Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2553
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
19 พฤศจิกายน 2553
 
All Blogs
 

วิชาสามดาบบทที่หนึ่ง

วิชาสามดาบบทที่หนึ่ง




 

Create Date : 19 พฤศจิกายน 2553
7 comments
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2553 0:38:31 น.
Counter : 510 Pageviews.

 

วิชาสามดาบบทที่หนึ่ง

EMA 4,9,18 เป็นหลักการของ R.C. Allen ใช้สำหรับกลุ่ม commodity ครับที่มี trend ค่อนข้างชัดเจน เช่น น้ำมัน, ทองคำ, เรือ เป็นต้น ผมนำมาประยุกต์ใช้กับกลุ่มหุ้นในมือที่ผมมีอยู่ กะว่าจะเขียนลง blog แต่ยังไม่มีเวลา ตั้งแต่ต้นปีนำมาประยุกต์ใช้ก็ได้ผลดีทีเดียว ดังนี้

Allen ได้นำเสนอเครื่องมือใหม่ โดยเขาให้ชื่อว่า 4-9-18-day moving average combination

โดย เครื่องมือนี้จะให้สัญญาณ buying alert (สัญญาณเตือนให้เตรียมพร้อมเข้าซื้อ) เมื่อ EMA4 > EMA 9 และ EMA4 > EMA18 แต่ EMA9 < EMA18

เครื่องมือนี้จะให้สัญญาณ buy signal (สัญญาณให้ซื้อ) เมื่อ EMA4 > EMA9 > EMA18 ซึ่ง Allen เสนอว่า เมื่อใดที่ สัญญาณออกมาเป็นแบบนี้ เป็นการส่งสัญญาณว่า เข้าสู่ภาวะ uptrend

ใน ทางตรงข้าม เครื่องมือนี้จะให้สัญญาณ selling alert (สัญญาณเตือนให้เตรียมพร้อมขายทิ้ง) เมื่อ EMA4 < EMA 9 และ EMA4 < EMA18 แต่ EMA9 > EMA18

เครื่องมือนี้จะให้สัญญาณ sell signal (สัญญาณให้ขาย) เมื่อ EMA4 < EMA9 < EMA18 ซึ่ง Allen เสนอว่า เมื่อใดที่ สัญญาณออกมาเป็นแบบนี้ เป็นการส่งสัญญาณว่า เข้าสู่ภาวะ downtrend

ถ้าคุณ spidy สนใจ อ่าน blog ของท่านหมากเขียวก่อนได้ครับ ท่านเป็นนักวิจัยชั้นเซียนทีเดียวเกี่ยวกับเรื่องนี้

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mhakkeaw&month=07-2005&date=25&group=1&gblog=5

สำหรับ วิชาสามดาบนั้น ผมนำหลักของ EMA 4,9,18 สัญญาณสามเส้น มาพัฒนาต่ออีกที บวกกับผมเองนำเทคนิคของท่านมาทำโมเดลต่อตามหลักการของโซรอสกล่าวคือ

ดาบ แรก เข้าซื้อ ขายออก ใช้การเก็งสัญญาณก่อนเกิด สัญญาณของ EMA 4,9,18 อย่างเคร่งครัด ย้ำว่าก่อน ทำไมเพราะเราเล่นกับ participant bias แต่เราก็มีความเสี่ยง แต่เมื่อไร สัญญาณของ RC Allen confirm เรากลับมา คราวนี้ participant bias กับ underlying trend จะไปในทิศทางเดียวกัน เราไม่ต้องทำอะไร นั่งนับเงินอย่างเดียว

ดาบที่สอง สัญญาณเข้าซื้อบางครั้งมันหลอกได้ และเช่นเดียวกันกับสัญญาณขายบางครั้งมันหลอกได้เช่นกัน โดยมีปัจจัยคือ participant bias มันเกิด divergence กับ underlying trend ทีนี้เราจะดูออกได้อย่างไรว่าสิ่งใดจริงสิ่งใดเท็จ จึงต้องมีการนำ OBV มาประกอบด้วยเพราะ "ราคาคือมายา แต่โวลุ่มคือความเป็นจริง" หากราคา (participant bias) เกิด divergence กับ "โวลุ่ม" (underlying trend) แสดงว่าเป็นสัญญาณลวง

ดาบสุดท้าย ถามว่าสัญญาณลวงแล้วจะเข้าหรือไม่? คำตอบคือ "เข้า" ดังนั้น strategy สุดท้ายคือการ Cut loss เราไม่มีการ Let Loss Run เด็ดขาด ดังนั้นหากผิดสัญญาณ ก่อน 5% ต้องออกทุกกรณี ทุกเหตุผล ดาวบวก set บวก ก็ต้องขาย เป็นกฎตายตัว!!!

สั้น ๆ เท่านี้ คราวนี้คุณ spidy ลองเอาหลักการณ์ที่ผมว่า ศึกษาดูกับ TTA และ TOP ก็จะพอมองออกว่า วิชาสามดาบ ตั้งแต่ต้นปีพี่กำไรเท่าไร?

