานข้าวแล้วเดี๋ยวผมจะพาไปทัวร์รอบๆ สวน บ่ายนี้ผมว่างตลอด”
จักรวาลเรียกอนงค์ให้นำกระเป๋าเดินทางของไอย์ลวิลไปเก็บไว้ที่ห้องพักซึ่งจัดเตรียมไว้แล้ว พลางเอ่ยถามหาลัลธริมา อนงค์สาวใช้ร่างผอมเพรียวอย่างวัยรุ่นรายงานว่าหญิงสาวไปโรงพยาบาลในเมืองตั้งแต่ตอนสาย
“อ้าว งั้นหรือ ไปทำไมคุณลัลบอกหรือเปล่า?”
“บอกค่ะ คุณลัลว่าหมอนัดไว้ให้ไปรับยาของคุณผู้หญิง”
ยาที่อนงค์พูดหมายถึงยารักษาโรคประจำตัวของผกาวัลย์ซึ่งมีอยู่หลายขนานตามอาการของโรค พอยาหมดก็ต้องไปรับเพิ่ม สำหรับเรื่องยานี้เป็นความรับผิดชอบของลัลธริมาโดยตรงในฐานะที่เธอเป็นพยาบาลพิเศษ แต่บางเดือนผกาวัลย์จะไปด้วยตนเองเพราะครบกำหนดที่หมอนัดตรวจร่างกาย
“ไปไหนไม่ยอมบอก..มีธุระก็น่าจะบอกกล่าวกันบ้างจะได้ไม่ต้องคอย”
จักรวาลบ่น รู้สึกผิดหวังอยู่บ้างที่คนรักไม่อยู่เพราะเขาอยากให้ลัลธริมาอยู่ช่วยเขารับแขก โชคดีที่วันนี้เขาเคลียร์งานเรียบร้อยจึงออกมาก่อนเที่ยงเพื่อที่จะได้มาทานอาหารที่บ้าน และจะไม่กลับออฟฟิศแล้วในวันนี้ เนื่องจากงานของเขาค่อนข้างจะอิสระ ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน
จักรวาลกับพริมมธุรสพาไอย์ลวิลไปไหว้ประมุขของบ้าน นั่งสนทนากันอยู่ชั่วครู่เสร็จแล้วจึงขอตัวกลับออกมาสมทบกับเนอินทร์และนันท์นพินซึ่งรอทานของว่างพร้อมกัน
อาหารว่างที่อนงค์ยกมาเสิร์ฟมีให้เลือกหลายอย่าง ชิฟฟ่อนหลากรส มัฟฟินลูกเกด บลูเบอร์รี่อย่างฝรั่ง กับขนมปังหน้าหมูอย่างไทยๆ ส่วนเครื่องดื่มประกอบด้วยทั้งชากาแฟและน้ำผลไม้ สำหรับไอย์ลวิลขออาหารหนักข้าวผัดกุ้งแทนเพราะตั้งแต่เช้ามามีแต่กาแฟกับชูครีมสองสามลูกเท่านั้นที่ตกถึงท้อง
ระหว่างทานกันไปคุยกันไป พริมมธุรสชำเลืองมองหน้าคมของคู่หมั้นเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง ไอย์ลวิลดูเงียบขรึมไปจนรู้สึกผิดสังเกต เห็นชายหนุ่มเป็นแบบนี้แล้วหญิงสาวอดนึกถึงตอนที่เขาเพิ่งหลุดพ้นจากสภาพเจ้าชายนิทราใหม่ๆ ไม่ได้ เงียบขรึมเป็นส่วนใหญ่ หงุดหงิดโมโหร้ายในบางครั้ง แต่เขาก็สามารถปรับสภาพอารมณ์ให้คงที่เป็นปกติได้ในเวลาต่อมา
“ท่าทางพี่ดูเพลียๆ นะ”
“หายแล้วล่ะ ก่อนมาได้งีบไปสองสามชั่วโมงเหมือนกัน”
“แค่สองสามชั่วโมง”
“แค่นั้นก็เหลือเฟือ”
“จ้า..พ่อคนพลังงานเยอะ”
พริมมธุรสกระแทกเสียงด้วยความหมั่นไส้ ไอย์ลวิลอธิบายรายละเอียดให้สมาชิกในโต๊ะฟังถึงต้นสายปลายเหตุว่าหลังจากวันที่เขาแทนชั่วโมงสนทนาให้หมอนันท์นพินได้แค่วันเดียว ศูนย์ทดลองทางจิตได้ส่งเขาและทีมงานนักวิชาการด้านจิตวิทยาอีกหลายคนเดินทางไปร่วมประชุมด่วนกับหน่วยงานในอิตาลี่ เพราะเหตุนี้ชายหนุ่มจึงมาถึงเกาะล่าช้ากว่าคนอื่น
ชายหนุ่มเดินทางขึ้นเครื่องที่สนามบินฟูมิชิโนในตอนบ่ายสองโมงยี่สิบนาทีของเมื่อวาน มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิเอาประมาณตีสี่กว่าๆ จากนั้นขึ้นแท็กซี่กลับไปพักผ่อนที่บ้านได้ประมาณสองชั่วโมงก็จับรถเดินทางต่อ ระหว่างทางยังเจอกับพายุฝนโดยไม่คาดคิดอีกจึงมาถึงบ้านนับดาวเอาตอนเกือบบ่ายโมงอย่างที่เห็น ไอย์ลวิลจงใจเล่าข้ามตอนที่รถเสียหลักจนเกือบเกิดอุบัติเหตุไปเสีย ยิ่งเรื่องภาพหลอนเขายิ่งไม่พูดถึง เพราะนอกจากจะทำให้ตกใจกันเปล่าๆ และบางคนอาจอาจคิดว่าเขาเพ้อเจ้อไร้สาระหรือขับรถหลับในด้วยก็ได้
หลังอิ่มท้อง เจ้าของบ้านพาบรรดาแขกหนุ่มสาวไปชมบรรยากาศริมสระท้ายเขตบ้าน นับดาว ตามที่ได้รับปากไว้เมื่อวาน
“ถีบจักรยานไปสบายๆ จะได้ไม่ต้องเดินให้เหนื่อย”
จักรวาลบอกให้นายหล้าคนสวนนำรถจักรยานออกมา แต่จักรยานมีน้อยกว่าจำนวนคนจึงต้องนั่งซ้อนท้ายกันเป็นคู่ๆ สองสาวสวมหมวกปีกกว้างที่เตรียมมาด้วย แต่งกายสะสวยทะมัดทะแมง พริมมธุรสนั่งไปกับไอย์ลวิล ขณะที่นันท์นพินซ้อนท้ายคันของเนอินทร์ ส่วนจักรวาลถีบสบายๆ ไปคนเดียว ท้ายว่างเพราะลัลธริมาไม่อยู่ กว่าหญิงสาวจะกลับก็คงบ่ายจัดไปแล้ว
สามหนุ่มถีบจักรยานพาสาวลัดเลาะชมสวนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเรือนศาลาจึงจอดรถแวะพัก เห็นป้าภู่ซึ่งล่วงหน้ามาก่อนกำลังจัดเตรียมผลไม้ไว้รับรองตามที่จักรวาลสั่งไว้ ใจจริงจักรวาลอยากให้เป็นหน้าที่ของลัลธริมา..เขาอยากให้เธอสนิทสนมกับแขกของเขาทุกคน แต่ดูเหมือนเธอจะมีธุระยุ่งๆ อยู่เรื่อย เขาจึงต้องรับแขกแต่เพียงลำพัง
“ผมชอบแฮะ”
เนอินทร์เดินวนเวียนสำรวจรอบๆ เรือนศาลาอย่างถูกอกถูกใจกับบรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย
“ยิ่งกลางคืนยิ่งสบาย” จักรวาลเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
“ผมลงมานอนเล่นที่นี่บ่อยๆ บางทีอยู่บนเรือนรำคาญก็เอางานมานั่งทำ ไปๆ มาๆ นอนมันเสียที่นี่เลย ถ้าคุณสองคนอยากเปลี่ยนบรรยากาศมานอนเล่นที่นี่ก็ได้นะครับ หมายถึงเฉพาะคุณดินกับคุณเนเท่านั้นนะ นพินกับน้องพริมเป็นผู้หญิงไม่ควรลงมาหรอก”
“แหม กำลังจะยกมืออยู่แล้วเชียว” พริมมธุรสว่า
“ไม่เหมาะสำหรับผู้หญิง ยกเว้นจะมากันหลายๆ คน”
“ไม่เห็นเป็นไรเลย บ้านเราเองแท้ๆ”
“ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องระวัง บ้านเราเองใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไปนี่ ยุคเศรษฐกิจข้าวของแพงโจรผู้ร้ายแทรกซึมไปทั่วไม่ว่าในเมืองนอกเมือง”
“ไหนว่ายกให้ลัลธริมาแล้วไงคะ?” นันท์นพินย้อนเพราะเพิ่งนึกขึ้นได้
การที่นันท์นพินเรียกลัลธริมาเฉยๆ โดยไม่มีคำว่าคุณนั้น ขึ้นอยู่กับอารมณ์ชั่วขณะของตัวนันท์นพินเอง ถ้าอารมณ์ดีหน่อยนันท์นพินก็จะเรียก “คุณลัล” แต่ถ้าเกิดหมั่นไส้ขึ้นมาตอนไหน คำว่าคุณข้างหน้าจะหายไปโดยอัตโนมัติอย่างเช่นตอนนี้
“ก็ให้น่ะซิ..แต่ไม่ใช่ว่ายกให้ใครแล้วคนอื่นจะมานั่งเล่นนอนเล่นไม่ได้นี่นา”
คำตอบของพี่ชายทำให้นันท์นพินนิ่งไปเพราะจนด้วยเหตุผล นักปรจิตหนุ่มเป็นคนเดียวที่แทบจะไม่พูดอะไรเลย เขาไม่ได้ฟังคำสนทนาด้วยซ้ำ หากยืนกอดอกทอดสายตามองไปรอบๆ แล้วมาหยุดที่กลางสระ ในใจบอกกับตัวเองว่าเรือนศาลาแห่งนี้เป็นที่เดียวในบ้านนับดาวที่เขาเห็นแล้วรู้สึกไม่ถูกชะตาจนนิดเดียว!


บทที่ 11 คำทำนาย

“นั่นต้นอะไรครับ?”
ไอย์ลวิลซักเมื่อตามองเลยไปยังฟากตรงข้ามท้ายสระ เห็นต้นไม้ยืนต้นต้นหนึ่งมีลักษณะแปลกกว่าต้นไม้ทั่วไป ลำต้นสูงถ้าจะสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามีสีน้ำตาลแดงคล้ำ แต่เวลามองไกลๆ อย่างนี้ดูแล้วคล้ายเป็นสีดำ โคนต้นแยกออกเป็นรากใหญ่สองรากชอนลึกลงดิน มีกิ่งก้านสาขาแผ่เฉพาะตรงช่วงกลางลำต้นสองด้าน ยอดไม้เป็นพุ่มใบเขียวสดแซมด้วยดอกสีแดง เนอินทร์มองตามสายตาไอย์ลวิล เห็นต้นไม้ลักษณะประหลาดเข้าถึงกับอุทานว่า
“โอ้โห..นั่นต้นอะไรน่ะครับ รูปร่างพิลึก เหมือนคนยืนกางแขน”
จักรวาลเหลียวไปมอง แล้วว่า
“จินตนาการไปซะไกลคุณนักเขียน..นี่แหละต้นตอของความหอมที่คุณถามถึงเมื่อวาน กลิ่นหอมมาจากดอกสีแดงบนยอดโน่น”
“ต้นไม้อะไรรูปร่างประหลาด” พริมมธุรสทำท่ายกมือขึ้นป้องตาชะเง้อมอง
“เข้าไปดูใกล้ๆ ได้ไหมคะ”
“ได้ครับ แต่เราต้องเดินอ้อมไปอีกด้าน แถวนั้นจะรกหน่อย”
“ต้นอะไรครับ” ไอย์ลวิลถามซ้ำ ตาคมกล้าฉายประกายแปลก
“ผมไม่รู้จักชื่อรู้แต่ว่าเป็นไม้ป่าชนิดหนึ่งเท่านั้นเอง..ต้นเล็กๆ ขึ้นอยู่เป็นทุ่งตรงแนวป่าโน้น ส่วนต้นใหญ่อย่างที่เห็นมีอยู่ต้นเดียวจะตัดทิ้งก็เสียดายกลิ่นหอมเลยปล่อยไว้อย่างนั้น”
“น่าจะให้นักพฤกษศาสตร์มาดู..ไม่แน่ว่าอาจเป็นไม้โบราณหายากก็ได้”
พริมมธุรสออกความเห็น นันท์นพินพยักพเยิดเห็นด้วยกับเพื่อน
“นั่นซิพี่จักร พริมอาจจะพูดถูกก็ได้”
ไอย์ลวิลไม่ได้ซักถามอะไรอีก เขาได้กลิ่นหอมหวานเร้นลับรวยรินโชยมาไม่ขาดระยะ สายตานักจิตหนุ่มยังคงวนเวียนจับจ้องอยู่แต่แถวต้นไม้ท้ายสระราวกับถูกดึงดูดด้วยแม่เหล็ก ยิ่งมองนานยิ่งเห็นความแปลกประหลาดของลำต้นมากขึ้นทุกที..เหมือนคนตัวสูง มีแขน ขา หัวกลม ลูกตาสีแดง ประดับลำต้นด้วยเถาวัลย์!
ชายหนุ่มสะดุ้งลึกในใจ ลักษณะแบบนี้เขาเคยเห็นที่ไหนมาก่อนสักแห่ง พยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก มิหนำซ้ำยังพาลปวดหัวเป็นริ้วขึ้นมาในทันทีทันใดเสียอีก ไอย์ลวิลรีบดึงสายตากลับพยายามไม่มองกลับไปตรงจุดเดิมอีก บังคับตนเองให้สนใจแต่การพูดคุยตรงหน้าเท่านั้น
ได้ยินเสียงห้าวของนักเขียนหนุ่มกำลังเลียบเคียงถามเจ้าของบ้านว่า
“แถวนี้มีหมู่บ้านอื่นอีกหรือเปล่าครับคุณจักร”
“มีหมู่บ้านแถวเหนือหาดโน่น ตอนเข้ามาคุณต้องขับรถผ่านชุมชนก่อนถึงจะมาถึงบ้านเรา ส่วนหมู่บ้านประมงอยู่อีกด้านหนึ่ง”
“เอ๊ะ หรือครับ”
คนอุทานฉงนกลับเป็นไอย์ลวิล เขารู้สึกสับสนกับทิศทาง จำได้ว่าเหนือหาดมีหมู่บ้านและชุมชนประมง ส่วนท้ายหาดเป็นป่าเปลี่ยวไม่ใช่หรือ หรือว่าทุกอย่างได้เปลี่ยนไปหมดแล้ว..ไอย์ลวิล ปรารภออกไปตามความคิดว่า
“ผมนึกว่าตรงนี้เป็นเหนือหาดเสียอีก”
“เหนือหาดจริงๆ จะเป็นส่วนที่ตั้งของบ้าน ร้านค้า ร้านอาหารติดต่อกันไปเป็นแนวยาว ร้านขายของที่ระลึกก็มีนะครับ พรุ่งนี้เราไปเที่ยวกันก็ได้ ใครอยากไปไหนเสนอมาได้เลยเพราะหลังจากพรุ่งนี้แล้วผมคงยุ่งๆ ช่างจัดแต่งสถานที่จะเริ่มมาทำงานพรุ่งนี้ ผมคงต้องอยู่คุมใน บางช่วง”
“นานๆ แถวนี้จะมีงานเลี้ยงซะที นพินว่าจัดที่บ้านเราเองก็ดี..ได้บรรยากาศแล้วก็เป็นกันเองกว่าจัดในห้องจัดเลี้ยงตามโรงแรมหรือห้องอาหารหรูๆ”
“พี่ไม่ได้เชิญแขกมาก เพิ่งพ้นไว้ทุกข์คุณพ่อมาหยกๆ ไม่อยากจัดฉลองใหญ่โตไป อ้อ..แล้วนี่ตกลงอยากไปเที่ยวไหนกันบ้าง”
พริมมธุรสเป็นคนแรกที่ยกมือขึ้น
“มาทะเลถ้าไม่เล่นน้ำทะเลก็เท่ากับมาไม่ถึงทะเล”
“พูดง่ายๆ ก็คืออยากเล่นน้ำว่างั้นเถอะ”
คนเป็นคู่หมั้นสรุปยิ้มๆ จักรวาลลากเสียงยาวล้อว่า
“อยากเล่นน้ำเรอะ..ได้..พรุ่งนี้จัดให้”
“ดีค่ะ..พริมว่าจะชวนไปเล่นน้ำอยู่เหมือนกัน”
“ชวนใคร พี่จักร หรือพี่ไอย์” นันท์นพินยื่นหน้าเข้ามาขัด
“บ้า..จะชวนทำไมแค่สองคน ไปกันหมดนี่เลยหกคนสามคู่”
“สามคู่ไหน” ไอย์ลวิลถามโดยไม่ทันนึก พริมมธุรสสาธยายว่า
“คู่เรา คู่พี่จักร แล้วก็คู่นพินไงคะ ครบคู่ไม่ขาดไม่เกิน”
เนอินทร์เมินหน้าไปทางหนึ่งเหมือนไม่ได้ยิน ส่วนนันท์นพินยิ้มแก้มปรินึกขอบคุณเพื่อนที่ช่วยหาทางให้เธอได้คู่กับเนอินทร์
“ตกลงว่าพรุ่งนี้เล่นน้ำทะเลกัน คุณสุภาพบุรุษล่ะครับอยากไปเที่ยวไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า อันนี้บอกได้เลยว่าไกด์เต็มใจพาทัวร์สุดเหวี่ยง”
จักรวาลเน้นเสียงตรงคำว่า “พิเศษ” ในนัยความหมายถึงสถานที่บันเทิงของผู้ชายโดยเฉพาะ พริมมธุรสตวัดสายตาค้อนคนพูดอย่างรู้ทัน
“เชอะ..พี่จักร..จะแต่งงานอยู่แล้วยังไม่ทิ้งลายเจ้าชู้ ตัวจะเที่ยวก็เที่ยวไปคนเดียวเถอะมันเรื่องอะไรมาชวนพี่ไอย์ของพริมไปด้วยฮึ..ถ้าจะไปจริงๆ พริมจะไปด้วย”
“ไม่ไหวละมั้ง”
ไอย์ลวิลว่า กลบเกลื่อนความหนักหน่วงผิดปกติในใจด้วยการสัพยอกหยอกล้อให้กลมกลืนไปกับทุกคน
“ทำไมต้องไม่ไหวด้วยล่ะคะ?”
“ขี้เกียจพาน้องสาวไปเกะกะ จะจีบสาวก็ไม่ถนัด”
“น้องสาว..จีบสาว?..เหรอคะ?..นี่แน่ะ”
จบคำพูดแหว พริมมธุรสทำท่าเงื้อมือจะซัดเผียะที่แขนชายหนุ่ม หากไอย์ลวิลทำท่าสะดุ้งหลบวูบพร้อมกับอุทาน
“โอ๊ย..เจ็บ”
“อะไรพี่ไอย์..ร้องทำไมยังไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย”
“อ้าว ซ้อมเสียงไว้ก่อนไงล่ะ”
คนอื่นที่นั่งฟังอยู่พากันหัวเราะครื้นเครงกับการกระเซ้าเย้าแหย่เล็กๆ น้อยๆ ของสองหนุ่มสาว นันท์นพินทำท่ากระฟัดกระเฟียดแบบแกล้งๆ
“อุ๊ย อิจฉาคู่รัก..เนจ๋า..ดูซิ..คู่นี้เขาหยอกล้อน่ารั๊กน่ารัก”
คนพูดทำเสียงเล็กเสียงน้อยประกอบ
“คุณไม่เห็นคุยเล่นกับนพินอย่างนี้บ้างเลย”
“ไม่รู้จะคุยอะไรนี่ครับ”
เนอินทร์ตอบเจื่อนๆ ในใจคิดว่านันท์นพินเป็นแค่เพื่อนไม่ใช่คู่รัก จะให้หยอกล้อสนิทสนมเหมือนอย่างไอย์ลวิล กับพริมมธุรสที่เป็นคู่หมั้นกันได้อย่างไร
หลังการหยอกล้อ ไอย์ลวิลหันมาถามเนอินทร์ในช่วงหนึ่ง
“งานเขียนของคุณเป็นอย่างไรบ้าง”
“เริ่มไปได้พอสมควรแล้วล่ะครับ เมื่อคืนพอกลับเข้าห้องก็นั่งเขียนอยู่พักหนึ่ง”
เนอินทร์ตอบ พยายามไม่นึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนกลางดึก มันหลอนจนเขาแทบไม่อยากเปิดโน้ตบุ๊คอีกเลย เรื่องของเรื่องคือหลังจากเผลอหลับและตื่นขึ้นมาพบข้อความที่เขาคิดว่าตนไม่ได้พิมพ์ เขาก็ได้ลบช่วงที่แพรรินกลายเป็นผีทิ้งไปทั้งหมด แล้วพิมพ์เนื้อเรื่องใหม่แทรกลงไปแทน ครั้นตอนเช้าเปิดเครื่องกะว่าจะเขียนงานสักพักก่อนค่อยลงมาทานอาหาร ปรากฏว่าข้อความที่ลบทิ้งไปแล้วกลับปรากฏหราอยู่ในจอ จะว่าลบแล้วลืมบันทึกข้อมูลก็ไม่ใช่เพราะส่วนที่พิมพ์เพิ่มเติมใหม่ยังคงอยู่ครบถ้วนทุกข้อความ จนถึงตอนนี้เนอินทร์ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าเกิดอะไร ขึ้นกันแน่
ฉับพลันความคิดของเนอินทร์ต่อเนื่องไปถึงอีกเรื่องที่ยังคงกังขาอยู่ เขาหันไปถามจักรวาลซึ่งกำลังโยนองุ่นไร้เมล็ดสีม่วงใสเข้าปาก
“ที่นี่มีผู้หญิงผมยาวๆ บ้างหรือเปล่าครับ”
“หลายคนครับ จะเอาคนไหนล่ะ”
คำตอบคล้ายกวนนั้นทำให้คนถามต้องมองหน้า ขณะที่คนอื่นหันมาสนใจฟังกันมาเป็นตาเดียว
“คุณแม่ก็ผมยาวแต่เกล้าเก็บเป็นมวยไว้ จิตหลานป้าภู่ก็ยาว นงค์อีกคน”
“ที่พูดมาผมเจอตัวหมดแล้ว แต่คนนี้ไม่เคยเห็นเป็นผู้หญิงสาวผมยาว”
“เอ๊ะ..ใคร?” คราวนี้จักรวาลขมวดคิ้ว สีหน้าจริงจังขึ้น
“เห็นเมื่อไหร่? ที่ไหน?”
“เมื่อวานครับ..ผมมองจากหน้าต่างห้องลงมา เห็นเดินแวบๆ อยู่ตรงสวนหย่อม”
จักรวาลขมวดคิ้วมุ่นครุ่นคิด เขานึกถึงความปลอดภัยในบ้านมากกว่าเรื่องอื่น
“คนดูแลเรื่องจัดสถานที่งานหรือเปล่าพี่จักร”
พริมมธุรสออกความเห็น เพราะจักรวาลเป็นคนเล่าให้ทุกคนฟังเองถึงเรื่องที่จะมีคนงานมาจัดแต่งเตรียมสถานที่ด้านที่เป็นสวนหย่อม และบริเวณสนามรอบๆ เพื่อจัดงานแต่งงานที่จะมีขึ้นในปลายอาทิตย์หน้า
“ไม่อีกทีอาจเป็นญาติของป้าภู่ หรือลุงหล้าก็ได้” นันท์นพินช่วยคิดอีกแรง
“คงไม่ใช่คนงานหรอก พวกนั้นจะเริ่มทำงานวันพรุ่งนี้ หน้าตาเป็นยังไงเห็นหรือ เปล่าคุณ?”
“ไม่เห็นครับ เห็นข้างหลังแวบเดียวเท่านั้นตอนแรกยังนึกว่าเป็นแฟนคุณจักรด้วยซ้ำ พอเจอตัวคุณลัลแล้วก็รู้ว่าไม่ใช่”
“คุณเนแน่ใจนะครับว่าไม่ใช่ความฝัน..บางทีคุณอาจหลับไปโดยไม่รู้ตัวแล้วก็ฝันไปคิดว่าเห็นผู้หญิง”
ไอย์ลวิลถามเพราะทราบว่าเนอินทร์มักจะมีปัญหาเรื่องนอนไม่ค่อยหลับและฝันร้ายอยู่บ่อยๆ ฟังแล้วไม่ได้ต่างไปจากเขาในสมัยก่อน ที่มักจะฝันวนเวียนซ้ำซากถึงแต่เรื่องของ..ซี..ผู้หญิงที่ไม่มีตัวตนอยู่ในโลกของชีวิตจริง
เนอินทร์ส่ายหน้าประกอบคำพูดอย่างมั่นใจ
“ไม่ใช่ฝันแน่ครับ ผมยังไม่ได้หลับสักงีบ กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าต่างอย่างที่บอก”
เนอินทร์อยากเล่าให้ไอย์ลวิลฟังต่อไปอีกว่าตอนนี้เขาไม่ฝันร้ายแล้ว ความฝันของเขาเปลี่ยนรูปแบบชนิดที่น่าถวิลหามากกว่าเดิมเยอะ ถ้าจักรวาลมีญาณหยั่งรู้ว่าเขาฝันอะไรมีหวังเขาถูกเตะกระเด็นออกจากบ้านไม่ทันแน่ๆ
“อือม์ สงสัยคงต้องเรียกคนของเรามาคุยสักหน่อยแล้ว ต้องกำชับให้ลุงหล้าเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นกว่าเดิม”
ต่างคนต่างเงียบงันไปได้สักเดี๋ยว นันท์นพินก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตัดพ้ออย่างน้อยใจ เธอกำลังน้อยใจไปหมดทุกอย่างที่เกี่ยวกับการกระทำของเพื่อนชายในตอนนี้ นันท์นพินรู้สึกว่าเขาแทบไม่เห็นเธออยู่ในสายตาแม้แต่ความเป็นเพื่อนด้วยซ้ำ
“รู้ล่ะ..เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปปรึกษาปัญหาชีวิตกับพี่ไอย์แล้วซินะ อย่างนี้หมอนันท์นพินคงไม่มีความหมายอีกแล้ว”
“อะไรกันนพิน ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย คุณนี่คิดมากจริงๆ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นแล้วอย่างไหนล่ะ”
การต่อปากต่อคำตระแหน่แง่งอนระหว่างหนุ่มสาวชักจะเริ่มบานปลาย จักรวาลพอจะเข้าใจถึงความรู้สึกของน้องสาวที่มีต่อนักเขียนหนุ่มอยู่บ้าง แต่เขาจำเป็นต้องชิงตัดบทเปลี่ยนเรื่องด้วยการชวนทุกคนไปถีบรถเล่นหน้าหาดก่อนเรื่องจะยาวและหมดสนุกไปมากกว่านี้
ถึงตอนบ่ายจัด..ความแรงของแดดลดลงไปมากแล้ว จักรวาลทำหน้าที่เจ้าของบ้านพาหนุ่มสาวถีบจักรยานเลียบไปตามเส้นทางมุ่งสู่หาด ชาวบ้านหลายคนทักทายเจ้าของเกาะคนใหม่อย่างคุ้นเคย แล้วมองมาที่กลุ่มหนุ่มสาวอย่างสนใจ
“ตระเวนเที่ยวกันให้ทั่วแถบนี้ก่อน ถ้ามีเวลาอาจเลยไปหาดอื่นด้วยก็ได้ จะซื้อของหรือเดินเล่นเชิญตามอัธยาศัยเลยครับ”
“ใครน่ะคุณ?”
คนถามคือลุงปรายเจ้าของร้านสะดวกซื้อที่ขายดีที่สุดในละแวกนั้น เพราะมีอยู่เพียงร้านเดียวที่มีสินค้าจำเป็นครบเกือบทุกอย่าง
“เพื่อนผมเองลุง มาจากกรุงเทพ”
จักรวาลโต้ตอบอย่างไม่ถือตัวแม้ว่าตนจะไม่สนิทกับชาวบ้านแถวนี้มากเท่ากับบิดา เพราะเขาเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างกรุงเทพกับแลดาวมาตลอด ชีวิตวันๆ หมดเวลาไปกับเรื่องงานจึงไม่ค่อยได้มาเสวนากับผู้คนบนเกาะเท่าไหร่นัก
“มาเที่ยวเรอะพ่อหนุ่ม?”
ลุงปรายพยักหน้าถามเนอินทร์ซึ่งรีรออยู่ระหว่างสมาชิกคนอื่นเดินเตร่ห่างออกไปดูโน่นนี่ในบริเวณรอบๆ ตามใจชอบ
“ไม่เชิงครับ ผมมาทำงานด้วย”
“อ้อ..คนหนุ่มซินะ..ขยันขันแข็ง”
เนอินทร์ถือโอกาสยืนสนทนาสัพเพเหระกับลุงปรายอยู่ชั่วครู่ พอจักรวาลเดินหายเข้าไปในร้านเพื่อซื้อของบางอย่าง เนอินทร์เห็นทางสะดวกจึงรีบเบนเข้าสู่จุดประสงค์ คือการเจาะถามถึงเรื่องเหตุการณ์พายุหมุนเมื่อสิบเก้าปีก่อนทันที เขาซักถามลุงปรายอยู่พักหนึ่งก่อนกล่าวขอตัวเมื่อเห็นว่าคำตอบที่ได้รับไม่ได้มีอะไรคืบหน้าไปกว่าที่สิ่งที่รู้ๆ อยู่แล้ว
เนอินทร์เดินกลับออกมายังที่จอดรถจักรยานเป็นคนแรก ยืนเตร่สูบบุหรี่ฆ่าเวลารอคนอื่นอยู่ไม่นานแต่ละคนจึงทยอยกันกลับมาตรงจุดนัดหมาย ไอย์ลวิลเดินมาถึงไล่หลังเนอินทร์ไม่กี่นาที ตอนนี้เองที่นักเขียนหนุ่มเหลียวไปเห็นยายแก่คนหนึ่งเดินงกเงิ่นผ่านมาพอดี ตาฝ้าฟางของนางมองเนอินทร์อย่างว่างเปล่า แล้วผ่านสายตาไปยังนักจิตวิทยาลูกผสม พอยายแก่เห็นไอย์ลวิลเข้าก็ทำท่าผงะ ตาของแกลุกโพลงขณะจ้องหน้าไอย์ลวิลเขม็ง ปากขมุบขมิบพึมพำเสียงแหบพร่า
“กลับมาจนได้นะหลานชาย”
“อะไรนะยาย” ไอย์ลวิลถามงงๆ เนอินทร์หันมามอง
“มีอะไรหรือครับ”
ยายแก่ไม่ได้หยุดรอตอบคำถาม แกรีบเดินก้มหน้าผ่านไปอย่างพยายามให้เร็วที่สุดเท่าที่สังขารจะอำนวย ปากบ่นพึมพำแทบฟังไม่ได้สรรพ
“ตายแล้วฟื้น..ไม่ถูกต้อง..ระวังวันที่เจ็ดให้ดี วันที่เจ็ด!”
เนอินทร์รู้สึกขนลุกกับคำพูดแปลกๆ ที่ได้ยิน ลุงปรายเดินเข้ามาพร้อมกับจักรวาลเห็นท่าทางเหลียวหลังมองเลิ่กหลั่กของเนอินทร์เข้าก็เอ่ยปากถาม
“มีอะไรหรือเปล่าพ่อหนุ่ม”
“ยายแก่เมื่อกี้เป็นใครครับลุง”
“ยายแก่ไหนคะ” พริมมธุรสและนันท์นพินเดินมาถึงพอดี ต่างทำสีหน้างงพอๆ กัน
“โน่น” เนอินทร์ชี้มือไปยังทิศทางที่ยายแก่งกเงิ่นผ่านไป สายตาหกคู่มองตามไป
“อ๋อ..ยายพวง” ลุงปรายพยักหน้า เนอินทร์ถามว่า
“แกเป็นใครหรือครับ ฟังพูดจาอะไรแปลกๆ”
“ว่ากันว่าแต่ก่อนแกเป็นหมอดูตาทิพย์..ทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าได้แม่นยังกับตาเห็น ชาวบ้านเลยเรียกแกว่าหมอพวงตาทิพย์ ตอนหลังไม่รู้ยังไงบ้าๆ บอๆ ชอบทักคนโน้นทำนายคนนี้เรื่อยเปื่อยตามอาชีพหมอดูเก่า”
“ยายพวงแกว่ายังไงหรือ”
นันท์นพินถามเนอินทร์ เนอินทร์พยักหน้าไปทางคนที่ยืนเงียบกริบนิ่งอยู่
“ยายแกไม่ได้พูดกับผมหรอกครับ แต่ทักคุณหมอว่าอะไรตายๆ ฟื้นๆ เจ็ดวันนี่แหละ ผมฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง”
“ต๊าย พูดอะไรน่ากลัว” พริมมธุรสทำท่าขนลุกประกอบ ลุงปรายหันไปพูดกับไอย์ลวิลว่า
“อย่าถือสาแกเลยครับคุณ ยายพวงแกสติไม่ดีมาหลายปีแล้ว พูดจาป้ำๆ เป๋อๆ”
ไอย์ลวิลฝืนยิ้มกร่อยๆ
“ช่างเถอะครับ..แกคงเพ้อเจ้ออย่างที่ลุงว่าจริงๆ”
หมดเรื่องตื่นเต้น..ลุงปรายขอตัวกลับไปที่ร้าน จากนั้นขบวนหนุ่มสาวเริ่มเดินทางต่ออีกครั้ง รถของไอย์ลวิลถีบไล่หลังเป็นคันสุดท้าย..ก่อนออกรถเขาเหลียวมองไปยังทิศทางที่หญิงแก่เดินห่างออกไปทุกทีๆ ลึกลงไปภายในแววตาคู่สีทอง มีแต่ความพรั่นพรึง..ยายพวงกำลังจะเตือนเขาว่าเขาจะต้องตายอีกครั้งหรืออย่างไร..!




จบบท ทดลองอ่านก่อนซื้อ

(cr flash ภาพ - yame)




 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2558
0 comments
Last Update : 24 กรกฎาคม 2558 22:01:24 น.
Counter : 313 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


BlogGang Popular Award#13


 
วงแหวนอักษรา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




คำเตือน
ขอสงวนลิขสิทธิ์ผลงานเขียนทุกชนิดใน
blogแห่งนี้ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ.2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือ
นำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีการใดๆ ทั้งสิ้น
รวมถึงการนำไปเผยแพร่ต่อที่อื่นโดยไม่
ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน



--------------------------
--------------------------
cr. ขอบคุณภาพ-ของแต่ง blog
จากเว็บแจกฟรีทุกแห่ง
cr. ขอบคุณแฟลชภาพจาก blog yame


books shelf (e-book)


คนล่าสาป
วงแหวนอักษรา
www.mebmarket.com
กงล้อแห่งชะตากรรมที่ต้องเผชิญชะตากรรมกำหนดให้เขาต้องเป็น...คนล่าสาปเพื่อชดใช้ในสิ่งที่ทำไว้ในอดีตชาติจนกว่าทุกอย่างจะสิ้นสุดลง


กรงใจไฟมายา
วงแหวนอักษรา
www.mebmarket.com
สำหรับผมเห็นว่าคุณเป็นเจ้าหญิงหิมะ...ที่จริงควรเป็นเจ้าหญิงน้ำแข็งถึงจะถูก เพราะว่าเวลาหิมะละลาย เราจะพบต้นอ่อนของดอกไม้เสมอ ตรงกันข้ามกับน้ำแข็งที่ละลายแล้วจะระเหยแห้งผากไปหมด เหมือนกับใจของคุณที่กำลังระเหยแห้งแล้งลงไปทุกทีนั่นแหละ...


มนตราทรายใต้ธารดาว
ณลีนิน
www.mebmarket.com
“ระหว่างเราสองคนอาจไม่ได้มีโอกาสใกล้ชิดกันมากนัก แต่นับจากคืนนี้ไป ผมสัญญาว่าผมจะเปิดใจกับคุณทั้งหมด จะไม่ให้มีอะไรเคลือบแคลงต่อกันอีก ที่สัญญาไว้ว่าจะยกชีวิตยกหัวใจให้คุณนั้นผมพูดจริง เรนียาห์คือภาพความหลังที่ผ่านมาแล้ว ในขณะที่คุณคือความจริงในปัจจุบัน”


รุ้งจางในม่านฝน
ณลีลาฯ
www.mebmarket.com
รุ้งงามมักจะเกิดขึ้นหลังฝนตกเสมอ แต่รุ้งที่พาดผ่านอยู่ในสายฝน จะเป็นเพียงรุ้งสีจาง หลบเร้นอยู่ใต้เงาของม่านฝนเท่านั้น
























---------------------------



...โปรเจคนิยายในคลัง...

สถานะ....บางเรื่องยังรีไร้ท์ บางเรื่องกำลังเขียน
และบางเรื่องจองชื่อ+ตั้งพล็อต ไว้ก่อนเพื่อรอ
คิวเขียน / บางเรื่องส่งต้นฉบับตีพิมพ์ บางเรื่อง
เป็น e-book และบางเรื่องอาจมีการเปลี่ยน
แปลงชื่อเรื่องในภายหลังเพื่อความเหมาะสม

1. ระบำรักกุหลาบแก้ว
2. ปีกรักในแดนฝัน
3. ลินินลายกุหลาบ
4. แก้วมนตรา มายาสยอง
5. เสกสรรปั้นรัก
6. พั้นช์รักครบสูตร
7. อาถรรพ์คำสาปอัทศิลา
8. มนต์ดำคำสาป
9. เลดี้โนเนม
10. ม่านมนต์ดำ ระบำมนตรา
11. พฤกษามนตราสาป
12. ระบำมุก
13. รัตติกาลอาถรรพ์
14. แก้วมายาหิมาลัย
15. มนตราโมเรศ
16. เกมกลคนซาตาน
17. เดือนฝันพันดาว
18. ศิลาอธิษฐาน
19. รักหวานม่านหิมาลัย
20. ภวังค์หวานม่านฝัน
21. หลง(รักษ์)
22. ใต้เเงาชลาลัย
23. ภูตพันธนาการ
24. มนตราธารา
25. มนต์รักประภาคารแสงจันทร์
26. มุกสลับสี
27. กังหันมนตรา (กังหันราตรี)
28. ปริศนารักนาฬิกาทราย
29. ตะวันอำพราง
30. ลางมนตรา
31. ภูผามายาไพร
32. อาถรรพ์หุ่นชักเลือด
33. พ่อมดบ้านไพร
ฯลฯ
--------------------



--------------------------

On every journey, there is a meaning.
..ทุกการเดินทางมีความหมาย..
(คติสอนใจจาก ชนเผ่าอเมริกันอินเดียน)
--------------------------
--------------------------




(เครดิต : http://www.youtube.com/watch?v=WYheX_vB4Wc)

--------------------------
--------------------------


Friends' blogs
[Add วงแหวนอักษรา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.