เรียนภาษาอังกฤษ
มีคนรู้จักของผมหลายคนขอให้ผมช่วยบอกวิธี "เก่งภาษาอังกฤษ"
ผมก็ได้แต่ยิ้มให้แล้วตอบไปว่า "วิธีนะมันไม่มีหรอกครับ ก็แค่ใช้มันบ่อยๆเดี๋ยวก็คล่องไปเอง"
อันนี้จริงซะยิ่งกว่าจริงซะอีก

ผมสังเกตุว่าเด็กไทยหลายๆคน "รู้" ภาษาอังกฤษ แต่ยังใช้ไม่เป็น
เช่นน้องคนหนึ่ง เวลาผมเอาคำถามภาษาอังกฤษมาให้ทำ น้องเค้าก็ทำได้ แถมยังอธิบายได้ด้วยว่าจุดไหนผิด ผิดอย่างไร แกรมมงแกรมมา อธิบายแบบจัดเต็ม
แต่พอผมให้เขียนบทความสั้นๆเป็นภาษาอังกฤษ น้องเค้ากลับทำไม่ได้

เพราะอะไร?

จากมุมมองของผม มันมีสาเหตุสองประการคือ วิธีการสอนภาษาอังกฤษของไทย และ สภาพแวดล้อม

โดยทั่วไป การสอนภาษาให้เด็กควรเป็นไปตามกระบวนการ ฟัง พูด อ่าน แล้วค่อย เขียน
ดูอย่างเช่น เด็กทารกจะเรียนรู้การฟังก่อน แล้วค่อยเลียนเสียงและคำพูดจากคนรอบข้าง พอโตมาก็จะรู้จักอ่าน แล้วค่อยเขียนตามลำดับ

แต่ดูเหมือนว่าของไทยเราจะเป็นแบบ อ่าน เขียน พูด แล้วค่อย ฟัง ซึ่งผมว่ามันขัดกับธรรมชาติของภาษา
เช่น พอเข้าอนุบาลครูจะสอนท่อง ABC(อ่าน) แล้วก็ให้คัดลายมือ(เขียน) พอโตขึ้นมาหน่อย ก็เรียนหลักไวยากรณ์ ท่องศัพท์ หัดแต่งประโยค ส่วนการพูดและฟังนี่แทบจะไม่ได้สอน หรือสอนบ้างแต่เป็นส่วนน้อย
นี่แหละคือสาเหตุของทำไมแค่ "รู้" แต่ใช้ไม่เป็น
ก็เพราะ การพูดและการฟังเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนภาษา
มีสำนวนอังกฤษที่ว่า "ัyou write what you speak" แปลว่าคุณพูดอย่าไรคุณก็เขียนอย่างนั้น
ถ้าคุณพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ หรือพูดได้แต่พูดแบบผิดๆ(คือใช้ผิดทั้งไวยากรณ์ และ คำศัพท์) คุณก็จะเขียนไม่ได้ซักที
แต่ถ้าคุณสามารถพูดได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง เวลาเขียนอะไรๆมังก็จะออกมา
เองโดยอัตโนมัติโดยที่ไม่ต้องไปนั่งจำหลักไวยากรณ์ หรือหลักโน้นหลักนี้ให้มันรกสมอง แถมสิ่งที่เราเขียนออกมาจะดูสละสลวย อ่านแล้วลื่นเหมือนใช้ซันซิลค์
ถ้าไม่เชื่อก็ลองเลือกคำถามซักข้อจากข้อสอบพวกTOEFLไปถามพวกเด็กที่จบจากต่างประเทศดูว่าตอบข้อไหนแล้วใช้หลักไวยากรณ์อะไรในการตอบ ส่วนมากเขาจะตอบกลับมาว่า "ไม่รู้ว่าใช้หลักอะไร แต่มันต้องตอบอย่างี้เพราะรู้สึกว่ามันใช่"
ทั้งนี้ก็เพราะพวกเขาตอบจากความเคยชินทั้งสิ้น

สาเหตุที่สองที่เด็กไทยยังใช้ภาษาอังกฤษไม่คล่องมาจากสิ่งแวดล้อม
เป็นความภูมิใจของเราคนไทยที่มีภาษาที่แสนสละสลวย(และซับซ้อน)เป็นของตนเอง แต่ในความโชคดีก็ยังมีความโชคร้าย คือ ภาษาอังกฤษไม่ได้เป็นภาษาแม่ของเรา เราจึงไม่ค่อยได้ใช้มันบ่อยๆ ทำให้สมองของเราไม่เคยชินกับภาษานี้
พอเวลาเจออะไรที่เป็นภาษษอังกฤษทีนึงสมองก็ต้องเสียเวลาประมวลผลนานทำให้เรารู้สึกว่าภาษาอังกฤษนี่ "มันยากนะ"
เราไม่สามารถไปบังคับให้ทั้งประเทศเปลี่ยนมาใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ได้ เพราะฉะนั้นปัญหาสภาพแวดล้อมนี้แก้ไม่ได้....แต่สามารถบรรเทาได้

ทำอย่างไร?

ทุกๆวัน(ดีที่สุดคือตอนเช้า และก่อนเข้านอน)ให้เปิดทีวีหรือวิทยุหาช่องที่เป็นภาษาอังกฤษ(ถ้าจะให้ดีก็คือข่าว) แล้วฟัง ฟังรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้างก็ขอให้ฟังไปเถอะครับ เพราะมันจะไปช่วยทำให้สมองเราชินกับภาษาอังกฤษ เวลาฟังฝรั่งเขาพูดจะเช้าใจได้ง่ายขึ้น
หลังจากที่ฟังภาษาอังกฤษเสร็จ ให้หาหนังสือภาษาอังกฤษ(ดีที่สุดคือหนังสือพิมพ์เพราะราคาถูกและใช้สำนวนสละสลวย) แล้วอ่านออกเสียง พยายามอ่านให้การออกเสียงแต่ละคำชัดเจนและถูกต้องที่สุด ในตอนแรกๆอาจจะยากก็ค่่อยๆอ่านไม่ต้องเร็วมาก พอเรื่มคล่องค่อยเพิ่มความเร็ว อ่านให้จังหวะถูกต้อง มีเสียงสูงต่ำแบบที่เวลาฝรั่งเขาอ่าน และถ้าชอบ ก็อาจจะเลียนแบบสำเนียงจากในทีวีหรือวิทยุก็ได้(มีสำเนียงให้เลือกหลายแบบ ทั้งแบบอังกฤษ อเมริกัน และออสเตเรียน)
การฟังและอ่านภาษาอังกฤษจะทำให้เรารู้สึกคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษมากขึ้น เวลาพูดหรือฟังจะได้มีความมั่นใจ
พอทำเช่นนี้ไปซักระยะหนึ่งจะทำให้ "อังกฤษฝังหัว" แล้วจะรู้สึกว่าภาษาอังกฤษมันง่ายขึ้นอย่างชัดเจน

หลังจากที่คุ้นกับภาษาอังกฤษแล้วก็ให้หัดเขียนบทความ โดยใช้พวกหนังสือภาษาอังกฤษเป็นตัวอย่าง ให้ลองศึกษาแบบแผนการใช้ของประโยค ดูว่าเขียนอย่างไรจึงดูดีอ่านแล้วลื่น แล้วจำพวกประโยค สำนวน หรือคำศัพท์ดีๆเอาไว้ใช้ ตอนเริ่มแรกอาจจะลองแค่แต่งประโยควันละ สิบประโยคดูก่อนแล้วค่อยเริ่ม เขียนเป็นบทความสั้นๆ80คำ แล้วจึงค่อยๆเพิ่มจำนวนคำขึ้น อย่าลืมนำประโยคหรือบทความที่แต่งไปให้คนอื่นตรวจให้เพื่อที่เราจะได้นำมาแก้ไขให้ถูกต้อง

แค่นี้เราก็สามารถใช้ภาษาอังกฤษเป็นโดยที่ไม่ต้องไปเสียเงินเป็นหมื่นๆกับคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ

ทิป: ให้ไปที่เว็บของ BBC แล้วดาวน์โหลด Podcast มาฟังขณะทำกิจกรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นระหว่าง ทำกับข้าว กวาดบ้าน ซักผ้า หรือตอนนอน
การฟังภาษาอังกฤษตลอกเวลาทำให้สมองชินกับภาษาอังกฤษแล้วซึมซับไปโดยไม่รู้ตัว แถวยังช่วยปรับสำเนียงของเราให้ดีขึ้นอีกด้วย (วิธีนี้ผมลองมาแล้ว เวิร์คมาก)

ปล.ใครมีอะไรจะเสริมหรือท้วงติงอะไรก็เชิญเต็มที่เลยนะครับ




Create Date : 06 มิถุนายน 2555
Last Update : 6 มิถุนายน 2555 13:16:47 น.
Counter : 1921 Pageviews.

6 comments
  
โดย: ตังชัย วันที่: 6 มิถุนายน 2555 เวลา:13:47:34 น.
  
โดย: JeeWin วันที่: 6 มิถุนายน 2555 เวลา:16:32:51 น.
  
มีประโยชน์มากค่ะ กำลังหัดเองอยู่พอดี แอดบุ้คมาร์คไว้เลย :)
โดย: sweetmejn (สมาชิกหมายเลข 935549 ) วันที่: 3 สิงหาคม 2556 เวลา:19:55:37 น.
  
อยากรุจักค่ะ พอดีมีน้องชาย อยากให้น้องชายไปเรียนภาษาที่นั้นค่ะ ไปแบบคุณเลย ไม่ทราบต้องติดต่อใครได้บ่างค่ะ
โดย: nana IP: 1.172.24.122 วันที่: 5 ตุลาคม 2556 เวลา:0:21:32 น.
  
อยากรุจักค่ะ พอดีมีน้องชาย อยากให้น้องชายไปเรียนภาษาที่นั้นค่ะ ไปแบบคุณเลย ไม่ทราบต้องติดต่อใครได้บ่างค่ะ
โดย: nana IP: 1.172.24.122 วันที่: 5 ตุลาคม 2556 เวลา:0:21:52 น.
  
คุณ nana ครับ
ถ้าอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถติดต่อมาหลังไมค์ได้เลยครับ
โดย: PS YerDua (PS YerDua ) วันที่: 27 ตุลาคม 2556 เวลา:11:37:21 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

PS YerDua
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]



It's no use knowing a lot if you can't master what you know.

มันแทบจะไม่มีประโยชน์เลยที่จะรู้สิ่งต่างๆมากมายถ้าสิ่งที่คุณรู้นั้นไม่ได้รู้ลึก หรือรู้จริง
มิถุนายน 2555

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
6 มิถุนายน 2555