Derivatives THAI & Overseas Trading Group //// " THAI TRADER CLUB "

<<
ธันวาคม 2561
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
13 ธันวาคม 2561
 

Blockchain คืออะไรดีอย่างไร ///



  อ้างอิงบทความนี้  https://www.weforum.org/agenda/2016/06/blockchain-explained-simply/


เพราะระบบนี้ ทำให้ วอลสตรีท และซิลิกอน วัลเลย์ ทึ่ง 

และมีคนดังอยากทดลองใช้มัน

Its admirers include Bill Gates and Richard Branson, and banks and insurers are falling over one another to be the first to work out how to use it.

ในการโอนเงินระหว่างบัญชี ไม่ต้องการให้มี ผิดพลาด ระบบนี้ จะทำให้การโอนนั้นต้องใส่รหัสกันให้ตรง รัดกุมกว่าที่เคยมีมา 

มันทำให้ระบบการเงินมีความปลอดภัย  เมื่อใช้ " Blockchain "

Using cryptography to keep exchanges secure, blockchain provides a decentralized database, or “digital ledger”, of transactions that everyone on the network can see. This network is essentially a chain of computers that must all approve an exchange before it can be verified and recorded.

มันทำงานได้อย่างไร 

ยกตัวอย่างจากบิทคอย มันจะมีระบบเก็บรายละเอียดของ ข้อมูลแยกไปตามรหัสที่กำหนดไว้ หลัก ก่อนลงรายละเอียดเข้าไปในรายละเอียดย่อย

ดังรูป 


ถ้ารหัสหลัก ไม่ถูกต้องข้อมูลภายในก็จะไม่ถ่ายทอดไปให้ ///

Blockchain could also help to reduce fraud because every transaction would be recorded and distributed on a public ledger for anyone to see.

ระบบนี้สามารถนำไปใช้ได้กับทุกธุรกิจ  เพราะมันเป็นเพียงรหัส นำส่งข้อมูล ไม่ให้ผิดพลาดเท่่านั้นเอง 

The technology can work for almost every type of transaction involving value, including money, goods and property. Its potential uses are almost limitless: from collecting taxes to enabling migrants to send money back to family in countries where banking is difficult.

ใครใช้ระบบนี้ได้บ้าง ??

ใครก็ได้ ตอนนี้ กำลังได้รับความสนใจศึกษากันมากขึ้น 

In theory, if blockchain goes mainstream, anyone with access to the internet would be able to use it to make transactions.

the Forum’s research suggests this will increase significantly in the next decade, as banks, insurers and tech firms see the technology as a way to speed up settlements and cut costs

มีหลายบริษัทหลายองกรค์ กำลังพัฒนาต่อ 

Companies racing to adapt blockchain include UBS, Microsoft, IBM and PwC. The Bank of Canada is also experimenting with the technology.

เงินที่ยอมจ่ายเพื่อวิจัยบล๊อกเชน 



2 อ้างอิง  https://en.wikipedia.org/wiki/Blockchain

หรือภาษไทย https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9A%E0%B8%A5%
E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%
B8%8A%E0%B8%99

ในกรณีบิทคอย

ในกรณีของบิตคอยน์ ผู้ใช้งานจะทำการโดยเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สามารถซื้อขายและยืนยันการใช้จ่ายบิตคอยน์ โดยจะมีการสร้างบล็อกขึ้นใหม่เพื่อเก็บรายการการซื้อขายแลกเปลี่ยน ในอัตราประมาณหนึ่งบล็อกต่อ 10 นาที[18][19] และแต่ละบล็อกจะมีจำนวนธุรกรรมเฉลี่ยมากกว่า 500 รายการ[20]

การสร้างบล๊อกใหม่ ถูกกำหนดด้วยผู้สร้างบัญชี ของตัวเองให้สื่อสารกับคนอื่นได้ โดยกำหนดรหัส เป็นชั้นๆๆเอง ///

ดังนั้นใครจะเข้ามาในบัญชีเรา ก็มีแต่ บัญชีบิทคอยที่ขายให้เราเท่านั้นที่จะรู้รหัสและติดต่อบัญชีเราได้ ( นี่เป็นจุดอ่อนเหมือนกัน ///เพราะบิทคอยเคยโดนแฮกไปเช่นกัน ) 

ประวัติ บล๊อกเชน 

ประวัติ[แก้]

จำนวนธุรกรรมต่อวันของบิตคอยน์ (มกราคม 2009 - กันยายน 2017)