หากไม่ค่อยเข้าใจทั้งหมดที่พี่กล่าวมาแนะนำให้อ่านหนังสือของ โซรอส และ เมอร์ฟี่ เพิ่มเติมครับ

ผมจะนำงานศึกษาจากเงินจริงมา update ให้ในครั้งต่อไปครับ

 

โดย: Dja 19 พฤศจิกายน 2553 0:39:09 น.  

 

นักบริหาร นักลงทุน และนักเก็งกำไร

หลาย ๆ เวลา การสวมหมวกหลายใบ มันก็สร้างความปวดหัวให้มากกว่าการสวมหมวกใบเดียว สวมหมวกเป็นผู้บริหารก็ปวดหัวแบบหนึ่ง สวมหมวกเป็นนักลงทุนก็ปวดหัวแบบหนึ่ง สวมหมวกเป็นนักเก็งกำไรก็ปวดหัวแบบหนึ่ง

นักบริหาร: สร้างความสำเร็จเหนือคนอื่นด้วยความสามารถพิเศษเหนือคนอื่น ความสามารถในการบริหารจัดการ การเจรจาต่อรอง การวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ การท้าทายคู่แข่งรวมถึงชัยชนะเหนือคู่แข่ง แต่ในทุก ๆ เรื่องที่กล่าวมาก็มีมุมกลับ วันนึงความสามารถที่เหนือคนอื่น ก็มีคนอื่นที่เหนือกว่าเรา วันนึงการเจรจาต่อรองก็อาจจะพลาดพลั้ง และวันนึงคู่แข่งทางธุรกิจ เค้าก็จะสามารถแก้เกมส์ทางธุรกิจของเราได้ เป็นวัฎจักรเช่นนี้เรื่อย ๆ ไป

นักลงทุน: สร้างความสำเร็จเหนือคนอื่นด้วยการมองการณ์ไกล หลายคนให้ความเห็นกับการลงทุนไว้หลายอย่าง ผมเองมองเห็นว่าเรื่องการมองการณ์ไกลเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุด ฝรั่งจะเรียกว่า vision หรืออะไรก็แล้วแต่ การมองการณ์ไกลก็จะประสบปัญหากับผลกระทบระยะสั้นระยะกลาง เช่น ลงทุนในหุ้น, ที่ดิน, ทองคำ ก็จะเกิดวัฎจักรผันผวนทั้งนั้น สิ่งเหล่านี้กระทบกับวิสัยทัศน์ของนักลงทุนทั้งนั้น หากแต่เพียง นักลงทุนเหล่านั้นหวั่นไหวหรือไม่หวั่นไหว หรือตัดสินใจผิดตั้งแต่แรก? เป็นวัฎจักรเช่นนี้เรื่อย ๆ ไป

นักเก็งกำไร: สร้างความสำเร็จเหนือคนอื่นด้วยการรู้จักใช้จังหวะที่ถูกต้อง
จะ เป็นนักดูกราฟ นักเล่นหุ้น นักเล่นหวย นักเล่นคอนโด ซื้อจับปล่อย ให้ถูกจังหวะเหนือคนอื่นก็จะประสบความสำเร็จ หากแต่เพียง จังหวะเหล่านั้นมิได้ถูกต้องเสมอไป จังหวะทองคำมีไว้สำหรับบางเวลา และหลาย ๆ ครั้ง ดวง เป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับความสำเร็จที่เกิดขึ้น เรื่องของ ฮวงจุ้ย หยินหยาง ต่าง ๆ จึงตามนักเก็งกำไรมาเป็นเงาตามตัว เป็นวัฎจักรเช่นนี้เรื่อย ๆ ไป

ผมเองเป็นทั้งสามคนที่กล่าวมา เริ่มต้นจากการเป็นนักบริหาร ที่ปรึกษานักบริหาร กรรมการบริษัท นักลงทุน และนักเก็งกำไร หมวกทั้งสามใบที่ใส่อยู่สร้างความปวดหัวให้ทั้งสามใบ จนหลาย ๆ ครั้งต้องกลับมาทบทวนและทบทวนและทบทวน จนพบว่าจริง ๆ แล้วบนหัวเราไม่มีหมวกซักกะใบ ตอนที่พิมพ์ไปนี่ก็เอามือจับหัวและหันไปมองกระจกพบว่าไม่มีหมวกใส่อยู่จริง ๆ มันเป็นใครซักคนใส่หมวกให้เรา และมันก็คงเป็นใครซักคน มานิยามให้เรา เป็นไอ้นั่นเป็นไอ้นี่เป็นไอ้โน่น เป็นไอ้นั่นต้องทำแบบนี้ เป็นไอ้นี่ต้องทำแบบนั้น เป็นผู้บริหารต้องอ่านตำรา ของ แดรกเกอร์, ไมเคิล อี พอร์เตอร์ ให้ขึ้นใจ อ่านหนังสือตาม strategy ต่าง ๆ สารพัดที่ฝรั่งจะถุย ออกมา เราก็อ่าน ลูกน้องเราก็อ่าน หัวหน้าเราก็อ่าน คู่แข่งเราก็อ่าน อ่านแล้วก็ทบทวนฝลประโยชน์ในมือกันทุกคน ลูกน้องต้องการทำงานให้น้อยที่สุด สวัสดิการสูงสุด รายได้ เงินเดือนมากสุด หัวหน้าต้องการผลงานสูงสุด บอร์ดออฟไดเร็คเตอร์ ประชุมกี่ครั้งก็อยากเห็นตัวเลขที่มากขึ้น ๆ ลูกค้าต้องการสิ่งที่ดีที่สุด บริหารดีเยี่ยมแต่จ่ายเงินน้อย ๆ ใครประสานผลประโยชน์ตรงนี้ได้ optimize ก็ประสบความสำเร็จ ไม่ต้องไปอ่านหนังสือของฝรั่งเลย มันคือการบริหารผลประโยชน์จัดสรรให้ลงตัวก็เท่านั้น

