Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2550
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728 
 
21 กุมภาพันธ์ 2550
 
All Blogs
 

ก้าวแรกสู่การเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์ :: เริ่มวิจารณ์ด้วยเกณฑ์เรื่อง "หน้าที่ของภาพยนตร์" ครับ

หลังจากรู้กันไปแล้วเกี่ยวกับ Form และ Content ของหนัง ก็ถึงเวลาเริ่มรู้เครื่องมือในการวิเคราะห์วิจารณ์กันครับ

เครื่องมือแรกที่อยากให้ได้ใช้กันคือเรื่องของ "หน้าที่" หรือ "Function" ของหนังครับ ผมมองว่านี้เป็นเครื่องมือที่ค่อนข้างใช้ง่าย และคิดตามได้ง่าย ลองดูกัน

สื่อต่าง ๆ มีหน้าที่นานาหลายร้อยแปดประการ มีตั้งแต่ให้ข่าวสารไปยันบอกใบ้หวย หนังแต่ละเรื่องก็มีหน้าที่ในตัวมันเองครับ อย่างชัด ๆ เลยก็คือให้ความบันเทิง แต่หน้าที่ที่แฝงในหนังไม่ใช่มีเพียงอย่างเดียว หนังบางเรื่องอาจจะทำหน้าที่หลายอย่างมากไปกว่านั้นเช่น ให้ความรู้ อบรมบ่มนิสัยคน ฯลฯ

ถ้าจะจำแนกแบบนี้ก็คงมีได้สักล้านหน้าที่ครับ เราจะวิเคราะห์กันทีก็เหนื่อยเลือดตาแทบกระเด็น นักวิจารณ์ภาพยนตร์อย่าง อ.แดง กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิณ เลยได้จัดกลุ่มหน้าที่สำคัญ ๆ ของภาพยนตร์ไว้เป็น 4 กลุ่ม คือ ทำหน้าที่เล่าเรื่อง (Narrative Function) ทำหน้าที่เร้าอารมณ์ (Emotional Function) ทำหน้าที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ (Spectacle Function)และทำหน้าที่เป็นสื่อทางปัญญา (Intellectual Media Function)

ในหนังแต่ละเรื่องมีหน้าที่สี่อย่างนี้อยู่ แต่จะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับจุดเน้นที่ผู้กำกับต้องการนำเสนอครับ หนังบางเรื่องอาจจะเน้นอารมณ์และไม่ให้ความสำคัญกับการเป็นสื่อทางปัญญาเลย ในขณะที่หนังบางเรื่องก็ให้ความสำคัญทั้งสี่หน้าที่

หน้าที่แรก คือเน้นการเล่าเรื่อง (Narrative Function) พูดตามตรงหนังทุกเรื่องมันก็ต้องมีเรื่องเล่านะครับ McLuhan บอกว่า Medium is a mesage. หมายถึงแค่ตัวสื่อที่นำเสนอก็มีความหมายแล้ว ดังนั้นทุกอย่างในหนังล้วนมีความหมายทั้งสิ้น

แต่หนังกลุ่มนี้จะมุ่งเน้นไปนำเสนอวิธีการเล่าเรื่องที่ดูเด่นเป็นจุดขาย แปลกต่างออกไปจากหนังทั่วไป เช่นการสลับเหตุการณ์ การลำดับเรื่องจากหลังมาหน้า หนังแบบนี้คนดูจะได้สนุกกับวิธีการเล่าเรื่องที่พลิกแพลง เรื่องดัง ๆ ก็อย่างเช่น Pulp fiction ที่สลับ zequence ในเรื่องอย่างเมามัน หรือ Memento และ Irreversible ที่เดินเรื่องจากหลังไปหน้า เป็นต้น






ทาแรนติโน ผู้กำกับเรื่อง Pulp Fiction กันมันไปเลย จนคนดูหลายคนงงว่า อ้าว ทราโวตามันตายไปแล้ว ทำไมอยู่ตอนหลัง ๆ มันโผล่กับมาอีกว่ะ





คนดูก็งงพอกันกับพระเอก เพราะหนังมันย้อนหลังจนต้องจับต้นชนปลายให้ดี





Irreversible หนังอีกหนึ่งเรื่องเล่าเรื่องแบบย้อนเวลา (แต่อารมณ์มันก็ย้อนด้วยนี้สิ)




หน้าที่ต่อมาคือ การเร้าอารมณ์คนดู (Emotional function) หนังส่วนใหญ่จะทำหน้าที่กันครับ ไม่ว่าจะเป็น หนังรัก โลภ โกรธ หลง อะไรก็ตามที่มันเล่าผ่านชีวิตมนุษย์ (หรือแม้แต่สัตว์และสิ่งของที่เอาความเป็นมนุษย์ไปใส่) ล้วนแต่มีอารมณ์ทั้งนั้น หนังบางเรื่องดูแล้วมีความสุข บางเรื่องดูแล้วน้ำตาไหลได้ปลื้ม บางเรื่องดูแล้วอึดอัด บางเรื่องดูแล้วอยากมีแฟน

หนังเรื่องไหนที่ทำให้คนลุ้นหรืออินได้ แสดงว่าผู้กำกับสามารถทำให้คนดูมีอารมณ์เท่ากับตัวละครได้ครับ





ความอึดอัดในห้วงอารมณ์แห่งรัก (แบบชู้) ที่ผ่านไปอย่างช้า ๆ ใน In the Mood for Love





ใครที่เคยดู Rear Window ของ Hitchcock คงยังจำได้ว่าลุ้นขนาดไหนกับตอนท้ายเรื่อง




มาหน้าที่ที่สาม ได้แก่ หน้าที่ในการสร้างความตื่นตาตื่นใจ (Spectacle Function) หน้าที่นี้ได้แก่หนังที่เราดูแล้วมันช่าง โอ้ว สุดยอด เป็นไปได้ไงนี้ ตื่นตาตื่นใจกับความอลังการอะไรทำนองนี้นะครับ

หนังในยุคก่อนนี้อลังการงานสร้างแบบสร้างจริง ๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็นหนังดังอย่าง Ben Hur ส่วนหนังยุคหลัง ๆ นี้เน้น Special Effect สร้างความตื่นตากัน





กรี๊ด!!! ไดโนเสาร์ โผล่มาได้ไงเนี๊ยะ





ฉากแข่งรถม้าอันแสนยิ่งใหญ่ใน Ben Hur ซึ่งผู้กำกับสมัยนี้ไม่มีใครกล้าทำอีกแล้ว (เพราะมันผลาญงบ)



สำหรับหน้าที่สุดท้ายคือ การเป็นสื่อทางปัญญา (Inteclectual Media) คือ กระตุ้นให้คนดูได้เกิดกระบวนการคิดถึงประเด็นต่าง ๆ ที่ผู้สร้างซ่อนไว้

หนังที่เน้นหน้าที่แบบนี้คนไทยมักเหมารวมว่าเป็นหนังอาร์ต ซึ่งความจริงไปเหมารวมเช่นนั้นก็ไม่ถูกนะครับ เนื่องจากว่าหนังแบบฮอลลีวูดหลายเรื่องก็เน้นส่วนนี้

ในหนังอาจจะมีการใช้ภาพ ใช้สัญญะ หรือ Motif ต่าง ๆ แฝงเข้ามาให้คนดูได้ใคร่คิดประเด็นต่าง ๆ





หญิงสาวกลุ่มนี้มาปั่นจักรยานทำไมกัน การใช้สื่อทำให้คนดูคิดและวิเคราะห์ไปถึงเรื่องสิทธิสตรีในโลกมุสลิมตามแนวคิดเฟมินิสต์





หนังวิทยาศาสตร์แนวพุทธ อย่าง 2001 : A Space Odyssey ของคูบริค ที่ใครดูตอนจบรู้เรื่องในรอบเดียว (หรืออาจจะหลายรอบ) แสดงว่าคุณไม่ใช่คน หนังเรื่องนี้มีอะไรให้ครุ่นคิดกันหัวแตกไปเลย




คงพอเห็นภาพกันแล้วนะครับว่าหนังที่เน้นหน้าที่ทั้งสี่อย่างมีอะไรบ้าง วิธีการที่เราจะวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือนี้คือ หนังเรื่องนั้น ๆ เน้นหน้าที่แบบใดเป็นพิเศษ และเมื่อเน้นหน้าที่แบบนั้นแล้วทำได้ดีพอหรือไม่ สมมติว่าเน้นอารมณ์ความรู้สึก เมื่อเราดูแล้วเรารู้สึกอย่างไร อารมณ์ที่ออกมาจากหนังมันถึงไหม

ไม่ยากครับไม่ยาก (ยากที่สุดก็คงเป็นเรื่อง intellectual media นี้แหละ)

คราวนี้ทิ้งท้าย เรามาถกกันดีกว่านะครับ หนังดังอย่างเรื่อง "สมเด็จพระนเรศวร" ที่กำลังออกฉายโกยเงินกันทุกวันนี้ ท่าน ๆ ลองวิเคราะห์ดูนะครับว่าในหน้าที่ 4 อย่างนี้ ท่านมุ้ยเน้นด้านใดเป็นพิเศษ หรือมีทั้งสี่อย่างเลย และทำได้ดีพอหรือไม่ ถ้าดีแล้วดีอย่างไร ถ้าแย่ควรปรับปรุงอย่างไร (ไอ้พวกหน้าที่แบบ ผลิตซ้ำมายาคติ เชิดชูราชานิยม สร้างชาตินิยม อะไรแบบนี้ยังไม่เอานะครับ เอาแค่สี่ข้อที่ว่าไว้ก่อน)

เชิญแลกเปลี่ยนได้เลยครับ






 

Create Date : 21 กุมภาพันธ์ 2550
20 comments
Last Update : 21 กุมภาพันธ์ 2550 19:43:50 น.
Counter : 6172 Pageviews.

 

พี่ยังไม่ได้ออกจากรังไปดูนเรศวรเลยอะ แปะการบ้านไว้ก่อนนะดอง


แต่บรรทัดนี้นี่ ฮ่าๆ
A Space Odyssey ของคูบริค
ที่ใครดูตอนจบรู้เรื่องในรอบเดียว (หรืออาจจะหลายรอบ)
แสดงว่าคุณไม่ใช่คน


 

โดย: แพนด้ามหาภัย 21 กุมภาพันธ์ 2550 16:28:50 น.  

 


การบ้านที่ อ.ดอง ทิ้งท้ายไว้ หนูคงทำไม่ได้นะคะ เพราะหนูยังไม่ได้นเรศวรสักภาคเลยค่ะ และก็ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ดูมันทั้ง 3 ภาคเลยแล้วกัน

เออ เราก็สงสัยเหมือนนะว่าไอ้ที่ว่าหนังที่ 4 หน้าที่เนี่ย มันเป้นตำราสากลเลยรึป่าว คือ อ.แดง สอน (จริงๆ ตอนนั้นคือ อ.ประวิทย์ สอน) แต่พอมาเรียนของธรรมศาสตร์ ไม่มีพูดเรื่องนี้เลยอ่ะ (แต่เน้นเรื่องพวกสำนัก ism ทั้งหลายมากกว่า)

ใน 4 อันนี้ อันที่โดนรามากที่สุด ก็คือ emotional นะ คือเราก็ยังคงดูหนังด้วยอารมณ์ ความรู้สึกเป็นหลักน่ะ รองลงมาก็คือ spectacle (ถ้านับว่าหนังเฮี้ยนๆ ทั้งหลายเป็นฟังก์ชันนี้นะ) ส่วน narrative นี่เราไม่มีปัญหากับหนังที่ดูไม่รู้เรื่องน่ะ อย่างเช่น Satyricon ที่ว่าไว้ครั้งที่แล้ว คิดว่าถึงจะดูสัก 6 รอบ ก็คงเอ๋ออยู่ดี

สำหรับหนังไทย เราว่าปัญหาหลักๆ ของตอนนี้คือ ขาดสื่อประเทืองปัญญา (Intellectual Media) นี่แหละ ดูรายชื่อหนังปี 2550 แล้ว ก็ได้แต่ร้องเฮ้อ (แล้วเมื่อไรกรูจะได้ดู แสงศตวรรษ ล่ะเนี่ย)

เออ พวกบล็อกแบบนี้ไว้เยอะๆ นะ เวลาเขียนแล้วมีโยงไปเรื่องทฤษฎี จะได้โอนมาบล็อกนี้ ฮ่าๆๆๆ

ปล. 2001 เป็นหนังที่ดูตอนไม่สบาย ดูแล้วไข้ขึ้นกว่าเดิม

 

โดย: merveillesxx IP: 203.209.121.192 21 กุมภาพันธ์ 2550 16:59:14 น.  

 

- พี่ชุน

อย่าว่าแต่คูบริคเลยพี่ ขนาด อาเธอร์ ซี คลาร์ค คนเขียน มันยังท้าและบอกเลยว่าอ่านรู้เรื่องมึงไม่ใช่คน

ผมอ่านเรื่องนี้สมัยประถม มีช๊อคครับ งงมาก ๆ ทุกวันนี้ก็ยังโง่อยู่

- น้องต่อที่รัก

คิดว่าเป็นอาจารย์สรุปเองนะต่อ เพราะหนังมันมีหน้าที่เยอะมาก

พวก ısm ทั้งหลายเดี๋ยวเขียนแน่นอนครับ ลิงค์มาได้เลย

สุดท้ายอยากดูหนังแสงศตวรรษของพี่เจ้ยจัง

 

โดย: I will see U in the next life. 21 กุมภาพันธ์ 2550 19:37:11 น.  

 

ยังไม่ได้ดูนเรศวรครับ
แต่ผมก็จะ เน้น Emotional มากสุด น้อยสุดคงเป็นความตื่นตากระมัง เน้นแบบอะไรก็ได้ ง่ายหรือยาก แต่ต้อง

"รู้สึก !"

\\m/ o-o \\m/ โอ้วเย้ !!!!!

 

โดย: ShadowServant 22 กุมภาพันธ์ 2550 0:29:11 น.  

 

เอ่อ..ถ้าให้คุยเรื่องตำนานฯ สงสัยต้องปูเสื่อพร้อมเรียกหมอนวดมาด้วย...เงื่อนไขของตัวหนังค่อนข้างจะแตกต่างกว่าหนังเรื่องอื่น

จริงๆ ไหนๆ ถ้าอยากจะพูดเรื่อง intellectual media ด้วย น่าจะเอาหนังของอภิชาตพงศ์มายำน่าจะมันนะ มีแต่คนตื่นเต้นงานของเขา แต่ไม่เห็นมีใครคอมเมนต์ในแง่มุมเบื้องลึกว่าจริงๆ มันใช่..หรือเปล่า?

 

โดย: หมีบางกอก (Bkkbear ) 22 กุมภาพันธ์ 2550 22:38:04 น.  

 

ดีจังครับ
ดูเป็นวิชาการดีครับ

 

โดย: คนขับช้า 22 กุมภาพันธ์ 2550 22:41:11 น.  

 

ลืมถามไปว่า..

เห็นภาพจากหนัง Irreversable ...

จำได้ว่าช่วงท้ายๆ เรื่อง (ซึ่งจริงๆ คือการย้อนไปต้นเรื่อง) ได้มีภาพโปสเตอร์ของหนัง 2001 : a space odyssey อยู่ด้วย คุณน้องมีความเห็นประการใด ช่วยแถลงไขด้วย..

 

โดย: หมีบางกอก (Bkkbear ) 23 กุมภาพันธ์ 2550 9:36:47 น.  

 

2001 เคยดูรอบเดียว ไม่เข้าหัว ไม่เข้าใจ และจำอะไรไม่ได้เลย

 

โดย: มนุษย์แบบสอบถาม IP: 203.131.220.50 23 กุมภาพันธ์ 2550 13:06:08 น.  

 

ผมมองดังนี้ครับ (ถูกผิดอย่างไรไม่ทราบนะครับ)

2001 : A Space Odyssey แก่นของเรื่องก็คือแม้มนุษย์จะก้าวล้ำไปไกลขนาดไหน แต่ก็ไปได้ไม่ไกลไปกว่าความลี้ลับของธรรมชาติ ประหนึ่งเห้ยเจียกระโดดข้ามมือของพระยูไลไม่มีวันพ้นอย่างใดอย่างนั้น

ตอนสุดท้ายที่ปรากฎเด็กขึ้นมา หากเข้าใจตัวผู้เขียนคือ ซี คลาร์ก ซึ่งถือพุทธ อาจจะทำให้เข้าใจยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมองเรื่องวัฎจักร การเกิดและดับ

การดับของสิ่งบางอย่างก็นำไปสู่การสร้างสิ่งบางอย่างขึ้น เหมือนเพลงของ Smashing Pumpkins ที่ชื่อว่า The End is the beginning is the end.

ผมนึกไปถึงการ์ตูนเรื่องฮิโนโทริและความเชื่อเกี่ยวกับฮินดูที่ผ่านทางนวนิยายหลายเรื่องว่า จักรวาลนี้มีจุดเริ่มต้น จุดจบ และเวลาจริงหรือ ไม่แน่ทุกสิ่งล้วนคือจุดเดียวกันทั้งสิ้น ไม่มีเริ่ม จบ หรือเวลาให้ดับสิ้น

ใน Irreversible หนังเดินเรื่องจากหลังไปหน้า ที่โดดเด่นกว่าเรื่องอื่น ๆ ในหนังแนวเดียวกันเพราะการสลับโครงสร้างการเดินอารมณ์ในเรื่องไปด้วย คือเอาจุดไคลแมกซ์ไว้ตั้งแต่เริ่มแรกแล้วอารมณ์ในตอนท้ายนี้กลับนิ่ง

การใช้ 2001 : A Space Odyssey เข้ามาเป็น Motif อาจสร้างความหมายในเชิงการย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นใหม่

อย่างไรก็ตามผมมองว่าการย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มแรกของทั้งสองเรื่องต่างกัน Irreversible อันแปลว่า มิอาจย้อนกลับได้ มองย้อนถึงอดีตอันมีสุขซึ่งตัวมนุษย์เองไม่สามารถย้อนกลับไปได้ สิ่งเดียวที่ยึดไว้อาจจะเป็นเพียงแค่ความทรงจำ

แต่ใน 2001 : A Space Odyssey มนุษย์เป็นเพียงสิ่งกระจ้อยร่อยเท่านั้น การย้อนกลับของจักรวาลเป็นเพียงแค่วาบปรากฎการณ์ที่แสนธรรมดา จุดเริ่มต้นและจุดจบคือจุดเดียวกัน ไม่มีก่อนไม่มีหลัง

มนุษย์เพียงผ่านมาและผ่านไป สำหรับธรรมชาติคงเร็วเสียยิ่งกว่าการส่งกระแสประสาทของมนุษย์

 

โดย: I will see U in the next life. 23 กุมภาพันธ์ 2550 15:03:45 น.  

 

2001 เพิ่งได้ดูรอบเดียว ยังไม่เข้าใจถึงแก่นแท้อย่างว่าแหละครับ แต่ก็ชอบมากๆ ผมว่าถ้าดูกันละเอียดจริงๆ คงเขียนเป็นหนังสือได้ 1 เล่มโตๆเลยล่ะมั้ง



Irreversible เป็นหนังที่สะเทือนอารมณ์มากๆครับ การเล่าเรื่องย้อนกลับเป็นตัวละครเอกที่สุดของเรื่องนี้เลย เพราะถ้าเล่าเรื่องตามลำดับเวลาแบบปกติ อาจไม่กระทบจิตใจคนดูมากเท่านี้

การเล่าแบบเอาบทสรุปขึ้นก่อนแล้วย้อนไปหาเหตุที่ชักนำเรื่องราวไปสู่จุดจบอย่างที่เราเห็นมาตั้งแต่ตอนเปิดเรื่อง ทำให้เรารู้สึกจริงๆว่ามันไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้(Irreversible)

เรียกได้ว่าการเดินเรื่องย้อนกลับเป้นทั้งการทำหน้าที่ทางด้าน emotional และ intellectual โดยตรง ยิงทีเดียวได้นกสองตัว แต่โดยอ้อมแล้วการเดินเรื่องย้อนกลับก็ส่งผลต่อการเล่าเรื่องและความตื่นตาตื่นใจทางภาพเหมือนกัน

Irreversible เป็นงานที่เยี่ยมครับ




พูดถึงเรื่องพระนเรศวร(เน้นที่ภาค 2 เพราะเพิ่งไปดูมาสดๆร้อนๆ)
ผมมองว่าเน้นหน้าที่การเล่าเรื่องกับการเร้าอารมณ์ชัดเจนกว่าอีกสองหน้าที่นะครับ ในพระสุริโยทัยจะไม่เร้าอารมณ์มากเท่า พอพระนเรศวรเอาความเป็นดราม่ามาใส่เข้าไป ทำให้หน้าที่นี้เด่นเทียบเท่าการเล่าเรื่องเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวความรักระหว่างบุญทิ้งกับเจ้านางเมืองคัง พระนเรศวรกับมณีจันทร์ ความจงรักภัคดีและเสียสละของฝ่ายพระนเรศวร รวมทั้งฉากสมรภูมิที่เมืองแครง ทำให้คนดูลุ้นไปกับการข้ามแม่น้ำสโตงมากๆ (ทั้งๆที่ก็รู้กันอยู่แล้วแหละว่าต้องข้ามได้สำเร็จ)

Spectacle ก็พอมีบ้าง อย่างฉากที่พระองค์ประกาศอิสระภาพ หรือทรงพระแสงปืนยิงข้ามแม่น้ำ ผมว่าสองฉากนี้จะเป็นฉากที่ทุกคนต้องนึกถึงเมื่อพูดถึงหนังพระนเรศวรภาค 2

Intellectual ก็น่าจะมีนะ แต่เพราะดูแค่รอบเดียว เก็บเกี่ยวแต่เรื่องราว ไม่ได้สังเกตหา motif ก็เลยยังนึกไม่ออกว่ามีการทำหน้าที่นี้อย่างไรบ้าง

 

โดย: das Kino 23 กุมภาพันธ์ 2550 15:40:11 น.  

 

อ่านเพลินดี มีความรู้ด้วย

ติดตามอ่านตอนต่อไปเรื่อยๆ

 

โดย: คนทับแก้ว 23 กุมภาพันธ์ 2550 16:10:17 น.  

 

คิดว่าท่านมุ้ยพยายามเน้นทั้งสี่อย่างนะครับ ที่น่าสนใจคือหนังค่อนข้างจะมีการแอนตี้สงคราม คือนำเสนอภาพอันสะเทือนใจเพื่อให้คนมองสงครามในด้านลบมากกว่าจะให้ตื่นตัวอยากจะเข้าสงคราม

 

โดย: Johann sebastian Bach 23 กุมภาพันธ์ 2550 16:36:18 น.  

 

เหตุผลที่ simple กว่านั้นคือ กัสแปร์ โน บูชา คูบริค มากๆ ครับ

เหมือนกับ โอฟองซัว คัวรอน ชอบสีเขียวอ่ะจ้ะ

 

โดย: merveillesxx 23 กุมภาพันธ์ 2550 20:10:34 น.  

 

..

 

โดย: printcess of the moon 24 กุมภาพันธ์ 2550 8:28:14 น.  

 

ขอบคุณสำหรับคำตอบ ได้รู้เรื่อง 2001 ไปพร้อมๆ กันเรยนิ..ขอชมว่าตอบได้เข้าทางทีเดียว คอนเฟิร์มสิ่งที่รู้สึกอยู่ เพิ่งรู้ว่าคนเขียนเรื่องก็เป็นพุทธ มิน่า.. คงต้องเอามาดูอย่างพิเคราะห์อีกที รวมทั้ง 2010 ด้วย... เออ แต่เรืองหลังออกจะหายากนิ ถามต่ออีกหน่อย มีความเห็นเกี่ยวกับแท่งหินดำว่ากระไร?

ส่วน Irreversable นั้น ถ้านึกในแง่พุทธ ก็คล้ายๆ ว่าชะตากรรมนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่จะด้วยเหตุผลอันใด ไม่มีคำตอบ หนังเต็มไปด้วยสไตล์ความรุนแรง ดูเก๋ด้วยวิธีตัดต่อย้อนหน้า และออกจะโฮโมโฟเบียไปหรือเปล่า แต่ละฉากดูเหมือนฉลองตัณหาผู้กำกับยังไงอยู่ อยากจะบอกว่ารูปแบบหวือหวา แต่เนื้อหาขอคิดอีกที..

พูดถึงชะตากรรมมนุษย์ พาลนึกไปถึง Babel ซึ่งเพิ่งได้ดู ผู้กำกับคงใช้รูปแบบการนำเสนอแนวสลับเวลา ซึ่งเป็นสไตล์ถนัดเป็นตัวชูโรงเช่นเคย เหมือนที่เคยทำกับ 21 grams (เออ ดูจะพ้องกับ Irreversable ยังไงอยู่)

ว่าไปเนื้อหาถ้าแยกออกเป็นตอนๆ คนละเรื่องกัน โดยไม่เอาตัวเชื่อม (ซึ่งดูเมโลดราม่าแสนบังเอิญเหลือกำลัง) ต่างก็ดูไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย สงสัยอีตาผู้กำกับเลยถือโอกาสตั้งชื่อเรื่องเก๋ไก๋จากหอคอยบาเบล ทำให้เรื่องทั้งหมดผูกเข้าด้วยกันได้ทันที เหอๆๆ ถามหน่อยเหอะว่าคนไม่ได้เป็นคริสต์จะเข้าใจมั้ยเนี่ย

ส่วนตำนานฯ 2 นั้น ขอตอบคร่าวๆ ก็แล้วกัน คิดว่าคนสร้างอย่างได้ส่วนผสมของทั้ง 4 functions นั่นแหละ แต่อะไรจะโดดเด่นกว่ากัน ก็น่าจะเริ่มจาก

Spectacle ดูน่าจะเป็นตัวนำของหนังมากกว่าอย่างอื่น เพราะสไตล์ Epic ย่อมต้องการผลงานด้านภาพที่ตื่นตาของฉากรบ..ปราสาทราชวัง..ฉากข้ามแม่น๋ำสะโตง ฯลฯ

Emotional น่าจะตามมา เพราะฉากตบจูบๆ ของพระราชมนูจอมหื่นและหนูเลอขิ่นจอมบู๊ หุๆๆ กลายเป็นบทเด่นของเรื่อง ฉากที่พยายามหยอดอารมณ์ขันของสองมือซ้ายขวาพระนเรศ และอีกหลายฉากที่พยายามแก้ข้อกล่าวหาความเป็นหนังสารคดีแบบสุริโยทัย

Narrative ดูจะเป็นข้ออ่อนด้อย เพราะเล่าเรื่องได้กระท่อนกระแท่นไม่ชวนติดตามเท่าที่ควร จะด้วยบทที่ทยอยเขียน ทำให้ขาดความประณีตในความต่อเนื่อง หรือการตัดต่อเล่าเรื่องที่ยังไม่โปรเท่าที่ควร รวมไปถึงการวางแผนการถ่ายทำที่ไม่รอบคอบ

ส่วน Intellectual ข้อสุดท้ายในแง่มุม Anti war หรือแง่มุมของการปลุกสำนึกการรักแผ่นดิน ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะมัวแต่รักพี่เสียดายน้อง แค่เอามาแซมๆ ตรงโน้นตรงนี้ อย่างฉากบุญทิ้งนั่งซึมมองผลของสงคราม หรือพระสุพรรณกัลยาท่องบทสรรเสริญความรักชาติเฉิบๆ ก็ดูเกินๆ เรื่องอยู่พิกล

จริงๆ ถ้าใช้ Narrative นำ.. เล่าเรื่องให้ได้คุณภาพ จากบทที่กลั่นกรองอย่างประณีตแล้ว ผลลัพธ์ที่เหลือก็จะตามมาอย่างได้คุณภาพเช่นเดียวกัน

ถ้าจะให้สรุป ก็ต้องขอบอกว่า ภาพยนตร์สเกลใหญ่ขนาดนี้จำเป็นต้องเตรียมการล่วงหน้าอย่างละเอียด ถ้าบทหนังไม่เสร็จก่อนล่วงหน้าพอที่จะลงลึกกับรายละเอียดการถ่ายทำแต่ละฉาก ก็จะได้งานที่ดูเหมือนโดดๆ ขาดๆ เกินๆ ครั้นนำมาต่อร้อยกันเป็นเรื่อง ก็จะเห็นข้อบกพร่องกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป รู้เหมือนกันว่าทำยาก เพราะหนังใหญ่ขนาดนี้ เมืองไทยไม่เคยสร้างมาก่อน หากท่านมุ้ยท่านทำหน้าที่เพียงควบคุมงานสร้าง แล้วหาผู้กำกับเก่งๆ อย่างอิทธิสุนทร หรือ ฯลฯ มาลงมือแทน น่าจะได้ผลลัพธ์ที่ลงตัวกว่า

 

โดย: หมีบางกอก (Bkkbear ) 24 กุมภาพันธ์ 2550 12:42:48 น.  

 

^
^
^

เขียนได้ตรงใจกับผมมากเลยครับพี่ สำหรับแนวทางเรื่องหน้าที่ของหนัง สมกับเป็นผู้มีประสบการณ์ ข้าน้อยขอคารวะ

เรื่องแท่งหินสีดำ คงต้องใช้ความคิดแบบพุทธมามองอีกละครับ ผมมองว่าซี คลาร์ก เชื่อว่าในโลกใบนี้ ความรู้ต่าง ๆ ล้วนมีอยู่แล้วในธรรมชาติอยู่แล้ว มนุษย์เพียงแต่ค้นพบมัน แท่งหินสีดำนี้จึงเปรียบเสมือนความรู้ที่มนุษย์สามารถนำไปใช้ได้

เมื่อมองเช่นนี้สำหรับจักรวาลนี้แล้ว มนุษย์จึงเป็นเพียงฝุ่งผงเศษเสี้ยวของจักรวาลที่พร้อมจะเกิดละดับสูญได้ทุกเมื่อ

ป.ล. ภาคต่อของซีรีย์นี้ผมไม่เคยอ่านครับ คือรู้สึกสยองอย่างไรไม่รู้ ผมชอบอ่านของอาซิมอฟมากกว่า

 

โดย: I will see U in the next life. 24 กุมภาพันธ์ 2550 13:21:01 น.  

 

เป็นคนที่ไม่ค่อยได้อ่านไซไฟ แต่ชอบดูมากกว่า 2001 นั้นดูตั้งแต่เด็กๆ ที่โรงหนังสยาม ฉายในระบบ 70 มม.เสียงสเตอริโอ แถมแจกแว่นสามมิติน้ำเงินแดง?? (แจกทำไมฟะ) เป็นหนังอวกาศที่ตื่นตามากในยุคนั้น คนดูแน่นเอี้ยด

แต่ปรากฎว่า หนังมันยาวมาก เจ้าของโรงเกิดฉลาดเกินเหตุ ซอยหนังลงให้สั้นจะได้ทำรอบได้ อ๊ากกกก...ผลคือ ดูไม่รู้เรื่องห่าอะไรทั้งสิ้น ตัดตอนจบหายไปทั้งดุ้น?? ตอนหลังคนด่ากันกระหน่ำ เลยต้องนำฉบับเต็มมาฉายในที่สุด ก็ต้องกลับไปดูอีกรอบ เออ..ค่อยเต็มอิ่มหน่อย..(แบบงงๆ อะจ้ะ) แต่ก็รู้ว่าชอบมากๆ ถึงขนาดซื้อแผ่นซาวด์แทรก (แผ่นไวนิล) มาเปิดฟัง..บรื้อวว กลัวผีอะ..แต่ก็ชอบเพลงไตเติลของสเตราส์มาก (รวมทั้งบลูดานูบ)

ส่วน 2010 ซึ่งเป็นภาคต่อ รู้สึก ปีเตอร์ ไฮแอมเป็นคนกำกับ ถึงจะไม่ดูคลาสสิคเท่าของคูบริค แต่ก็ดูง่ายกว่า แต่จำเนื้อหาไม่ได้เลยด้วยความสัตย์ รู้สึกว่าจะขยายความเรื่องแท่งหินดำออกไปอีก คิดว่าจะไปตามล่าดีวีดีมาดูซักกะหน่อย

 

โดย: Bkkbear (Bkkbear ) 24 กุมภาพันธ์ 2550 22:20:08 น.  

 

ลืมบอกไปว่า เรื่อง monolith นั้น ต้องขอกลับไปดูหนังสักหน แล้วจะมาต่อปาก..มันเลือนๆ ไป

ขอบคุณสำหรับคำตอบ แสดงว่าเป็นคนดูหนังที่ลึกซึ้งคนหนึ่งทีเดียว น้อยคนที่จะอธิบาย 2001 ได้ขนาดนี้

 

โดย: หมีบางกอก (Bkkbear ) 24 กุมภาพันธ์ 2550 22:25:03 น.  

 

ไม่เขียนต่อแล้วเหรอ ยังรออ่านอยู่นะเนี่ย

 

โดย: Kino IP: 58.8.191.195 18 ตุลาคม 2550 16:15:57 น.  

 

I truly appreciate this post. I??ve been looking all over for this! Thank goodness I found it on Bing. You've made my day! Thanks again
louis vuitton outlet //www.boano.com/form/img/nalv.asp

 

โดย: louis vuitton outlet IP: 94.23.252.21 12 สิงหาคม 2557 20:01:34 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


I will see U in the next life.
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]

















Friends' blogs
[Add I will see U in the next life.'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.