มีนาคม 2554

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
15
16
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
เวทย์ จอมไตร ตอนที่ 2
ผู้คนในชุดแต่งดำไว้ทุกข์ ต่างต่อแถวทยอยกันเข้ามารับขันน้ำจากเจ้าภาพเพื่อรดน้ำศพ ข้างๆ ร่างอันไร้วิญญาณมีเด็กหนุ่มกับชายแก่ยืนเคียงอยู่ด้วยอาการสำรวม คนแก่ร่างเล็ก ผิวหน้าเหี่ยวย่นอายุประมาณ 60 ปี แกชื่อบุญคำเป็นสัปเหร่อประจำวัดแห่งนี้ส่วนเด็กหนุ่มในชุดขาวผูกไทด์การแต่งกายเหมือนนักศึกษา มีสายตาจากที่ลับและเสียงแอบซุบซิบของคนในงานถึงเด็กหนุ่มคนนี้ เขาหน้าตาดีและดูเป็นคนสมัยใหม่มากกว่าจะมาทำหน้าที่ที่ดูต่ำต้อยในสายตาของผู้คน

แม่ของนานิเป็นอีกคนหนึ่งที่แอบกระซิบข้างหูลูกสาว

“น่าเสียดายจังนะหน้าตาก็ออกดีไม่น่ามาเลือกทำอาชีพเป็นสัปเหร่อเลยน่าจะเลือกไปทำ อย่างอื่นที่มันดีกว่านี้นะ”

“ก็ไม่เห็นจะแปลกนี่คะแม่ เขาก็เหมาะเป็นสัปเหร่อดีนี่คะ”

เด็กสาวกลับไม่คิดเห็นเหมือนคนเป็นแม่

นานิ อายุ 18 ปี เธอเป็นคนมีญาณวิเศษสามารถมองเห็นสิ่งลึกลับมาตั้งแต่เด็ก เธอเคยได้พูดคุยกับเด็กฝึกงานสัปเหร่อคนนี้จนรู้ว่าเขาชื่อเวทย์ เป็นคนจิตใจดี เขาเลือกที่จะทำสิ่งที่ตนเองรักและไม่หวังความร่ำรวย เธอมองออกว่าเวทย์เป็นคนที่พิเศษกว่าใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขามีนัยน์ ตาประดุจดั่งผืนม่านรัตติกาลลึกล้ำจนไม่อาจสิ้นสุด ทุกครั้งที่สบตามองเธอรู้สึกเหมือนตนเองกำลังดำดิ่งจมลึกจนไม่อาจถอนตัว

ก่อนนำศพใส่โลง สองสัปเหร่อหนุ่มแก่ต้องทำพิธีมัดตราสังด้วยสายสิญจน์ เวทย์คอยเป็นลูกมือจดจำทุกสิ่งที่บุญคำทำ เวลามัดบุญคำว่าคาถาไปด้วย ผูกหัวแม่มือของศพที่พนมถือกรวยดอกไม้ธูปเทียนอยู่ รวบมือศพผูกให้พนมไว้ที่หน้าอกแล้วโยงเชือกมาที่เท้าทำเป็นบ่วงผูกหัวแม่เท้า ผูกข้อเท้าทั้งสองให้ติดกันว่าคาถาตลอดเวลา

“ทำไมถึงต้องมัดสายสิญจน์แน่นขนาดนี้ด้วยขอรับโปรเฟสเซอร์”


เวทย์ถามขึ้น นี่คือศพแรกที่นักศึกษาฝึกงานสัปเหร่อเช่นเขาได้ร่วมลงมือมัดตราสังด้วยจึงมีคำถามตามมามากมาย โปรเฟสเซอร์คือคำนำหน้านามของสัปเหร่อเฒ่าที่ตนเองแสนภูมิใจ ท่านตอบข้อข้องใจของลูกศิษย์ด้วยคำพูดนุ่มนวล


“ศพนี่ถูกหมอผ่าชันสูตรศพมาก่อน ถึงจะเย็บกลับเข้าที่เดิมแต่เส้นเลือดมันแตกอยู่ข้างใน พอเขาฉีดฟอร์มาลีนรักษาศพ น้ำยามันตกในตัวศพทั้งหมดไม่กระจายไปทั่วร่าง อากาศช่วงนี้มันร้อนมากด้วย ศพจะขึ้นอืดอย่างรวดเร็วต้องมัดไว้ให้ดีเพื่อให้ผ้าซับนํ้าเลือดนํ้าเหลืองและป้องกันโลงแตกเพราะศพขึ้นอืด”