งานวิจัยแรกที่ได้อธิบายโซ่บล็อกที่ทำให้ปลอดภัยด้วยวิทยาการรหัสลับได้ตีพิมพ์ในปี 1991 (โดย Stuart Haber และ W. Scott Stornetta)[21][6] ในปีต่อมา นักวิจัยกลุ่มเดียวกันได้รวมต้นไม้แฮช (Merkle tree) เข้าในแบบ ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพเพราะสามารถรวมเอกสารหลายฉบับเข้าเป็นบล็อกเดียวกัน[6][22]

ในปี 2008 บุคคลหรือกลุ่มบุคคลผู้ใช้นามแฝง ซาโตชิ นากาโมโตะ ได้สร้างแนวคิดในเรื่องบล็อกเชนขึ้น ซึ่งนากาโมโตะนำไปทำให้เกิดผลในปีต่อมา โดยเป็นส่วนโปรแกรมหลักของเงินคริปโทคือบิตคอยน์ คือใช้เป็นบัญชีแยกประเภทสาธารณะเพื่อบันทึกธุรกรรมทั้งหมดภายในเครือข่าย[1] บล็อกเชนทำให้บิตคอยน์เป็นเงินดิจิทัลสกุลแรกที่แก้ปัญหาการใช้จ่ายสินทรัพย์เกินกว่าครั้งเดียว (Double spending problem) ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีบุคคลที่สามซึ่งเชื่อใจหรือคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง และได้เป็นแรงบันดาลใจให้แก่โปรแกรมประยุกต์อีกมากมายหลายอย่าง[1][3][4]

ในเดือนสิงหาคม 2014 ไฟล์บล็อกเชนของบิตคอยน์ ซึ่งมีระเบียนของธุรกรรมทั้งหมดที่ได้เกิดขึ้นภายในเครือข่าย ได้ถึงขนาด 20 กิกะไบต์ (GB)[23] ในเดือนมกราคม 2015 ขนาดได้ขยายจนเกือบถึง 30 GB และจากเดือนมกราคม 2016 ถึงมกราคม 2017 ขนาดได้เพิ่มจาก 50 GB จนถึง 100 GB และโดยเดือนเมษายน 2018 นี่ได้ถึงขนาด 163 GB แล้ว[24]

เอกสารดั้งเดิมของนากาโมโตะได้ใช้คำว่า "บล็อก" และ "เชน" ต่างหาก ๆ แต่ในที่สุดก็เปลี่ยนไปตามความนิยมเป็นคำเดียวคือ "บล็อกเชน" โดยปี 2016 ส่วนคำว่า บล็อกเชน 2.0 หมายถึงโปรแกรมใหม่ ๆ ที่ใช้ฐานข้อมูลบล็อกเชนแบบกระจาย ซึ่งเริ่มเกิดขึ้นในปี 2014[25] นิตยสาร The Economist ได้กล่าวถึงการใช้บล็อกเชนแบบรุ่นสองนี้ว่ามาพร้อมกับ "ภาษาโปรแกรมที่ให้ผู้ใช้เขียนสัญญาสมารต์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เช่น สร้างใบกำกับสินค้าที่จ่ายเองอย่างอัตโนมัติเมื่อการขนส่งเรียบร้อยแล้ว หรือสร้างใบหุ้นซึ่งส่งเงินปันผลให้เจ้าของโดยอัตโนมัติเมื่อกำไรได้ถึงขีดหนึ่งแล้ว"[1]เทคโนโลยีบล็อกเชน 2.0 ได้ก้าวหน้าเกินกว่าการบันทึกธุรกรรม และทำให้สามารถ "แลกเปลี่ยนมูลค่าโดยไม่ต้องมีคนกลางที่มีอำนาจเป็นผู้ตัดสินในเรื่องเงินและข้อมูล" เป็นเทคโนโลยีที่คาดว่า จะทำให้คนที่อยู่นอกระบบเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกได้ ช่วยป้องกันภาวะเฉพาะส่วนตัวของผู้เข้าร่วม ช่วยทำรายได้ให้เจ้าของข้อมูล และช่วยให้ผู้คิดค้นได้ค่าตอบแทนจากทรัพย์สินทางปัญญา เทคโนโลยีบล็อกเชนรุ่นสอง ทำให้สามารถเก็บ "บัตรประจำตัวและบุคลิกภาพอย่างถาวร" ของบุคคล และอำนวยการแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมโดยเป็นโอกาสเปลี่ยนการกระจายความมั่งมี[26]โดยปี 2016 งานอิมพลิเม้นต์ของบล็อกเชน 2.0 ก็ยังต้องใช้ระบบต่างหากที่จินตนาการได้ว่าเป็น "เครื่องออราเคิล"[A] เพื่อเข้าถึง "ข้อมูลหรือเหตุการณ์ภายนอกที่ขึ้นอยู่กับเวลาหรือภาวะการตลาดที่ (จำเป็นต้อง) มีปฏิสัมพันธ์กับบล็อกเชน"[27]

ในปี 2016 องค์กรรับฝากหลักทรัพย์ของประเทศรัสเซีย (National Settlement Depository) ได้ประกาศโครงการนำร่องที่อาศัยแพล็ตฟอร์ม Nxt blockchain 2.0 ซึ่งจะสำรวจการใช้บล็อกเชนทำระบบลงคะแนนเสียงอัตโนมัติ[28] ในเดือนกรกฎาคม 2016 บริษัทไอบีเอ็มได้เปิดศูนย์วิจัยนวัตกรรมบล็อกเชนในประเทศสิงคโปร์[29] คณะทำงานของสภาเศรษฐกิจโลกได้ประชุมกันในเดือนพฤศจิกายน 2016 เพื่อหารือเรื่องการพัฒนาวิธีการปกครองที่สัมพันธ์กับบล็อกเชน[30] ตามบริษัทให้คำปรึกษาการจัดการบริหาร Accenture ทฤษฎีการแพร่นวัตกรรม (diffusion of innovations) ได้แสดงว่า เพราะบล็อกเชนได้อัตราการยอมรับที่ 13.5% ภายในอุตสาหกรรมบริการทางการเงินในปี 2016 ดังนั้น จึงได้เข้าสู่ระยะกลุ่มนำสมัย (early adopter) แล้ว[31] กลุ่มการค้าอุตสหกรรมได้ร่วมกับจัดงานการประชุม Global Blockchain Forum ในปี 2016 ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มขององค์กรสนับสนุนอเมริกัน Chamber of Digital Commerce[32]


ตามความเข้าใจของผม


จุดหลักของระบบนี้ อยู่ที่ รหัสลับของข้อมูล ให้แต่ละบล๊อกแยกไปเป็นอิสระ มากตามจำนวนที่ระบบวางไว้ (ปัจจุบันข้อมูลในแต่ละอย่างใหญ่มาก ที่อยู่ในบล๊อกเชนที่เขาเริ่มนำไปใช้กัน และข้อมูลได้รับการแยกเเยะ กันด้วยดี )


รหัสลับของระบบ ผมจะเปรียบให้เหมือน ลูกกุญแจ สี่เหลีย่ม อันหนึ่ง ที่จะไขเข้าระบบ 

เมื่อเจอเดือยแรก ถ้าในลูกกุญแจไม่มีเว้าให้เดือยนี้พอดีกุญแจก็ผ่านต่อไปไม่ได้ 


พอผ่านรหัสแรกแล้วอีกด้าน ก็เป็นรหัสอีกแบบ พอผ่านด่านสามก็เป็นรหัสอีกแบบ


ยกตัวอย่างเช่น  รหัสนี้ถูกส่งออกไปทั่วโลกว่า 


M / ฆ / ๖ ..........แค่นี้ การสื่อสารผ่านเนตก็จะไปหา M ก่อน แต่พอ เป็น ฆ ประเทศอื่นไม่มีอักษรนี้ใช้ มันก็จะพุ่งมาคอมเมืองไทย


พอ ตัวที่3 เป็น ๖ ซึ่งเป็นเลขไทยประเทศอื่นไม่มีใช้ มันก็จะควานหาบัญชี ในประเทศไทยต่อไป ...........


ลักษณะของรหัสที่มีความเฉพาะแบบนี้ จึงทำให้การติดต่อให้ตรงบัญชีกันจึงถูกต้องมากกว่าแบบเดิมๆๆ ///


บล๊อกเชนจึงจะกลายเป็นระบบที่ดีมากในการส่งข้อมูลที่สำคัญ ไวและถูกต้อง ไปยังเป้าหมายที่ ชัดเจน ///


การไม่มีรวมศูนย์ เป็นกระจายได้ทั่วไป  ไม่ต้องอนุญาตให้ข้อมูลเข้าจึงทำให้ทุกอย่างสดวกและไวมาก 


ด้วยการพัฒนาต่อมาบล๊อกเชนที่ใช้จึงมีขนาดรับข้อมูลได้ใหญ่มากขึ้น ...........องค์กรใหญ่ๆๆจึงอยากได้เพื่อขยายงานของเขาไปได้ไม่มีขีดจำกัด ///


รายละเอียดในอ้างอิงภาษาไทยอ่านง่าย เพียงเข้าใจหลักการทำรหัสเป็นเบื้องต้นให้เข้าใจ ///


Sajja 




Create Date : 13 ธันวาคม 2561
Last Update : 13 ธันวาคม 2561 5:49:16 น. 0 comments
Counter : 459 Pageviews.  
 
Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

หมอสัจจะ
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 185 คน [?]




:จำนวนคนกำลังอ่าน
[Add หมอสัจจะ's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com