นักลงทุน ทุกคนมีความเป็นนักลงทุนอยู่ในตัวอยู่แล้ว เกิดมา เรียนหนังสือ ทำงาน มันคือการลงทุนให้ดอกผลที่ต่างกัน คนส่วนใหญ่ชอบที่จะได้เงินเดือนเป็นความสม่ำเสมอและความมั่นคงของชีวิต เพียงแต่ผมไม่คิดว่าคำตอบของชีวิตมันจะง่ีายอย่างนั้น เงินเดือนเป็นเพียงรายได้ที่เกิดขึ้นจากการลงทุน ยกตัวอย่างเช่น คุณเป็น พนักงานเงินเดือน 10,000 บาทต่อเดือน ลองเปรียบเทียบดูว่าหากคุณต้องการเงิน 10,000 บาทต่อเดือน คุณต้องลงทุนอะไร เช่น ฝากเงิน แสดงว่าคุณต้องได้ ดอกเบี้ย = 120,000 บาทต่อปี แสดงว่าคุณต้องมีเงินต้นอย่างน้อย ุ6,000,000 ใช่หรือไม่ ดังนั้นแสดงว่าตัวคุณเองเป็น Asset ที่มีมูลค่า 6,000,000 เจ้านายเอาคุณไปใช้แล้วจ่ายดอกให้สองเปอร์เซนต์ต่อปี เพื่อเอาไปทำรายได้ = xx เท่าไรแล้วแต่บริษัทที่คุณทำงาน นั่นหละครับคือส่วนต่าง เห็นมุมมองของนักลงทุนกับนักบริหารรึยัง?

นักเก็งกำไร ใช้ผลประโยชน์จากส่วนต่างตรงนี้แหละครับ ต้นทุนให้น้อยและกำไรให้สูง ผู้บริหารทำได้หรือไม่ถ้าทำไม่ได้ก็จะไปเจอแรงกดดันจาก หัวหน้า ผู้บริหารระดับสูง ฯลฯ ทำได้มั๊ย ถ้าทำไม่ได้ก็ลาออกไป กลับไปทบทวนข้อแรกบทบาทของผู้บริหาร

เป็นวัฎจักร เช่นนี้ เรื่อย ๆ ไป

 

โดย: Dja 19 พฤศจิกายน 2553 0:40:12 น.  

 

กฎของแมวฉบับคุณค่า

กฎของแมวฉบับคุณค่า
ผมพิจารณาขอบเขตความ สามารถของตนเองตาม Circle of Competency เท่าที่ตัวเองมีพบว่า ถ้าใช้ความพยายามในการคัดเลือกหุ้นตามกฎของแมว แล้ว ผมได้หุ้นดี ๆ มาอยู่ในมือพอสมควร แต่ ผมก็ทำหลุดไป ขายก่อนเวลาบ้าง ไม่ Cut-loss เมื่อตกบ้าง ขายแล้วไม่ได้ซื้อคืนบ้าง ถือจนขาดทุนบ้าง สรุปแล้วผมเองพบว่าตัวผมเองไม่มีทักษะในการขาย กฎของแมวที่ให้ไว้ใช้ได้ดีสำหรับการซื้อไม่ใช่สำหรับการขาย ผมเองใช้เวลาก่อนการซื้อนานพอสมควร จะเรียกว่านานมากในการทำการบ้านก็ได้ แต่ใช้เวลาน้อยนิด บวกกับจิตใจที่ไม่มั่นคงในการขาย ผมค้นพบว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ถ้าเราจะเป็นคนมีเหตุผลแล้วเราควรจะมีเหตุผลให้ตลอดรอดฝั่ง หากเราซื้อด้วยเหตุผลแต่ขายเพราะอารมณ์ ไม่ว่าจะโลภหรือกลัว เราจะเป็นคนที่ไม่มีเหตุผล
เหตุผล+ไม่มีเหตุผล = ไร้แก่นสาร ไร้จุดยืน
นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเริ่มคิดเรื่องการไม่ขายตลอดชีวิตอย่างจริงจัง แต่ผมจะทำรึเปล่าหรือผมจะทำได้รึเปล่า?
การ ไม่ขายตลอดชีวิต เป็นคำตอบจริง ๆ หรือ เท่าที่ได้คุยกับพี่แมว ผมพบว่าพี่แมวเองก็ไม่ได้มีคำตอบที่ดีสำหรับการขาย หลายครั้งที่ซื้อมาได้กำไร จนขาดทุน จนแล้วจนรอดพี่แมวก็ไม่ได้มีคำตอบที่ดีสำหรับผม แล้วเราควรจะขายเมื่อไร? ทำไมถึงตอบยาก เพราะเราไม่รู้จักคุณค่าที่แท้จริงของหุ้นที่เราถือ และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้งของการเริ่มต้นเรียนรู้เรื่องราวของ Warren Buffett อีกครั้งอย่างจริงจังกว่าเดิม พี่แมวเองก็เป็นคนที่สนใจเรื่อง บัฟเฟตต์ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจดูเหมือนว่าวิธีการของพี่แมวจะใส่ใจกับเทคนิคัลมากกว่า การใส่ใจกับเทคนิคคัลนั้นไม่ผิดแต่ บางครั้งอธิบายเหตุผลที่แท้จริงยาก พี่แมวเป็นคนที่ศึกษาด้าน Quantitative Analysis มากแต่ไม่สนใจด้าน Fundamental เลย มันจะเป็นไปได้มั๊ยถ้าเราจะเอาทั้งสองอย่างมารวมกัน (?) บวกประสบการณ์และคำสอนของครูบาอาจารย์ต่าง ๆ เข้าไป ประกอบกับพี่แมวก็ต้องทำงานประจำและเดินทาง คงเป็นไปไม่ได้ที่จะเฝ้าหน้าจอทั้งในเวลาทำงาน (คงโดนไล่ออกเป็นแน่แท้) แต่ที่แน่ ๆ ปีที่แล้ว(2008) ผมและพี่แมว ขาดทุน!

การซื้อหุ้นที่ตก อย่างเดียวไม่ใช่คำตอบทั้งหมดแน่ เพราะถึงซื้อมาได้ถูกจริง แต่ก็ไม่รู้ (เดาก็ยาก) จะขายเมื่อไร เพราะขาดหลัก ไอ้ครั้นจะถือไว้ก็จะมีหุ้นเน่า ๆ เต็มพอร์ต เพราะรู้จักแต่ซื้อหุ้นถูกแต่ ไม่รู้แม้กระทั่งกฎเกณฑ์ในการเดาคุณค่า ซึ่งเป็นสิ่งที่มากกว่าราคา ดังนั้น ผมและพี่แมวจึงเริ่มต้นอีกครั้ง และอีกครั้ง และอีกหลายครั้งในการอ่านหนังสือของ Warren E. Buffett ให้จริงจังมากขึ้น ๆ ๆ อีก เพื่อเอาเทคนิคเหล่านั้นมาเพิ่มประสิทธิภาพของพอร์ตเรา ถ้าจะเรียกใหม่ให้เป็น กฎของแมวฉบับคุณค่า ก็น่าจะดี แต่ถ้าจะเรียกเป็นภาษาอังกฤษก็น่าจะเป็น Selective buying

ผมและพี่ แมวเถียงกันมาหลายครั้ง ถ้าจะทำให้ Cat’s rule philosophy คงอยู่ต่อไปต้องเพิ่มวิธีคิดเรื่อง Value Investing เข้ามา คือนอกจากจะซื้อหุ้นถูกแล้ว ยังต้องคัดสรรอีกด้วย ใส่ใจคุณค่า เพื่อคัดสรรการลงทุน (ดังนั้นจึงตั้งชื่อวิชาสามดาบแยกออกมาจากกฎของแมว เพราะวิชาสามดาบว่ากันที่เทคนิคัล ล้วน ๆ ซึ่งเป็นเหมือนหนังสืออ่านนอกเวลาจากกฎของแมว และที่สำคัญปี 2009 ผมและพี่แมวไม่นำวิชาสามดาบมาใช้เลย)

ผมและพี่แมว คงผิดอีก แต่ผิดเพื่อเรียนรู้และปรับปรุงไปเรื่อย ๆ ชีวิตคือการเรียนรู้ เจ็บเพื่อเข้าใจ ดังนั้น พี่แมวจึงให้ผมลบ blog เรื่องข่าวเศรษฐกิจออก แต่คงหัวเรื่องไว้ และจะพิจารณาสิ่งที่มีคุณค่า (value) มากกว่าข่าว เช่น สัมภาษณ์ ข้อคิดดี ๆ จากคนไทยหรือเทศ ก็ว่ากันไปตามความเหมาะสมและเวลา ส่วนหัวข้อบันทึกเพื่อวิเคราะห์ คงเป็นเรื่องเชิงลึกของพอร์ต ตัวเองมากขึ้น เพื่อสร้างแก่น ให้ผมและพี่แมวได้ยึดเหนี่ยว ว่าเราได้มาในทิศทางที่ถูกต้อง (หรือผิดพลาด) มากยิ่งขึ้น

ผมปรึกษา กับพี่แมวและจึงลงมือเขียน blog อีกครั้งโดยไม่ Modify blog เลย ยึดหลักเดียวกับเวปของเบิร์กไชร์ เพื่อคงไว้ซึ่งความเรียบง่ายของชีวิต และการลงทุน ส่วน blog เรื่องบันทึกเพื่อวิเคราะห์ก็จะบันทึกถึงหุ้นที่ซื้อมา ในแต่ละปี จะทยอย เขียนเข้าไปเรื่อย ๆ ตามความเป็นจริง ผมมีความเชื่อลึก ๆ ว่าแม้ปู่บัฟเฟตต์จะขาดทุน หรือกำไร เค้าบอกเสมอในจดหมายประจำปีของเบิร์กไชร์ว่ายินดีรายงานไปตามความจริง หากมีข้อผิดพลาด (เช่นในปีที่แล้ว) ก็จะบอกมาตรง ๆ เพื่อเรียนรู้ กูรู ขนาดปู่ ยังเรียนรู้ไม่จบ แล้วผมกับพี่แมวล่ะ ก็คงต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นกันต่อชีวิตคือการลงทุน รูปด้านขวาบนมาจากหนังเรื่อง 15ค่ำฯ ผมประทับใจกับคำว่าทำในสิ่งที่เชื่อและเชื่อในสิ่งที่ทำ ผมและพี่แมวคงจะเริ่มใช้แนวทางนี้ไปเรื่อย ๆ ตราบที่เราเรียนรู้มันไปพร้อมกัน

ผมและพี่แมวตั้งใจจะใช้ประโยชน์ จาก blog ของพี่แมวในการบันทึกวิธีคิดและข้อผิดพลาดของตนเอง ซึ่งแน่นอนพวกเราคงไม่ได้เขียนบ่อยนัก แต่เพื่อให้ในอนาคต พวกเราเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ไม่ว่านานแค่ไหน ดังนั้น blog นี้จึงไม่ได้เป็นการชี้นำ ชี้แนะ สอน หรือบอกใบ้ แก่ใครทั้งสิ้น แต่เป็นการวิเคราะห์ตามแนวทางที่ผมและพี่แมวตกลงร่วมกันลงทุนและพัฒนาทั้ง Portfolio และ Methodology และเป็นกลยุทธ์ที่บ้าบิ่นและไร้สาระที่สุดอันหนึ่งของโลกแห่งการลงทุน

สุด ท้ายสโลแกนประจำ blog พี่แมวชอบเพลง อยู่เพลงหนึ่งของ คาราบาว/เฉลียง/Modern Dog คุณประภาส เป็นคนแต่งครับ จวบกับบ้านนอกของผมก็อยู่ติดริมคลองเวลานั่งคิดนั่งมองสายน้ำแล้วมันมีความ สุขแบบบอกไม่ถูกเหมือนกัน หากเราเริ่มต้นที่คำว่าพอและพอเพียง ชีวิตและสายน้ำ มองและคิดได้อย่างไม่สิ้นสุดครับ -> มองลำธารผ่านความคิด มองชีวิตอย่างพอเพียง

ลูกแมวน้อย


Create Date : 15 พฤษภาคม 2552
Last Update : 15 พฤษภาคม 2552 19:26:54 น.

 

โดย: Dja 19 พฤศจิกายน 2553 0:41:04 น.  

 

หงส์ดำ

ไม่มีแต้มต่อแล้วมั๊งครับสำหรับการเข้าตลาด เพื่อหาหุ้น ณ วันนี้ บอกตามตรง ตระแกรงร่อนของผมนั้นแทบจะหาหุ้นเข้าพอร์ตไม่ได้ (แต่ก็นะ อุตสาห์ ลากติดอวนมาสองตัว) ผมว่าดีนะได้ฝึกความสามารถมากขึ้นกับภาวะตลาดที่เปลี่ยนไป ตอนต้นปีการร่อนเพื่อหาหุ้นเล่นนั้นง่ายกว่าตอนนี้มากเพราะภาวะตลาดที่ bearish นั้นหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่ามีจำนวนตัวสูงกว่าในช่วงตลาดภาวะ bullish

แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะ Who cares!

นาน ๆ ทีจะหันมามองพอร์ตของตัวเองที มัวแต่ระเริงกับพอร์ตของคนอื่นอยู่ ว๊าว ปีนี้มี หุ้นหนึ่งเด้ง (สองเท่า-โต 100%) เกาะพอร์ตมาแล้วสองตัว ดีใจจังครับ ตั้งแต่เล่นหุ้นมา นี่ก็เป็นสองตัวแรกในชีวิตนี่หล่ะครับที่ได้เด้ง ตัวนึงเป็น Growth stock ทำพวกเคมีภัณฑ์ อีกตัวนึงก็เป็นสวนอุตสาหกรรมครับ พอจับความรู้สึกนี้ได้ก็รู้สึกดีกับการเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองในการเฟ้นหา หุ้นตกมาเป็นหุ้นเด้งได้ ก็รู้สึกดีว่า กฎของแมวนั้นหากเพิ่มการเฟ้นหาเชิงปริมาณเข้าไปมันเข้ากันได้ดีทีเดียว แมวหมอบ รอ (มีนกมาหลายตัว...เลือกตัวดีดี...ใช้เหตุผลในการเลือก) ดีดขึ้น ไล่หุ้นไม่ทัน อย่าไล่! รอใหม่ มีมาให้เล่นทุกวัน

แต่จากที่สังเกต พอร์ตตัวเองพบว่ามีอีกหลายตัว ไม่ไปไหน ทีนี้เราก็เลยคิดถึง ปีเตอร์ ลินช์ ขึ้นมา ลินช์ เองเคยบอกว่า หุ้นในพอร์ตของตัวเองมีเป็นพัน ๆ ตัว ผมเองจำไม่ได้ว่ามีมากเท่าไร? แต่ที่วิ่งขึ้นมีเพียงไม่กี่ตัว แต่ก็พอเพียงกับการสร้างกำไร ทดแทนหุ้นเน่า ๆ ที่ขาดทุน คิดดูนะครับ มีหุ้นเป็นพัน ๆ ตัว มากกว่าจำนวนหุ้นในตลาดของไทยซะอีก นั่นก็คือการจำกัดความเสี่ยงในรูปแบบหนึ่งของ ปีเตอร์ ลินช์ ผมกำลังจะพูดถึงเรื่องความเสี่ยง เพราะถึงแม้เราใช้หลักการเดียวกันในการเข้าหาหุ้น แต่ในภาวะ bearish และ bullish นั้นความเสี่ยงมันต่างกัน การจำกัดความเสี่ยงนั้นทำได้อย่างไรสำหรับนักลงทุนระยะยาว มีวิธีครับ ไว้จะหาโอกาสเล่าให้ฟัง

ผมได้คุยกับหลายคนที่มีคำถามว่าทำไมหุ้นขึ้น เศรษฐกิจ ดีแล้วมั๊ง ผ่านวิกฤตแล้ว (จริงหรือ? แต่เอาเถอะเซียนหุ้นส่วนใหญ่บอกอย่าไปซีเรียสกับเศรษฐกิจ) ปรากฎการณ์อย่างหนึ่งที่อยากจะเขียนวันนี้ก็คือ ความไม่แน่นอน กับหนังสือเรื่อง Fooled by Randomness ของ Nassim Nicholas Talebนั้นเป็นหนังสือที่สนุกและยอมรับครับว่าอ่านยาก แต่เนื่องจากผมเป็นแฟน Math และชอบเรื่องเศรษฐศาสตร์ ถ้ามีใครไปถามเค้า เค้าจะพูดเรื่อง Randomness ไว้น่าฟัง ปรากฏการณ์เชิงสุ่มมันเกิดขึ้นและมีผลรุนแรง โดยไร้เหตุผล และไร้สติ
ลองมาดูบทสนทนา ของคนสองคน

ปลายปีที่แล้วตอนหุ้น 400 กว่า
ทำไมไม่ซื้อล่ะ – บ้าเหรอ เดี๋ยวมันตกลงไปอีก บ้านเมืองเราแย่ขนาดนี้ใครจะมาเที่ยวมาลงทุน หุ้นมันเจ๊งกันทั่วโลก

ต้นปีหุ้น 400 กว่า เริ่มมา 500
ทำไม ไม่ซื้อล่ะ – บ้าเหรอ เดี๋ยวมันตกลงไปอีก บ้านเมืองเราเพิ่งเปลี่ยนแปลงจะไปรอดเหรอ แย่ขนาดนี้ใครจะมาเที่ยวมาลงทุน หุ้นมันเจ๊งกันทั่วโลก โง่

ไตรมาสแรก หุ้น 500 กว่าจะมา 600
ทำไมไม่ซื้อละ- บ้าเหรอต้องรอผลประกอบการไตรมาสสองก่อน ฝรั่งซื้อเดี๋ยวมันก็ขาย จำไม่ได้เหรอไง

ไตรมาสสอง หุ้นมายืนที่ 600
ทำไมไม่ซื้อละ – เดี๋ยวมันก็เป็นตัวดับเบิ้ลยู ขึ้นเดี๋ยวก็ลง อ่ะ อ่ะ ซื้อนิดนึงก็ได้ อย่าลืมนะต้องรีบ ๆ ขายล่ะ

หุ้น 650
หู ยยย ไม่ซื้อไม่ได้แล้ว เร็วเข้าพวกเรา ฮูเรรรรรร หูย หุ้นไทยผันผวนน่าดูเลยเนอะพวกเรา ดีนะ ได้มาสามช่องห้าช่องก็ต้องรีบออกละ เกือบแย่น่ะ ชั้นเก่งมั๊ย หูยยยยย หุ้นไทยอันตรายจริง ๆ

เออ ว่าแต่พรุ่งนี้มีตัวไหนจะเข้าอีก
???

ผมก็ไม่รู้ครับทำไมหุ้นขึ้น ผมจะไปรู้ได้ไง พี่แมวก็ไม่รู้เหมือนกัน ยังสงสัยว่าพวกเราที่อยู่ในตลาดหุ้นดีใจอะไรกัน แต่ถ้าไปถาม

Taleb เค้าเคยเขียนหนังสืออีกเล่มนึงครับผมยังไม่ได้อ่านแต่คิดว่าต้องอ่านให้ได้ คือเรื่อง Black Swan ปรากฎการณ์ของหงส์ที่ลอยอยู่สวยงามอยู่เหนือน้ำ แต่ใต้เท้าตีน้ำสะบัด และยามใดที่หงส์นั้นดำดิ่ง จะดำจมดิ่งควงสว่านลงสู่ก้นบึ้งเพื่อล่าอาหาร อย่างรวดเร็ว จนไม่มีใครตามทัน Taleb ได้อุปมาอุปมัยว่า การขึ้นลงอย่างไร้เหตุผลและรวดเร็วนั้นเปรียบได้กับการดำดิ่งของหงส์ และที่ต้องเป็นหงส์ดำก็เพราะหงส์ดำมันคงหายากกว่าหงส์ขาว (มั๊ง อันนี้ผมมั่ว ๆ เอานะ)

เพียงแต่ว่าการขึ้นลงแบบไร้เหตุผลและรุนแรงนั้นมีอยู่จริง มากมาย ในตลาดหุ้น

วันนี้คุณเห็นหงส์ดำรึยัง?

 

โดย: Dja 19 พฤศจิกายน 2553 0:41:34 น.  

 

Weakness of attitude becomes weakness of character. ~Albert Einstein

ประเทศเจ็บ ผมเจ็บ แต่ผมเข็มแข็ง และถูกฝึกมาให้ (ต้อง) อดทน นักลงทุนที่แท้จริงนั้นต้องใจเย็นและรอคอยด้วยสติปัญญา ด้วยสายตาที่มุ่งมั่น
เส้นทางนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคแก่การลงทุนแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกับสร้างโอกาสในการลงทุนที่เพิ่มขึ้น อย่างมากมายมหาศาล

ถนนสายลงทุนนั้นจะใช้คนขับที่เป็นนักเก็งกำไรไม่ได้
ถนนแห่งการเก็งกำไรนั้นจะใช้คนขับที่เป็นนักลงทุนก็ไม่ได้ เช่นเดียวกัน
เพื่อน ผมส่วนมากเป็นนักเก็งกำไรเป็นเพื่อนที่น่ารักทุกคน ผมเป็นนักลงทุนเพราะไร้ความสามารถในการทำกำไรจากการเก็งกำไร ผมตัดสินใจแล้วตัดสินใจมานานแล้ว และผลการดำเนินงานมันก็บอกตัวมันเองว่ามันดีกว่าแต่ก่อนเพียงใด

หุ้น ขึ้นอย่าถามว่าเมื่อไรจะลง เช่นเดียวกันหุ้นลงอย่าถามว่าเมื่อไรจะขึ้น ตอนหุ้นขึ้นหลายคนนั่งชะเง้อน้ำลายไหล ตอนนี้ลงมาเห็น ๆ ก็ไม่มีใครสนใจกัน (?)

เราเป็นนักเก็งกำไรหรือนักลงทุน ถ้าเราเป็นนักลงทุน เราเป็นนักลงทุน ระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว
ปีเตอร์ ลินซ์ เชียนไว้ในหนังสือของเค้ามันคงตลกถ้าใครกล้ายกมือแล้วบอกว่าผมเป็นนักลงทุนระยะยาว
ผม เคยฟัง ดร.สุเมธ ท่านกล่าวให้กับงานที่หนึ่ง ถ้าจำไม่ผิดเป็นงานของไทยพาณิชย์ เนื้อความทั้งหมดจำไม่ได้ ท่านสัพยอกว่า “พวกเราเล่นหุ้นกันอย่างไร เล่นหาข้าวเย็นหรือ?” แล้วผู้ฟังก็หัวเราะชอบใจ
ดร.นิเวศน์ ท่านเล่าให้ฟังในบทความเร็ว ๆ นี้ว่า 90% ของเงินของท่านทั้งหมดอยู่ในหุ้น อยู่มานานแล้วจนตอนนี้แว่ว ๆ ว่าพอร์ตของท่านเกินพันล้านบาทไปแล้วครับ

ส่วน ตัวผมเอง เขียนไว้ในบอ็อกแล้วว่าไม่ขายก็คือไม่ขาย ขึ้นก็ไม่ขาย ลงก็ไม่ขาย มีปรับพอร์ตบ้างเพื่อให้โฟกัสมากขึ้น แต่รับรองไม่ไปจากตลาดแน่นอน จะเป็นนักลงทุนที่ไม่ขายตลอดชีวิต ใครจะว่าบ้าก็ไม่เป็นไร ดีใจที่บ้า

ดีใจที่ได้เดินบนถนนสายนักลงทุน

ดีใจที่มีเพื่อนสนิทที่ชื่อ “เวลา” เวลาเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ เป็นมิตรกับทุกคนให้ทุก ๆ คนเท่าเทียมกัน

วิกฤต ครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ แตกต่างจาก 9/11 แตกต่างจากวิกฤตภายนอกเพราะเป็นวิกฤตภายในล้วน ๆ เป็นวิกฤตในบ้านของเราเอง
ผมเป็นคนคิดสวนกระแส นักเขียนหลายคนที่วิจารณ์บัฟเฟตต์ไว้ก็พบว่าบัฟเฟตต์เป็นคนสวนกระแส แต่เป็นนักสวนกระแสที่ใช้สมอง

หลายคนชอบซื้อตามฝรั่ง ขายตามฝรั่ง เป็นเทคนิกการเก็งกำไรที่ดี แต่ไม่ใช่เทคนิคการลงทุน

ผม ซื้อตามรายย่อย เพราะคนบอกซื้อแล้วหุ้นลง ผมก็ซื้อซะงั้น ซื้อมันทุกรอบตามรายย่อย แต่เชื่อมั๊ยการซื้ตามรายย่อยนั้นมีผลดีกับการลงทุนอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อย่อยซื้อหรั่งขาย ราคาหุ้นจะลงเป็นระยะ จะมีเวลาให้คิด เวลาสำหรับการคิดนั้นสำคัญ เมื่อซื้อแล้วไม่ต้องบ้าไล่หุ้น แล้วถ้าซื้อแล้วลงอีกทำยังไง ก็ดี เดือนหน้าเงินเดือนออกจะได้ซื้อเพิ่มอีกก็บอกแล้วว่าผมไม่ขาย ผมก็ไม่ซีเรียส ผมขายไม่เป็นครับ ผมตัดการเรียนรู้เทคนิกการขายไปจากชีวิต แค่การซื้ออย่างเดียวก็มีเรื่องให้เรียนไม่หมดอยู่แล้ว ดังนั้นสำหรับผมง่ายมาก 1.ย่อยซื้อผมซื้อ 2.หรั่งซื้อผมถือ 3. odd ของการลงทุนเปลี่ยน ผมปรับพอร์ท ก็แค่นั้น (สัญญาไว้ตั้งแต่ครั้งที่แล้วจะว่าด้วยเรื่อง odd ของการลงทุนก็ไม่มีเวลา สัญญาว่าจะเขียนแน่ ๆ )

คุณเชื่อในสิ่งที่คุณคิดมั๊ยล่ะ คุณกล้าแตกต่างรึเปล่า และที่สำคัญ คุณเป็นตัวของตัวเองเพียงพอหรือไม่กับการเป็นนักลงทุนระยะยาว (หลายคนอ่านถึงตรงนี้คงหัวเราะ หึ หึ ๆ)

ตัวเราจะบอกในสิ่งที่ตัวเรา เป็น ผมเป็นนักลงทุนไทย วันนี้ผมดีใจที่ผมพูดได้เต็มปาก ผมมีวิธีคิดและลงมือปฏิบัติตามกรอบของผมเอง ซึ่งได้รับการถ่ายทอดทางอ้อมและทางตรงมาจากครูบาอาจารย์หลาย ๆ คน ผมประสบความสำเร็จแบบพอเพียง จากพอร์ตหุ้นและกองทุนหลักแสนเมื่อเริ่มต้นปี 2547 ตอนนี้มีเพิ่มมาเกือบ ๆ สิบเท่า จากการทำงานลงทุนเพิ่ม จากปันผล และจาก capital gain

ผมเป็นนักลงทุนไทย เป็นนักธุรกิจไทย เป็นที่ปรึกษาให้บริษัททั้งไทยทั้งเทศ เกิดเมืองไทย พูดไทยคล่องปรื้อ ทำงานกับฝรั่ง ไม่เคยอายเวลาพูดอังกฤษสำเนียงไทย

วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤติภายในครับ เราอยู่บ้านหลังนี้ครับถ้าบ้านหลังนี้มีรอยร้าว เราจะซ่อม
ถ้า ผนรั่วเราจะอุดหลังคา ถ้าฝนรั่วในคืนฝนตกหนัก ใครมีกระมัง หม้อไห ก็เอามารอง เราจะนอนฟังเสียงฝนด้วยกัน ถึงจะนอนอาบน้ำตา ถึงจะนอนอาบน้ำตา
ถ้า กระไดผุเราจะเปลี่ยนไม้กระได ไม้ฝา หน้าต่าง เรามีแรง เรามีค้อน เรามีแรง เรามีภูมิปัญญา เรามีมือ เรามีขา มีสมอง บ้านของเรา เราต้องช่วยกันคุณอยู่ ผมอยู่ ทุก ๆ คนอยู่ อยู่ในบ้านของเรา ทุก ๆ คนทำหน้าที่ของตนเองให้ดี อยู่ในประเทศของเรา เพื่อประเทศของเรา เพื่อเศรษฐกิจของเรา

แล้วตลาดหุ้นเรามันจะดีไปเอง

 

โดย: Dja 19 พฤศจิกายน 2553 0:42:44 น.  

 

เยี่ยมยอดเลยครับ

 

โดย: ฉันรักการเล่นหุ้น 19 พฤศจิกายน 2553 6:47:29 น.  

 

very good idea

 

โดย: wildbirds 19 พฤศจิกายน 2553 15:08:40 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


Dja
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Dja's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.