คำตอบนั้นทำให้เด็กหนุ่มตาสว่างได้ทันที


“เป็นความรู้ใหม่ของกระผมเลยขอรับ”


เวทย์เป็นคนหัวไวคอยจดจำทุกอย่างที่สอนได้ในครั้งเดียวเช่นเดียวกับสมัยที่พ่อของเขาเคยมาเป็นลูกศิษย์ของโปรเฟสเซอร์เฒ่าผู้นี้ ท่านหัวเราะหึๆ ในลำคออย่างพอใจ มือยังจัดการผูกปมผ้าขาวผืนใหญ่ห่อตัวศพโดยขมวดไว้ด้านศีรษะเพื่อจะได้เป็นการสะดวกเมื่อถึงเวลาเปิดเอาน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพก่อนเผา


คืนเดือนมืดอันแสนวังเวง บ้านพักของเวทย์อยู่เลยจากเมรุเผาศพไม่ถึงร้อยเมตร

นกแสกตัวใหญ่ยืนกระพือปีกบนกล่องสีน้ำตาล ส่งเสียงร้องแกวก..แกวก..ยะเยือกวังเวง มันเอียงคอหันซ้ายหันขวามองหาผู้รับกล่องใบนี้ เวทย์นอนเอามือก่ายหน้าผากบนเตียงผาโลงศพของเขา ชายหนุ่มยิ้มหน้าบานได้ทันทีเพราะรู้ว่ามีพัสดุไปรษณีย์จากพ่อมาถึงพอแกะกล่องกระดาษก็พบกับควายธนูทองแดง ควายธนูขี้ผึ้งและความธนูดินเหนียวจากดินเจ็ดป่าช้า ยมหรือรักยมที่เขาปลุกเสกขึ้นเองได้กลายร่างเป็นเด็กตามมาดูถึงกับตาโปนโตจนลูกตาหลุดจากเบ้า มองดูควายธนูตัวจิ๋วบนฝ่ามือของผู้เป็นเจ้านาย

"โอ้โห..นี่มันควายธนูรุ่น 2011 รุ่นล่าสุดจากบริษัท Buffalo flying สุดยอดไปเลยขอรับเจ้านาย ยมพึ่งจะเห็นมันออกโปรโมทขายในนิตยสารหิมพานต์นิวส์ไม่ถึงอาทิตย์มานี่เอง ราคาควายธนูตัวหนึ่งสูงถึง 10 โกฐิ(1โกฐิ=1ล้าน)คุณพ่อของเจ้านายช่างเป็นคนร่ำรวยอะไรขนาดนี้ ชักอิจฉาพวกลูกพ่อรวยจริงจริ้ง.."

เวทย์เอาเเต่ยิ้ม กอดควายธนูของขวัญจากคุณพ่อผู้อยู่ในเมืองหิมพานต์ เขาไม่คิดถือสาในความช่างพูดช่างแก่นกะโหลกของยมเพราะตนเองดีไซน์ออกเเบบให้เขาเป็นมาอย่างนี้เอง

โปรเฟสเซอร์บญคำพึ่งออกมาจากโกดังเก็บศพ เดินถือขวดเหล้าขาวเซ่นไหว้ผีติดมือมาด้วย ท่านหัวเราะหึๆ ในลำคอกับความช่างกระแนะกระแหนของเด็กยม ใช้ผ้าขาวม้าปัดไล่ยุงไปด้วย"ควายธนู รุ่น 2011 VIP Class รุ่นล่าสุดมันก็เหมือนรถเบนซ์สปอตแรงสูงของคนในโลกใบนี้เชียวนะเจ้ายม ยามขับขี่เร่งความเร็วได้จนถึงความเร็วแสง+3 จานผีUFOของเจ้าเปรตโตมันทำความเร็วได้แค่หนึ่งเท่าแสงเท่านั้น ชิดซ้ายไปเลย ท่าน ส.ส. ช่างดีกับลูกชายจริงๆ เสียเบี้ยเสียอัฐเล็กน้อยเพียงเท่านี้เงินในคงคลังของท่านไม่พร่องไปหรอก"

