Group Blog
 
 
กันยายน 2559
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
20 กันยายน 2559
 
All Blogs
 
ฝึกจิตเกาะพระ19กย2559 เสียงจากทางบ้าน





ขอบพระคุณที่มา Facebook Phu Bodin
19กย2559 15.42น.
#เสียงจากทางบ้าน
คือเสียงจากใจของผู้เรียนจิตเกาะพระจบแล้ว
"จิตบุญ" ใหม่เอี่ยมล่าสุดของบ้านจิตเกาะพระ
ตอนนี้ จิตพร้อมรับภัยพิบัติแล้ว ภัยทั้งนอกจิตในจิต
รอดตัวไปอีกดวงจิตนึง ครูทุกท่านค่อยหมดห่วง
ที่เหลือ รีบๆเดินตามกันเข้ามา รีบๆทำ อย่ามัวแต่สนใจอะไร
โดยเฉพาะ สิ่งไร้สาระต่าง หรือสิ่งสมมุติทั้งหลายทั้งปวง
เพราะปฏิบัติธรรม คือการฝึกจิต เปลี่ยนจิตตนเองใหม่

อยากให้ทุกท่านที่สนใจ "จิตเกาะพระ" ได้อ่านกัน
ผู้เขียนไม่อยากพูดมาก หรือโฆษณามาก
เดี๋ยวจะหาว่า เพ้อเจ้อ! เพระทำได้เพียงไม่กี่คนเอง
แต่อยากให้ผู้เรียนจิตเกาะพระ โดยเฉพาะ "จิตบุญ" 
เขาสารยายธรรมด้วยตัวของเขาเอง
ว่าด้วยการปฎิบัติธรรมแนวจิตเกาะพระ และผลเป็นอย่างไร
ผู้เขียนกำลังจะสื่อว่า จะให้จิตบุญเป็นกระบอกเสียงแทน 
หรือพูดแทนผู้เขียนและครูคณะจิตเกาะพระ ทุกท่าน

เพราะจิตเกาะพระ ทำง่าย สะดวก 
มองเห็นจิตตนได้ไว เพราะสติเด่นชัด 
สมาธิตั้งมั่นเร็ว การวิปัสสนาก็เกิดเร็ว
จึงมีปัญญาเห็นแจ้งในธรรมก็เร็วตามไปด้วย
ที่เหลือจิตบุญอย่าหยุดเพียงเท่านี้
อยากให้ทรงคำว่าจิตบุญเอาไว้ตลอดไป
และเอาคำว่าจิตบุญนี้ไปต่อยอดข้างบนกันเอง
คือพยายามลิงค์ "จิตถึงจิต" ข้างบนกันเอง
โดยเฉพาะ พระพุทธเจ้าหรือพระอริยสงฆ์สาวกฯ
จิบจิตเกาะพระที่นี่ มิได้หมายถึง "จบกิจ"
เพราะตราบใดยังครองขันธ์5อยู่นี้ ไม่มีคำว่า จบกิจ
เพราะจิตอาจจะจบ แต่ขันธ์5ยังไม่จบ ยังไม่ดับสลาย
ดังนั้น ต้องรักษาจิตให้ดี ทำจิตผ่องใส ตลอดเวลา
อย่าได้สนใจในขันธ์เราขันธ์ผู้อื่น หรือสิ่งอื่นๆ
เพราะนั่นคือ "สมมุติ" มิใช่ "วิมุตติ"

เพราะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไร
ก็สามารถทำได้เลย ทันที เพราะขณะที่ส่งจิตนึกถึงพระ
นั่นแหละ คือสติตนจะเกิดครั้งนึง หากฝึกบ่อยๆ
คือพยายามนึกถึงพระในจิตบ่อยๆ เดี๋ยวสติก็จะเกิดอัตโนมัติเอง

#ผู้เขียนและครูทุกท่านมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ที่ผู้มาเรียนจิตเกาะพระที่นี่ ที่ให้เกียรติครูผู้สอนสอน
ฝากให้ดูแลจิตตนเอง เพื่อนำทางไปสู่นิโรธ
หรือมรรคผลนิพพาน ต่อไป
เพราะจิตบุญได้รับรู้หรือได้สัมผัส คำว่าว่า บุญกุศล
และปิติสุข เอกัคคตารมณ์และอุเบกขารมณ์ เป็นเช่นไร
มีสติเห็นจิต มองเห็นอารมณ์จิตตนเอง ชัดเจน
พร้อมเห็นเกิดดับของจิตตน เห็นจิตปล่อยวางเบ็ดเสร็จ ภายใน
นั่นเห็นแล้ว ซึ่งสภาวะจิต คือสภาวะธรรมของตนเอง
เพราะทำเอง เห็นเอง รู้เองและก็ชอบเอง 
เพราะปฎิบัติได้มรรคผลเอง เห็นนิพพานในจิตตนเอง
และประนี้นี่แหละ เป็นความปรารถนาของท่านพ่อ หลวงพ่อ
หรือครูบาอาจารย์ทุกท่าน ปรารถนาอยากเห็นจิตลูกหลานแบบนี้
โดยเฉพาะ นำพากันยกจิต นำพากันรักษาศีลและทำภาวนา
เทพพรหมเทวาอารักษ? ต่างพากันยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ที่ปฎิบัติธรรมกันเพื่อหลุดพ้น พ้นทุกข์ประการแรกก่อน
หากพ้นทุกข์ได้แล้ว ต่อไปถึงจะปฎิบัติเพื่อพระนิพพานกันได้ ภายหลัง
ไปพระนิพพาน ไม่ยากหรอก แค่ทำกำลังใจให้ถึงพร้อม
ส่วนกำลังใจมากเท่าไหร่ถึงพอจะไปได้ ทำไม่ยาก
ก้แค่ทำกำลังใจให้มากพอ แค่หลวงพ่อ อดีตวัดท่าซุงพูดไปแล้วนั่น
ไม่ต้องไปดูกำลังใจผู้อื่นๆเขา เดี๋ยวทำให้ใจของตนลังเง 
เกิดความไม่มั่นอกมั่นใจ เพราะหลวงพ่อของพวกเรา
ทำเป็นอย่างอย่างให้ลูกๆดูไปหมดแล้ว ลูกก็อย่าดูเพียงอย่างเดียว
อย่าดูเขากินอย่างเดียว คือต้องลงมือทำด้วยตนเองด้วย
ความเพียรมีมั๊ย ถ้ามีก็ทำไปๆ ทำจนกว่าสติธรรมดาจนกลายเป็น
สติสัมปชัญญะนู้นแหละ ถึงพอใช้ได้ เพราะสติระดับนี้
จะทำให้สติผู้นั้น เกิดขึ้นบ่อยมาก เกือบๆเรียกว่า มหาสติ
แต่น้องๆมหาสติทีเดียว เมื่อสติเด่นชัดขนาดนี้แล้ว
ฉะนั้น สมาธิจิตต้องตั้งมั่นหรือมั่นคงแน่นอน
เมื่อฐานปัญญาดี หมายถึง สมาธิจิตดี คือตั้งมั่นและมั่นคง
ดังนั้น ปัญญาย่อมเกิดแน่นอน พอปัญญาในจิตเกิดขึ้น
ฉะนั้น คำว่า วิปัสสนา ก็จะเกิดขึ้นอัตโนมัติเอง
มันเป็นแบบนี้ เป็นไปลำดับลำดาของมันเอง
ยิ่งทำมาก ก็ยิ่งรู้ ยิ่งเข้าใจ และยิ่งเข้าถึงธรรมเร็ว
เพราะเข้าถึงธรรมชาติแห่งจิตตนเอง 
เห็นมีเพียงสติตัวเองเท่านั้น ที่พอจะเห็นจิต 
นอกนั้น มองไม่เห็น หรือเข้าไม่ถึงจิตตนเอง
หากไม่มีสติเห็นจิต เท่ากับมองไม่เห็นทุกข์
ว่าอยู่ตรงไหน หรือกิเลสมันนองเนืองตรงไหนของจิต
อย่างมากทุกคนรู้แค่ว่า ทุกข์มันอยูที่ไหน 
รู้แค่ว่าทุกข์อยู่ในใจ แต่ไม่สามารถมองเห็นตัวทุกข์
และไม่สามารถนำทุกข์ออกมาจากจิตใจตนเองได้
เพราะว่า ไม่มีสติปัญญา เป็นของตนเอง
เมื่อไม่มี เราก็มองไม่เห็น จิตก็มองไม่เห็น แค่รู้อย่างเดียว
แต่ไม่สามารถกำจัดทุกข์ได้ หรือออกจากทุกข์ใจตนเองได้
พอก่อนๆ ยิ่งพร่ำก็ยิ่งยาวเหยียด สงสารคนสมาธิสั้น

โมทนาสาธุกับจิตดวงใหม่เอี่ยมของคุณจินด้วยครับ
 #จิตป้ายแดง Jintana Chantasakuldej
ขออนุโมทนาสาธุกับครูผู้สอนทุกท่านด้วย
และตอนนี้ผู้เขียนและครูทุกท่านได้หมดหน้าที่ลงแล้ว
ที่เหลือเป็นหน้าที่ของบบ. ท่านพ่อ หลวงพ่อ 
ที่คอยดึงจิตลูกหลานขึ้นข้างบน "พระนิพพาน"
คุณจินคอยส่งจิตหาท่าน นำจิตไปอยู่พระนิพพานตลอดกาล
ที่เหลือคือกายหยาบ แค่เรามีสติอยู่กับกายก็พอแล้ว
ส่วนมันจะดับสลายตอนไหน อย่างไร ปล่อยให้เป็นไปธรรมชาติ
เพราะทุกคนทราบดีว่า กายนั่นคือที่อยู่ของจิต "ชั่วคราว"
แต่ของจริงนั้นคือ จิตใหม่เอี่ยมถอดด้าม "จิตป้ายแดง"
โมทนาสาธุ
ภูทยานฌาน  Phu Bodin

#โปรดติดตามอ่าน "จิตสารพภาพ"
โดยคุณจินตนาฯ

เรียนคุณครูภู...ครูแนท...ครูเบียว...และครูบัว 
คณะครูจิตเกาะพระทุกๆท่านค่ะ
ขอเล่าถึงสิ่งที่เป็นบันดาลใจให้ได้มาเก็บเกี่ยวเรียนรู้
จากคณะครูจิตเกาะพระก่อนนะคะ
แค่เห็นชื่อ จิตเกาะพระ ก็สนใจทันทีว่าเรียนอะไรบ้าง แล้วเป็นยังไง
หลังจากนั้นก็ไปดูรายละเอียดว่า สอนแนวไหนหรือ
พอเห็นคณะครูท่านยึดคำสอนสมเด็จพ่อและหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
และอ่านจากคำสอนของครูภู ซึ่งใช้คำง่ายๆ อ่านแล้วโดนใจมาก
ก็คิดว่า ใช่เลย ธรรมมะจัดสรร ให้มาเรียนรู้ 
จึงส่งข้อความถึงครูภูว่า สนใจจะเรียนจิตเกาะพระต้องทำยังไง 
ครูภูก็ให้ติดต่อครูแนทได้เลย                                                                                                                                                  

แต่ขอเล่าถึงพื้นฐานของตัวเองก่อนนะคะ
ข้าพเจ้าได้ติดตามหลวงพ่อพระราชพรหมยานมานานพอสมควรค่ะ
ถวายสังฆทานกับหลวงพ่อตั้งแต่สมัยที่ท่านยังอยู่ 
แต่ไม่ยอมฝึกมโนมยิทธิ. คิดว่าตัวเองทำไม่ได้ บารมีไม่พอ. 
จนมีอยู่วันนึงก่อนถวายสังฆทาน1วัน. ก็ได้คุยกับเพื่อนว่า 
เราฝึกมโนมยิธิไม่ได้หรอก บารมีไม่ถึง 
วันรุ่งขึ้นได้ไปถวายสังฆทานตามปรกติเหมือนทุกเดือน 
ตอนนั้นหลวงพ่อยังอยู่และรับสังฆทานค่ะ. 
หลังจากถวายเสร็จก็มานั่งอยู่หลังสุด(ที่บ้านซอยสายลมค่ะ) 
พอหย่อนก้นนั่งปั๊บ. หลวงพ่อท่านก็เทศน์เรื่องบารมีเลยค่ะ 
และคำพูดทุกคำพูดที่บ่นกับเพื่อน 
ท่านพูดเหมือนเปี๊ยบกับที่คุยกับเพื่อน. 
ท่านบอกว่า บางคนไม่ยอมฝึกก็มาอ้างว่า บารมีไม่พอ. 
บารมีแปลว่าอะไร รู้ไหม ท่านเทศน์ไปก็มองหน้าข้าพเจ้าจนนั่งไม่ติด. 
ก้นร้อนเลยค่ะ. แต่ความดื้อยังมีอยู่อีก คือฝึกค่ะ 
แต่ไม่ได้ฝึกเป็นเรื่องเป็นราว ฝึกเฉพาะเดือนไหนที่ว่างเท่านั้น 
ถึงไม่ได้ฝึกจิต ก็รักและเคารพท่านมาก 
ไม่ทิ้งสังฆทานที่ถวายเป็นประจำ จนถึงท่านละสังขาร. 
และตัวเองก็เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตครั้งยิ่งใหญ่ 
อาจจะเรียกว่าสุดๆเลยก็ว่าได้. แต่ก็ไม่เคยละทิ้งธรรม. 
และตัวเองก็ไม่รู้ว่าเราได้ฝึกโดยไม่รู้ตัวค่ะ 
เพราะช่วงที่เจออะไรเข้ามาทีเดียวทุกๆด้าน  
ก็ถอยจิตมาดูกายที่กำลังโลดแล่นไปกับเหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวง. 
แต่หลวงพ่อท่านก็เฝ้ามองเราอยู่ตลอดค่ะ.  
จนท่านมาให้ฝันว่า มาปฎิบัติต่อได้แล้วนะลูก.  
ตั้งแต่นั้นมา ก็ไม่ละทิ้งวิชามโนมยิทธิของท่านค่ะ.

ก่อนที่จะมาเรียนจิตเกาะพระ คำถามแรกที่ถามครูคือ 
กรรมฐานมโนมยิทธิต้องทิ้งไม๊คะ. 
ซึ่งครูแนทก็บอกว่า ฝึกได้เหมือนเดิม 
แต่ขออนุญาตท่าน วางชั่วคราวก่อน. ไม่งั้นการฝึกจะไม่ก้าวหน้า.  
จึงได้ขอนุญาตท่านค่ะ. เมื่อถึงวันที่ต้องไปถวายสังฆทาน 
ก็ขอท่านว่าเดือนนี้ไม่ได้นั่งมโนฯนะคะหลวงพ่อ. 
ซึ่งตอนถวายสังฆทาน ท่านเจ้าคุณภาวนาวิมลกิจ 
ท่านก็รู้คำอธิฐานขอ ท่านเจ้าอาวาสยิ้มๆ และบอกว่า สาธุค่ะ.

การฝึกในวันแรกส่งการบ้านไม่ถูก. 
เนื่องจากยังจับแนวทางไม่ได้. 
ซึ่งครูแนทได้เมตตาอธิบายใหม่ 
โดยให้หาพระพุทธรูปที่เราชอบ
เพื่อให้ระลึกจำภาพพระองค์ให้ติดตาติดใจตลอดเวลา.  
ซึ่งภาพที่ชอบมาก คือ สมเด็จพ่อองค์ปฐมวิสุทธิเทพ 
จึงได้นำมาตั้งเป็นภาพหน้าจอโทรศัพท์.  
จะมองภาพพระองค์ทุกครั้ง ที่เงยหน้าจากงาน จนจำได้
เมมไว้ในจิตเรียบร้อยแล้วค่ะ.

ช่วงเช้าขับรถมาทำงาน 
จะชอบมองขึ้นไปบนฟ้าและอาราธนาถึงพระองค์.  
จิตก็จะเห็นองค์ท่านอยู่บนฟ้าสวยงามมาก. 
ซึ่งคุณครูเบียวและครูแนทได้แนะนำว่า 
ต้องปฎิบัติต่อเนื่องให้ได้7ถึง10ครั้งต่อชั่วโมง.  
ซึ่งเราตั้งใจเกินไป ไม่เป็นธรรมชาติเหมือนไปจับเวลา 
ครูได้มาเสริมให้ว่า ไม่ต้องกำหนดให้เครียด ให้ทำจิตสบายๆ. 
นึกถึงด้วยความสบาย. ก็นำมาปฎิบัติใหม่ เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว 
จิตเหมือนจะชิน  ทำงานไปภาพสมเด็จพ่อจะอยู่ในจิตตลอด.  
และสิ่งที่เห็นการเปลี่ยนแปลงคือ 
เมื่อเราอาราธนาขอรับพระเมตตามาสู่กายและจิต. 
จิตจะยิ้มเบาสบาย ความโกรธมีอยู่บ้างแต่เบาบางลงมาก 
เหมือนเราจะนำภาพพระองค์มานำจิตก่อนที่จะทำอะไร.   
ช่วงเช้าก่อนออกจากบ้าน จะอาราธนาบารมี30ทัศ
มาครอบกายครอบจิต ทั้งข้าพเจ้าและครอบครัว
ให้เดินทางปลอดภัย แคล้วคลาดจากสิ่งไม่ดี ทั้งหลายทั้งปวง     
เข้าสู่การปฎิบัติของวันที่5. 
ก็เริ่มมีอาการระหว่างคิ้ว หน้าผาก รู้สึกหนักๆตึงๆ 
และร้อนวูบวาบตลอดเวลา. แต่ก็ไม่ทิ้งภาพสมเด็จพ่อ 
ได้กำหนดสติไว้ในจุดที่ไม่สบายตัว ครูก็มาเฉลยว่า 
เป็นการสร้างกระแสจิตเชื่อมโยงระหว่างเรากับพระพุทธองค์ 
พลังพุทธะ ที่พระองค์ส่งมาเราสามารถสัมผัสได้แล้ว 
ซึ่งก็มีธรรมผุดขึ้นมาในจิตตลอดให้เรารู้  
แต่บางครั้งฌานจะขึ้นสูงจนเหมือนเป็นไข้ 
ก็เลยต้องอาศัยกำหนดจิตผ่อนออก โดยแผ่ไปให้สรรพสัตว์
และดวงจิตดวงวิญญาณที่อยู่รอบๆ ให้มารับบุญ  
ครูแนะนำให้ฝึกการแยกกาย แยกจิต ให้เด่นชัด  
ปรากฎว่า วันรุ่งขึ้น ตื่นมาปฎิบัติภาระกิจส่วนตัวเหมือนทุกวัน 
ก็เห็นภาพกายหยาบทุกอิริยาบถที่กระทำ 
เป็นภาพที่เห็นเหมือนตาเนื้อ  
ซึ่งเป็นการแยกจิตออกไปดูการกระทำของกาย 
ทำให้เห็นเด่นชัดว่า กายกับจิตเป็นคนละตัวกัน   
ครูบัวได้บอกว่านี่เป็นการเปิดปัญญาให้กับจิต 
ทำให้จิตเข้าสู่การใช้วิปัสสนาญาณมากขึ้น 
จะมีธรรมให้รู้อยู่ตลอด 
และสติก็มาจัดสรรให้เสร็จสรรพ  ดู...รู้...วาง  เห็นการ เกิด-ดับ    
ครูแนทได้ส่งภาพ อสุภะ  มาให้พิจารณา   
ความรู้สึกแรกที่เห็น ไม่ได้ตื่นเต้นหรือตกใจกับภาพนั้นเลย  
กลับเป็นปัญญาธรรม คือ 
เนื้อแท้กายของทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์
ก็ประกอบด้วยธาตุทั้ง4ขันธ์ทั้ง5   
และมีตับ ไต ไส้พุง มันสมอง เหมือนกันหมด 
เพียงแต่ห่อหุ้มลวงตาให้เราเห็นว่าสวยสดงดงาม 

การปฎิบัติมาถึงตอนนี้ ทำให้จิตทรงฌาน ต่อเนื่อง 
คือ ตื่นเวลาไหน จิตจะเข้ากรรมฐาน โดยอัตโนมัติ  
ซึ่งทำให้จิตละเอียดขึ้นมาก เพราะเวลาสวดมนต์บทสวดนั้น 
จะวิ่งไปตามจุดต่างๆของร่างกาย จนรู้สึกได้ค่ะ       
จากจิตที่เจริญวิปัสสนาอย่าง ต่อเนื่อง  
ทำให้ภาพพระที่เกิดขึ้นในจิตเป็นประกายพรึกสว่างไสว 
ทั้งๆที่ภาพนอกจิตนั้น เป็นสีทอง  ตอนแรกคิดว่า 
ประกายพรึกนั้น จะเกิดเฉพาะกับองค์พระเท่านั้น  
แต่เมื่อเราถวายบุญให้กับเจ้าที่ ศาลตา ศาลยาย หรือพระสยามเทวา 
ปรากฎว่าเป็นประกายพรึกเหมือนกันทั้งหมด   
อารมณ์ปิติเกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชื่อคือ จิตจะชุ่มชื่น 
มองทุกอย่างด้วยความรักความเมตตา 
อยากแบ่งปันสิ่งดีๆที่จะพึงทำได้
อารมณ์ที่เคยขุ่นบ่อยๆ ก็เบาบางลดน้อยลงไปมาก 
ซึ่งการปฏิบัติธรรมทั้งหลายไม่ได้อยู่ที่ไหน อยู่ที่กายกับจิตเท่านั้น 
ซึ่งเรามาปฎิบัติเพื่อให้รู้เท่าทัน   
ดังที่สมเด็จพ่อมีพระมหาเมตตาประทานธรรมมาให้ว่า..
อยู่ทางโลก ให้เหนือโลก  ซึ่งก็คือให้เราอยู่เหนือทุกข์  เหนือสุข     
อยู่ทางธรรม ให้เหนือธรรม 
เหนือธรรมทั้งหลายคือ  พระนิพพาน

ได้ขึ้นไปกราบขอพระมหาเมตตาจากสมเด็จพ่อ  
ขอฝากดวงจิตลูกนี้ กับพระองค์ 
ได้ขออาราธนาพระองค์เสด็จมาอยู่กลางดวงจิต  
ปรากฎว่า พระองค์ทรงพระมหาเมตตาเสด็จมาประทับ  
ทำให้น้ำตาไหล ร้องไห้โฮ เสียงดังแบบเบรคไม่อยู่ 
โดยที่ไม่เข้าใจว่า เราร้อง ทำไม 
พระองค์ได้ยกพระหัตถ์ประทานพรให้    
แต่ตัวเองก็ยังเหมือนปฎิบัติไม่ครบ ขาดอะไรไปซักอย่างคิดไม่ออก 
ปรากฎว่า วันรุ่งขึ้นท่านพ่อมาโปรดค่ะ 
ตื่นเช้ามาเปิด fb  ภาพแรกอาจารย์ที่นับถือ ท่านส่งภาพท่านพ่อมาให้ 
และมีข้อความว่า ถ้าปราศจากการอธิฐานบารมี  
กว่าจะเข้าถึงจุดหมายปลายทาง 
ก็จะเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาหรือไม่ค่อยจะตรงนัก 
ฉะนั้น องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแนะนำให้อธิฐานบารมี  
รีบทำตามเลยค่ะ......สาธุ   
ขอตั้งจิตอธิฐานสิ่งที่ข้าพเจ้าปฎิบัติมาทั้งหมดนี้
เพื่อพระนิพพานเพียงอย่างเดียว 
ไม่ปรารถนากายมนุษย์  เทวดา  พรหม  ไม่ขอวน จบสุขนิรันดร 
หลังจากอธิฐาน จิตเหมือนหลุดโพล๊ะจากสิ่งที่ค้างอยู่เลยค่ะ

สิ่งที่คุณครูทุกท่านได้นำปฎิบัติตลอด2เดือน  
ทำให้จิตมีปัญญา ได้เดินตามรรคของพระพุทธองค์   
ขอน้อมถวายบูชาสมเด็จพ่อองค์ปฐมจนถึงสมเด็จพ่อองค์ปัจจุบัน    
ท่านพ่อพระราชพรหมยาน และคุณครูทุกท่านแห่งบ้านจิตเกาะพระ   
และขอบพระคุณในความเมตตาที่คุณครูทุกท่านมอบให้ค่ะ



Create Date : 20 กันยายน 2559
Last Update : 20 กันยายน 2559 14:35:02 น. 1 comments
Counter : 502 Pageviews.

 
ความสุข ส่งเสริมบุญ ก็เพราะคุณ เคยทำใจ
ความสุข เกิดขึ้นได้ เพราะบุญให้ ใช้ช่วยคน
ความสุข ก็คือบุญ นึกถึงคุณ สบายตน
ความสุข ถูกเผ่าชน หลากเหลือล้น ผลมากมาย
ต้นกล้า อาราดิน


โดย: ต้นกล้า อาราดิน วันที่: 21 กันยายน 2559 เวลา:21:35:31 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

doraeme
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add doraeme's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.