Group Blog
 
 
กันยายน 2553
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
27 กันยายน 2553
 
All Blogs
 

คำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

สมเด็จองค์ปฐมท่าน ก็มาเรื่องกำลังแนะนำคำสอน
แต่ พระพุทธทีปังกร และ พระพุทธกัสสป ท่านมาสงเคราะห์ เรื่องลาภ หนักมาก


คำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

เรา คือ จิต ที่สิงภายในหรือที่เรียกว่า อทิสมานกาย เราจริงๆ คือ จิต ร่างกายเป็นแต่เพียงเรือนร่างที่อาศัยชั่วคราว เมื่อเรานึกถึงอารมณ์ของจิต คำว่า เรา คือ จิต เราไม่เคยคิดว่าต้องการให้ร่างกายของเราแก่ ไม่ต้องการให้หิว ไม่ต้องการให้ปวดอุจจาระ ปัสสาวะ ไม่ต้องการให้ป่วยไข้ไม่สบาย ไม่ต้องการให้มีทุกข์อย่างอื่น ไม่ต้องการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ไม่ต้องการตายในที่สุด แล้วร่างกายมันตามใจเราไหม
เรา คือ จิต ร่างกายมันเป็นร่างที่อาศัย อารมณ์ที่เราต้องการแบบนี้ มีความปรารถนาเหมือนกันหมดทุกคน แล้วก็ร่างกาย มันตามใจเราไหม ลองนึกดูเวลานี้เราอายุเท่าไหร่แล้ว ถ้าร่างกายมันเป็นของเราจริง เราพอใจอยู่แค่ไหน ถึงความเป็นหนุ่มเป็นสาว ร่างกายสมบูรณ์บริบูรณ์ก็พราะว่าเราไม่อยากจะไม่แก่ แล้วมันเชื่อไหมล่ะ อยากจะกินอาหารอย่างไหนที่มันดีที่สุด ที่มันมีประโยชน์แก่ร่างกายที่สุด ร่างกายจะได้ไม่ทรุดโทรม แต่กินเข้าไปเท่าไร ก็โทรม ก็แก่ ยาขนานไหนดีที่สุดกินแล้วไม่แก่ ไม่ป่วย กินเข้าไปเถอะ ไม่ช้ามันก็ตาย มันก็แก่ นี่เป็นอันว่า เราห้ามร่างกายไม่ได้
ในเมื่อร่างกายเราห้ามมันไม่ได้แล้ว
เราก็ต้องรู้ด้วยว่าร่างกาย ความจริงมันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา เรา คือจิตที่เรียกว่า อทิสมานกาย ที่เข้ามาอาศัยร่างกายเป็นเรือนร่างที่อาศัยอันนี้ ร่างกายมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
แล้วมันก็ไม่อยู่ในอำนาจของเรา เราจะปรนเปรอบังคับบัญชามันอย่างไรก็ตาม มันจะไม่ยอมปฏิบัติตามด้วยประการทั้งปวง ถึงเวลาที่มันจะแก่ มันก็ต้องแก่ ถึงเวลาที่มันจะป่วยก็ต้องป่วย ถึงเวลาเวทนาต่างๆ เวทนาจะเกิดขึ้นมันก็เกิด ถึงเวลามันจะตาย จ้างมันเท่าไรมันก็ไม่เอา
แต่พอตายแล้ว ไปสวรรค์บ้าง ไปนรกบ้าง ไปเกิดเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานบ้าง ไปเป็นพรหมบ้าง ไปนิพพานบ้าง ไอ้ที่ไปจริงๆ ร่างกายมันไปด้วยหรือเปล่า
มันก็เปล่า ร่างกายเน่าทับถมพื้นแผ่นดินอยู่ บางทีเขาก็เผา บางรายไม่ได้เผาก็เละกระจาย เป็นกรวดเป็นดิน อันนี้ร่างกายไม่ได้ไป ผู้ที่ตกนรก ไปสู่สวรรค์ มันเป็นใคร นั่นแหละ คือ เรา ที่เรียกว่า อทิสมานกายหรือจิตที่สิงในกายนี่
มาถึงตรงนี้เราจะเห็นได้ทันทีถ้าไม่โง่เกินไปหรือว่าไม่ฉลาดเกินพอดีก็จะเห็นว่าร่างกายนี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราจริงๆ
ในเมื่อมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราจริงๆ จะนั่งเมาเพื่อประโยชน์อะไร ต้องการมันหรือเกิดมาชาตินี้ความทุกข์ถมเต็มกำลังอยู่แล้ว
เกิดในชาติต่อๆไปมันเป็นรูปนี้ไม่ว่าชาติไหน แต่เกิดเป็นมันก็ยังดี
แต่ถ้าเป็นคนเลวลงนรกไป มันก็นานนักถึงจะกลับ
นี่พระพุทธเจ้าพิจารณาเห็นว่าร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
เราก็จงวางภาระเสีย ทำใจให้สบาย ว่าร่างกายนี้เกิดขึ้นมาในเบื้องต้นแล้วมีความเสื่อมโทรมไปในท่ามกลาง มีการแตกสลายไปในที่สุดเป็นของธรรมดา เอาใจเข้าไปรับตัวธรรมดาเข้าไว้
ตนของตนเองยังไม่มี ทรัพย์หรือบุตรจะมีแค่ไหน

“เจ้าจงใคร่ครวญอย่างนี้ จงคิดว่าเราเป็นผู้ไม่มีอะไรเลย ทรัพย์สินไม่มี ญาติ เพื่อน ลูก หลาน เหลนไม่มี แม้ร่างกายเราก็ไม่มี เพราะทุกอย่างกล่าวมามีสภาพพังหมด เราจะทำกิจที่ต้องทำตามหน้าที่ เมื่อสิ้นภาระคือร่างกายพังแล้ว เราจะไปนิพพาน เมื่อความป่วยไข้ปรากฏจงดีใจว่าวาระที่เราจะมีโอกาสเข้าสู่นิพพานมาถึงแล้ว เราสิ้นทุกข์แล้ว”
คิดไว้อย่างนี้ทุกวันจิตจะชิน จะเห็นเหตุผล
เมือจะตายอารมณ์จะสบายดีแล้ว ก็จะเข้านิพพานได้ทันที

หลวงพ่อฤษีฯ



ชาติสุดท้าย

ชาติสุดท้าย จากหนังสือธรรมปฏิบัติ โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง
พอตื่นขึ้นมาปั๊บนึกถึงพระพุทธเจ้าก่อน แล้วนึกถึงลมหายใจเข้าออก ขณะที่นึกถึงพระพุทธเจ้าก็ดี นึกถึงลมหายใจก็ดี เวลานั้นจิตว่างจากกิเลส
ประการที่2 ภาวนาตาม ถ้ารู้คำภาวนา จิตว่างจากกิเลส
ประการที่3 ถ้าจิตเป็นสุขนิดหน่อยตั้งใจ อธิษฐานบารมี ว่า
ถ้าหากว่าเราตายจากชาตินี้ขอตายเป็นชาติสุดท้าย ขึ้นชื่อว่าการเกิดมาเป็นมนุษย์ต่อไป ไม่มีสำหรับเรา เราไม่ต้อง การเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา หรือพรหม เราต้องการนิพพาน

เวลานั้นถ้าภาวนาใช้คำภาวนาว่า
นิพพานะ สุขัง
มากหรือน้อยก็ตาม สัก 2-3ครั้งก็ได้ พอจิตสบายๆ มีกิจธุระก็ลุกไปทำอย่างนี้ทุกวันทุกคนไม่พ้นปัจจัยของนิพพานแน่นอน

รวมคำสอนปฏิบัติธรรม จากหนังสือพ่อรักลูก

กายคตา-มรณานุสติ กรรมฐาน
กายคตา-มรณานุสติ กรรมฐาน ขันธ์5 หรือร่างกาย ที่เราอาศัยอยู่นี้เป็น
เรือนร่างหรือบ้านชั่วคราว ไม่เที่ยงแท้ถาวร ร่างกายนี้ เป็นชิ้น เป็นส่วน ไม่
เป็นแท่งทึบ มีพังผืด เอ็นใหญ่ เอ็นน้อย ร้อยรัดตรึงชิ้นส่วนกระดูกเนื้อหนัง
ประคับประคองกันเข้าไว้เป็นเรือนร่าง มีหนังห่อหุ้มปกปิดสิ่งปฏิกูลไว้ภายใน
ร่างกายนี้เต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก เต็มไปด้วยอุจจาระ ปัสสาวะ น้ำ
เลือด น้ำหนอง ตับไต ไส้พุง เป็นต้น มีสภาพเหมือนส้วมเคลื่อนที่ ร่างกายนี้
ประกอบด้วยธาตุทั้ง4 คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ มีอากาศธาตุ บรรจุ
ในช่องว่างของร่างกายทุกส่วน มีวิญญาณธาตุเป็นธาตุ รับรู้ความร้อน-หนาว
-หิวโหย-เจ็บป่วย-เวทนา เป็นต้น ธาตุทั้งหลายเหล่านี้ หาความเที่ยงแท้แน่
นอนไม่ได้ ฉะนั้น เราจะยึดถือร่างกายนี้ว่าเป็นเรา เป็นของเรา เป็นสิ่งน่ารัก
น่าหวงแหนอยู่อีกทำไม
การที่ต้องเกิดมาในสภาพของ
ขันธ์5 คือ รูปขันธ์-
เวทนาขันธ์-สัญญาขันธ์-สังขารขันธ์-วิญญาณขันธ์ นี้ก็เพราะ“อวิชชา”
หรือ
ความโง่ของเราเป็นปัจจัย หลงเชื่อความชั่ว คือ กิเลส-ตัณหา-อุปาทาน และ
อกุศลกรรม ชักนำเรามาอาศัยในเรือนร่างที่เจ้าความชั่วสร้างขึ้น เมื่อร่าง
กายที่เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูลสกปรกโสโครกเต็มไปด้วยความทุกข์ เป็นสิ่งที่
น่ากลัว น่าเบื่อหน่าย ไม่เที่ยงแท้ถาวรเช่นนี้ และเราเกิดมาแล้วต้องตายเป็น
ธรรมดา เพราะความตายเป็นของเที่ยง จะตายเช้า-ตายสาย-ตายบ่าย-ตาย
เย็น-ตายวันนี้-ตายพรุ่งนี้ หรือตายเมื่อใดก็ตาม เราต้องตายแน่ ๆ ดังนั้นเรา
คือจิตอันประภัสสร จะอาลัยใยดีกับร่างกายนี้อีกทำไม เลิกคบกันทีชาตินี้
ถือว่าเป็นชาติสุดท้ายของเรา ความเกิดเพื่อแก่ ความเกิดเพื่อเจ็บไข้ ความ
เกิดเพื่อตาย จะไม่มีแก่เราอีกต่อไป ร่างกายนี้แตกดับเมื่อใด เมื่อนั้นถือว่า
เป็นการสุดสิ้นเวร สิ้นกรรมเสียที
ขันธ์5 นี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในขันธ์5 ญาติ-มิตร-ลูก-เมีย-หลาน-
เหลน-เราไม่มี ทรัพย์สมบัติใดๆ เราไม่มี ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เราไม่มี
เราไม่อาลัยใยดี ยึดถือร่างกายนี้เป็นเรา เป็นของเราอีกต่อไป เราสักแต่ว่า
เห็น ว่านี้คือร่างกายเท่านั้น เมื่อร่างกายนี้แตกดับไป ทางที่จะไปของเรา

มีทางเดียวเท่านั้น นั่นคือ“
พระนิพพาน” นิพพานนัง ปรมัง สุขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง นิพพานไม่มีทุกข์ ไปถึงพระนิพพานไม่มีคำว่าตาย ไม่มีคำว่าเคลื่อน ไม่มีคำว่าไปไหน อยู่ที่พระนิพพาน เป็นสุข ไม่แก่ ไม่ป่วย ไม่ตาย


อารมณ์พระนิพพาน

มันไม่มีอารมณ์อะไรนี่ อารมณ์อย่างเทวดาก็ไม่มี อารมณ์อย่างพรหมก็ไม่มี จะมานั่งห่วงว่าคนนั้นจะแก่มันก็ไม่มี ห่วงว่าคนนั้นจะป่วยมันก็ไม่มี ห่วงว่าคนนั้นจะหิวมันก็ไม่มี ห่วงว่าคนนั้นจะเหนื่อยมันก็ไม่มี มันไม่มีอะไรจะห่วงทั้งหมด อารมณ์มันเฉยๆ ถึงจะเป็นลูก เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นสามี เป็นภรรยา อารมณ์เดิมมันก็ไม่มี แต่ความเนื่องถึงกันในอดีตนั่นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ขึ้นมาบนนี้อารมณ์มันปล่อยหมด แต่ทว่า คำว่า พันธะ ยังมีอยู่นิดหนึ่งคือ ห่วงพวกที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ แต่ห่วงแล้วจิตมันก็ไม่เป็นทุกข์หรอก มีกังวลอยู่นิดเดียวว่า ทำอย่างไรเขาจึงจะเป็นพระอรหันต์ จะหาวิธีใดที่จะให้เขามานิพพานได้ พระองค์อธิบายว่า ขณะที่ทรงขันธ์5อยู่ ให้ทำจิตเหมือนกับอยู่ที่นิพพาน แต่ทว่ากิจที่จะต้องทำก็คือ ภาระเกี่ยวกับขันธ์5 ถือว่าเราทำเพื่อมันทรงอยู่ เพราะมันยังไม่ดับ แต่อย่ามีอารมณ์กังวล มันอยากกินก็ให้มันกิน มันอยากขี้ก็ให้มันขี้ มันอยากนอนก็ให้มันนอน ทำสภาวะเหมือนกับว่า ร่างกายเป็นเสือตัวร้ายที่เราเลี้ยงไว้ แต่เรากำลังจะกระโดดหนีเสือ แต่มันยังไปไม่ได้ เมือเราอยู่กับเสือก็มีความรังเกียจเสือ เราให้มันกินเพราะความจำใจ แต่เนื้อแท้จริงๆ เราไม่ต้องการมันเลย
แล้วพระพุทธองค์ทรงสรุปอีกว่า
“ให้พยายามรักษากำลังใจว่า ที่เราทรงขันธ์อยู่ ให้เหมือนกับว่าเราละขันธ์5 ไปอยู่ที่นิพพาน คืออย่าให้มีอารมณ์ยุ่งหน้าที่ก็ให้มันเป็นหน้าที่ จิตจงอย่ายุ่ง ทำทุกอย่างเพื่อเราละโลกนี้ เทวโลก พรหมโลก ซึ่งเหมือนพยัคฆ์ร้ายที่คอยทำอันตรายเรา เราต้องการอย่างเดียวคือพระนิพพาน”


วิธีรวบรัดในการปฏิบัติพระกรรมฐาน
จงอย่าสนใจกับจริยาของบุคคลอื่น ให้ทรงพรหมวิหาร4 มีอิทธิบาท4 (หลวงพ่อเคยเทศน์ที่บ้านสายลมเมือวันที่ 10มิถุนายน2534 ว่าถ้าไม่มีอิทธิบาท4 ปฏิบัติอีกโกฏิปีก็เอาดีไม่ได้ อิทธิบาท4 ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) มีศิลเป็นปกติ คนที่เขามีศีลน่ะ เขาไม่สร้างความยุ่งยากให้กับบุคคลอื่น เพราะว่าเขามองหาความเลวของตัวเป็นสำคัญ ถ้าจิตของเราดีมันก็ไม่ยุ่ง กายก็ดี วาจาก็ดี ถ้าจิตของเราเลวลง วาจาก็เลว ที่นี้ทุกคนจงสำนึกตัวไว้ อย่าให้มีอะไรเกิดขึ้น เป็นการผิดระเบียบตามพระพุทธศาสนาและตามระเบียบ แล้วเราก็ควบคุมศีล ศีลของเรามีเท่าไหร่ปฏิบัติให้ครบ ทำไว้ให้มันครบ ธรรมะมีเท่าไหร่ที่องค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอน มีเท่าไหร่ปฏิบัติให้ครบ อารมณ์สมถะมี 40ปฏิบัติให้มันครบองค์ วิปัสนาญาณมีเท่าไหร่ ปฏิบัติให้ครบ ถ้าพยายามคิดประพฤติอยู่อย่างนี้ มันก็ไม่มีเวลาไปยุ่งกับบุคคลอื่น ถ้าเราดีเสียแล้วก็ไม่สร้างความยุ่งยากความเดือดร้อนให้แก่บุคคลอื่น อันนี้อาการที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่บุคคลอื่น ก็ชื่อว่าไม่สร้างความเดือนร้อนให้แก่ตนเอง เป็นอันว่าด้านสมาธิจิตของพระโสดาบัน นับไปให้ดีว่ามีอะไรบ้างว่า
หนึ่ง พุทธานุสติ สอง ธัมมานุสสติ สาม สังฆานุสสติ สี่ สีลานุสสติ ห้า อุปสมานุสติ หก มรณานุสติ

ทีนี้การเจริญพระกรรมฐานพร้อมๆ กัน เขาทำยังไง
การที่จะเป็นพระโสดาบันมีกฏบังคับว่า
ถ้าอารมณ์จิตต่ำกว่าปฐมฌาณจะเป็นพระโสดาบันไม่ได้ หรือว่าจะเป็นพระอริยเจ้าไม่ได้ อย่างเลวที่สุดจิตต้องทรงอยู่ในปฐมฌาณเป็นปกติ และอย่างดีที่สุดก็จะทรงอยู่ในฌาน4เป็นปกติ แต่ฌานที่สี่นี่ปกติไม่ได้ ปกติหนึ่งหมายถึงเวลาที่เราจะใช้ในยามปกติธรรมดา เราพูด เราคุย เราทำงาน จิตต้องอยู่ในปฐมฌานเป็นปกติ แล้วอารมณ์ปฐมฌานเป็นยังไง อารมณ์ปฐมฌานก็คือว่าเมื่อกิจการงานอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นสำหรับเรา อารมณ์นี้จะคุมอยู่ในอนุสติทั้งหกตลอดเวลา
เราจะไม่ลืมพระพุทธเจ้า เราจะไม่ลืมพระธรรม เราจะไม่ลืมพระสงฆ์ เราจะไม่ลืมศีล เราจะไม่ลืมพระนิพพาน เราจะไม่ลืมนึกถึงความตาย

นี่ถ้าทุกคนมีอารมณ์อย่างนี้ จะมีบ้างไหมที่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับบุคคล อื่น จะไปยุ่งกับอาการของบุคคลอื่นไม่มี แต่ถ้าอารมณ์ของเราเลวทรามลงกว่าพระโสดาบันล่ะ ถ้าเป็นพระ ก็เลยเป็นพระเดรัจฉานไป ถ้าเป็นฆราวาสก็จัดว่าเป็นปุถุชนคนหนาแน่นไปด้วยกิเลสเป็นพาลชนคนโง่ หวังว่าต่อไปนี้ท่านทั้งหลาย คงจะไม่มีใครเลว มีแต่ความดีและก็ทรงความดีทั้งหลายอย่างนี้ไว้
“ความสำคัญมีอยู่อย่างเดียว คือ ทำจิตให้หมดจากกิเลสเป็น สมุทเฉทปหาน
นี่เป็นความต้องการขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และก็นเป็นความต้องการของผม(หลวงพ่อ)ด้วย”






 

Create Date : 27 กันยายน 2553
4 comments
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2557 13:55:02 น.
Counter : 1788 Pageviews.

 

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

ขอบคุณค่ะ ที่เอามาฝากค่ะ

 

โดย: แม่ออมบุญ 27 กันยายน 2553 16:11:46 น.  

 

เพราะใจมีธรรมะ ดิฉันจึงมีกำลังใจที่ดี ถึงทุกวันนี้คะ ขอบคุนคะ อ่านแล้วปลงมากคะ

 

โดย: สวรินทร์ (จอมสวรรค) IP: 223.206.75.9 9 มกราคม 2554 10:24:01 น.  

 

ສາທຸ ສາທຸ ສາທຸ
ນິພານັງ ປຣມັງ ສຸຂັງ.

 

โดย: ຄຳຜຸຍ ອຸໄທພອນ IP: 202.137.146.222 17 มกราคม 2557 17:41:54 น.  

 

ສາທຸ ສາທຸ ສາທຸ ພັນເຕ
ນິພພານະ ສຸຂັງ
ນິພພານະ ສຸຂັງ
ນິພພານະ ສຸຂັງ.

 

โดย: ຄຳຜຸຍ ອຸໄທພອນ IP: 157.7.205.214 18 สิงหาคม 2557 13:34:54 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


BlogGang Popular Award#13


 
doraeme
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add doraeme's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.