"ท่านโปรเฟสเซอร์อยากจะลองขับขี่ไหมขอรับได้ยินว่าท่านเป็นนักเทสต์ไดรที่เชี่ยวชาญเผื่อว่าควายธนูตัวนี้มีอะไรขัดข้องจะได้ส่งศูนย์แก้ไข"เวทย์เป็นคนอ่อนน้อมต่อครูบาอาจารย์เสมอ มีสิ่งของก็มักแบ่งปันให้ได้รับก่อนให้บริโภคก่อนเสมอ ความเป็นสุภาพชนไม่ต่างจากผู้เป็นพ่อของเขาในอดีต โปรเฟสเซอร์นึกย้อนไปแล้วช่างมีความสุขใจยิ่งนัก

"เสียยี่ห้อบริษัทผู้ผลิตหมด ของเขาดีๆ เวทย์เอ็งเพียงท่องคาถากำกับควายธนูให้ขึ้นใจก็พอ คืนนี้เดือนมืดเอ็งเอาควายธนูไปลองขับขี่รับรองไม่มีมนุษย์คนไหนเห็น เเค่พริบตาเดียวเหาะเหินถึงดาวเสาร์หรือจะไปท่องแกเเลคซี่อันโดรเมด้าก็ยังได้ แต่อย่าทำเหมือนเจ้าเปรโตหรือเปตรโตเพื่อนเอ็งที่มันชอบขี่จานผีทะเล่อทะล่าไปทั่วโลกให้คนถ่ายรูปได้เซียวนะ"
โปรเฟสเซอร์พูดไปหัวเราะไป

พอพูดถึงเปโตร เขาคิดว่าน่าจะชวนเพื่อนไปทดลองควายธนูด้วยกัน ดึกๆ เยี่ยงนี้พวกพระเณรกับเด็กวัดไม่กล้าออกมาเดินเพ่นพ่านเพราะล้วนเคยโดนอิทธิฤทธิ์รักยมของเขาหลอกหลอนมาแล้ว ยมร้องเย้วๆ วิ่งโยนหัวตัวเองแทนลูกบอลอย่างร่าเริง รีบนำออกไปก่อนเพื่อตามหาเปโตรที่คงจะอยู่ที่ไหนสักแห่งในดงต้นตาลภายในกำแพงวัด





เปโตรนั่งกอดเข่าคอตกหลังพิงต้นตาลต้นหนึ่ง นุ่งผ้าปิดของสงวนเพียงผืนเดียว ยมโดดไปโดดมารอบตัวเมื่อพบเจอตัวแล้ว เวทย์รู้สึกว่าเพื่อนเปตรของเขาคืนนี้ดูหงอยเหงาเศร้าซึมอย่างเห็นได้ชัด เปโตรเป็นนักศึกษาปริญญาโท เขาเดินทางมาจากโลกอนาคตมาเรียนมหา’ลัยเดียวกันกับเขาเพราะพักอยู่ในวัดเดียวกันเลยได้เป็นเพื่อนคุยทุกคืน

“เปโตรคุณเป็นอะไรไปขอรับรึว่าคิดถึงบ้านอีกแล้วฤา”

อสุรกายตาแดงเหมือนถ่านไฟ ใช้มือเท่าใบตาลยันตัวลุกขึ้น สูงขึ้น..สูงขึ้น..จนเท่าต้นตาล ส่งเสียงกรีดร้องจากปากเท่ารูเข็มดังหวีดแหลม หวีด!!..ดด..หวีด!!..ดด..

“พอแล้วขอรับ ลงมาพูดกันข้างล่างก่อน”

เขาไม่ชอบพูดโดยต้องแหงนคอเลย

“เจ้าเปตรบ้าลงมาพูดกับเจ้านายของฉันเดี๋ยวนี้นะ”

ยมชี้นิ้วตะโกนขึ้นไปอย่างไม่กลัวเกรง ยมไม่เคยกลัวภูตผีวิญญาณที่ไหนเลย

ร่างสูงค่อยๆ หดตัวลงมาแต่ได้มากสุดแค่ 3 เมตร ใช้มือหยิบเครื่องมืออิเลกโทรนิกชนิดมาแปะติดที่ลำคอตรงกล่องเสียงเริ่มเปล่งคำพูดเป็นภาษามนุษย์ได้ทันที

“เงียบไปเลยเจ้าเด็กบ้าเดี๋ยวเหยียบจมดินเลย”

ภูตตัวจิ๋วเตะเข้าที่ต้นขาของอสุรกายร่างยักษ์อย่างไม่พอใจ เวทย์ดึงบริวารของตนมาเก็บใส่ขวดตามเดิม เปโตรยังคงมีน้ำตาซึมใช้มือเท่าใบตาลเช็ดน้ำตาไปด้วยแล้วคอยแหงนคอมองกลุ่มดาวแอนโดรเมดารูปม้าบินซึ่งเป็นบ้านของเขา

“ฉันคิดถึงบ้านอยู่ที่นี่มีแต่คนรังเกียจฉัน ตอนหัวค่ำฉันกะจะทักทายเณรรูปหนึ่งแต่พอเขาเห็นฉันเท่านั้นแหละวิ่งจนจีวรสบงปลิวไปเลย”เปโตรยังน้อยใจไม่หาย

“อย่าคิดมากเลยขอรับผู้คนในโลกใบนี้ยังยอมรับตัวตนของคุณเปโตรไม่ได้เอาไว้วันหนึ่งพวกเขาคงเข้าใจและยอมมาเป็นเพื่อนกับคุณเปโตรเองนะขอรับ”

เวทย์หยิบเอาควายธนูทองแดงออกมา บอกว่าอยากให้ลองขับขี่ทดสอบสมรรถนะด้วยกัน ควายธนูบนฝ่ามือขยายร่างเป็นหุ่นยนต์โลหะขนาดใหญ่มีเบาะให้นั่งพร้อม เปโตรเข้าไปควบนั่งก่อนว่าคาถาเปิดโหมดทำงานเปลี่ยนระบบAutopilot เป็นManuel เปโตรเป็นนักท่องจักรวาลมั่นใจในฝีมือในการขับขี่ของตนมากกว่าจะพึ่งพาระบบ เวทย์เสนอให้ลองขี่ไปทางดวงจันทร์ก่อน เปโตรไม่เห็นด้วยบอกว่าดาวเทียมสำรวจดวงจันทร์ของพวกมนุษย์อยู่แถวนั้นเยอะอาจจะถูกจับภาพได้

“เราไปทดสอบขี่เจ้านี่แถวกลุ่มดาวแอนโดรเมดาม้าบินบ้านของฉันนะเวทย์ ที่นั่นมีหินโสโคกอวกาศเยอะเราจะได้ซิ่งโลดโผนหลบหลีกกันให้มันส์กันไปเลย ฉันอยากเห็นบ้านของฉันด้วย ขอกลับไปแปบเดียวนะ”สีหน้าของเปโตรดีขึ้นอันที่จริงจะทุกข์สุขเศร้ามันก็หน้าเดิมๆ มีแต่เวทย์เท่านั้นที่ดูออก

“แต่กระผมไม่มีพาสปอร์ตเดินทางข้ามกาลเวลาเหมือนเปโตรนะขอรับ ขืนสุ่มสี่สุ่มห้าไปอาจโดนตำรวจตรวจคนข้ามกาลเวลาจับได้นะขอรับ”เวทย์เป็นคนอยู่ในกรอบในระเบียบ ไม่ชอบฝืนกฎและอยู่ในโอวาสผู้ใหญ่เสมอ ที่ออกเที่ยวนอกวัดคืนนี้เพราะโปรเฟสเซอร์บุญคำอนุญาตแล้วเท่านั้น

อสุรกายผู้มีริมฝีปากจิ๋วหลิวไม่สมส่วนใบหน้าหันมายิ้มให้เเต่เป็นรอยยิ้มที่เล็กที่สุดในโลกมีแต่เวทย์เท่านั้นที่มองออกว่านั่นคือยิ้ม

“ไม่หรอกฉันขอแค่ไปดูบ้านของฉันในเวลายุคอดีตตอนนี้เท่านั้น เอ้า! นั่งให้ดีนะควายธนูตัวนี้สมรรถนะแรงจริงๆ”

จมูกของกระบือโลหะพ่นไฟดังฟืดฟัดเตรียมจะควบขึ้นฟ้าได้ทุกวินาที เวทย์เกาะเอวเพื่อนเปตรของเขาจนแน่น เปโตรยิ่งฮึกเหิ่มกลายเป็นสิงห์นักบิดประจำจักรวาล ใบตาลปลิวว่อนทันทีพร้อมกับเสียงยะฮู้!!ววว..พระเณรนอนซุกในผ้าห่มคลุมโปงต่างเห็นแสงหนึ่งทางหน้าต่าง เหมือนผีพุ่งใต้พุ่งขึ้นจากดงตาลแล้วหายวับขึ้นฟ้าไปอย่างรวดเร็ว




Create Date : 14 มีนาคม 2554
Last Update : 14 มีนาคม 2554 18:27:53 น.
Counter : 418 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments